Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 24

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 698

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 19:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 24
แบบอักษร

24

             “ไทเซมาแล้ว~ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ไทเซ! มานั่งนี่เลย มาๆๆ”  

             แค่เด็กหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยผู้ย้อมผมสีเกรย์ไฮโทนผลักประตูเข้าร้านมา วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ใกล้เคาน์เตอร์ก็ส่งเสียงทักคึกคักจนคนในร้านหันมอง ปกติร้านทวินพลัสเป็นร้านสไตล์บาร์สำหรับคนชอบนั่งดื่มเงียบๆ แบบผู้ใหญ่ แต่วันนี้คนในร้านไม่เยอะ และไม่มีใครว่าอะไร เพราะเห็นกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยตะโกนกันว่าเป็นวันเกิดเพื่อนในกลุ่ม

             “เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงเอง ฉลองเปิดตัวไทเซคุงที่เข้าร้านแบบนี้ได้” คนที่ดูอาวุโสสุดและน่าจะเป็นหัวโจกของกลุ่มเดินไปกอดคอเจ้าของวันเกิด ลากพามานั่ง

             “ขอบคุณครับ รุ่นพี่ยามาดะ” เจ้าของวันเกิดที่น่าจะอายุน้อยสุดตอบด้วยท่าทางประหม่า ใครมองก็น่าจะเดาความสัมพันธ์ได้ว่าน่าจะเป็นพวกรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ตัวรุ่นน้องเหมือนจะเพิ่งเคยมาเข้าร้านนั่งดื่มแบบนี้เป็นครั้งแรก พวกพี่ๆ ก็เลยตะโกนกันเสียงดังเหมือนอยากจะเรียกร้องความสนใจให้คนในร้านรู้

             “สั่งเครื่องดื่มให้ไทเซก่อนเลย บาร์เทนซัง~ เอาชูไฮเลมอนแก้วนึงครับ”

             บาร์เทนเดอร์หนุ่มที่กำลังจัดการเครื่องดื่มให้ลูกค้าอีกคนหน้าเคาน์เตอร์ หันมองพลางตอบรับ แต่ยังเทเครื่องดื่มให้ลูกค้าไม่ทันเสร็จ กลุ่มเด็กมหาวิทยาลัย ก็เรียกอีก

             “บาร์เทนซัง เอานี่ด้วย แฮมสด แล้วก็กับแกล้มทอดจานรวม”

             “ของผมเอาบาราไรก้าอีกแก้วนะบาร์เทนซัง”

             ไทเซนั่งกลางกลุ่มรุ่นพี่ หันมองซ้ายขวาเลิ่กลั่กเพราะประหม่ากับบรรยากาศแบบผู้ใหญ่ที่ไม่เคยชิน รูปลักษณ์ภายนอกเขาค่อนข้างจะไม่เหมือนพวกเด็กเรียน จึงมักจะดึงดูดพวกที่ดูภายนอกคล้ายๆ กันให้เข้าหา อย่างเช่นรุ่นพี่พวกนี้ที่เจอกันในคลาสสัมมนาวิชาประวัติศาสตร์โลก เป็นพวกรุ่นพี่ปีสี่ที่ต้องมาเก็บหน่วยกิตวิชานี้เพื่อให้จบการศึกษากันให้ได้ เขาเองก็เป็นพวกชอบนั่งหลังห้องเพราะเป็นวิชาที่ลงเรียนคนเดียวโดยไม่มีเพื่อน พอพวกรุ่นพี่ท่าทางเก๋าพวกนี้เข้ามาคุยด้วย ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ แล้วก็ค่อยๆ สนิทจนไปไหนมาไหนด้วยได้บ้างอย่างวันนี้

             ตั้งแต่สมัยมัธยม เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเด็กเกเรได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะมักจะทำผิดกฎโรงเรียนซ้ำซากเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหู ย้อมผมสี ใส่เครื่องแบบไม่เคยถูกต้อง ใส่เสื้อยืดหรือรองเท้าผ้าใบสีฉูดฉาด เรียกได้ว่าถูกหมายหัวจากฝ่ายปกครองมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าขนาดร่างกายเล็กกว่าเพื่อนผู้ชายวัยเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นปมด้อย ต้องไปพยายามทำตัวเด่นในเรื่องอื่นแทน เพื่อไม่ให้ใครมาดูถูก

             “เด็กๆ ครับ”

             ไทเซเงยหน้าขึ้นมาทำท่าตกใจ เพราะเจอกับชายหนุ่มร่างสูงที่เขาจำได้ว่านั่งอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์เมื่อครู่ แต่ตอนนี้มายืนอยู่ที่หน้าโต๊ะเขา ที่จำได้ก็เพราะตอนที่เปิดประตูเข้ามา ผู้ชายคนนี้ดูเด่นกว่าใคร ตัวสูง ผมสีน้ำตาลเคลียไหล่ตัดไล่ระดับ ปัดเจล สูบบุหรี่ แถมยังเหลียวดวงตาคมกริบดูอันตรายมามองเขาตอนที่ประตูเปิด ทำให้เผลอสบตาโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ต้องรีบหลบ

             ไทเซรีบหันมองที่นั่งตรงเคาน์เตอร์ เห็นบาร์เทนเดอร์วางเครื่องดื่มลงให้ก็รู้ได้ทันทีว่าบาร์เทนเดอร์กำลังชงเครื่องดื่มให้เขาอยู่เมื่อครู่ แต่พวกรุ่นพี่ไปพูดแทรกหลายอย่างจนเสียมารยาท

             “`บาร์เทนซัง` มันไม่ใช่คำเรียกที่ดีสำหรับบางคนนะ จะไปดื่มร้านไหนก็ถามเขาก่อนดีกว่าว่าอยากให้เรียกว่ายังไง บางคนเขาชอบให้เรียกชื่อมากกว่า ถ้าได้นามบัตรเขามาก็เรียกชื่อเขาไปเลยครับ อย่างนี่ `คุณ มิ ยะ โม ริ`”

             พวกเด็กมหาวิทยาลัยทำหน้าเหวอ มองตามมือชายหนุ่มที่ผายไปทางบาร์เทนเดอร์ซึ่งยืนหัวเราะเบาๆ ทว่าแม้แต่พวกรุ่นพี่ห่ามๆ ของคณะเขาก็ยังไม่กล้าเถียงหรือแสดงกิริยาไม่ดีด้วย เขาเองก็กล้าที่ไหน... เห็นได้ชัดเลยว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พวกแขกที่มานั่งดื่มธรรมดา... ดูก็รู้ว่าเป็นพวกลูกค้าขาประจำหรือไม่ก็พวกที่เข้าออกร้านนี้บ่อยๆ อย่างที่เรียกกันว่า `เจ้าถิ่น` แล้วไม่ใช่แค่มีรูปลักษณ์ หรือกลิ่นอายอันตราย น่าจะเป็นที่รู้จักของคนแถวนี้โดยเฉพาะคนในร้านด้วย เพราะเขาได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากหลายที่ ใครบางคนที่นั่งโต๊ะติด กันกระซิบว่า

             `นั่นมัน โอโตนามิ ชิน...`

             “แล้วเวลาจะสั่งอะไรก็ดูด้วยครับ ร้านแบบนี้ไม่ได้มีพนักงานเยอะ รอตอนบาร์เทนเดอร์เขาว่างๆ หรือไม่ก็จดใส่กระดาษแล้วไปยื่นให้เขา” แค่ชายหนุ่มเอามือชี้ไปที่กระดาษบันทึกบนโต๊ะ เด็กมหาวิทยาลัยก็รับคำกันเสียงอ่อย

             “คุณชิน อย่าดุเด็กสิ หงอกันหมดแล้ว” `มิยะโมริ` หันมาขำ ตะโกนสั่งอาหารกับพวกในครัว แล้วก็เตรียมชงเหล้าต่อให้กลุ่มเด็ก

             “หยุดๆ จะชงอะไรน่ะ ชูไฮเหรอ อย่าเพิ่งชง”

             บาร์เทนเดอร์หยุดมือ กลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยทำหน้าเลิ่กลั่กเหมือนไม่รู้ว่าจะโดนอะไรต่อ ก่อนชายหนุ่มจะชี้ไปที่คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มผู้เป็นเจ้าของวันเกิด

             “บอกว่าเพิ่งเข้าร้านนี้ได้ ก็แปลว่าวันนี้วันเกิด เพิ่งอายุ 18 ไม่ใช่เหรอ ยังดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้นะ ร้านไม่ขายให้”

             ไทเซทำหน้าเหวอ แต่ผู้ชายคนนี้ก็ไม่หยุดแค่นั้น หันไปหาพวกรุ่นพี่แล้วพูดต่อ

             “ที่เหลือคงบรรลุนิติภาวะกันหมดแล้วนะ เอาบัตรประจำตัวมาตรวจหน่อยซิ?”

             กลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยเริ่มหน้าเจื่อน ไม่เข้าใจว่าลูกค้าของร้านเหมือน กันมีสิทธิ์อะไรมาขอตรวจบัตรพวกเขา คนเป็นหัวโจกทำท่าจะคว้าข้าวของแล้วบอกทุกคนให้กลับ แต่พอดีว่าหญิงสาวหน้าสวยหุ่นเป๊ะในชุดสูทแบบผู้หญิงเดินสับรองเท้าส้นสูงออกมาจากห้องด้านในพอดี

             “อะไรกันอีกล่ะ? ยุ่งอะไรกับลูกค้าอีกละนังชิน”

             “โอนเนอร์...” คำเรียกหญิงสาวของบาร์เทนเดอร์ทำให้พวกเด็กวัยมหาวิทยาลัยชะงัก ถ้าเรียก `โอนเนอร์` ก็แปลว่าหญิงสาวสวยวัยสามสิบต้นๆ คนนี้ก็คือเจ้าของร้าน ทีแรกเด็กๆ อ้าปากจะฟ้องเรื่องลูกค้าประหลาดที่บังอาจมาสั่งสอน แต่ก็ลูกค้าคนนั้นนั่นแหละ ที่กอดอกหันไปพูดกับโอนเนอร์ด้วยท่าทาง และน้ำเสียงสนิทสนม ทุกคนเลยต้องรีบปิดปากฉับ มิน่าล่ะถึงได้กล้ามายุ่งกับกลุ่มลูกค้าขนาดนี้ น่าจะเป็นเพื่อนหรือไม่ก็แฟนของเจ้าของนี่เอง

             “ไม่ยุ่งได้ไง เด็กยังอายุไม่ถึง 20 แต่จะสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

             “อ้าว อ้าว” มิกิหันมองขำๆ “มาฉลองอะไรกันจ้ะ มีป้ายเขียนไว้ข้างหน้านะว่าอายุต่ำกว่าสิบแปดห้ามเข้าน่ะ”

             “สิบแปดแล้วครับ วันนี้วันเกิดผมนะ” ไทเซทำหน้างอ ยืนขึ้นเถียง

             “โอเค แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอยี่สิบก่อนแล้วค่อยมาสั่งนะ ถ้าร้านโดนตรวจสอบเพราะเรื่องนี้มันไม่สนุกเลยจ้า”

             คนในกลุ่มเงียบ โอโตนามิยื่นมือไปหยิบเมนูที่วางบนโต๊ะ เปิดหน้าสุดท้ายแล้วเอานิ้วจิ้มให้

             “เมนูเครื่องดื่มที่เปอร์เซ็นแอลกอฮอล์เป็นศูนย์อยู่นี่ สั่งจากหน้านี้ วันเกิดนี่ใช่มั้ย? เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

             ไทเซก้มมองตาม แล้วก็นิ่งไปชั่วขณะเพราะมือใหญ่ยกขึ้นอย่างไม่คาดคิดว่าจะตะปบลงมาเบาๆ บนศีรษะ ได้ยินเสียงพ่นลมออกจมูกด้วยท่าทางระอา แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ส่งยิ้มให้

             “สุขสันต์วันเกิดด้วยเลยแล้วกัน”

             ภาพนั้นทำเขาตะลึงไปชั่วขณะ ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อแล้วมองตามจนโอโตนามิกลับไปนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์ เหมือนจะคุยอะไรกับบาร์เทนเดอร์และเจ้าของ ร้านต่อ แต่เขาไม่ได้ยินอีกแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงคนโต๊ะข้างๆ พูดต่อขำๆ ว่า

             `นั่นแหละๆ โอโตนามิ ชิน`

 

             เสียงเครื่องเย็บกระดาษจากมือคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเรียกให้ตื่นจากภวังค์ ไทเซเงยหน้ามองมือเรียวสวยของรุ่นพี่ที่กดแม็กเย็บกระดาษแต่ละชุดที่เขาจัดเรียงส่งให้ พอเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาผิวขาวในชุดสูททำงานเป๊ะตั้งแต่เส้นผมยันรองเท้าหนังแล้วก็เกิดอารมณ์หงุดหงิด ขนาดเล็บยังตัดสั้น ดวงตาเรียวหลุบต่ำ เผยขนตายาวสวย หน้าเฉย... ทีแรกคิดว่าที่ดูดีก็แค่ตอนไปงานวันนั้นเพราะชุดสูท แต่ขนาดในยามปกติ แถมยังทำงานกิ๊กก๊อกอย่างเช่นเย็บกระดาษเข้าชุดก็ยังดูดีเลเวลนี้ เห็นแล้วมันก็ยิ่งอดหมั่นไส้ไม่ได้...

             เขาอุตส่าห์ตามหาว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร แล้วก็สืบจนรู้ว่ามุคาเอดะ โทโอรุผู้นี้ทำงานที่ไหน ข้อมูลที่ได้มาตอนแรกมีแค่ป้ายชื่อที่เขียนไว้สองใบจากโทคิ แต่ก็หาได้ไม่ยากเพราะเจ้าตัวใช้ชื่อจริง แถมยังเป็นพนักงานในทีมจัดสัมมนาที่มีชื่อเสียงในเว็บบริษัท เขาหาข้อมูลต่อจนบังเอิญเจอว่าชื่อบริษัทที่มุคาเอดะ โทโอรุทำนั้นมีอยู่ในรายชื่อบริษัทที่รับอินเทิร์นจากมหาวิทยาลัยเขา แถมบริษัทนั้นยังกำลังเปิดรับสมัครรอบของปีนี้อยู่พอดี โอกาสที่จะบังเอิญกว่านี้เรียกได้ว่าไม่มีอีกแล้ว โชคเข้าข้างขนาดนี้มีที่ไหน พระเจ้าต้องกำลังเปิดทางให้เขาได้โอกาส ทวงคุณชินคืนมาจากคนแบบนี้ได้เพราะรู้ว่ามันดำเนินไปอย่างไม่เหมาะสม ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากแบบนั้นมันไม่ใช่หรอกนะ โลกต้องเข้าข้างคนที่พยายามบ่มเพาะความสัมพันธ์ทีละนิดอย่างเขามาเป็นปีมากกว่าสิ!

             ว่าแต่นี่มันอะไร? ตอนที่รุ่นพี่มุคาเอดะอะไรนี่เห็นหน้าเขาก็น่าจะนึกออกได้ทันทีไม่ใช่เหรอว่าเขาเป็นใคร ควรจะสำนึกได้สิว่าตัวเองทำอะไรไว้วันนั้นและเขามาที่นี่เพื่ออะไรน่ะเฮอะ นี่เขาลงทุนตามหาขนาดนี้เพื่อมาประกาศตัวว่าจะมาทวงคืนต่อหน้าเท่ๆ เลยนะ! ไม่เห็นหัวเขาเป็นศัตรูหรือไง?? ทำไมยังสามารถ ฉายออร่าสุขุมนุ่มลึกแบบผู้ใหญ่ใจเย็นแบบที่เขาไม่มีได้อย่างนี้อีก

             “เรียงผิดครับ”

             ไทเซเงยหน้า ทำตาปริบๆ รับชุดเอกสารที่ชายหนุ่มส่งกลับคืนมาให้งงๆ อ้อๆๆ เขาลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเสแสร้งแกล้งทำหน้ายังไงก็ได้เพื่อหลอกผู้ชายดีๆ อย่างคุณชินให้มาอยู่กับตัวเองนี่นะ! ที่ทำเป็นเงียบๆ หน้านิ่งก็แค่กำลังคิดหาวิธีกลั่นแกล้งเขาอยู่แน่ๆ ก็ใช่ มุคาเอดะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่า จะมาตีโพยตีพายใส่เขาทำไม สู้ใช้สิทธิ์และสถานะความเป็นรุ่นพี่มากดดันให้เขาตัดใจจากคุณชินไปซะดีกว่า ดูออก แต่ว่าเขาไม่ยอมหรอก เขาก็มีแผนเตรียมไว้เพียบแล้วเหมือนกัน!

             อะเฮะ... เรียงสลับหน้าจริงด้วย // ไทเซ 

             “คุณไม่ตกใจเหรอครับ ที่เห็นหน้าผม” จับหน้ากระดาษพลิกกลับพลาง ทำเสียงขุ่น ไม่พอใจเป็นทุนอยู่แล้วที่ชายหนุ่มทำเหมือนไม่เห็นตัวเองเป็นคู่มือด้วย

             “ตกใจเรื่องอะไรครับ?” มุคาเอดะถาม ตาเช็คเอกสาร ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง

             “ก็ที่เห็นผมที่นี่ไง”

             “มันก็เป็นไปได้อยู่แล้วนี่ครับ มหาวิทยาลัยคิตะมันใกล้สุดแถวนี้ บริษัทเราก็รับอินเทิร์นจากมหาวิทยาลัยนี้ทุกปี และในความเป็นจริงก็มีศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยเดียวกับไทเซคุงทำงานที่นี่ด้วย รุ่นพี่ยะจิมะที่อยู่แผนกเราก็มาทำเป็นอินเทิร์นเมื่อปีที่แล้วนี่ไง”

             “แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ” ไทเซทำหน้างอ อย่างน้อยก็ทำให้มุคาเอดะเงยหน้ามองได้ เลยรีบพูดต่อ พร้อมความหวังว่าจะได้ความสะใจด้วย “อยากลองเดาดูไหมครับว่ามาผมทำไม?”

             “เรื่องคุณชินน่ะเหรอครับ?”

             “อะ เออะ... อืม...”

             เดาออกมาทันที ไม่ทิ้งช่วงให้หายใจเลยเหรอ! // ไทเซ 

             มุคาเอดะผ่อนลมหายใจเบา เอานิ้วชี้เอกสารเป็นทำนองว่าคุยได้แต่มืออย่าหยุด เด็กมหาวิทยาลัยรีบเรียงเอกสารส่งให้ต่ออย่างงงๆ

             “ตกลงหลังจากวันนั้นเป็นยังไงครับ? คบกับคุณชินหรือเปล่า? หรือว่าอยู่ด้วยกันแค่คืนนั้นแล้วก็จากกันไป คุณชินคงไม่ติดต่อคุณอีกใช่มั้ย?” แน่นอนว่าสำหรับคนพูดแล้วก็ต้องอยากให้เป็นอย่างหลังมากกว่า น้ำเสียงก็เลยเหมือนเย้ยนิดๆ

             “ก็คบอยู่ครับ”

             “...”

             มุคาเอดะเห็นน้องเงียบ ก็เลยเงยหน้ามอง แล้วก็เห็นเด็กทำหน้าช็อค น้ำตาเกาะขอบตาเหมือนจะร้องไห้

             ...ถ้าคำตอบจะทำให้กระทบกระเทือนใจขนาดนั้น แล้วถามทำไม // มุคาเอดะ 

             “ไม่จริงจังหรอก” ไทเซทำเสียงสั่น “คุณชินไม่จริงจังกับคนอย่างคุณแน่นอน เตรียมใจไว้ได้เลย”

             “ทำไมถึงคิดอย่างนั้นละครับ?”

             “อะ...เอ่อ...ก็...” พอถูกถามก็เริ่มเลิ่กลั่ก จะไปรู้ได้ยังไง! แต่ใช่แหละ คุณชินไม่จริงจังด้วยหรอก! “ก็เพราะว่าเดี๋ยวคุณชินก็จะได้รู้นิสัยแย่ๆ ของคุณ”

             “`รุ่นพี่` ครับ” มุคาเอดะเตือนเรื่องคำเรียก “อยู่นี่ต้องเรียก `รุ่นพี่มุคาเอดะ` นะครับ หรือถ้าตะขิดตะขวงใจจะเรียก `คุณมุคาเอดะ` ก็ได้ ไทเซคุงล่ะอยากให้เรียกยังไง? ถ้าไม่มีรีเควสก็จะเรียกอย่างนี้นะ มันน่าเอ็นดูดี”

             อ้าปากจะเถียง แต่พอเจอคำว่า `มันน่าเอ็นดูดี` ก็ตะลึงไปชั่วขณะ กลายเป็นอ้าปากพะงาบๆ หน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

             มะ... หมายความว่าไง ชมเหรอ? ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ?? // ไทเซ  

             “เอาเป็นว่าไทเซคุงจะมาทำอินเทิร์นกับเราเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้นะ แต่ที่ผมได้รับมอบหมายคือสอนงานในฐานะรุ่นพี่ของบริษัท จบจากอินเทิร์นนี้แล้ว ไทเซคุงจะไปสมัครงานที่ไหน ก็ต้องไม่เสียชื่อว่าผ่านคอร์สอินเทิร์นของบริษัทเรามา เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องงานละก็ รุ่นพี่จะไม่ปล่อยผ่านนะครับ”

             พอสติเริ่มกลับมา ดวงตาคนฟังก็เปลี่ยนเป็นขวาง น้ำเสียงขุ่น

             “อ้อ จะใช้วิธีบีบไม่ให้ผ่านอินเทิร์นอย่างนั้นสินะครับ จะบอกว่าถ้าผมไม่ตัดใจจากคุณชินละก็ จะไม่ให้ผ่านอินเทิร์นสินะ?”

             ...ใครพูดแบบนั้นตอนไหนเหรอ // มุคาเอดะ 

             “ได้ครับ งั้นเรามาคอยดูกัน” ไทเซตอบเสียงแข็ง “รุ่นพี่ใช้วิธีของรุ่นพี่ ผมก็จะใช้วิธีของผม อย่าลืมนะครับว่าการคุกคามรุ่นน้องด้วยอำนาจในที่ทำงาน สมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว สมัยรุ่นพี่น่ะ โซเชียลเน็ตเวิร์คอาจจะยังไม่เจริญเท่าสมัยนี้ เดี๋ยวนี้สะกิดนิดเดียวอะไรๆ ก็ไปเร็วแล้ว คิดดูสิว่าจะเป็นยังไงครับ ถ้าผมบอกคนอื่นว่าโดนรุ่นพี่ใช้วิธีสกปรกรังแกในที่ทำงานน่ะ อยากเป็นเป้าในโซเชียลก็ลองเล่นกับผมดู”

             “ก็แปลว่าเล่นพวกโซเชียลเน็ทเวิร์คใช่ไหมครับ มีไลน์ไหม?”

             คนกำลังพูดเพลินสะดุดกึก อึ้งไปเล็กๆ

             “...กะ...ก็ต้องมีสิ ไม่ได้ยินเหรอที่พูดว่าผมเป็นคนสมัยนี้”

             “งั้นขอแลกเบอร์ติดต่อไว้หน่อย ไม่ต้องห่วงนะครับ จะติดต่อแค่เรื่องงานเท่านั้น จบอินเทิร์นแล้วจะบล็อกไปก็ได้ ไทเซคุงมีอะไรจะถามเกี่ยวกับงานก็เมสเสจมาได้เลย”

             “ครับ...”

             เด็กหนุ่มหยิบสมาร์ทโฟนมาเปิด กดเลือกไอคอนขึ้นมาแล้วเขย่า

             ...

             ......

             ใช่เหรอ! เราต้องมาแลกไลน์กับศัตรูด้วยเหรอ! // ไทเซ 

             “พะ...พอรู้ว่าใช้อำนาจไม่ได้ก็จะเปลี่ยนแผนมาทำสนิทด้วยเหรอครับ” ไทเซกัดริมฝีปาก หอบเบาเหมือนใช้พลังงานไปมากจนสมองอัปเดทไม่ทัน

             “ไม่มีประโยชน์หรอก ผมไม่สนิทกับคนอย่างคุ... รุ่นพี่หรอก ทำงานบริษัทใหญ่มั่นคงอย่างนี้ ก็คงไม่อยากให้ใครรู้ละมั้งครับว่าเป็นพวกมีรสนิยมชอบผู้ชายด้วยกัน? เท่าที่ดู อยู่ที่บริษัทนี่คุ... รุ่นพี่เหมือนจะทำตัวเป็นคนทำงานดี ใครๆ ก็ชื่นชมนะครับ คงไม่มีใครรู้ตัวจริงของรุ่นพี่ละสิท่า บอกก่อนว่าผมน่ะมีหลักฐานนะว่ารุ่นพี่น่ะไปทำอะไรมา รวมถึงได้คุณชินมาเป็นแฟนยังไงด้วย อยากรู้นักว่าถ้าเพื่อนร่วมงานรู้ว่ารุ่นพี่มุคาเอดะเป็นคนแบบนี้แล้วเลิกคบหา รุ่นพี่จะยังทำหน้าใจเย็นแบบนี้ได้อยู่หรือเปล่า”

             “...”

             อึม...เปลี่ยนมาเรียกรุ่นพี่ทุกคำเลย... // มุคาเอดะ 

             มุคาเอดะไม่ทันตอบ โทรศัพท์ที่ถืออยู่ก็ส่งเสียงเตือนว่ามีเมสเสจเข้า ไทเซมองไปเห็นหน้าจอโดยไม่ตั้งใจ สะอึกไปเมื่อเห็นว่าเป็นชื่อโอโตนามิกับข้อความแสดงแวบขึ้นมา

 

โอโตนามิ: 

วันนี้มีแกงกะหรี่ของโปรดนายนะ ♡ 

 

             ขนาดเห็นแค่แวบเดียว คนมองยังทำตาโตตกใจกับรูปหัวใจห้อยท้ายประโยค ทำหน้าช็อค

             คุณชินน่ะนะ??? คุณชินน่ะนะส่งเมสเสจที่มีรูปหัวใจห้อยท้าย นั่นมันรูปหัวใจนะ? ใบไม้... ใช่แล้ว คุณชินต้องมองเห็นเป็นใบไม้แน่ๆ เพราะว่าแก่แล้ว หูตาก็เลยฝ้าฟางไงล่ะ! // ไทเซ 

          เขาได้ยินนี่เขาโกรธนะครับ... // มุคาเอดะ 

             ยิ่งเห็นมุคาเอดะหลุบตามองแล้วก็วางโทรศัพท์คว่ำไปอย่างนั้น ไทเซยิ่งทนไม่ได้ รีบยืนขึ้นโวยวายลงเสียงหนัก

             “ทำไมไม่ตอบข้อความครับ? ไม่อยากให้ผมเห็นเหรอ? หรือต้องการจะบอกอะไร? จะแสดงตัวว่าไม่ได้สนใจอะไรคุณชินขนาดนั้น แค่เล่นๆ ด้วยอะไรอย่างนี้เหรอ?”

             มุคาเอดะมองงงๆ

             “ไทเซคุง นี่มันเวลางานไงครับ” เผยยิ้มอ่อน “เอ่อ ถือโอกาสนี้บอกไว้เลยแล้วกัน บริษัทเราไม่ได้ห้ามพกมือถือ แต่ก็ไม่ควรหยิบมาดูบ่อยๆ หรือใช้มือถือทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับงานนานๆ ครับ แต่ช่วงเวลาพักก็ไม่ได้ห้ามหรอกนะ ใช้ได้ตามสบายเลย”

             คนเป็นอินเทิร์นสะอึก เม้มปากด้วยท่าทางโกรธเหมือนโดนล่อให้ไปติดกับเพื่อจะตำหนิ โพล่งตอบ

             “ไม่ว่ารุ่นพี่จะมาไม้ไหน ผมก็ไม่ยอมล้มเลิกแผนเด็ดขาด จะต้องทำให้คุณชินกับคนรอบข้างรู้ให้ได้ว่าตัวจริงรุ่นพี่เป็นคนยังไง เตรียมตัวเอาไว้เลยนะครับ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

             มุคาเอดะไม่ตอบ เหลือบมองนาฬิกาในห้องประชุม

             “ได้ครับ แต่ตอนนี้เตรียมนี่ก่อนนะ”

             “...”

             “อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุมแล้วครับ”

             ไทเซทำหน้าตกใจ รีบจัดกระดาษแล้วก็ส่งให้

             “หน้าสลับครับ”

             แล้วก็โดนส่งกลับมาใหม่

             “...”

             เด็กหนุ่มทำหน้าเจ็บแค้น รีบสลับหน้ากระดาษแล้วส่งกลับไปอีกรอบ

             ฮึ้ยยยยยยยยย 

             เจ็บใจ เจ็บใจชะมัด มุคาเอดะ โทโอรุนี่เป็นคนยังไงนะ หรือไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา? ไม่คิดว่าเขาจะเป็นศัตรูที่จะมาทำอะไรตัวเองได้อะไรอย่างงี้เหรอ? หน้าตาก็นิ่งมาก ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ ก็จริงอยู่ว่ามาเจอในสถานะอินเทิร์นของบริษัทน่ะ เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ก็ออกปากพูดขนาดนั้นว่าจะทำให้ทุกคนรู้ธาตุแท้ของรุ่นพี่ให้ได้ยังไม่กลัวอีกเหรอ? หรือไม่เชื่อว่าเขามีหลักฐานที่จะเปิดเผยว่าตัวเองไปทำอะไรมาจริง เป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา? ต้องให้ลองจัดแบบเบาะๆ ให้ดูก่อนใช่ไหม ถึงจะเชื่อว่าเขามีหลักฐานของจริงในมือน่ะ! 

             ไทเซยกมือถือขึ้นมาเลื่อนเปิดรูปดู ทำหน้าบึ้งตึงจนยะจิมะที่นั่งเตรียมเอกสารอยู่ข้างๆ หันมาถาม

             “ฝึกงานวันแรกเหนื่อยไหม? พักไปก่อนจนรุ่นพี่มุคาเอดะกลับจากประชุมก็ได้”

             เจ้าของชื่อตกใจกับเสียงเรียก เผลอทำมือถือตกลงบนโต๊ะ โดยที่ยังเปิดรูปมุคาเอดะกับโอโตนามิที่ตัวเองแอบถ่ายตอนกำลังออกจากโรงแรมด้วยกันเอาไว้ โชว์แผ่หราต่อหน้ายะจิมะที่มองลงมาพอดี

             “อ...อะ...เอ่อ เอ่อ เอ่อ คือว่า...” ไทเซทำตาโต มองยะจิมะที่ยื่นหน้าไปจ้องรูปในมือถือโดยที่ห้ามไม่ทัน เหงื่อแตกพลั่ก

             “หือ...? รุ่นพี่มุคาเอดะกับคุณชินนี่นา ไปถ่ายตอนไหน?”

             “ไม่ใช่นะครับ คือว่า รุ่นพี่ยะจิมะ...” ไทเซเหงื่อออกยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะเลิกคิ้ว แล้วถามตะกุกตะกัก “เอ๊ะ? อ๊ะ? ระ... รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอครับ?”

             “เรื่องรุ่นพี่มุคาเอดะกับคุณชินน่ะเหรอ? อื้อ ว่าแต่ก็แปลกดีนะ รุ่นพี่มุคาเอดะบอกนายเรื่องนี้ด้วย คงจะถูกชะตากับนายมากเลยเนอะ”

             ถูกชะตาบ้าอะไร นี่คู่แข่งนะ คู่ แข่ง! // ไทเซ 

             ไทเซทำหน้าไม่พอใจที่ปฏิกิริยาของยะจิมะไม่เป็นแบบที่คิด แต่ก็อดลอบถอนหายใจโล่งอกไม่ได้ ก็ว่าจะเอาออกมาให้ดูเพื่อเปิดเผยความลับของรุ่นพี่ให้คนในแผนกรู้อยู่หรอก แต่ยังไม่ทันทำใจเลยนะเว้ย! มือถือดันตกแล้วรุ่นพี่ยะจิมะก็ดันมาเห็นเองได้อีก! บ้าเอ๊ยตกใจหมด! หัวใจแทบหยุดเต้นแน่ะ! 

             ว่าแต่... อย่างนี้ก็แปลว่าคนในแผนกก็รู้เรื่องนี้แล้วเหรอ แสดงว่าในแผนกนี้นี่สนิทกันขนาดนั้นเลยสินะ ...งั้นถ้าจะเปิดเผยความลับของรุ่นพี่มุคาเอดะแบบให้มีผลกระทบ ก็ต้องไปบอกกับคนนอกแผนกอะไรอย่างนี้สิ...

             “ยะจิม้า~ ดีที่นายอยู่พอดีเลย ฉันต้องไปเอาเอกสารที่ห้องเก็บเอกสาร แต่ลืมบัตรพนักงานไว้ที่โต๊ะอะ ขี้เกียจกลับไปเอา” นาคากุจิส่งเสียงโวยวายจากหน้าห้อง พุ่งเข้ามาหารุ่นน้องด้วยสายตาวิงวอน ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าไม่มีบัตรประจำ ตัวพนักงานไปทาบกับเครื่องอ่านที่หน้าห้องแล้วจะเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้ บัตรประจำตัวของพนักงานบริษัทนี้ค่อนข้างจะสำคัญมาก เพราะสามารถใช้ซื้อของในตึก รวมถึงซื้ออาหารกลางวันที่ห้องอาหารโดยให้ตัดจากเงินเดือนไปได้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ยอมพกบัตรประจำตัวนี้ไปไหนมาไหนในตึก ก็มีแต่พวกโง่ เอ๊ย ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเท่านั้นแหละ...

             “ทีหลังก็พกสิครับ เขามีสายให้แขวน ก็ทำไมไม่แขวนคอไว้ล่ะ” ยะจิมะยิ้มอ่อน

             “แผนกฉันต้องเข้าๆ ออกๆ ตึกตลอดนะ ใครจะบ้าแขวนไปพบลูกค้าละหือ อ๊ะ...” นาคากุจิเพิ่งนึกได้ หันไปสบตากับไทเซที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของมุคาเอดะ “น้องอินเทิร์นเหรอ? ว้าว นั่งตรงนี้ก็แปลว่ามุคาเอดะเป็นคนดูแลอะดิ?”

             “ใช่ครับ แต่ตอนนี้รุ่นพี่มุคาเอดะเข้าประชุม ผมเลยดูแทนไปก่อน ไทเซคุงเป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยผมด้วยนะ”

             ไทเซมองรุ่นพี่สนทนากันอย่างไม่ค่อยสนใจ แต่ฉับพลันก็คิดขึ้นมาได้ว่าผู้ชายที่เพิ่งเข้ามาคนนี้เป็นคนของแผนกอื่นนี่นะ นี่แหละ! ใช่แล้ว! ถ้าจะเปิด เผยความลับของรุ่นพี่มุคาเอดะให้มีผลกระทบน่าอับอาย ก็ต้องเปิดเผยกับคนนอกแผนกอย่างนี้ พี่คนนี้ก็ดูปากมากใช้ได้ด้วย น่าจะเป็นเครื่องมือกระจายข่าวที่ดีเลยทีเดียว ทีนี้ก็จะโพนทะนาไปทั่วว่ารุ่นพี่มุคาเอดะไปเข้าโรงแรมกับผู้ชาย นินทากันเสียหายให้อับอายกันทั่ว เดี๋ยวขอคิดก่อนนะว่าจะหาทางเอารูปให้ดูยังไงถึงจะเนียนๆ หรือว่าจะแกล้งทำมือถือตกอย่างเมื่อกี้อีกดี...?

             “ไทเซรู้เรื่องที่รุ่นพี่มุคาเอดะคบกับคุณชินด้วยนะ เมื่อกี้ดูรูปกันอยู่เลย นี่ๆ ไทเซเอารูปเมื่อกี้ให้รุ่นพี่นาคากุจิดูสิ”

             “เอ๋...?”

             ไทเซทำหน้าเหวอที่ยะจิมะหันมาสะกิด อึกอักยกมือถือขึ้นมายื่นให้ แล้วสองรุ่นพี่ก็เอาไปส่องรูปคุยกันเองกุ๊กกิ๊ก

             “ถ่ายสวยอยู่นี่นา อ๋อ ชุดนี้เมื่อวันนั้นปะ วันที่ไปงานนัดบอด”

             “ใช่ๆ จริงด้วย ไทเซไปเจอตอนนั้นเองหรอกเหรอ”

             “มันจัดที่โรงแรมดีอย่างนี้เลยเหรอ มิน่าล่ะ กลับดึก”

             เดี๋ยวๆๆๆ นี่รู้กันหมดเลยเหรอ! // ไทเซ 

             “พะ...พวกรุ่นพี่คิดว่าไงครับ?” ไทเซถามด้วยเสียงแหบ “เห็นแบบนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่ารุ่นพี่มุคาเอดะน่ะไปทำอะไรที่ไหนมา คิดว่ายังไงครับ? จะทำยังไงกับรูปนี้ดี?”

             “ส่งให้คุณชินสิ”

             ห้ะ???? // ไทเซ 

             “ใช่ๆ คุณชินต้องอยากได้แน่เลย ไม่ค่อยมีรูปคู่เลยนี่” ยะจิมะเสริม

             “จริง สงสัยจะดีใจจนตั้งเป็นหน้าล็อคสกรีนเลยนะ อ๊ะ อย่ามาชวนคุย รีบไปเอาเอกสารกับฉันก่อน” นาคากุจิทำหน้านึกได้ รีบฉุดแขนยะจิมะให้ออกไ ปจากห้อง ทิ้งให้ไทเซนั่งค้างอยู่คนเดียว มองตามอึ้งๆ

             ห้องทำงานของแผนกกลายเป็นว่างเปล่า เด็กฝึกงานมองบนโต๊ะของมุคาเอดะที่เก็บไว้เรียบร้อย ไรวะ? หรือว่าเรื่องที่คบกับโอโตนามิ ชิน จะไม่ใช่ความลับของคนคนนี้?? ภาพเดินออกมาจากโรงแรมกับผู้ชาย จับมือกันขึ้นรถแท็กซี่อะไรงี้นี่ไม่มีผลอะไรกับใครเลยเหรอวะ ไหนในอินเตอร์เน็ทบอกว่ามันจะทำลายชื่อเสียง เหมาะจะเอาไปข่มขู่หรือแบล็กเมล์อะไรอย่างนี้ได้ไง!! หรือว่าเขาต้องเปลี่ยนแผน?? ถ้ารูปพวกนี้ใช้ไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนมาสร้างสถานการณ์ที่จะเผยธาตุแท้ของรุ่นพี่คนนั้นออกมาต่อหน้าคนอื่นแบบเรียลๆ เลยน่าจะดีกว่า โอ้โห โคตรจะจีเนียส

             ไทเซหยิบเครื่องเขียนบนโต๊ะมุคาเอดะมาใช้ นิ่งอึ้งกับดินสอสีชมพูลายพิ้งค์กี้พิ้งค์ไปเล็กน้อย ก่อนจะลงมือร่างแผนการที่คิดไว้ลงในกระดาษ

             อย่างแรก ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะเด็กฝึกงาน ภายใต้การดูแลของมุคาเอดะ ดังนั้นถ้าเขาทำงานอะไรพลาดไปละก็ ผู้ใหญ่จะถือว่าเป็นความผิดพลาดของมุคาเอดะเต็มๆ ทีนี้แหละ รุ่นพี่จะต้องโวยวายโมโหใส่เขา ยอมเผยตัวตนออกมาให้คนได้รู้กันแน่ๆ ต่อจากนั้นเขาก็จะฟ้องคนอื่นว่าจริงๆ แล้วโดนรุ่นพี่คนนี้ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ปัญหา power harassment ในที่ทำงานยิ่งกำลังเป็นที่พูดถึงในปัจจุบันอยู่ ยิ่งถ้ามาเกิดกับพนักงานอินเทิร์นอย่างเขา รุ่นพี่มุคาเอดะจะต้องโดนเรียกสอบวินัยแน่นอน เผลอๆ จะโดนลงโทษอย่างอื่นด้วย สุดท้าย ถ้าโดนเด้งไปอยู่สาขาอื่นก็เป็นอันเรียบร้อย ไปไกลๆ ก็จะได้ไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้คุณชินได้อีก

             “นี่”

             ไทเซสะดุ้งโหยง มัวแต่ขยับดินสอจดเพลินจนไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลัง แถมเป็นชายหนุ่มร่างสูงผมสั้น ใส่แว่น หน้าโหด ตาขวางโลก ที่ไม่ใช่ คนในแผนกอีก คะ...แค่หันไปเห็นหน้าก็แทบจะฉี่ราด

             “นายเป็นใครน่ะ มานั่งทำอะไรที่โต๊ะคนอื่น นี่มันโต๊ะมุคาเอดะไม่ใช่เหรอ?” คุโบะหลุบตามองต่ำ เอานิ้วชี้ที่โต๊ะ

             “พะ... พนักงานอินเทิร์นครับ เพิ่งมาทำงานวันแรก ระ...รุ่นพี่มุคาเอดะเป็นคนสอนงานให้”

             “อินเทิร์น? อ้อ” คิ้วขมวดดุเหมือนจะคลายออกนิดหนึ่ง แต่สายตาเข้มงวดก็ยังจับจ้องเหมือนเดิม ใครไปเลือกอินเทิร์นมาจากไหน ทำไมทำผมเหมือนมุคาเอดะเป๊ะ... 

             “แล้วมุคาเอดะไปไหน?”

             “ประชุมครับ”

             “จะกลับมาก่อนเวลาเลิกงานมั้ย?”

             “มะ...ไม่ทราบครับ...”

             หัวหน้าแผนกบัญชีหลุบตามองตัวหนังสือบนกระดาษที่จด คิ้วที่ขมวด กันอยู่เลิกขึ้นเล็กๆ

             “เขียนอะไรอยู่น่ะ?”

             “ไม่มีอะไรครับ”

             ไทเซสะดุ้งโหยง รีบขยำกระดาษจะโยนทิ้ง แต่มือใหญ่ที่ไวกว่ายื่นไปคว้า คลี่ออกดู ริมฝีปากเหยียดออกน้อยๆ ก่อนจะพ่นลมออกจมูกเป็นเสียงขำ

             “อะไรเนี่ย? มาทำงานวันแรกก็เกลียดรุ่นพี่ขนาดนี้แล้วเหรอ มุคาเอดะนี่สุดยอดในหลายความหมายเลยนะ”

             “มะ ไม่ใช่นะครับ! แค่นึก...อะ... เอ่อ... พล็อต พล็อตนิยายในอินเตอร์ -เน็ตเท่านั้น เอาคืนมานะ”

             คุโบะมองหน้าซีดและมือที่พยายามเข้ามายื้อแย่งจากเขาซึ่งตัวสูงกว่า แค่ชูมือขึ้นแค่นี้ก็กระโดดคว้าไม่ถึงแล้ว

             “พล็อตนิยายเหรอ เห~ เขียนไว้ที่ไหนล่ะ เอามาให้ฉันอ่านบ้าง”

             “เอาคืนมา!”

             “นี่ อินเทิร์น” คุโบะเริ่มรำคาญ เปลี่ยนมาเอามือพลิกแขนที่เล็กแทบจะหักได้ง่ายๆ ของเด็กมหาวิทยาลัยไปไว้ข้างหลัง ไทเซร้องจ๊าก สงบนิ่งทันทีเมื่อถูกผลักลำตัวแนบลงกับโต๊ะ แล้วกดแขนเอาไว้เหมือนพวกตัวประกันในหนังสายลับ

             “รู้ไหมว่า power harassment ในที่ทำงานน่ะ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ”

             ควรจะเป็นคำพูดจากปากของคนที่กำลังทำอะไรแบบนี้อยู่เรอะ! // ไทเซ 

             “ขะ... เข้าใจผิดแล้ว แค่พยายามจะให้คนอื่นรู้ความจริงเรื่องรุ่นพี่มุคาเอดะเท่านั้น ระ...รุ่นพี่มุคาเอดะไม่ใช่คนอย่างที่พวกคุณคิดนะ! ผมรู้ความลับของรุ่นพี่ว่าเป็นคนยังไง! พวกคุณแค่ไม่รู้จักรุ่นพี่มุคาเอดะ โทโอรุเท่านั้นเอง!”

             “ความลับ?” คุโบะเลิกคิ้ว ยิ่งเหยียดยิ้มใส่ “โฮ่ ถ้าเป็นความลับของมุคาเอดะฉันก็อยากรู้เหมือนกันนะ ไหนบอกฉันมาหน่อยซิ”

             ไทเซเม้มปาก ส่ายหน้า

             “เอางั้นเหรอ? ตกลงนายเข้าใจความหมายของคำว่า `ข่มขู่` หรือเปล่าน่ะเฮอะ” คุโบะหลุบตามอง “ริอ่านจะขู่คนอื่น ก็คงเข้าใจความหมายดีนะ ถ้าไอ้เศษกระดาษห่วยๆ นี่มันไปถึงมุคาเอดะหรือถึงแผนกบุคคลจะเป็นยังไง? น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนะ น้องอินเทิร์น”

             ไทเซตอบอะไรไม่ถูก หันมองสีหน้าหัวหน้าแผนกบัญชีแล้วหน้าซีด

 

             “ไทเซคุงไปไหนแล้วครับ?”  

             มุคาเอดะวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานว่างเปล่า ถามเพื่อนร่วมงานอีกคนที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานด้านหลัง

             “ไม่รู้สิ ก็น่าจะกลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ เลยเวลาเลิกงานแล้วนี่ ตอนเมโลดี้ดัง ยะจิมะคุงก็ไม่อยู่ น้องเขาคงเห็นว่าถึงเวลาเลิกงานแล้วก็เลยกลับไปเลยมั้ง”

             “...ไม่ลาใครเลยเหรอครับ?”

             “เด็กสมัยใหม่ก็งี้แหละ ฮะ ฮะ งานหนักหน่อยนะมุคาเอดะคุง”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ ผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะเก็บกระเป๋า

 

             หัวหน้าแผนกบัญชีเลื่อนบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันพลางดูรูปในมือถือของอีกคนที่นั่งก้มหน้าซีดเหมือนกำลังถูกยากุซ่าทวงหนี้บนเก้าอี้ยาว บรรยากาศร่มเย็นของสวนหย่อมบนดาดฟ้าไม่ได้ช่วยผ่อนแรงกดดันใดๆ ไทเซสะอื้น สูดน้ำมูกเป็นพักๆ

             “ก็แค่รูปมุคาเอดะกับโอโตนามิ ชินไม่ใช่เหรอ ความลับบ้าอะไรที่ไหน”

             ไทเซเงยหน้าน้ำตานอง

             “&%$#”()&%##&’^|\=)#*”

             “...ก็หยุดร้องไห้ก่อนสิแล้วค่อยพูด”

             “นะ...นี่รู้กันทั้งบริษัทกันจริงๆ เหรอครับ...ฮึก” ขนาดหัวหน้าแผนกบัญชีที่อยู่กันคนละชั้นก็ยังรู้เนี่ยนะ! // ไทเซ 

             “สรุปก็คือ” คุโบะเลื่อนดูรูปอื่นๆ กดนั่นนี่ก่อนจะส่งมือถือคืนให้ ปากยังคาบบุหรี่ไว้อย่างนั้น “นายชอบโอโตนามิ ชิน และไปเจอว่ามุคาเอดะคบกับหมอนั่นอยู่ ก็เลยจะหาทางให้เขาเลิกกันน่ะเหรอ?”

             “ไม่ใช่นะ” ไทเซรีบเถียง “พูดอย่างนั้นก็เหมือนผมเป็นคนเลวสิ ที่ผิดคือฝั่งนู้นนะ! ผมไม่ได้จะหาทางทำให้เขาเลิกกัน! แต่จะหาทางทำให้ทุกคนและคุณชินรู้ว่ารุ่นพี่มุคาเอดะ โทโอรุน่ะเป็นคนยังไงต่างหาก! ถ้าทุกคนรู้ธาตุแท้ของรุ่นพี่ ทุกคนก็จะเลิกคบกับรุ่นพี่ไปเอง! ผลสรุปก็คือคุณชินจะได้รู้ความจริงและเลิกยุ่งกับรุ่นพี่มุคาเอดะไปไงล่ะ”

             “รุ่นพี่?”

             “...เอ่อ...ก็รุ่นพี่มุคาเอดะบอกต้องเรียกแบบนี้”

             “...”

             คุโบะเลื่อนบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันพลางมองลายมือห่วยในแผ่น กระดาษกากๆ ไม่น่าเชื่อว่าของแบบนี้จะเอามาใช้ขู่ใครได้ แต่หมอนี่นั่งร้องไห้มาสามสิบนาทีเพราะโดนเขาข่มขู่ด้วยเรื่องนี้ แถมยังบอกทุกอย่างหมดเปลือกเลยเชียวนะ

             “อายุเท่าไหร่น่ะเรา?” คุโบะถาม

             “...สิบเก้า”

             อ้อ ยังอายุน้อย ก็เลยพลังเหลือเยอะ แล้วดันเอามาใช้กับเรื่องบ้าๆ... 

             “คิดจะยุ่งกับมุคาเอดะน่ะ มันยังเร็วเกินไปนะ”

             “ครับ?”

             “หรือถ้าจะพูดให้ถูก เข้าไปยุ่งมากๆ ระวังจะเจอกับโอโตนามิ ชินเหมือนอย่างฉัน”

             “คุณชินน่ะเหรอครับ?” อะไรคือ `เหมือนอย่างฉัน`??? // ไทเซ 

             “จะอะไรกับหมอนั่นน่ะ อย่างแรกคือต้องอย่าให้โอโตนามิ ชินรู้” คุโบะพ่นควันต่อ “ซึ่งอย่างฉันเนี่ย เป็นไปได้ยากละ เพราะดันวางแผนผิด ตอนนี้จะเคลื่อนไหวอะไรก็ยาก ฉันไม่อยากมีปัญหากับหมอนั่นซะด้วย เพราะถ้าเข้าออกพวกร้านนั่งดื่มแถวนี้ไม่ได้ก็แย่”

             “คุณชินน่ะนะครับ? ฮะ ฮะ ดูภายนอกเหมือนจะน่ากลัว แต่จริงๆ เป็นคนใจดีครับ ไม่น่ากลัวเลยซักกะนิด”

             “นายก็ลองไปยุ่งกับมุคาเอดะดิ” คุโบะเหล่ ชูกระดาษที่ยับยู่ไปด้วยรอยขยำ “อย่างเช่นไอ้ที่เขียนในกระดาษแผ่นนี้น่ะนะ จะเป็นยังไงรู้ไหม ถ้าโอโตนามิมาเห็น?”

             ไทเซมองตาค้าง หน้าซีด แต่พอยื่นมือจะไปคว้ากระดาษกลับ คุโบะก็ชูแขนหนีอีก

             “ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้อะไรกับมุคาเอดะแล้วน่ะนะ เพราะคิดว่ายังไงก็คงเอาคนแบบนั้นไม่อยู่”

             “หะ... หัวหน้าคุโบะก็เคยเป็นอะไรกับรุ่นพี่มุคาเอดะเหรอ!?”

             “แค่สนใจน่ะ เห็นก็น่าจะรู้แล้วนี่ รูปลักษณ์ภายนอกของหมอนั่น เห็นครั้งแรกก็ชอบแล้ว” พ่นควันแล้วก็พูดแบบนั้น ตามองเด็กมหาวิทยาลัยที่ทำเสื้อผ้าหน้าผมเลียนแบบอีกคนเปี๊ยบ “แต่นิสัยข้างในไม่ใช่แบบที่เห็นเลย ใจแข็งชะมัด”

             ไทเซทำตาโต

             “ใช่ไหมครับ! หัวหน้าก็รู้ความจริงใช่ไหมว่ารุ่นพี่มุคาเอดะไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด นี่หัวหน้าคุโบะก็โดนคนแบบนั้นหลอกเหรอ! อย่างนั้นก็เป็นพยานเรื่องนี้ได้สินะ!”

             คุโบะพ่นควันเงียบๆ เผลอขำ

             “จะว่างั้นก็ได้ ฉันมันเป็นพวกไม่ยึดติดกับใครคนใดคนหนึ่งน่ะ ตอนแรกคิดว่าถ้าเป็นหมอนั่นก็คงไม่ทำให้เบื่อ อาจจะยอมคบยาวๆ แล้วเลิกหาอะไรเล่นสนุกก็ได้ แต่ก็ดีแล้วนะที่ไม่ได้เลิก เพราะถ้าคนเราเจออะไรน่าสนุกก็ต้องเล่น ถูกไหม?”

             ไทเซกลอกตานึก แต่ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะเข้าใจครึ่ง ไม่เข้าใจครึ่ง

             “สรุปง่ายๆ ถึงไม่มีโอโตนามิ ชิน มุคาเอดะก็ไม่มาคบกับฉันหรอก แต่ก็ไม่ถึงกับจะไม่ยินดีน่ะนะ ถ้าสองคนนั้นเลิกกัน” คุโบะลดบุหรี่ เหยียดยิ้มให้อีกรอบ “เพราะฉะนั้นจะช่วยนายก็ได้ แค่ให้สองคนนั้นเลิกกัน แล้วนายก็สารภาพรักกับโอโตนามิ ชิน แค่นี้ก็พอใช่มะ?”

             คนฟังหน้าแดงวูบ ตอบไม่ถูกเมื่อโดนคุโบะสรุปให้ด้วยคำง่ายๆ เอ่อ ก็ใช่มั้ง น่าจะใช่... เพราะที่ต้องการให้คุณชินรู้ว่ามุคาเอดะ โทโอรุเป็นผู้ชายร้ายๆ ยังไง มันก็เพื่อจะได้ให้เขาตาสว่างแล้วตัดสินใจเลิกกันไม่ใช่เหรอ

             “ละ... แล้วคุณ... เอ่อ... หัวหน้าคุโบะจะได้อะไรอะครับ? ถ้าคิดว่ารุ่นพี่มุคาเอดะยังไงก็ไม่คบด้วยน่ะ” ไทเซถามตะกุกตะกัก

             “ฉัน? ไม่มีอะไร ฉันอยู่ว่างๆ เห็นรุ่นน้องในโลกเดียวกันมีความตั้งใจพยายามขนาดนี้ ก็อยากเอาใจช่วยเป็นธรรมดา”

             “...โลกเดียวกัน?”

             “ช่าย อยู่ในสังคมไมนอริตี้แบบนี้ก็ควรจะเกาะกลุ่มกันเอาไว้เพื่อความอยู่รอด เหมือนฝูงแกะกับหมาป่าอะไรอย่างนี้ ไม่เคยได้ยินเหรอ เป็นพวกลูกแกะก็ควรจะเกาะกลุ่มกันเอาไว้ถูกมะ”

             แต่ฉันหมาป่าอะนะ... // คุโบะ

             คุโบะสูดควันเข้าปอดอีกรอบ แล้วค่อยๆ ปล่อยควันทีละนิด มองเด็กมหาวิทยาลัยอายุห่างกันเกินรอบที่กำลังทำหน้าคิดหนัก

             ไทเซสะดุ้งโหยง เพราะเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า แล้วก็ทำหน้าเหวอ เมื่อชื่อคนที่โทรมาผ่านโปรแกรมแชท เป็นรุ่นพี่ผู้ซึ่งขอแอดไอดีไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

             “ครับ?”

             “ไทเซ? กลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ? ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพอะไรใช่ไหม?”

             เจ้าของโทรศัพท์ทำตาปริบๆ

             “...ไม่มีครับ แล้วก็ยังไม่ได้กลั...” กำลังจะตอบ แต่คุโบะเอานิ้วทาบริมฝีปากเอาไว้ว่าไม่ให้พูด ก็คือห้ามบอกว่ายังอยู่ที่บริษัท หรือพูดง่ายๆ ว่าห้ามบอก ว่าอยู่กับเขานั่นแหละ

             “เอ่อ... รุ่นพี่มุคาเอดะมีอะไรหรือเปล่าครับ?”

             “เปล่าครับ แค่จะเช็คว่าทำงานวันแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม” มุคาเอดะว่า “แล้วก็จะถือโอกาสบอกด้วยน่ะครับ ว่าเวลาทำงานในองค์กร โดย เฉพาะช่วงแรกๆ แบบนี้ ถ้าจะไปไหนมาไหนก็ควรจะบอกใครหน่อย ไม่ใช่แค่เรื่องกลับบ้านไปก่อนโดยไม่ได้บอกใครอย่างเดียวนะครับ จะไปทำงานที่ห้องไหนแผนกไหนก็ควรบอกผู้ร่วมงานให้รู้ไว้บ้าง เขาจะได้รู้ว่าจะตามตัวเราได้ที่ไหน”

             สีหน้าคนฟังเปลี่ยนเป็นขุ่นมัว บึ้งตึง

             “เก่าไปแล้วหรือเปล่าครับ สมัยนี้ทุกคนก็มีมือถือ จะตามตัวใครก็โทรไปตามสิ”

             “ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้มือถือในที่ทำงานขนาดนั้นน่ะครับ ถ้าทุกคนเอาแต่คุยมือถือมันก็จะดูไม่ดี แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนจะอยากให้เบอร์ติดต่อส่วนตัวกับผู้ร่วมงานนะครับ”

             “ก็คือ” ไทเซสูดลมหายใจลึก “จะโทรมาเพื่อสั่งสอนแค่นี้ใช่ไหมครับ?”

             “...จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพราะก็บอกแล้วนี่ว่าหน้าที่ดูแลไทเซคุงในการมาอินเทิร์นครั้งนี้มันเป็นของผม อะไรที่นึกได้ว่าต้องเตือนก่อนถึงเวลาออก ไปทำงานจริง ก็คงจะเตือนครับ”

             “แล้วก็จะได้เอาไปฟ้องคุณชินด้วยใช่ไหมครับ ว่าผมมาเจอรุ่นพี่แล้วทำให้ลำบากยังไงบ้าง”

             มุคาเอดะนิ่งอึ้ง ยังไม่ทันพูดอะไร ไทเซก็พูดต่อ

             “ตามสบายเลยครับ บอกแล้ว รุ่นพี่ก็ใช้วิธีของรุ่นพี่ ผมก็ใช้วิธีของผม ผมจะทำให้คุณชินรู้ให้ได้เลย ว่าตัวจริงของรุ่นพี่น่ะเป็นคนยังไง”

             คุโบะมองเด็กหนุ่มหัวเสียที่กดตัดสาย กลั้นหัวเราะจนแทบสำลักควัน แต่เปลี่ยนมาทำหน้าสุขุมตอนไทเซหันมากัดฟันกรอด แล้วก็พูดใส่

             “เมื่อกี้หัวหน้าคุโบะบอกว่าจะช่วยใช่ไหมครับ มีหัวหน้าคนเดียวที่เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ แล้วก็เป็นพยานให้ได้ว่ารุ่นพี่มุคาเอดะน่ะเป็นประเภทต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่งจริงๆ ผมจะต้องเปิดโปงคนแบบนี้ให้ได้เลย หัวหน้าช่วยด้วยนะครับ”

             “โอเค โอเค” คุโบะเหยียดริมฝีปากยิ้ม “ฉันดีลด้วยอยู่แล้ว งั้นก่อนอื่นเราก็ต้องไปตามดูมุคาเอดะหลังเลิกงานกันก่อน จะได้วางแผนกันต่อ”

             “ก็วางแล้วไงครับ ที่เขียนในกระดาษนั่น”

             “...นายเรียกไอ้นี่ว่าแผนจิงดิ?”

             คุโบะกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย

             “เอากระเป๋ามาแล้วใช่มั้ย งั้นเดี๋ยวไปรถฉัน”

 

             มุคาเอดะมองมือถืออึ้งๆ ถอนหายใจกับสายที่โดนตัดแล้วเสียบกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ขาก้าวถึงรั้วโรงเรียนอนุบาลพอดี

             ลูกสาวยังเล่นอยู่ในโรงเรียนเหลือเป็นคนสุดท้ายเช่นเคย ถึงโอโตนามิจะเอ่ยปากว่าจะเป็นคนมารับมิสุเอะให้ทุกวันก็ได้ แต่ปกติถ้าไม่มีธุระหรือต้องอยู่ทำโอทีตอนเย็น มุคาเอดะจะฝากเด็กหญิงเอาไว้ที่โรงเรียนต่อ แล้วมารับเองทุกครั้ง เพราะไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของโอโตนามิ

             “ปะป๊ามาแล้ว”

             คนเป็นพ่อส่งยิ้มให้ลูกสาวที่วิ่งเข้ามากอด ข้าวของถือมาดีๆ ก็ตกกระจายหมดจนต้องไล่เก็บ ครูสาวรีบวิ่งเอาหมวกฟางที่ลืมไว้มาใส่ให้

             “วันนี้มีจดหมายเรื่องอาสาสมัครช่วยงานกีฬาวันอาทิตย์นี้นะคะ ปกติงานของคุณพ่อจะเป็นงานพวกช่วยต่อเต๊นท์ กับจัดเตรียมสถานที่ วันงานต้องมาก่อนประมาณชั่วโมงนึง แต่คุณมุคาเอดะ เอ่อ ไม่มีใครช่วยดูมิสุเอะจังให้ ก็จะมาพร้อมกันเลย แล้วให้มิสุเอะจังรอที่ห้องก็ได้นะคะ”

             มุคาเอดะทำตาปริบๆ ประมวลผลชั่วครู่แล้วค่อยยิ้มรับ

             “...งานกีฬา เอ่อ... วันอาทิตย์นี้แล้วสินะครับ”

             “ใช่ค่ะ ชีทรายการโปรแกรมกีฬาก็อยู่ในกระเป๋านะคะ มีโปรแกรมที่คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องร่วมด้วย แต่ก็เป็นเกมง่ายๆ กับพวกเต้นเพลงเด็กๆ อะไรอย่างนี้แหละค่ะ”

             “...เต้น?”

             “ใช่ค่า มิสุเอะจังเต้นเก่งมากเลยนะคะ ให้มิสุเอะจังสอนไว้ก่อนได้เลย ปกติโปรแกรมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคุณแม่ออกมาเต้นกับลูก แต่ของบ้านมุคาเอดะก็คงเป็นคุณมุคาเอดะใช่ไหมคะ? อ๊ะ ไม่ได้พูดให้รู้สึกกดดันนะคะ”

             “...”

             คนฟังทำหน้าเหมือนสติหลุด จูงลูกสาวเดินลงเนินพลางถือจดหมายอ่านไปด้วย

             ...เมื่อปีที่แล้ว ตอนมิสุเอะอยู่อนุบาลหนึ่งที่โรงเรียนเก่า วันงานกีฬาฝนตกพอดี ทางโรงเรียนก็เลยเปลี่ยนมาจัดในโรงยิมตามโปรแกรมวันฝนตก ตัดโปรแกรมหลายๆ อย่างออกไปจนจบลงในครึ่งวัน กล่องข้าวก็ไม่ต้องทำไปด้วย

             กล่องข้าว... 

             คนเป็นพ่อยกมือถือขึ้นมากด พิมพ์คำว่า `กล่องข้าวงานกีฬา` ลงไป เห็นรูปบรรดากล่องข้าวสองสามชั้นตกแต่งวิจิตรตระการตาเหมือนมาแข่งราย การทีวีแล้วก็มือสั่น

             กะ... กล่องข้าวงานกีฬาต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ... ทำประมาณกี่คนกินเนี่ย... // มุคาเอดะ 

             เปลี่ยนมากดดูพยากรณ์อากาศ ก็บอกว่าวันอาทิตย์แดดจะแรงและอากาศจะดีสุดๆ ตัดตัวช่วยเรื่องฝนไปได้เลย

             “ปะป๊า วันนี้มิสุเอะวิ่งชนะคะสุกิคุงด้วยแหละ”

             มุคาเอดะหันไปยิ้มตามแรงมือเขย่า

             “โอ๊ะ แสดงว่ามิสุเอะจังมีพัฒนาการ อาทิตย์ก่อนยังบ่นว่าวิ่งแพ้อยู่เลย”

             “แต่ก็เพราะคะสุกิคุงสะดุดล้มน่ะนะคะ”

             อย่างนั้นเรียกว่าวิ่งชนะก็ได้เหรอ... // มุคาเอดะ 

             “แต่คะสุกิคุงก็ไม่ร้องไห้นะ สมกับที่เป็นเจ้าสาวของมิสุเอะเลย”

             มุคาเอดะขำ เอามือลูบหัว

             “กลับกันแล้ว มิสุเอะจังเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นเจ้าสาวเขาสิ”

             “ก็คะสุกิคุงเหมาะจะเป็นแม่บ้าน คะสุกิคุงทำไข่ม้วนเป็นด้วยนะคะปะป๊า”

             “อ้อ อย่างนี้นี่เอง มิสุเอะจังว่าใครทำงานบ้านเก่งกว่าก็เป็นเจ้าสาวสินะ”

             “ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นอย่างคุณชินก็เป็นเจ้าสาวบ้านเรา”

             “...”

             “ปะป๊าทำไข่ม้วนไม่เป็นนี่”

             อือ... ไม่เถียง... ไม่ใช่สิ อยากเถียงก็เถียงไม่ได้... // มุคาเอดะ 

             “ปะป๊าก็ทำอย่างอื่นตั้งเยอะนะ ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า พับผ้า ล้างห้องน้ำกับห้องอาบน้ำก็ปะป๊า” มุคาเอดะยกนิ้วขึ้นมานับ

             “ก็แปลว่าปะป๊าอยากเป็นเจ้าสาวมากกว่าเหรอ?”

             “...”

             นั่นสิ จะไปแข่งกับเขาทำไม... // มุคาเอดะ 

             คนเป็นพ่อผ่อนลมหายใจเบาๆ เพราะเดินสุดถึงสะพาน พอข้ามถนนได้ เด็กหญิงก็วิ่งจู๊ดเปิดประตูร้านที่มีเสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งด้านหน้า โอโตนามิที่อยู่หลังเคาน์เตอร์เงยหน้ามายิ้มให้ แสงไฟในร้านเปิดสว่างจนมองจากข้างนอกเห็นชัดว่ามุคาเอดะเดินไปนั่งที่เคาน์เตอร์ แล้วเจ้าของร้านก็เอาอาหารมาวางโดยไม่ต้องขอ พลางชวนคุยอะไรไปด้วย

 

             คุโบะนั่งสูบบุหรี่ตรงที่นั่งคนขับ เปิดหน้าต่างเพื่อให้ควันบุหรี่ลอยออกไปข้างนอก ปล่อยเด็กหนุ่มที่นั่งที่นั่งข้างๆ ให้มองมุคาเอดะในชุดสูทจูงบุตรสาวเดินลงจากเนินซึ่งมีโรงเรียนอนุบาลอยู่ข้างบน ที่ว่างริมสะพานตรงนี้ไม่ได้เป็นที่ห้ามจอด แต่ก็เปิดไฟกระพริบไว้ให้รู้ว่าขอจอดไม่นานและมีคนนั่งอยู่ จากตรงนี้เห็นทั้งทางเดินลงจากเนินและร้านของโอโตนามิที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสะพานชัด ภายในร้านกาแฟสามชั้นสร้างด้วยอิฐแดงเปิดไฟสีส้มอบอุ่น อีกไม่นานต้นไอวี่ที่เลื้อยตามขอบหน้าต่างก็น่าจะเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับตัวตึก ข้างในน่าจะเปิดเพลงบอสซ่าเบาๆ เหมือนทุกครั้งแต่เขาไม่ได้ยิน ถึงอย่างนั้นกลิ่นกาแฟ ก็หอมฉุยมาจนถึงนี่...

             “เด็กผู้หญิงคนนั้นใครอะครับ?” ไทเซทำหน้าช็อค

             “ก็ลูกสาวของมุคาเอดะไง น่าจะประมาณห้าหกขวบอะนะ”

             “รุ่นพี่มุคาเอดะมีลูกด้วยเหรอ?!”

             “ช่าย”

             “กะ... ก็เป็นโอเมก้า[1]น่ะสิ”

             “ไม่ใช่เว้ย”

             ไอ้เด็กนี่ไหวไหมวะ... // คุโบะ 

             “มุคาเอดะน่ะ เคยแต่งงานแล้วก็เพิ่งหย่าไปเมื่อต้นปีนี้เอง พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้เป็นคนฝั่งนี้แต่แรก ถ้าบอกว่าตอนนี้คบอยู่กับโอโตนามิ ชิน ก็แปลว่าเพิ่งจะเปลี่ยนมาอยู่ฝั่งนี้เมื่อเร็วๆ นี้ แล้วก็น่าจะยังคบกันไม่ถึงปีด้วย” คุโบะหันหน้าออกหน้าต่าง พ่นควันออก “พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเจอคนดีๆ ก็อาจจะกลับไปสนผู้หญิงก็ได้นะ”

             ไทเซทำตาโต ทำไมไม่เคยคิดอะไรในแง่นี้มาก่อน

             “เลี้ยงลูกคนเดียวมันก็ไม่ใช่จะง่าย ในใจก็อาจจะอยากหาใครมาช่วยอยู่เหมือนกันก็ได้” คุโบะพูดต่อ “แล้วก็อย่างว่า ลูกสาวอะเนอะ” หยุดพ่นควัน เท้าคางกับกระจก “ก็น่าจะอยากมีแม่ใหม่หรือเปล่า ถ้าบิ๊วให้ลูกสาวมุคาเอดะพูดว่าอยากมีแม่ใหม่มากๆ คนเป็นพ่อก็ต้องคิดเรื่องนี้ทั้งนั้นแหละ”

             “สะ... สุดยอด” แววตาที่ยังระแวงจนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นชื่นชม “ถ้ารุ่นพี่มีแฟนใหม่เป็นผู้หญิง ลูกสาวรุ่นพี่มุคาเอดะได้คุณแม่คนใหม่ ผมก็คู่กับคุณชิน ถือว่าแฮปปี้กันทุกฝ่าย”

             ไอ้เด็กบ้า แกไม่นับฉันเลยเรอะ // คุโบะ 

             “แล้วเราจะไปทำให้รุ่นพี่มุคาเอดะยอมตกลงแต่งงานใหม่กับใครที่ไหน ได้ยังไงละครับ?”

             “ไม่รู้อะไรซะแล้ว” คุโบะคาบบุหรี่ไว้กับปาก ยกมือถือขึ้นมากดแล้วพลิกให้ดู “แรงกิ้งอาชีพที่พ่อบ้านมักจะเป็นชู้ด้วยติดอันดับต้นๆ ก็ต้องนี่เลย `ครูอนุบาล` ไงล่ะ!”

             แววตาไทเซเป็นประกาย มองหน้าจออึ้งๆ

             “เพราะครูอนุบาลน่ะเป็นพวกสาวๆ อายุน้อยซะเยอะ ใจดี พูดเสียงอ่อนหวาน โอกาสจะเข้าไปหาแล้วพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ภรรยาไม่สงสัยน่ะมีเยอะ แถมยังเป็นขวัญใจของเด็กด้วยนะ”

             “แล้ว...แล้วเราจะไปหาครูอนุบาลจากไหนอะครับ?”

             “ลูกสาวมุคาเอดะก็ต้องมีบ้างแหละ ครูสาวในดวงใจน่ะ” คุโบะพูดต่อ “เราจะใช้โอกาสนี้สร้างความสนิทสนมระหว่างครูกับมุคาเอดะ ปั่นหูลูกสาวมุคาเอดะเยอะๆ ให้ไปพูดว่าอยากได้แม่ใหม่ๆๆ เข้าใจไหม”

             “เอ่อ... ด้วยวิธียังไงอะครับ ผมไม่ได้สนิทกับรุ่นพี่ขนาดที่จะคุยเรื่องพวกนี้ด้วยได้เลยนะ”

             “นั่นไง” คุโบะเอามือที่ถือบุหรี่โบกออกไปนอกหน้าต่าง ให้ดูโปสเตอร์เขียนด้วยฝีมือวาดแบบเด็กๆ ที่แปะเสาไฟฟ้า

             “เห็นมั้ย เขาเขียนว่าจะมีงานกีฬาประจำปีวันอาทิตย์นี้ ปู่ย่าตายายที่อยู่ละแวกนี้หรือคนในท้องถิ่นก็เข้าไปดูเด็กๆ ได้ ขออาสาสมัครญาติมิตรคนช่วย งานกีฬาด้วย”

             ไทเซมองตาม ทำตาโตขึ้นมาอีกที อ้าปากยังไม่ทันได้พูดอะไร คุโบะก็พูดต่อ

             “นายก็แค่หาทางให้มุคาเอดะชวนพวกเราไปร่วมงานกีฬาลูกสาวด้วยให้ได้ เข้าใจไหม คงทำได้นะเรื่องแค่เนี้ย”

             “หา!!!!!!!” ไทเซร้อง “แต่ผมเพิ่งประกาศใส่รุ่นพี่มุคาเอดะว่าเป็นศัตรูด้วยนะ! จู่ๆ จะให้ไปขอไปงานกีฬาด้วยมันก็แปลกหรือเปล่า!!”

             “คนอย่างมุคาเอดะไม่คิดมากเรื่องพวกนี้หรอก เชื่อฉัน” คุโบะโบกบุหรี่ไปมา “ก็วิธีนี้แหละ ที่จะทำให้มุคาเอดะเลิกสนใจโอโตนามิ ชินไปได้เร็วที่สุด แถมลูกสาวก็ยังอาจจะได้แม่ใหม่เป็นคุณครูอนุบาลสุดปลื้ม นายก็พูดเองว่ามันจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งไม่ใช่เหรอ คิดว่าทำเพื่อเด็กก็น่าจะทำได้สิ”

             ทำเพื่อเด็ก...? อึ๊ม?? นี่ถือเป็นการทำเพื่อเด็กเหรอ?? // ไทเซ 

             “ว่าไง? จะทำไม่ทำ? ถ้ากลัวว่าแค่ฉันกับนายจะน่าสงสัย ก็ลองพูดผ่าน ยะจิมะก็ได้นี่ ถ้าหมอนั่นก็ไปด้วย มันก็ไม่น่าสงสัยใช่ไหมล่ะ” คุโบะเสนอต่อ

             “จริงด้วย... ถ้าพูดว่าจะไปกันทั้งผมทั้งรุ่นพี่ยะจิมะ รุ่นพี่มุคาเอดะก็ไม่น่าจะสงสัยอะไร” ไทเซทำหน้าคิด “...ว่าแต่ทำไมหัวหน้าคุโบะถึงต้องไปด้วยละครับ?”

             “พูดบ้าๆ ฉันมันตัวสำคัญนะ ถ้าไม่มีฉัน ใครจะคอยดึงความสนใจของโอโตนามิไว้ละเฮอะ”

             จะพลาดเรื่องน่าสนุกอย่างนี้ได้ยังไงวะ // คุโบะ 

             “ผะ... ผมก็อยากอยู่กับคุณชินนี่ ถ้าได้ไปด้วยจริงๆ นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทำแต้มกับคุณชินหรือเปล่า?”

             “เรื่องนั้นมันต้องมาทีหลังเซ่ กำจัดมุคาเอดะออกไปจากโอโตนามิ ชินได้แล้ว ทีนี้นายจะทำแต้มซักเท่าไหร่ก็ได้ มันต้องใจเย็นๆ” คุโบะกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย “หิวแล้ว ไปหาข้าวกินกันแล้วค่อยวางแผนต่อ”

             “เอ่อ... คือ... เพราะว่าผมต้องมาทำอินเทิร์นก็เลยต้องลดเวลาทำงานพิเศษลงไปตั้งเยอะ การเงินตอนนี้มันอยู่ในขั้นวิกฤตอะครับ หัวหน้าไปกินเถอะ ผมกลับบ้านเลยดีกว่า”

             คนขับเหลือบมอง ปิดกระจกเปิดแอร์ เลื่อนเกียร์จากตัว P ไปเป็นตัว D

             “มุคาเอดะก็คงเหนื่อยหน่อยนะ ขนาดเรื่องแบบนี้ยังไม่รู้เลยเหรอว่าพูดแบบนี้แปลว่ารุ่นพี่จะเลี้ยงน่ะ”

             คุโบะหักหัวรถออก ขับผ่านร้านกาแฟสร้างด้วยอิฐบล็อคสีแดงที่ดูเด่นไป

 

To be continue

MEB E-book ID >> Hanabidou

 

 

[1] โลกในการ์ตูน BL ที่แบ่งเพศเป็นเบต้า อัลฟ่า และโอเมก้า ถึงเป็นผู้ชาย แต่ถ้าเป็นโอเมก้าก็จะสามารถตั้งครรภ์มีลูกได้ เป็นโลกแฟนตาซีของชาว BL จ้ะ

ความคิดเห็น