ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ ห้า

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ ห้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 240

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 18:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ ห้า
แบบอักษร

ห้า

นิ้วเรียวได้รูปของเหลี่ยงอ๋องวางอยู่บนฝาถ้วยน้ำชากระเบื้องเคลือบสีขาว ภายใต้แสงสว่างจ้า ปลายนิ้วยังเปล่งแสงอยู่เรืองๆ สายตาไร้อารมณ์ใดๆ คล้ายจะมองไปยังกำแพงจวนที่มีตนไผ่ปกคลุมแต่ก็ไม่มีทางเป็นไปได้...

นับจากวันที่พระชายาได้รับคำสั่งจากเสด็จพ่อของตนให้คอยดูแลควบคุมเรื่องภายในเรือน มาจนถึงวันนี้ก็สามวันเข้าไปแล้ว จากที่พระชายาคอยเล่าให้ฟังก็พอจับใจความได้เลือนรางบ้าง ว่าตอนนี้กำลังทำความเข้าใจกับการดูแลจวน

“ท่านอ๋อง!” เสียงที่ตนจำได้ดีดังอยู่ห่างนับสามสิบก้าว …

เจ้าตะโกนอีกแล้วหรอ โวกเวกโวยวายเสียจริง

แม้จะดุอยู่ในใจแต่การแสดงออกทางสีหน้ากลับตรงกันข้าม เขาโค้งนัยน์ตาคลี่ยิ้ม ทั้งยังใจจดใจจ่อรอให้อีกฝ่ายเข้ามาเล่าเรื่องที่พบเจอในวันนี้ให้ฟังอย่างทุกวัน

เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินอ่อนที่ถูกปูเต็มบริเวณลานหน้าจวน สายลมสายหนึ่งพัดพาความหนาวเย็นมาเรื่อยๆ เหลี่ยงอ๋องนำถ้วยชาวางลงบนโต๊ะหินอ่อนด้วยความเคยชิน สาวใช้รีบเข้ามาเปลี่ยนน้ำชาทั้งยังพลิกถ้วยชาที่คว่ำอยู่อีกถ้วยหงายขึ้น แล้วรินลงอย่างที่ทำประจำ

หลังจากที่ฮวาเหลียนได้เป็นใหญ่ในจวนเหลี่ยงอ๋องพ่อบ้านก็เหลือหน้าที่เพียงแค่ส่งข้าวส่งน้ำจากภายนอกมาข้างในตามคำสั่ง แต่ทำไมถึงง่ายเช่นนี้งั้นหรือ ถูกแล้ว มันไม่มีทางง่ายดายที่พ่อบ้านจะยอม แต่ฮวาเหลียนแอบไปข่มขู่แกมบังคับอยู่ก่อนหน้านี้เล็กน้อย รวมทั้งยังไม่กลัวว่าพ่อบ้านจะแจ้งทางวังหลวงว่าตนเป็นบุรุษ ทำไมงั้นหรือ

เพราะฮวาเหลียนมีป้ายเข้าออกวังหลวง แน่นอนว่าไม่

เพราะฮวาเหลียนสามารถส่งฎีกาถึงฮ่องเต้ได้ แน่นอนว่าไม่

แต่เพราะ เรื่องของวันนั้นได้บอกทุกอย่างแล้วว่าแคว้นเว่ยมิได้ทอดทิ้งฮวาเหลียนแต่เขายังส่งคนมาแอบดูเหตุการณ์ภายในจวนด้วยความห่วงใย เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าฮวาเหลียนเป็นบุตรคนโปรดเป็นเรื่องจริงงั้นหรือ!

ห่างออกจากเมืองหลวงพันลี้มีเรื่องเล่าที่ใช่ขู่ขวัญเด็กน้อยมากมาย แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดังมากจนไม่มีใครไม่รู้ ว่ากันว่า หากพูดชื่อ ฮ่องเต้แคว้นเว่ยเด็กทารกที่หยุดร้องก็เงียบเสียง กลุ่มนักเลงจะรีบแอบ ทหารต่างพากันมือไม้สั่น ความโหดร้ายของแคว้นเว่ยไม่มีใครไม่ทราบ

ฮ่องเต้ที่เด็ดเดี่ยวเช่นนั้นเพียงแค่อยากฆ่าคนที่รักแกบุตรชายของตน ... พ่อบ้านไม่อยากนึกภาพ เขาคงถูกถอดเล็บจนไม่เหลือ ร้องแหกปากดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน ทุกคนพร้อมเมินเฉยต่อการตายอย่างน่าเวทนา สู้หยุดเสียตรงนี้น้อมรับพระบัญชาจาก ฮวาเหลียนก็ยังดีกว่าถูกทรมานจนตาย...

สาวใช้ก็พลอยได้รับอานิสงค์ คนงานที่มากขึ้นแบ่งเบาพวกนางได้เยอะขึ้น ทั้งที่อยู่อาภรณ์ อาหารการกินก็ไม่ขาดปาก หน้าหนาวก็ไม่ต้องกอดกันกลมข่มตาหลับแล้ว เพราะเมื่อกี้ผ้านวมผืนหนาได้ถูกส่งเข้ามาในจวน แยกของนายของบ่าวแล้วจัดแจงแบ่งให้แต่ละคน พวกนางต่างดีใจว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่ฮวาเหลียนมาอยู่ที่จวนแห่งนี้

เพียงแค่กินอิ่มนอนหลับก็เพียงพอสำหรับลูกชาวนาตาดำๆ

แต่ในใจลึกๆ ก็แอบคาดหวังว่าในอนาคตหากฮวาเหลียนเข้าวังหลวงก็จะติดตามไปด้วย แต่ฮวาเหลียนไม่คิดเช่นนั้น เขาไม่เคยออกจากรั้วแห่งนี้ หากก้าวออกไปย่อมเป็นการเปิดเผยตัวตนที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้พยายามมาตลอดถึงขั้นส่งเขามาที่แผ่นดินแล้งแค้นแห่งนี้

เสียงถ้วยชาถูกยกขึ้นดังอยู่ตรงหน้าของเหลี่ยงอ๋อง เขารับรู้การมาถึงของฮวาเหลียนได้ตั้งแต่ลมหนาวพัดผ่าน กลิ่นกายของฮวาเหลียนไม่เหมือนกลิ่นน้ำปรุงที่สาวใช้ทำ มันแตกต่าง แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้น

“ข้าเห็นพื้นดินว่างหลังจวน นึกอยากปลูกต้นไม้มานานแล้ว ข้าอยากลองปลูกอะไรแก้เบื่อบ้าง ท่านไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่อย่างไรท่านก็เจ้าของบ้าน” ฮวาเหลียนจิบชาพรางยืนพิงโต๊ะหินอ่อนพราง ดวงตาเลื่อนลอยไม่สิ้นสุด

เหลี่ยงอ๋องส่ายหน้าเป็นการตอบว่า ไม่ได้ว่าอะไร ทำเถิด

ฮวาเหลียนหันมองที่เหลี่ยงอ๋อง เขานั่งตรงนี้มาทั้งวันคงเบื่อไม่น้อย ยิ่งสามวันมานี้ตนเองไม่มีเวลาพูดคุยเพราะมัวแต่จัดการปัญหาที่ผุดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตรวจนับยิ่งประหลาดใจ สมุดบัญชีจวนประหลาดจนต้องตัดใจซื้อเล่มใหม่มานับเงินที่เหลือแล้วทิ้งเล่มเก่าไว้ลังหนังสือ

รู้ตัวอีกทีก็สามวันเข้าไปแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ เขาทำได้แค่พูดคุยและบ่นเรื่องราวให้เหลี่ยงอ๋องได้ฟัง นับว่ามีความสุขดี ตัวเขาพูดเก่งแต่อาจารย์ที่เข้ามาสอนมักไม่พูดไม่จา ทำให้เขาต้องเก็บสีหน้าอาการวางตัวในวังหลวงอย่างสงบเสงี่ยมเจียมกะลาหัวอยู่ไม่น้อย แต่มีครั้งหนึ่งสาวใช้ได้แอบพูดหน้าประตูหาว่าฮวาเหลียนนั้น น้ำนิ่งแต่ไหลลึก ดูสายตาก็รู้แล้วว่าเป็นคนเช่นไร

หลังจากได้ยินคำนินทาครั้งนั้นฮวาเหลียนมักหลบสายตาคนในวังหลวง พยายามเก็บตัว แต่บางครั้งเขาก็แอบสร้างเพื่อนในความคิดไว้พูดคุย เคยเขียนใส่กระดาษเล่าเรื่องราวแสนหน้าเบื่อ แต่พอมีคนรู้เขาก็ถูกจับห้อยหัวอยู่ครึ่งก้านธูปทำเอาไม่กล้าแม้จะจับพู่กันหากอาจารย์ไม่อนุญาต

มาวันนี้ชีวิตนับว่าดีมาก ดีมากๆ ตำราในห้องอักษรมีเยอะจนรู้สึกตื่นเต้น ทั้งยังมีท้องฟ้าให้นั่งมอง อยากได้อยากกินอะไรก็ขอได้ พูดได้ เหมือนโชคสองชั้นจริงๆ พอไปหลังจวนก็มีแปลงที่ดินว่างเปล่าหนึ่งผืน พอให้เขาได้ลองทำอะไรตามหน้าตำราสักครั้ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา สิ่งที่ดีที่สุดในจวนก็คือ สหาย

เหลี่ยงอ๋องเป็นผู้ฟังที่ดี เสียแค่เขาตอบคำถามได้เพียงน้อยนิด บนโลกใบนี้เหตุใดไม่มียารักษาคนเป็นใบ้ตาบอดบ้าง

คิดถึงจุดนั้นฮวาเหลียนก็รีบวิ่งตึกตักเข้าไปในห้องอักษร

เหลี่ยงอ๋องไม่รู้อะไรเลยว่าอีกฝ่ายเริ่มคิดจะหาทางรักษาโรคต้องคำสาปให้ตนเอง...

 

ในคืนนั้นฝนตกหนัก เป็นสัญญาณแห่งการมาถึงของหิมะในไม่ช้า ฮวาเหลียนนอนขดตัวอยู่ข้างๆ เหลี่ยงอ๋อง ซึ่งพระองค์หลับไปนานแล้ว แต่ถูกปลุกตื่นเพราะรู้สึกว่าข้างเตียงมีการสั่นไหวหลายครั้งอย่างผิดปกติ

เปรี้ยง!

เหมือนมีสายฟ้าหนึ่งสายฟาดผ่านดวงตาของเหลี่ยงอ๋องทั้งๆ ที่เคยมืดบอดมาตลอด พระองค์ผวาตกใจ แต่ไม่ทันให้ได้คิดอย่างจริงจัง เสียงสะอึกสะอื้นข้างกายก็ทำให้ละความสนใจจากจุดนั้นไป

“ฮึก”

เสียงของฮวาเหลียนกำลังร้องไห้งั้นหรือ

เหลี่ยงอ๋องคลำมือไปตามการคาดคะเน ไม่ทันไรก็จับผิวหนังนุ่มลื่นได้ ฮวาเหลียนเห็นว่าฝ่ามือของเหลี่ยงอ๋องสัมผัสที่แขนของตนก็คิดว่าเขาคงรู้แล้วแน่แท้ว่าตนกำลังตกใจกับเสียงฟ้าผ่า

“ท่านอ๋อง..ข้าไม่เป็นอะไรไม่ต้องห่วง ข้าแค่กลัวเท่านั้น” ฮวาเหลียงไม่เห็นทีท่าว่าเหลี่ยงอ๋องจะละมืออกจากแขนตน ทันใดนั้นเองแสงสายฟ้าก็สาดเข้ามาในตัวห้อง ฮวาเหลียนรู้ทันใดว่าต้องมีเสียงดังสนั่นตามมาในไม่ช้า

และเป็นดั่งคาด เพียงพริบตาเสียงฟ้าลั่นก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงราวกลับกำลังพิโรธ ฮวาเหลียนรู้สึกตัวอีกทีก็บีบมือของเหลี่ยงอ๋องไว้เสียแน่น แต่เหลี่ยงอ๋องก็ไม่ได้คิดโกรธเขาบีบมือของฮวาเหลียนกลับไปหวังทำให้คนผู้นั้นรับรู้ว่ามีตนอยู่ ไม่ต้องกลัวไป

ฮวาเหลียนนึกตลกตัวเองที่ทำตัวเหมือนเด็กน้อย เขากลั้นน้ำตาไว้แล้วเปิดปากพูด มือของเขาได้คลายการเกาะกุมแล้ว แต่เหลี่ยงอ๋องยังคงกลุมมือของเขาไว้ ฮวาเหลียนก็ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจ เขาคิดว่าการกระทำเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้ช่างทำให้เขาสบายใจได้ดียิ่ง...ริมฝีปากสีอ่อนเปิดปากพูดขึ้น ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะบรรยากาศที่มีฝนตกหนักรุนแรงเกินกว่าจะมีคนแอบฟังหน้าประตู หรือเพราะคนฟังพูดไม่ได้กันแน่ที่ทำให้เขาเล่าเรื่องแสนเจ็บปวดในใจ

“ตอนนั้นข้าอายุสักหกปีได้ข้าเคยหนีออกจากจวนกลางดึกเพียงเพราะอยากเล่นน้ำฝนสักครั้ง วันนั้นข้าวางแผนจะไปแค่หน้าระเบียงพอยื่นมือออกไปสัมผัสฝนได้ก็จะรีบวิ่งกลับห้อง แต่...ข้าถูกจับได้ ในตอนนั้นข้าคิดว่านางกำนัลคงลากข้าไปโบยสองสามไม้แล้วให้นอน แต่...กลายเป็นว่าข้าถูกมัดให้ตากฝนที่เสาไม้หน้าตำหนัก ก่อนจากไปนางพูดคำว่า อยากเล่นน้ำฝนมากใช่หรือไม่ งั้นก็เล่นไปจนกว่าฝนจะหยุดตก คำพูดนั้นน่ากลัวมากเหลือเกิน รอบข้างก็มืดสนิท พวกนางกลับเข้าไปในเรือนนอน ทิ้งข้าไว้...” ฮวาเหลียนรู้ตัวว่าตนเองยังคงฝั่งใจกลับเหตุการณ์จนเผลอบีบมือของเหลี่ยงอ๋องจนมือของตนพลอยเจ็บไปด้วย เขาถึงได้รู้ตัวว่ากำลังดำดิ่งเข้าสู่ห้วงในใจอันดำมืด ฮวาเหลียนตัดสินใจใช้นิ้วตนเองเกลี่ยมือของเหลี่ยงอ๋อง สายตาเพ่งมองไปยังฝ่ามือเรียวงามทั้งยังสีขาวดั่งหยกมันสะท้อนแสงจากตะเกียงสีเหลืองอ่อนๆ ราวกลับว่าฝ่ามือนี้เปล่งแสงได้

“ท่านอยากฟังต่อไหม” ฮวาเหลียนเอ่ยจบก็ถูกปลายนิ้วเรียวของเหลี่ยงอ๋องจิ้มลงที่ริมฝีปากของตน นี้คงเป็นคำสั่งให้หยุด ฮวาเหลี่ยงเงยหน้าขึ้นถึงได้เห็นว่าเหลี่ยงอ๋องตะแคงข้างหันมาทางตนดวงตาสีทองต้องแสงตะเกียงนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกสุริยาลูบไล้อย่างไรอย่างนั้น

“คงเป็นเรื่องจริงที่ว่าคนตาบอดมักสัมผัสไว” ฮวาเหลียนเอ่ยขึ้นเมื่อเหลี่ยงอ๋องเอามือของพระองค์ออกไปแล้ว และยังหันกลับไปนอนท่าเดิม สองมือผสานวางที่หน้าท้อง

เป็นเรื่องจริง

เหลี่ยงอ๋องคิดในใจ

ฮวาเหลียนที่สบายใจแล้วเขาจึงหลับตาหลงในท่าตะแคงข้างขดตัวเป็นเหมือนตัวหนอนในรังไหม

ในห้วงความฝันที่ลึกที่สุด ฮวาเหลียนเห็นเด็กผู้หนึ่งถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่ลำตัว วันต่อมาก็พบว่าที่หน้าอกของตนเองมีรอยสายฟ้าเป็นสายมันคอยเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าห้ามกระทำความผิดในวังหลวง...

ข้างๆ กันนั้นมีอีกห้วงฝัน เหลี่ยงอ๋องเห็นแสงคล้ายสีขาวสว่างจ้าจนต้องหลับตาลงเพื่อหลีกเลี่ยง แต่เมื่อเพ่งดีๆ กลับพบเห็นสตรีนางหนึ่ง นางหันมาทางพระองค์

ไม่ช้าเคราะห์กรรมจะสิ้นแล้ว นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นางเข้ามาใกล้แล้วใช้ฝ่ามือผนึกเข้าที่กลางอกของ พระองค์รู้สึกว่าได้ตกลงมา...ตกลงจากที่ใดกันเล่า? เหลี่ยงอ๋องลืมตาขึ้นมาก็พบความมืดมิด แต่เขารับรู้ได้ว่านี้เช้าแล้ว ในความทรงจำมีความฝันแต่ไม่รู้ว่าฝันสิ่งใด เขานอนลืมตาในความมืด ไม่นานก็มีคนมาแบกเขาลุกขึ้นนั่ง ข้างๆ กันมีเสียงผ้าถูกบิดน้ำเหมือนดั่งทุกวัน

ฮวาเหลียนหันมองเข้ามาในตำหนักเห็นว่าเหลี่ยงอ๋องถูกห่ามออกมาพร้อมเก้าอี้ไม้ตั้งลงที่หน้าระเบียง เขาก็รีบวิ่งขึ้นมาหาพระองค์

หิมะตกงั้นสินะ

เหลี่ยงอ๋องเมื่อรับรู้ได้ถึงสถานที่แปลกไปก็ทราบทันทีว่าเป็นระเบียงเรือนไม่ใช่ลานกว้างดั่งเดิม งั้นก็แปลว่าโต๊ะข้างๆ เก้าอี้คือโต๊ะไม้กลมไม่ใช่โต๊ะหินอ่อน คิดเช่นนั้นฝ่ามือของพระองค์ก็เลื่อนไปจับที่แก้วน้ำได้อย่างแม่นยำ ฮวาเหลียนเห็นแล้วก็หันมองนางกำนัล พวกนางรีบตอบทันใด

“เหลี่ยงอ๋องจดจำสิ่งของได้หมด เพียงแค่เราจัดไว้ตามเดิมไม่ให้แตกต่างพระองค์ก็จะสามารถหยิบจับได้เองเจ้าค่ะ” ฮวาเหลียนคิดในใจทันที

มิน่าล่ะ!

ข้าเห็นว่ามีลอยแกะเป็นรูปร่างบนโต๊ะบ้าง บนบนพื้นบ้าง ที่แท้ก็คือรอยของการกำหนดว่าสิ่งของใดต้องวางตรงไหนนี้เอง แต่เรื่องที่ฮวาเหลียนรีบวิ่งมาพูดคุยไม่ใช่เรื่องของพวกนี้ แต่เป็นเรื่องของหนังสือ

“ข้าไม่เคยได้อ่านหนังสือนิทานตามท้องตลาดสักเรื่อง แต่ในห้องอักษรของท่านมีอยู่หลายเล่มข้าเลือกมาหนึ่ง อ่านคร่าวๆ สนุกมากอยากเล่าให้ท่านฟัง ยินดีฟังข้าเล่านิทานหรือไม่”

เหลี่ยงอ๋องโค้งปากยิ้มเขาพยักหน้าช้าๆ สองครั้ง อย่างเนิบนาบ แสดงออกถึงกิริยามารยาทที่ติดตัวมาแม้ไม่ได้เรียนอย่างจริงจัง

ฮวาเหลียนเห็นแบบนั้นก็รีบนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเหลี่ยงอ๋อง เขานำหนังสือออกมาจากสาบเสื้อที่หน้าอก เปิดมาหน้าแรกก็เริ่มออกเสียงด้วยความตื่นเต้น

“ณ หมูบ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกล บุตรสาวขุนนางได้ตกหลุมรักคนงานในจวน...” เสียงเจือนแจ้วของฮวาเหลียนดังๆ หยุดๆ อยู่เช่นนั้นทั้งวัน สาวใช้ต่างรวมตัวกันเข้ามาฟังบ้างไปทำงานบ้าง คนไปทำงานกลับมาต้องคอยกระซิบถามเพื่อนเสมอว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ...

“ทาสหนุ่มคนนั้นถูกลากออกจากจวน” เสียงฮวาเหลียนขาดๆ หายๆ เพราะสงสารตัวละคร นึกได้ว่ามีคนอยู่มากก็กลัวภาพลักษณ์ ที่ไม่ค่อยจะมีเสียหายไปจนหมดก็รีบปิดหนังสือสาวใช้เห็นว่าโรงละครปิดแล้วก็แยกย้ายไปทำงานด้วยความคับคล้องใจอยากรู้ว่าตอนต่อไปเป็นอย่างไร สตรีชั้นสูงกับทาสในจวนจะได้รักกันหรือไม่ พวกนางต่างอยากรู้ตอนจบเสียแค่ว่าอ่านไม่ออกเท่านั้น

ฮวาเหลียนกำลังจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ก็มีมือหนึ่งจับผ้าเช็ดหน้าผืนขาวยื่นมาทางตน

ทีแท้เหลี่ยงอ๋องก็รู้ว่าตนร้องไห้เพราะหนังสือนิทาน

ขายหน้าจริงๆ

ฮวาเหลียนไม่ให้พระองค์เสียน้ำใจเขารับหน้าเช็ดหน้าผืนนั้น ไว้แล้วซับที่ขอบตาของตนเอง

“ท่านมีสัมผัสที่ว่องไวมากข้ายังไม่ทันสะอื้นเลย” เหลี่ยงอ๋องไม่ตอบเพราะตอบไม่ได้ เขาเบือนหน้าไปอีกทางทำให้แสงแดดจากข้างนอกสาดเข้าข้างแก้ม เป็นภาพที่วิจิตรตาของฮวาเหลียนอีกครั้ง

เขาส่ายหน้าไล่ความรู้สึก แล้วลุกขึ้น

“ข้าจะขอไปหาหนังสือในห้องอักษร” ฮวาเหลียนชะงัก เขาจำได้ว่าเคยเห็นชื่อของเหลี่ยงอ๋องเขียนติดผนัง คาดว่าคงเป็นขุนนางคนใดคนหนึ่งเขียนพู่กันมาถวายถึงได้ติดกลางห้องอักษรเช่นนั้น ...จะเป็นอะไรไหมหากข้าจะจับมือพระองค์เขียนชื่อของตนเองสักครั้ง!

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น