ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาสนาฤาเคราะห์

ชื่อตอน : วาสนาฤาเคราะห์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ย. 2563 16:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาสนาฤาเคราะห์
แบบอักษร

แดนสวรรค์จำแนกแบ่งออกเป็น หกแดน ประกอบด้วย แดนบูรพา แดนอาคเนย์ แดนทักษิณ แดนประจิม แดนอุดร และแดนอิสาน แต่ละแดนล้วนประกอบไปด้วยเผ่าเทพเซียนที่ต่างจำแนกออกได้อีกนับไม่ถ้วน หลักๆ ที่ทราบกันดีอยู่แล้วนั้นคือเผ่าสวรรค์ เผ่าสวรรค์ปกครองด้วยองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้ที่สามารถสั่งการได้ทุกสวรรค์ชั้นฟ้า และยังสามารถสั่งการได้ถึงเผ่าที่อาศัยร่วมแดน หรือแม้กระทั้งเซียนมนุษย์ที่ขึ้นตรงต่อเผ่าสวรรค์ก็นับว่าสามารถสั่งการได้ และหากเผ่าอื่นมีความนับถือเลื่อมใสก็สามารถขอย้ายแดนมายังเผ่าสวรรค์ได้

แต่กระนั้นเพื่อความมั่นคงของหกพิภพทั้งหกยังต้องอาศัยการวิวาห์เชื่อมสัมพันธ์ ผ่านมานี้นับแสนปีแล้วที่องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้ยอมปล่อยให้แดนบูรพาอยู่นอกเหนือการปกครอง เพียงเพราะผู้ปกครองเผ่าปักษาไม่มีทายาทเป็นธิดา ผ่านมานับแสนปีก็ยังไม่มีทีท่า...

อำนาจการปกครองของเผ่าปักษานั้นนับว่าล้นมือ เนื่องจากแดนบูรพาเป็นแดนที่ครอบคลุมความยิ่งใหญ่ไปถึงสองส่วนจากหกส่วนของพิภพเทพเซียน ในหนึ่งแดนบูรพามีสองเผ่า คือเผ่าปักษาและเผ่าบุปผา อดีตกาลทั้งสองเผ่าเคยเกิดการต่อสู้เพื่อยื้อแย่งการปกครองดินแดนบูรพากินเวลานับสองหมื่นปี

แต่ในพื้นที่เผ่าปักษาที่มีแหล่งถือกำเนิดเสริมปราณทิพย์ เหล่าเทพเซียนต่างเรียกพื้นที่นั้นว่าแอ่งบรรพตจุติ สถานที่นั้นเองที่ทำให้พวกเขามีกำลังต่อสู้ที่มากกว่าเผ่าบุปผา ตั้งแต่นั้นมาแดนบูรพาก็ถูกปกครองด้วยองค์เทพบดีแห่งเผ่าปักษา แต่เมื่อพระองค์ดับขันนิพานไปพระองค์ก็ทิ้งให้เหล่ามหาเทพขั้นสี่คอยดูแลแดนบูรพาสืบมาอีกหนึ่งแสนปี

จนกระเรียนศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าปักษาได้ถือกำเนิดอีกครั้ง ทันทีที่ลืมตาดูดินแดนเซียนเขาก็ได้รับศักดินาติดตัวมานั้นคือ องค์ชายแห่งเผ่าปักษา นับจากนั้นมาอีกแสนปี เผ่ามารหรดีและเผ่ามารพายับทำทีท่าว่าพยายามสู่ขอองค์ชายแห่งเผ่าปักษาเพื่อสานไมตรี เหตุนี้เององค์เหง็กเซียนฮ่องเต้จึงลุกขึ้นมาจากการบำเพ็ญเพราะเกรงว่าหาก เผ่าปักษาสานไมตรีกับเผ่ามาร นับจากนี้คงเกิดเรื่องราวที่ไม่สามารถอุดรอยรั่วของเผ่าสวรรค์ เผ่ามาร และเผ่ามนุษย์ได้อีก

เพราะคำที่ว่าสามพิภพปรองดอง เทพไม่ปราบมาร มารไม่รุกรานมนุษย์ มันไม่มีอยู่จริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้จึงต้องเรียกประชุมเซียนชั้นระดับสามไปจนถึงมหาเทพทั่วทั้งเผ่าสวรรค์

ม่านมุกพลิ้วลมสีขาวทิ้งชายห้อยระย้า เหล่าเทพเซียนต่างเริ่มมาร่วมการประชุม พวกเขาเหาะเมฆบ้าง ขี่สัตว์วิเศษของตนบ้าง แต่ก็ต้องลงเทียบที่ประตูสวรรค์ชั้นสิบฟ้า เพื่อทำการตรวจสอบป้ายหยกระบุฐานะ

เสียงพูดคุยดังอยู่ไม่ขาดสาย เซียนทั้งหลายต่างพากันหันหน้าเข้าคุยกับคนที่ตนรู้จัก บางคนก็คอยสังเกตว่าผู้ใดคือใคร เพื่อทำการคาดการว่าหากตีสนิทจะส่งผลดีต่อตนเองในภายภาคหน้าหรือไม่

เสียงนั้นดังไม่หยุดมาสองเค่อ จนกระทั่งมีเซียนผู้หนึ่งย่างเท้าเข้ามาในท้องพระโรงสวรรค์อย่างเงียบเชียบ

“ถวายบังคมองค์รัชทายาท” พวกเขารีบหันมาผสานมือต่อผู้มีตำแหน่งองค์รัชทายาท พระองค์ไม่โต้ตอบแม้แต่นิด เปลือกตาที่ปิดอยู่ไม่คิดแม้แต่จะชายแลพวกเหล่าเทพเซียน เขาเดินด้วยทวงท่าสง่าผ่าเผยตรงไปยังที่ประทับต่ำกว่าบัลลังก์หนึ่งขั้น แหวกสาบชายเสื้อคลุมไปด้านหลังแล้วนั่งลงหลังแท่นโต๊ะเตี้ย

เหล่าเทพเซียนในบริเวณนั้นต่างพากันประจำที่ไม่พูดคุยดั่งคราแรก ดวงตาของพวกเขาจับจ้องไปยังองค์รัชทายาท ผู้เป็นมังกรดำศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นเจ้าของดินแดนโลกีย์ แต่กลับเข้ามาอาศัยร่างทิพย์ของโอรสองค์เหง็กเซียน วิญญาณโอรสขององค์เหง็กเซียนจึงเกิดใหม่อีกครั้งเป็นองค์ชายอันดับรองจากเขา

นับว่าการมานอกจากจะเกิดปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว จิตทิพย์ยังใหญ่ยิ่ง! ทั่วทั้งหกดินแดนสวรรค์และสองดินแดนมาร ไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ มังกรตนนั้นสามารถผลักจิตเซียนระดับสี่ออกจากร่างทิพย์ได้ทั้งยังเสกสรรค์ร่างกายขึ้นมาใหม่ เพียงแค่นี้ก็ทราบแล้วว่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มิใช่เป็นเดรัชฉานที่บำเพ็ญจนได้จุติเป็นเซียน แต่เขาคือผู้ถือครองความยิ่งใหญ่แห่งพิภพ!

เป็นเช่นนี้ใครเหล่าจะกล้าต่อกรหรือขัดแย้งเขา ขนาดผู้ที่เขาเรียกว่าพระบิดา ยังไม่กล้าแม้แต่จะออกคำสั่ง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์รัชทายาทคือดินฟ้าอากาศและสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลอมรวมกันจนเกิดเป็นมังกร มิใช่โอรสของตน…

เขาผู้นั้นยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ไม่แน่ว่าร่างมังกรของเขาอาจจะดูดซับพลังแห่งจักรวาลมานับล้านปี ไม่มีใครรู้ได้เลยจริงๆ ว่าดวงตาสีทองประกายนี้ซ่อนความลับแห่งพิภพจบมหาสมุทรไว้มากเพียงใด

 

“องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศการมาของพระองค์ทำให้ทุกคนยกมือขึ้นผสาน องค์ชายรองแห่งเผ่าสวรรค์เดินตาม หลังไม่ห่าง แล้วหยุดยืนหลังบิดาของตน

องค์รัชทายาทสวรรค์เปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ปรากฏเป็นสีทองสะท้อนม่านมุกงดงาม พระองค์มองจนพอใจแล้วก็ปิดเปลือกตาลงตามเดิม

“พวกเจ้าคงรู้เรื่องเผ่าปักษาและเผ่ามารแล้ว” องค์เหง็กเซียนว่าเช่นนั้นแล้วก็เงียบไปอึดใจ

“องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าน้อยขอเสนอแนะ”

องค์เหง็กเซียนเห็นว่าผู้เสนอตัวยกมือผสานชันเขาขึ้นผู้นั้นคือ เทพแห่งเขาชิงหวง เป็นเทพที่รักความสงบอายุขัยก็เข้าสามแสนปีไปแล้วการที่จะกล่าวสิ่งใดย่อมรู้กฏเผ่าสวรรค์ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกวาจาที่ออกจากปากก็คงต้องเป็น เรื่องที่ผ่านการเจียระไนควรค่าแก่การรับฟัง

“เชิญท่านเทพว่ามาเถิด”

“เดิมที พิภพสวรรค์มิได้ถือกำเนิดโดยอาศัยการสืบพันธ์ทางร่างกายเฉกเช่นมนุษย์ กระหม่อมตะขิดตะขวงใจมานานจนเริ่มฉงนว่า เหตุใดพระองค์ต้องทรงยึดติดกับเพศขององค์ชายเผ่าปักษา ในเมื่อเหล่าเทพเซียนส่วนใหญ่ บ้างก็เกิดจากก้อนหิน บ้างก็เกิดจากต้นไม้ใบหญ้า พวกเราล้วนเป็นธรรมชาติสร้างกายทิพย์ขึ้นมาเป็นเซียนบนเผ่าสวรรค์ ซ้ำร้ายยังต้องลงไปใช้กายหยาบเผชิญเคราะห์กรรมเพื่อเรียนรู้วิธีแห่งความทุกข์ทั้งสี่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากต้องการทำเพื่อสามพิภพ ใยต้องสนใจว่าองค์ชายแห่งเผ่าปักษาเป็นบุรุษ ในเมื่อจุดประสงค์เพื่อสืบพันธ์ก็มิใช่ จุดประสงค์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ก็มิใช่”

ทุกผู้ต่างเห็นดีเห็นงามด้วย ไม่รู้ว่าเหตุใดเรื่องของการระบุเพศจึงสำคัญต่อสวรรค์ขึ้นมาในเมื่อพวกเขาสามารถจำแลงกายเป็นเพศใดก็ได้ตามแต่ใจปรารถนา ทุกอย่างอยู่เหนือคำว่ามนุษย์เดินดิน

“ท่านกล่าวได้ดี” องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้รู้สึกว่าตนคงจะอยู่มานานเกินไปจนคิดเรื่องง่ายดายเพียงแค่นี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตนก็เกิดมาจากกิ่งต้นหงสาศักดิ์สิทธิ์ มิได้เกิดจากหนึ่งชายหนึ่งหญิงเสียหน่อย

“เช่นนั้นแล้วเสด็จพ่อจะทำเช่นไร” เสียงใสก้องกังวาลดังขึ้น ทุกท่านในที่นั้นต่างรู้สึกว่าขนแขนที่ไม่ค่อยจะมีลุกชันตั้งขึ้น เพราะนี้คงเป็นครั้งแรกในรอบหมื่นปีที่ได้ยินสุระเสียงใสก้องกังวาลราวหยดน้ำจากลำธารศักดิ์สิทธิ์ตกลงสู่เบื้องล่างที่เป็นเพียงแหล่งพลังทิพย์ ปลายเสียงคล้ายน้ำค้างที่หยดกระทบความว่างเปล่าแต่แผ่ไอศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วบริเวณ!

“เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเหล่า”

องค์รัชทายาทลืมตาขึ้นดวงตาสะท้อนแสงประกาย สองมือเขาสผาน ท่วงท่าสง่างามเนิบนาบอ่อนช้อยจนไม่สามารถเลิกมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มได้

“ให้องค์ชายรองสมรสกับองค์ชายเผ่าปักษา”

องค์เหง็กเซียนฮ่องเต้หันหน้ามองบุตรชายของตนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ในขณะที่องค์ชายรองนั้นเพ่งดวงตาเขามองใบหน้าขององค์รัชทายาท เมื่อเห็นว่าใบหน้านั่นเรียบนิ่งมั่นคงไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลันคิดได้ว่านี้คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว เขาจึงกล่าว

“เพื่อสามพิภพข้าตกลงที่จะทำ” องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้สดับรับฟังก็กล่าวต่อ

“ดี...เป็นเช่นนั้นก็ดี จัดเตรียมทูตไปติดต่อก่อนล่วงหน้า แล้วเมื่อทางนั้นพร้อมตกลงก็ค่อยทำการไปสู่ขอ”

การประชุมสรุปเป็นเช่นนั้น ... เมื่อทุกคนต่างแยกย้ายองค์ชายรองจึงลงมาสนทนากับองค์รัชทายาท

“ร่างอีกสองส่วนของท่านที่ลงไปเกิดบัดนี้ผ่านไปสองชาติแล้ว เหลืออีกหนึ่งชาติ ท่านไม่เร่งรีบหรือ หากเกิดเรื่องขึ้นบนสวรรค์ จิตอีกส่วนที่ยังอยู่ในร่างทานคงต้านมิได้”

องค์รัชทายาทยืนขึ้นพระองค์ยกมุมพระโอษฐ์เย้ยผู้เป็นน้อง

“เสี้ยววิญญาณของข้า เจ้าก็เทียบมิได้ ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล”

 

 

 

 

แดนบูรพา เผ่าปักษา

“เผ่ามารตั้งใจทำอะไรกันแน่ถึงส่งเทียบเชิญให้ข้าสมรสกับบุตรตรีของตนถึงสองฉบับ จะให้ข้ามีพระชายาสองนางหรืออย่างไร” องค์ชายแห่งเผ่าปักษานั่งบนแท่นใช้ข้อศอกวางบนเบาะนุ่มดวงตาปิดปรือ มืออีกข้างคอยเสกขนนกที่เต็มไปด้วยปราณเซียนทิ้งๆ ขว้างๆ ลงบนพื้นจนกองพูนหนึ่งจั้งได้

“เผ่ามารทำเช่นนั้นไม่แปลก แปลกที่ท่านเสกปราณเซียนเล่นนี้สิ”

“เจ้างูน้อย หากเจ้าบำเพ็ญเพียรอีกสักสามแสนปี เจ้าจะมีปีกงอกออกมาหรือไม่ ปราณเซียนพวกนี้นับห้าพันปีได้ข้าให้เจ้า”

ผู้ที่ถูกเรียกว่างูน้อยรีบเก็บหางของตนเองที่ประกายแสงสะท้อนสุริยาเป็นสีเขียวอยู่เรืองๆ เหลือเป็นเพียงสองขาก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ มองขนนกกระเรียนบนพื้นแล้วหันมองใบหน้าหยก

“องค์ชายปักษาท่านจะบอกว่าให้ข้ากินขนเป็ดของท่านงั้นหรือ”

ดวงตางามชดช้อยที่พริ้มพรายกึ่งหลับเต็มที่ เบิกกว้างทันใดที่ถูกทัดทานว่าขนกระเรียนเป็นขนเป็ด

“บังอาจจริงนะ!” ว่าจบก็สะบัดแขนเสื้อทำให้ขนกระเรียนพวกนั้นกระจายปลิวไปตามสายลม เจ้างูน้อยแค่หยอกเล่นเลยรีบกระโดดคว้าขนนกไว้ องค์ชายปักษายังไม่คลายความน้อยอกน้อยใจ เขาเสกร่างกายหายไปเหลือเพียงควันสีเงินจางๆ เท่านั้น

ไม่รู้วาสนาหรือเคราะห์กรรมกันแน่ ที่ให้หนึ่งในขนกระเรียนพลัดตกไหลตามสายน้ำมาจนถึงแดนหรดีได้ จอมมารหรดีที่กำลังบำเพ็ญเพียรเห็นขนกระเรียนวิบวับอาบด้วยปราณเซียนบางๆ ไหลเอื่อยๆ มาใกล้ๆ ไม่รู้นึกอย่างไรถึงคว้าจับเข้ามาไว้ในอุ้งมือของตนเอง แต่ทันทีที่จับได้มันก็สลายหายไปแทรกซึมในร่างกายของเขา

ปราณเซียนของกระเรียนตนนั้นเข้าไปในร่างกายของเขาเสียแล้วงั้นหรือ ผู้ที่กล้าเสกปราณเซียนทิ้งๆ ขว้างๆ ในขณะที่เซียนผู้อื่นพยายามแทบตายเพื่อให้ได้มันมา คงมีเพียงผู้เดียว องค์ชายปักษาผู้เกิดที่แอ่งบรรบตจุติ!

องค์ชายปักษาหนีงูหน้อยเสี่ยวเฟิงมาจากแดนบูรพา ในมือเขาถือสารของแดนหรดีติดมือมาด้วย จึงแวะเวียนมาที่เผ่ามาร ขณะที่กำลังเที่ยวชมความงดงามของแม่น้ำสีเขียวที่ยาวถึงห้าพันลี้แต่ปกคุมไปด้วยเรือเมฆาทว่ามันไม่ได้บดบังทัศนียภาพไปเลยแม้แต่น้อยทั้งยังช่วยส่งเสริมความงามอีกด้วยซ้ำ

“ทหารที่ประตูเมืองบอกว่ามีผู้ถือป้ายหยกระบุฐานะว่าเป็นองค์ชายแห่งเผ่าปักษา ไม่คิดเลยว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริง”

องค์ชายเห็นเผ่าปักษาได้ยินเสียงเอ่ยทักทายก็รีบหันหน้ากลับทางต้นเสียง ทั้งสองคนรักษาซึ่งท่าทีไว้ สองมือผสานโค้งหัวให้กันเล็กน้อย

“ท่านจอมมารไม่คิดเลยว่าท่านจะมาพบข้าเพียงแค่รายงานจากทหาร”

คนถูกถามยิ้มบางๆ เท่านั้นสายตาเขาเหลือบเห็นสารในมือขององค์ชายเผ่าปักษา

“ท่านมาเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธ”

องค์ชายแห่งเผ่าปักษาตีหน้าซึมเล็กน้อย

“ข้ายังไม่ผ่านช่วงเผชิญเคราะห์กรรมด้วยซ้ำ เกรงว่าหากสมรสกับองค์หญิงแล้วหายตัวไปหลายร้อยวัน คงจะทำให้นางเศร้าใจ ไหนจะเรื่องของเหล่าเซียนที่แตกต่างจากเหล่ามารมากหนัก พวกท่านมีอายุขัยจำกัดตามแต่การบำเพ็ญ แต่พวกข้ามีอายุขัยจำกัดตามแต่วาสนา..ข้าไม่อยากให้นางแต่งเข้าวังแล้วเป็นเพียงสตรีที่ม่ายสามี”

“เช่นนั้นหรือ”

“เป็นเช่นนั้น”

“ให้ข้าช่วยสงเคราะห์ดีหรือไม่”

องค์ชายแดนปักษาที่กำลังเล่นบทผู้จิตใจเมตตาต่อสตรีตัวน้อยๆ ไม่อยากให้อยู่ต่างเมืองอย่างเหี่ยวเชาถึงกลับหลุดใบหน้าแท้จริง ดวงตาเขาเบิกกว้าง ร่างกายเกร็งรอรับการโจมตีถึงสี่ส่วน

จอมมารไม่รอช้า เขาผลักเข้าที่กลางอกขององค์ชายปักษาใช้พลังทั้งหมดดันเอาจิตวิญญาณอันปลอบบางขององค์ชายยให้หลุดออกจากร่าง องค์ชายพยายามกดจิตของตนไว้ในกายทิพย์ แต่ด้วยความที่เขาเป็นแค่เซียนขั้นสี่ ฤทธิ์อำนาจต่อกรฝีมือของจอมมารไม่ไหวทำให้จิตวิญญาณเขาหลุดออกจากร่างเป็นดวงจิตสีขาวไหลไปที่แหล่งจุติของภพมนุษย์

“อายุขัยหกสิบปี เชิญท่านลงไปเผชิญเคราะห์กรรม ตามแต่สวรรค์บัญชาเถิด” สายตาของจอมมารก้มมองกายทิพย์ที่กลับกลายเป็นกระเรียนน้อย เขาวาดมือหนึ่งครั้ง แต่ร่างนั้นกลับสลายหายไปเสียก่อน …

ร่างกายที่กำเนิด ณ แอ่งบรรพต ผู้ที่มีใจสกปรกมิสามารถแตะต้องได้ เสียงของคนผู้หนึ่งได้ดังขึ้นในความรู้สึกของเขา จอมมารขมวดคิ้ว พยายามไม่นึกถึงใบหน้าของบิดาองค์ชายปักษาผู้ที่ดับขันนิพานไปแล้วผู้นั้น

 

 

 

 

.................

 

เนื้อหาทั้งหมดไม่มีสิ่วนเกี่ยวข้องกับตำนานเทพจริงนะคะ

ความคิดเห็น