ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ หก

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ หก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 328

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 18:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ หก
แบบอักษร

รัชศกต้าฉินที่ สาม หลังสิ้นสงครามอันยาวนาน ขณะนี้การคลังของแคว้นต้าเกิดอัตคัดขันสน เพื่อให้หลุดพ้นจากสภาพทางการคลังที่ลำบากยากแค้นเช่นนี้ ฮ่องเต้จึงมีพระราชโองการสั่งให้แคว้นผูกขาดอำนาจการทำการเกษตรจากราษฎร เพิ่มภาษีประชาชน เก็บภาษีผู้ประกอบการ ขายตำแหน่งขุนนาง อนุญาตให้ขุนนางชั่วนำเงินมาซื้อความผิด ลดโทษ เงินยิ่งหนา โทษยิ่งเบา เงินยิ่งหนัก โทษย่อมไม่มี ราษฎรสุดที่จะทนต่อความลำบากจนตอนนี้ประชาชนทุกหัวระแหงต่างลอบวางแผนก่อกบฏ

เหมันต์พัดผ่าน วสันตหมุนเวียน ยามนี้เข้าสู่ช่วงต้นวสันตฤดูแล้ว เวลาเที่ยงวันอาทิตย์ก็ลอยสูงมันส่องแสงลงมากระทบตัวทำให้อบอุ่นกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่บางคราก็มีลมหลงฤดูโบกเอาความเย็นมาเอื่อยๆ ฮวาเหลียนอยู่ที่แคว้นต้าในจวนเหลี่ยงอ๋องนับคร่าวๆก็สี่เดือนเข้าไปแล้ว แต่แรกเริ่มที่มาเขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยยากลำบากหรือต้องหลบๆซ่อนๆ จนบัดนี้เขาก็ยังมีความสุขกับชีวิตในขณะนี้มากๆ เขาชอบเวลาที่ทิ้งตัวนั่งริมระเบียงแล้วได้เงยหน้าขึ้นมองท่านอ๋องที่อยู่บนเก้าอี้ไม้ มองใบหน้าที่ราวว่ากำลังซับแสงอาทิตย์เป็นอาหาร หรือจะเป็นการได้ดื่มชาร่วมกับเหลี่ยงอ๋องที่ตอบสนองได้เพียงแค่สีหน้าเท่านั้น หลังจากนั่นก็เริ่มฝึกคัดตัวอักษรที่ตนเองไม่เคยเห็นที่เรือนรับรอง

ตามจริงเรือนนี้เป็นเรือนร้างปิดตาย แต่เพราะเขาซุกซนจนไปเจอเรือนรับรองแห่งนี้เข้าเลยทำการปรับปรุงนิดหน่อยจัดหาโต๊ะเตี้ยหนึ่งโต๊ะ โต๊ะสูงหนึ่งโต๊ะ หวังให้เป็นเรือนสำหรับเรียนพู่กันในช่วงกลางวัน พอตกเย็นฮวาเหลียนก็ไปที่แปลงผักหลังจวนแล้วใวกกลับมาที่เรือนรับรองสั่งให้คนงานห่ามเหลี่ยงอ๋องกลับจวนใหญ่

ด้วยความที่ฮวาเหลียนมิได้ร่ำเรียนการเขียนอักษรมากมายนักทำให้เขาต้องโหมฝึกคัดตามม้วนฎีกาที่ขุนนางถวายให้ฝ่าบาทหลังจากผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ก็ถูกนำมาเก็บไว้ที่ห้องหนังสือตำหนักเหลี่ยงอ๋อง

ในวันนี้ฮวาเหลียนจัดเตรียมพื้นที่ สำหรับเขียนพู่กันครบถ้วน โดยการเขียนอักษรครั้งนี้จะกระทำบนโต๊ะสูงเพื่อความสะดวกของเหลี่ยงอ๋อง ดวงตากวาดมองสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ*ที่ถูกจัดแจงไว้พร้อมเพียง

เมื่อคนงานห่ามเก้าอี้มาตั้งหลังโต๊ะสูงฮวาเหลียนก็ลงมือฝนหมึกพูดพราง

“ท่านอ๋องข้าอยากให้ท่านได้เขียนชื่อของตนเองสักครั้ง”

เหลี่ยงอ๋องนั้นหากเป็นแต่ก่อนคงคิดว่าการกระทำเช่นนี้คือการตอกย้ำความพิการของตน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเขาก็เลิกคิดเรื่องพวกนั่น

ยิ่งทุกข์ใจเขายิ่งปล่อยวาง รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่อยากตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ได้หวงแหนศักดิ์ศรีดั่งเก่าก่อน

ทว่า ฮวาเหลียนนั้นเปรียบดั่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาขาดไป

เสียงฝนหมึกหยุดแล้ว ฮวาเหลียนคุกเข่าลงข้างเก้าอี้เหลี่ยงอ๋อง สองมือพับแขนเสื้อให้พระองค์ ทีละข้างเมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาก็เงยหน้ามองอักษรที่เป็นชื่อของพระองค์ 

“ฉิน หลันหลิง” ฮวาเหลียนเผลอคลายรอยยิ้มออกมา ตนนั้นไม่ได้รับรู้เรื่องราวการสมรสมากมายนัก จึงรู้เพียงแค่ว่าต้องอภิเษกกับเหลี่ยงอ๋องผู้ถูกขังในจวนเพราะพิการเท่านั้น พอได้มาพินิจพิเคราะห์นามก็รู้สึกว่ามันไพเราะเหลือล้น

“หลันหลิน หลัน[] ที่แปลว่าไอน้ำมากมายจนทำให้รอบข้างขาวโพลน หากได้ยินแต่ไม่รู้อักษร คงคิดว่าเป็น หลินคือคำที่เขียนว่า ป่า[] หากแต่ได้รู้จึงทราบว่าเขียนด้วยตัว แปลว่าฝนที่โหมกระหน่ำ แทนที่หลันหลินจะแปลว่า ป่าไม้ที่มีหมอกขาวทั่วบริเวณกลับกลายเป็น หลันหลิน หมอกขาวและสายฝนที่ตกหนัก หากให้ข้าตีความหมายผู้ที่ตั้งชื่อท่านคงต้องการสื่อว่า ฝนตกหนักจนทำให้รอบข้างเต็มไปด้วยหมอกขาว แต่ถ้าลึกลงไป … หลังพายุฝนที่หยุดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงหมอกที่ขาวโพลนลอบทิศทาง หมอกในที่นี่คงต้องการสื่อว่า หลังสายฝนสิ่งที่คงเหลือคือความเลือนลางของหนทางข้างหน้ายากที่จะคลำหาหนทางเดินต่อไป” เหลี่ยงอ๋องตาร้อนผ่าว พระองค์หลับตาลง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากัน

ฮวาเหลียนไม่ทันได้สังเกตพระพักตร์ของพระองค์และด้วยความที่ไม่รู้ต้นกำเนิดของเหลี่ยงอ๋องจึงไม่ทราบว่าเรื่องนี้ได้สะกิดบาดแผลในใจที่พึ่งแห้งได้ไม่นานเข้าแล้ว

โครม

เสียงข้าวของบนโต๊ะถูกกวาดตกลงเกลื่อนพื้น 

เป็นเหลี่ยงอ๋อง พระองค์ไม่อยากเขียนชื่อที่เป็นตราบาปเช่นนี้ แต่ก่อนเขาไม่ทราบความหมาย มาวันนี้ทุดอย่างกระจ่างแจ้งและออกมาจากปากของผู้ที่เขาไว้ใจมากที่สุด

“เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเร่งรุดออกมา เห็นข้าวของหล่นเกลื่อนพร้อมน้ำหมึกที่หกเลอะเทอะพื้นตำหนัก ก็ทราบทันทีว่าเหลี่ยงอ๋องเป็นผู้อาละวาดทำลายข้าวของ

ฮวาเหลียนมองด้วยแววตาตื่นตระหนก เขาไม่กล้าพูดหรือถามอะไรในคราแรก แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ของเหลี่ยงอ๋อง สองมือประคองฝ่ามือพระองค์

“ข้าทำผิดหรือ” 

เพี้ยะ

เหลี่ยงอ๋องเพียงแค่ต้องการนำมือออกจากการสัมผัสของฮวาเหลียน แต่พระองค์ไม่เห็นว่ามือนั้นอยู่ในระยะใกล้ใบหน้านวลเนียนนั่นเพียงใดทำให้ฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของฮวาเหลียนจนเกิดเสียงดังรุนแรง

ฮวาเหลียนทรุดลงกับพื้น สองมือกำไว้แน่น ริมฝีปากมีโลหิตซึมขึ้นเพราะแรงจากการถูกตบ ดวงตาเขาช้อนมองคนพิการที่นั่งบนเก้าอี้

เจ้าเจ็บมากหรือไม่

ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าขอโทษเจ้า

เป็นข้า ข้าเองที่ผิด 

เหลี่ยงอ๋องอยากจะเห็นภาพข้างหน้าจนพระพักตร์แสดงออกอย่างชัดเจน เขาอยากจะรู้ว่าขณะนี้ฮวาเหลียนทำสีหน้าเช่นไร เจ็บมากหรือไม่...

ฮวาเหลียนยังไม่ได้สติจากความชาที่ใบหน้าแต่กลับมีคำถามคิดขึ้นว่าความเจ็บนี้เหตุใดถึงได้เจ็บลึกจนถึงในใจเช่นนี้ เขาเม้มปากตนเอง กลั้นน้ำตาแห่งความสับสนไว้ แล้วลุกขึ้นยืนด้วยหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียใจก้มมองเหลี่ยงอ๋อง

“ข้าผิดมากหรือ แต่...ข้าไม่รู้สิ่งใด ข้าทำสิ่งใดผิด” ฮวาเหลียนยังไม่เข้าใจ

ไม่ เจ้าไม่ผิดฮวาเหลียน ข้า เป็นข้าที่ผิด 

 

เหลี่ยงอ๋องรีบเอื้อมมือออกไปกลางอากาศแต่สิ่งที่เขาคว้าได้มีเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น หากเป็นแต่ก่อนฮวาเหลียนคงรีบยื่นมือออกไปกุมไว้ แต่บัดนี้เขาไม่เข้าใจเลยว่าเขาผิดตรงไหน …

“ข้าขออภัยท่าน” เหลี่ยงอ๋องประสาทสัมผัสไวเขารีบคว้ามือไปทางต้นเสียงสุดท้ายฮวาเหลียนถูกคว้าโดนจนได้ ฝ่ามือของพระองค์จับอาภรณ์ของฮวาเหลียนไว้แน่น ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกผิด 

ฮวาเหลียนปัดมือของเหลี่ยงอ๋องออก  เมื่อเขาหันหลังก็รีบก้าวขายาวๆออกมาเพราะน้ำตาที่กลั้นไว้จะไม่สามารถทนได้อีกแล้ว

ฮวาเหลียนฟังข้า ฟังข้าเถอะ ข้าผิดไปแล้ว

ทำไม ทำไมเจ้าไม่ได้ยินเสียงของข้าเลย

ทำไมข้าถึงพูดไม่ได้ ฮวาเหลียนข้าขอโทษเจ้า

ตุบ

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!” คนงานชายรีบเข้าพยุงคนพิการที่ตกลงจากเก้าอี้ไม้เพราะความที่พระองค์พยายามที่จะตามฮวาเหลียนที่เดินจากไปแล้ว

 

 

รัตติกาลคืนนี้มีเมฆดำก้อนใหญ่เลื่อนลอยผ่านจันทราเต็มดวง ประตูเรือนเปิดออก ฮวาเหลียนเห็นเหลี่ยงอ๋องพำนักอยู่บนเตียงยังไม่หลับเขาจึงเบือนหน้ามองทางอื่นเพ่อหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้ามา

วันนี้เขาทั้งซ่อนตัวอยู่ที่สวนหลังจวนทั้งวัน จนเมื่ออาบน้ำเรียบร้อยถึงกลับจวนใหญ่ ฮวาเหลียนเห็นผ้าพันแผลถลอกที่ช่วงมือของเกลี่ยงอ๋องก็พลันถอนหายใจอึกใหญ่ออกมา เพราะรู้เรื่องที่พระองค์พยายามตามตนเองจนล้มลงกับพื้น

เก้าอี้สูงปานนั้น คงเจ็บไม่ใช่น้อย

ฮวาเหลียนคิดในใจ เขานั่งลงบนเตียงข้างเหลี่ยงอ๋อง ในใจเขาอ่อนไหว เพียงแรงตบเล็กน้อยที่ใบหน้าไม่ได้เจ็บหนักมากเท่าไหร่ กอปร*กับพระพักตร์ของเหลี่ยงอ๋องที่แสดงออกมาหมดแล้วว่าแสนทุกข์ใจหลังจากได้กระทำลงไป

ใครบ้างที่จะไม่กระทำผิด...

“ข้าเข้าใจท่าน” ฮวาเหลียนขบคิดมาตลอดจึงได้กระจ่างชัดในใจว่านามนั่นคงไม่ดีอย่างที่พรรณนาออกไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรู้ให้ได้ว่ามีเรื่องใดซับซ้อนถึงขนาดที่พระองค์แสดงออกเช่นนั่น แรงบีบมือตอบกลับจากเหลี่ยงอ๋องพลันทำให้ฮวาเหลียนขยับกายไปนั่งข้างเหลี่ยงอ๋อง เขาเอนกายเอียงศีรษะซบลงที่ไหล่ของพระองค์ เมื่อมีไอร้อนจากร่างกายหนึ่งทาบทับเหลี่ยงอ๋องเกิดรู้สึกปวดใจจนต้องเม้มริมฝีปากของตนเอง

ยิ่งเจ้าดีกลับข้า ข้ายิ่งรู้สึกผิดต่อเจ้า

ข้าอยากขอโทษเจ้าเช่นกัน...

ทำไมข้าถึงทำอะไรไม่ได้เลย

“ข้าไม่ได้โกรธท่านเลยข้าโกรธตัวเองที่รู้จักท่านน้อยเกินไปจนไม่ระวังความรู้สึกของท่าน” ฮวาเหลียนหลับตาลง แล้วเขาก็เผลอหลับไปทิ้งให้เหลี่ยงอ๋องค้างคากับความพิการของตนเอง พระองค์ขยับแขนข้างที่ฮวาเหลียนกุมมือไว้

คาดคะเนระยะห่างของร่างกาย ใช้ฝ่ามือคำตามร่างกายอย่างระมัดระวัง เมื่อสัมผัสไปเรื่อยๆจึงทราบถึงช่วงไหล่ของฮวาเหลียน ออกแรงเล็กน้อยก็โอบอีกคนเข้ามาอยู่ภายใต้อ้อมแขนได้แล้ว

เหลี่ยงอ๋องเม้มปากของตนเน้นกัดกั้นความทุกข์ในใจของพระองค์ ออกมาเป็นหยาดน้ำตา 

ความคิดเห็น