Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 23

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 572

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2563 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 23
แบบอักษร

23

             “เก่งจังเลย เป็นเด็กดีจังเลย คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงน้องโทโอรุยังไงคะเนี่ย ทำไมถึงได้เป็นเด็กดีอย่างนี้ ไม่ต้องให้บอกหรือเตือนอะไรเลย” 

             เป็นคำที่เพื่อนบ้านทุกคนพร้อมใจพูดกับพ่อแม่เขาทุกครั้งที่เจอ และทำให้แม่เขายิ้มแก้มปริทุกครั้งไม่ว่าจะเจอกับใคร แม่เป็นคนที่ค่อนข้างชอบเข้าสังคม รับหน้าที่เป็นพวกประธานสมาคมผู้ปกครองหรือคณะกรรมการประจำหมู่บ้านอะไรสักอย่างทุกปี เลี้ยงดูเขาอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้ขายหน้า เขาเคยมั่นใจในตัวเองว่าทำตัวได้ดี พ่อแม่พูดชมเขาเสมอ แม้ว่าเพื่อนๆ ที่ถูกแม่ตัวเองเปรียบเทียบกับเขาจะไม่ค่อยชอบหน้า และเป็นสาเหตุให้เขาแทบไม่มีเพื่อนเลยก็ไม่เคยคิดมาก คนที่จะมาเล่นที่บ้านได้ ก็เป็นเพื่อนที่พ่อแม่มีฐานะทางสังคมระดับเดียวกันที่พ่อแม่เขาเลือกให้อยู่แล้ว แต่ไม่ว่าใครจะมาบ้าน กลับไปจะถูกแม่เขาวิจารณ์ให้ฟังว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมที่จะเป็นเพื่อนเขา

             ครั้งแรกที่เจอกับเรื่องนี้... คือวันที่กลับจากสอบสัมภาษณ์เข้าชั้นประถมหนึ่ง จู่ๆ แม่ก็ไม่พูดกับเขาและทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนราวกับเป็นอากาศธาตุ เขายังจำความกลัวในตอนนั้นได้ มันเหมือนว่าแม่มองไม่เห็นเขา และปล่อยเขาไว้ในความว่างเปล่า กว่าพ่อจะกลับจากที่ทำงานและดึงเขาไปบีบแขนพูดด้วยเสียงเน้นหนักในตอนค่ำ เขาก็นั่งร้องไห้จนเหลือตัวเล็กซีดแล้ว

             “ก็โทโอรุตอบสัมภาษณ์วันนี้ว่าชอบกินข้าวแกงกะหรี่ไม่ใช่เหรอ”

             บิดาพูดกับเขาหลังจากที่ผ่านการร้องไห้มาแล้วหลายชั่วโมง น้ำตาข้างแก้มเหือดหายไปหมด

             “โรงเรียนนั้นมันโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่สุดในจังหวัดนะ ทำไมไม่นึกก่อนจะตอบละหือว่า `ข้างแกงกะหรี่` มันเหมาะจะเป็นอาหารโปรดที่ออกจากปากเด็กที่เรียนโรงเรียนนั้นหรือเปล่า ฉันต้องลำบากทำงานหาเงินมาเตรียมจ่ายค่าเรียนเท่าไหร่ เฉพาะค่าแรกเข้าก็ปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว ตอบสัมภาษณ์แบบนี้ ถ้าเข้าไม่ได้แม่เขาจะเสียหน้าแค่ไหนฮึ? ไปขอโทษแม่เขาเดี๋ยวนี้ แล้วบอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ทีหลังจะตอบคำถามอะไรก็คิดก่อนเยอะๆ”

             จำไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาร้องไห้ขอโทษหลังจากนั้นอีกนานแค่ไหน ถึงแม่จะกลับมาพูดด้วยไม่กี่คำ และทำบรรยากาศในบ้านตึงๆ อยู่หลายวัน ผลสอบของเขาก็ออกมาผ่านฉลุย พ่อกับแม่ดีใจทั้งคู่ ทุ่มเทชมเหมือนที่ผ่านมาราวกับไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น พ่อแม่พร่ำบอกเสมอว่าดีใจที่เขาไม่เคยทำให้ผิดหวัง ก็ใช่ เพราะเขาไม่เคยพลาด มุคาเอดะ โทโอรุไม่เคยสอบพลาดอะไรเลย อะไรที่พ่อแม่เล็งให้ เขาจะตั้งใจจนทำได้ตามนั้นตลอด

             แต่แม่จะไม่พูดกับเขาทันทีที่คิดว่าเขาทำตัวไม่ถูกต้อง เขาจะรู้ได้จากสีหน้าของแม่ตั้งแต่แรก เรียกได้ว่าเขาเก่งในการประเมินสีหน้าของแม่มาก รู้ได้ทันทีว่าหากแม่เขาทำหน้าแบบนี้ พอกลับถึงบ้านแล้ว หลังประตูบานนั้นแม่เขาก็จะเงียบ ไร้บทสนทนา และไม่พูดอะไรด้วยอีก หลังๆ เขาก็เริ่มชินกับการเป็นคนไร้ตัวตนในเวลาแบบนั้น ทำอย่างอื่นไปคนเดียวโดยที่แม่พยายามแสดงออกว่าไม่พอใจเขามากขึ้น เหมือนกับเขาไม่ยอมใช้เวลาสำนึกผิดคิดให้ออกว่าแม่ไม่พูดด้วยเพราะอะไร แล้วพอพ่อกลับมา ...ก็จะเป็นตัวกลางแจกแจงว่าเขาทำตัวไม่ถูกยังไงบ้าง

             คำชมทั้งหลายมันก็เป็นเพียงแค่คำที่แสดงให้เขารู้ว่าพ่อแม่อารมณ์ดี แต่ถึงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับมัน การทำตัวดีๆ ให้โดนชมมันก็ย่อมดีกว่า เพราะแค่มีอะไรไปสะกิดนิดเดียว บ้านทั้งบ้านก็อยู่ในความเงียบเพราะเขา พ่อบอกเขาแบบนั้นเสมอ

             ขนาดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมันยังเปราะบาง เปลี่ยนแปลงไปตามวันได้ง่ายขนาดนั้น แล้วความสัมพันธ์กับคนอื่น มันจะต่างกันตรงไหน เขาเรียนรู้มาตลอดว่าหากไม่รู้จักอ่านบรรยากาศ ทำตัวให้ตรงกับคำตอบที่ถูกต้องของอีกฝ่าย... ต่อให้เป็นวันที่ดีขนาดไหน มันก็จะเปลี่ยนสีหน้าอีกคนเป็นบึ้งตึงและเฉยเมยกับเขาได้ ขนาดคนที่พร่ำชมว่าเขาเก่งเขาดี... ภูมิใจและบอกว่ารักเขามาก แต่ถ้าเลือกคำตอบผิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเรียกชื่อแค่ไหน อีกฝ่ายก็จะทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้ามองมาก็มีแต่สายตาตำหนิ ที่บอกว่าให้รู้ตัวเสียทีว่ากำลัง โดนโกรธเรื่องอะไรอยู่...

             เพราะฉะนั้นเขาถึงได้เกลียดเรื่องที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องไง คาดเดาไม่ได้ว่าคนอื่นต้องการคำตอบแบบไหน เพราะอยากรู้ความคิดของคนอื่นให้มากกว่านี้... เพื่อความอุ่นใจของตัวเอง ก็ถึงได้เลือกเรียนทางนี้ไม่ใช่หรือ...

             “โทโอรุ ไม่อายหรือไงที่เล่าปัญหาส่วนตัวให้คนอื่นฟังน่ะ ถ้าเพื่อนเอาไปบอกพ่อแม่แล้วเขามองว่าครอบครัวเรามีปัญหาจะว่ายังไงฮึ คิดบ้างหรือเปล่า?” 

          “เรื่องของตัวเองก็ต้องแก้ปัญหาเองสิ จะทำให้พวกฉันอายไปถึงไหน ” 

          “ไม่มีใครอยากฟังเรื่องพวกนี้ของลูกหรอก” 

          “รู้จักทำตัวให้มันดีๆ หน่อยสิ” 

 

             “อ๊ะ มาอยู่นี่เอง” 

             มุคาเอดะตื่นขึ้นจากภวังค์ หันมองรุ่นน้องที่ผลักประตูทางออกดาดฟ้าเข้ามา ก้าวตรงมายังเก้าอี้กลางสวนหย่อมที่เขานั่งกินแซนวิชอยู่คนเดียว

             “หัวหน้าคุโบะจากแผนกบัญชีตามหาตัวอยู่น่ะครับ มาที่แผนกเราด้วย บอกว่าจะมาชวนรุ่นพี่มุคาเอดะไปกินข้าว นี่สนิทกันขนาดนั้นแล้วเหรอครับ? คนตกใจกันทั่วเลยนะ”

             “...ไม่ไป หนีอยู่” มุคาเอดะตอบเรียบๆ กดขนมปังคำสุดท้ายเข้าปาก รุ่นน้องมองมือที่ติดผ้าก็อตไว้ นั่งลงข้างๆ

             “...มีปัญหาอะไรกับหัวหน้าคุโบะหรือเปล่าครับ? ดูมาตามแปลกๆ”

             “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก” มุคาเอดะยกกาแฟกระป๋องในมือซด “หัวหน้าคุโบะมาสารภาพรักน่ะ แต่ก็ปฏิเสธไปแล้ว”

             “!!!!!!!!!!?”

             ยะจิมะทำตาโต หันมองเหงื่อแตกพลั่ก เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ตรงไหนเหรอ?! แล้วใช่เรื่องที่จะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแบบนี้มั้ย??

             “หมายความว่าไงอะครับ...? หัวหน้าคุโบะเป็นประเภทนั้นเหรอ? แล้วรู้ได้ยังไงว่ารุ่นพี่มุคาเอดะ... เอ๊ะ แล้วนี่บอกคุณชินหรือเปล่า?” เลิ่กลั่กจนไม่รู้จะเริ่มถามจากอะไรก่อน

             “ไม่ได้บอก” มุคาเอดะตอบตามตรง จิบกาแฟต่อ “ก็ปฏิเสธไปแล้ว แล้วก็ไม่คิดจะตอบสนองอะไรด้วย มันก็น่าจะเพียงพอแล้วน่ะนะ รีบทำงานให้เสร็จก็จบ”

             “...”

             ยะจิมะมองเงียบๆ เดินไปหยอดเหรียญกดกาแฟที่ตู้ออกมาบ้าง

             “วันก่อนคุยกับรุ่นพี่นาคากุจิเรื่องแฟนเก่าผมน่ะครับ เล่าให้ฟังว่าผมเป็นพวกชอบยึดติดกับคนที่คบด้วย อยากอยู่ด้วยตลอด มีอะไรก็เล่าให้ฟังหมด ไปติดเขามากจนเขารำคาญอะไรงี้ รู้ไหมว่ารุ่นพี่นาคากุจิว่าไง?”

             “นายมีแฟนเก่าด้วยเหรอ? ว่าแต่หมอนั่นคงไม่ชวนหนีตามอะไรอย่างนี้หรอกนะ”

             “โอ๊ย” ยะจิมะหัวเราะพรืด “มันใช่! สมกับเป็นรุ่นพี่มุคาเอดะ รุ่นพี่นาคากุจิบอกให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน แล้วบอกว่าลืมไปด้วยว่าผมปฏิเสธเรื่องที่ขอคบด้วย มีด้วยนะครับ คนแบบนี้”

             “หมอนั่นก็ขี้ง้องแง้ง อาจจะเหมาะพอดีก็ได้”

             “รุ่นพี่มุคาเอดะนี่เป็นคนละประเภทกันเลยนะครับ” ยะจิมะอมยิ้ม “มีอะไรก็เก็บไว้คนเดียว หาทางจัดการคนเดียวตลอดเลย”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ ยกกาแฟจิบอีกคำเล็กๆ

             “ปัญหาที่จัดการเองได้ก็ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ใครฟังนี่ มันไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากฟังปัญหาของคนอื่น”

             “คุณชินเป็นประเภทไหน?”

             “ไม่รู้สิ ก็เพิ่งเริ่มคบกันได้ไม่กี่เดือน”

             “...จริงด้วย” ยะจิมะทำหน้านึก “ผมนึกไปเองว่ารุ่นพี่กับคุณชินคบกันมานานแล้ว แต่บรรยากาศตอนอยู่ด้วยกันมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะครับ”

             มุคาเอดะถอนหายใจ มองกระป๋องกาแฟที่เหลือแค่ก้นๆ แล้วก็นึกถึงคำต่างๆ ที่พ่อแม่เคยบอกกับเขาขึ้นมาอีก

             “ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากฟังเรื่องแย่ๆ หรือให้อภัยเวลาคนอื่นทำผิดได้หรอกนะ ความสัมพันธ์น่ะมันเปลี่ยนกันง่ายนิดเดียว แล้วมันก็พร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลานั่นแหละ บางครั้งเดินหมากผิดนิดเดียว ทั้งกระดานที่เดินมาดีๆ ก็พลิกหมด” มุคาเอดะเขย่ากระป๋องกาแฟเบาๆ

             “ยากเลยนะครับ” ยะจิมะทำหน้านิ่ว “มันไม่มีคำตอบที่ถูกเสียด้วย”

             คำของรุ่นน้องเรียกให้หันมอง มุคาเอดะพยักหน้าทันที

             “นายก็เข้าใจใช่ไหม อะไรที่ยังไงไม่รู้ว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกหรือเปล่า จะให้มั่วคำตอบ...มันไม่ได้หรอก”

             “ช่าย เพราะอย่างนี้ผมถึงได้เลิกกับแฟนเก่าไป” รุ่นน้องถอนหายใจ “ถ้ารู้คำตอบที่ถูกของอีกฝ่ายไว้ก่อนบ้างก็ดี แต่ก็เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนมีนิสัยแบบนี้ เลยรู้สึกว่าน่าจะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ได้ยากครับ ทำงานบริษัทเดียวกันถ้าทะเลาะกันบ่อยๆ ก็เหนื่อยเลยนะ”

             “...”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ ทำหน้าคิดก่อนจะหันไปเสนอ

             “เอาอย่างนี้สิ กำหนดกฎที่จำเป็นของทั้งสองคนออกมา จริงๆ จะทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาช่วยก็ได้ แต่ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นก็แค่ลิสต์สิ่งที่ให้ความ สำคัญในการคบกันไล่ลำดับดูแล้วลองเอามาเทียบกัน จากนั้นก็ใช้เป็นแบบในการกำหนดกฎสำหรับทั้งสองคนออกมา อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงการกระทำที่อีกคนเกลียดที่สุดได้ทั้งคู่”

             “เอ่อ...”

             ทีเวลาให้คำปรึกษาคนอื่น พี่เอาวิชาความรู้มาใช้ได้ดีเลยนะครับ // ยะจิม

             “แล้วทำไมรุ่นพี่มุคาเอดะไม่ทำแบบนั้นกับคุณชินล่ะครับ?”

             “...”

             อะไรครับ สีหน้าแบบว่าเพิ่งนึกออกเนี่ย... พี่เรียนจบมาทางนี้ไม่ใช่เหรอ // ยะจิม

             มุคาเอดะนิ่งอึ้ง โยนกระป๋องเปล่าทิ้งในถังขยะรีไซเคิล พอดีกับที่เสียงเมโลดี้บอกเวลาบ่ายโมงดัง

 

             โอโตนามิเดินออกจากห้องอาบน้ำ กำลังเอาผ้าซับเส้นผมสีน้ำตาลยาวเคลียไหล่พลางเดินไปเปิดตู้เย็นหาอะไรดื่ม ปกติมีคนที่เห็นผมเขาตอนไม่ได้ใส่เจลแบบนี้น้อย ถ้าพูดถึงช่วงนี้ก็มีอยู่แค่คนเดียวคือมุคาเอดะ แต่หมอนั่นก็ไม่ได้มาที่ห้องนี้จะสองวันแล้ว...

             เสียงเมสเสจเข้าเรียกให้เดินไปนั่งที่โซฟา โอโตนามิยกมือถือกดดูในขณะที่ดื่มน้ำจากขวด พอเห็นเป็นเมสเสจจากมุคาเอดะก็รีบเปิดอ่าน ตอนแรกไม่เชื่อสายตาตัวเองที่เห็นสติ๊กเกอร์รูปหัวใจโผล่ขึ้นมาเป็นอย่างแรก เกือบใจเต้นไปเหมือนกัน ถ้าไม่มีสติ๊กเกอร์หัวใจแบบเดียวกันส่งพรวดๆ ตามติดกันมาทีเดียวห้าหกรูป

             อ้า... มิสุเอะจังสินะ... 

             แต่ท้ายสุดที่ทำให้เผลอยิ้มออกมา คือสติ๊กเกอร์รูปแมวดำยกมือขอโทษ

 

          มิสุเอะจังน่ะครับ 

เห็นก็รู้แล้ว 

คุณชินอยู่ที่ห้องหรือเปล่าครับ? 

จะให้ไปอยู่ไหนหือ 

เดี๋ยวลงไปหาได้ไหมครับ? 

 

             เจ้าของมือถือนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่คนที่บอกว่าขอเวลาส่วนตัวสองสามวันก็คือนายเองไม่ใช่เหรอ?

 

ไม่อยู่ด้วยกันวันเดียวก็ทนไม่ได้แล้วหรือไง? 

อือ... 

โอเค งั้นมิสุเอะจังหลับแล้วลงมานะ 

ครับผม 

 

             โอโตนามินั่งจ้องมือถือต่อ พยายามสงบจิตสงบใจอย่างที่สุด

             `อือ` เหรอ? หมอนั่นตอบว่า `อือ` เหรอ! นี่ขนาดตอบมาแค่คำว่า `อือ` คำเดียวยังมีพลังทำลายล้างขนาดนี้เลยนะ... มีใครเขาตอบประโยคแซวเล่นแบบนั้นว่า `อือ` กันบ้าง! ถ้าคนชอบบอกว่าเขามีออร่าเรียกให้คนมาสารภาพรักละก็ หมอนี่ก็มีออร่าเรียกคนมาทำลายตรรกะส่วนดีทิ้งแน่ๆ!

             จริงๆ เขาก็รู้มาแต่แรก ว่าหมอนี่น่ะ เป็นเด็กมีปัญหา ดูเผินๆ เหมือนเป็นคนที่ทำอะไรก็ได้ดีในระดับหนึ่งทุกอย่าง เดาได้เลยว่าสมัยเรียนก็อยู่ในหมู่เด็กกลุ่มบนๆ เป็นพวกเด็กเรียน เป็นหัวหน้าห้อง หรือไม่ก็พวกคณะกรรมการนักเรียนที่อาจารย์ปกครองรัก พนันได้ว่าไม่เคยสร้างปัญหาให้โรงเรียนหรือพ่อแม่ ...แต่ก็เพราะอย่างนี้ละมั้ง ถึงได้มีปฏิกิริยากลัวว่าตัวเองจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่นมากกว่าคนปกติ ทั้งที่ถ้าเป็นปัญหาของคนอื่นจะพยายามช่วยแก้ไขให้เต็มที่แท้ๆ แต่จะกังวลมากๆ ถ้าปัญหานั้นมาจากตัวเอง...

             จะอยู่กับคนแบบนี้ เขาก็ต้องอ่านจากสีหน้าท่าทางและหาข้อมูลจากคนรอบข้างเอาเอง ข้อเสียของเขาก็ดันเป็นอะไรตรงกันข้าม เพราะเป็นพวกชอบเข้าไปจัดการนู่นนี่ ถวายตัวช่วยทุกอย่าง เรียกได้ว่าสปอยล์จนอีกฝ่ายอึดอัดได้ง่ายๆ มุคาเอดะยังดุเขาเรื่องนี้บ่อยๆ แล้วจะให้ไปยุ่งสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง

             แต่มันก็สมควรสปอยล์ไหมวะ คนแบบนั้น...

             เสียงประตูด้านหน้าเปิดและมุคาเอดะเดินเข้ามา น่าจะเป็นเวลาประมาณสามทุ่มกว่า เพราะยังไงมุคาเอดะก็ต้องรอมิสุเอะหลับไปก่อน

             “ดื่มอะไรดี?”

             โอโตนามิเงยหน้ายิ้มถาม เห็นมุคาเอดะอยู่ในเสื้อยืดใส่นอนกับกางเกงผ้าฝ้าย วันนี้มีเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาตัวที่ชอบใส่ประจำคลุม ถือคอมพิว -เตอร์โน้ตบุ๊คมาด้วย

             โน้ตบุ๊ค?? // โอโตนามิ 

             “น้ำชาก็พอครับ เดี๋ยวผมหยิบเอง”

             มุคาเอดะเดินไปนั่งที่โต๊ะโคทัทสึ เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในขณะที่โอโตนามิได้แต่มองอย่างงงๆ

             “เอ่อ... นายเอางานมาทำเหรอ?”

             “เปล่าครับ ...วันนี้ว่าจะถามคำถามคุณชินหน่อยน่ะครับ” มุคาเอดะเงยหน้ามอง แล้วก็หลุบสายตาลง “พวกสิ่งที่คุณชินให้ความสำคัญในการคบกันอะไรอย่างนี้...”

             “...จู่ๆ นึกยังไงน่ะ”

             นายต้องเป็นอะไรอีกแล้วใช่มั้ย บอกมานะ... // โอโตนามิ 

             “คือว่า...” มุคาเอดะไม่บอกเหตุผล จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์พูดต่อ “มีอะไรที่ชอบให้คนรักทำเป็นพิเศษไหมครับ?”

             “อืมม์” โอโตนามิเท้าคางกับพนักโซฟา ตอบพลางผ่อนลมหายใจ “อยากให้นายอ้อนฉันมากๆ กว่านี้ พึ่งกันมากกว่านี้หน่อย”

             มือที่กำลังพิมพ์หยุดกึก ตวัดตามอง แก้มเป็นสีแดงก่ำ

             “หมายถึงคนรักในความหมายทั่วไปนะครับ”

             “...ก็มีนายคนเดียว มันก็ต้องหมายถึงนายสิ”

             มุคาเอดะยอมพิมพ์ต่อ หน้ายังแดงอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

             “อยากให้นายเมสเสจมาบ่อยกว่านี้ ตอบเร็วๆ” โอโตนามิยกนิ้วขึ้นนับ “อัพรูปลงอินสตราแกรมบ่อยๆ กลางวันก็ส่งรูปมาให้บ้าง”

             คนพิมพ์หน้าแดงกว่าเดิม เริ่มหมดความอดทนจนเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบ

             “บอกให้ลิสต์สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบให้คนรักทำ ไม่ใช่ให้บ่นผมนะครับ”

             “ก็สิ่งที่อยากให้นายทำไง” ฉันผิดตรงไหน?? // โอโตนามิ 

             “รูปก็มีส่งให้บ้างนะ...”

             “รูปนายสิ! ไม่ใช่พวกดอกไม้บานหน้าออฟฟิศหรืออวดโต๊ะทำงานสะอาดเอี่ยมอะไรงี้!”

             “ใครจะบ้าถ่ายรูปตัวเองส่งไปให้คนอื่นละครับ”

             โทโอรุ! เขาก็ทำแบบนั้นกันทั้งประเทศ!! // โอโตนามิ 

             เจ้าของห้องถอนหายใจ

             “นายล่ะ?” เปลี่ยนมากอดอกถาม “นายมีอะไรอยากให้ฉันทำบ้าง?”

             “ที่อยากให้คนรักทำน่ะเหรอครับ”

             “...มันก็หมายถึงฉันไม่ใช่หรือไง” จะพยายามแก้ทำไมฮึ นายเป็นพวกครูแนะแนวเหรอ? // โอโตนามิ 

             มุคาเอดะทำท่าคิด

             “จูบ...” ขมวดคิ้วแล้วตอบเบาๆ “อยากให้เว้นจังหวะให้หายใจบ้าง”

             “...”

             ฮึ้ม? โทโอรุคุง... พูดเรื่องอะไรของนายฮึ? // โอโตนามิ 

             “จริงๆ แล้วชอบข้างหลัง... มากกว่าข้างหน้า”

             #$%’!!&%`#*+|\~=$%!!! // โอโตนามิ 

             “...นี่นายไม่มีอย่างอื่นที่อยากให้ฉันทำนอกจากเรื่องบนเตียงเหรอ” ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่นี่นายตอบแบบไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ใช่มั้ย เพราะหน้าเพิ่งจะแดงเนี่ย... // โอโตนามิ 

             มุคาเอดะทำตาปริบๆ มือที่กำลังนับนิ่งค้าง หน้าแดงก่ำ

             จริงๆ มีมากกว่านั้นอีกเหรอ... // โอโตนามิ 

             “ขะ... ข้าวแกงกะหรี่” มุคาเอดะเผลอตอบ

             “ข้าวแกงกะหรี่?” โอโตนามิเลิกคิ้ว แล้วก็เห็นมุคาเอดะนิ่งเงียบ หลบสายตาลงไม่พูดอะไรต่อ คนมองไม่เข้าใจว่าทำไมอีกคนทำหน้าเหมือนตัวเองตอบอะไรผิด แต่สีหน้าแบบนั้นทำให้ลุกจากโซฟาคลานเข้าไปหา มุคาเอดะดูระวังตัวเล็กน้อย ถดตัวออก แต่ก็ปล่อยให้เขาคลานไปเอาริมฝีปากแตะข้างแก้ม

             “โอเค เดี๋ยวพรุ่งนี้มื้อเย็นนะ นายชอบแกงกะหรี่มากนี่ ตอนนายกินนี่ดูอร่อยสุดๆ”

             มุคาเอดะทำหน้าตกใจ เหมือนไม่คิดว่าอีกคนจะสังเกตเขาขนาดนั้น

             “ผมเหมือนคนชอบแกงกะหรี่ไหมครับ?”

             “...ก็ชอบไม่ใช่เหรอ?”

             โอโตนามิถอยตัวออกมามองหน้าเพราะรู้สึกแปลกๆ แล้วก็เห็นสีหน้าของมุคาเอดะดูสะเทือนใจ ก้มหน้า หลบสายตาลง

             “ตอนแรกไม่ได้กะจะเล่า... เพราะคิดว่าจัดการเองได้น่ะครับ เลยว่าจะดูลาดเลาไปก่อน”

             “หือ?”

             “...แล้วบอกตามตรง กลัวว่าคุณชินจะโกรธ เพราะถ้าคุณชินโกรธแล้ว... ไม่รู้จะเป็นยังไง” มุคาเอดะนิ่งเงียบ มือเย็นขึ้นมา นึกถึงภาพในห้องครัวของบ้านเก่าที่เขาได้แต่นั่งกอดเข่ามองแผ่นหลังของมารดาเงียบๆ มีแต่เสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงมารดาหั่นผัก เรียกเท่าไหร่... ก็ไม่มีเสียงตอบ

             “ก็ถ้าคุณชินไม่พูดด้วย...”

             ยังเพิ่งพูดได้แค่นั้น ใบหน้าก็กระตุกขึ้นเพราะอีกคนดึงเข้าไปกอด มุคาเอดะกำมือแน่น ดวงตารื้นน้ำตาขึ้นมาไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าโอโตนามิสังเกตเห็นอะไรจากแววตาของเขา แต่คงทำให้อ้อมแขนนั้นกระชับแน่น

             “ขอโทษ... ที่เมื่อวานไม่ได้พูดด้วย” มุคาเอดะพูดต่อเบาๆ “ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ว่าคนที่ถูกเมินมันแย่ขนาดไหน...”

             “นายไม่ได้เมินอะไรฉันนี่ เราไลน์คุยกันตั้งนานนะ”

             “เพราะไม่อยากให้คุณชินเห็นรอยที่ต้นคอ...” มุคาเอดะก้มหน้าเอาหน้าผากแตะไหล่ ส่ายหน้า เสียงสั่น “มันไม่มีอะไรจริงๆ ผมอธิบายได้ แต่กลัวคุณชินจะไม่เชื่อ ผมจัดการได้จริงๆ นะ...”

             รอยที่ต้นคอ...??? // โอโตนามิ 

             คนฟังเอามือดึงเสื้อคาร์ดิแกนลง เงียบไปสนิทตอนที่เห็นรอยแดงอย่างที่ดูออกทันทีในฐานะคนที่ทำรอยแบบนี้ประจำ พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ มือที่จับหัวไหล่อยู่เพิ่มแรงบีบ มุคาเอดะรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่านมือใหญ่ที่บอกให้รู้ว่าโกรธ เขาก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายไม่รู้ทำไมกันนะ... กะว่ายังไงก็จะไม่บอก แต่คำตอบหลายอย่างของโอโตนามิทำให้เขาอยากเดิมพันดู... ก็แค่คิดว่าน่าจะลองเดิมพันดูสักครั้ง...กับคนคนนี้

             “...คืออะไร” โอโตนามิถามช้าๆ “ใครทำ?”

             มุคาเอดะฟังเสียงเย็น หน้าผากยังแตะไหล่ไว้อย่างนั้น ไม่กล้ามองหน้า แต่ที่คิดว่าพอโอโตนามิเห็นแล้วจะต้องผลักตัวเขาออกไปห่างๆ ก็ไม่ใช่...

             “หัวหน้าแผนกบัญชี... เข้ามาข้างหลังตอนเผลอน่ะครับ... ผมไม่ได้ระวัง”

             “ที่ไหน?”

             “ห้องเก็บเอกสารของบริษัท”

             “เขาแกล้งนายเหรอ?”

             “ตอนแรกก็คิดว่าอย่างนั้น” มุคาเอดะตอบเสียงแผ่ว “แต่เขามาสารภาพว่าชอบ ก็เลยปฏิเสธไปแล้ว”

             ห้ะ????? // โอโตนามิ 

             “แล้วเขาว่าไง?”

             “ยังมาตามอยู่...” ตอบตามตรงอย่างจนใจ “พยายามเลี่ยงอยู่ครับ”

             มือใหญ่เลื่อนมาดึงคอเสื้อนอนแหวกดู สบถหงุดหงิด ดึงชายเสื้อมุคาเอดะขึ้น เจ้าของเสื้อตกใจผละตัวออก ยอมให้อีกคนถอดเสื้อออกไปอย่างช่วยไม่ได้

             “คุณชิน...” มุคาเอดะเรียกเสียงแหบ มองชายหนุ่มโยนเสื้อลงกับพื้น เอามือบีบไหล่เขาแน่น ขมวดคิ้วใช้สายตาดุสำรวจ

             “ไม่มีรอยที่ไหนแล้วครับ... ผมตกใจหนี แล้วแฟ้มก็เลยตกลงมา...”

             โอโตนามิเหลือบมองมือที่บาดเจ็บ ยิ่งไม่พูดอะไร มุคาเอดะยิ่งรู้สึกได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นผ่านแรงมือที่บีบไหล่ เขาก้มหน้าคอตกยอมรับผิด ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรด้วย แต่เขาตั้งใจยอมรับอยู่แล้ว ...ก็ต้องอย่างนั้น เขาเถียงไม่เก่ง ไม่สามารถทะเลาะกับใครได้ ทุกครั้งถึงได้มีแต่ความเสียใจเวลาที่ตัวเองทำพลาด ทุกครั้งที่เขาพยายามจะบอกเหตุผล คือทุกครั้งที่เขาคิดว่าอยากจะเดิมพัน... แต่ผลเป็นยังไงเขาก็รู้อยู่

             โทโอรุไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวังไม่ใช่เหรอ? 

          ตอนเด็กๆ ออกจะทำได้ดีกว่านี้แท้ๆ 

          รู้ไหมว่าความผิดพลาดนิดเดียวมันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น 

          ที่ลูกทำอยู่มันคือการแก้ตัว  

          ทำไมถึงปล่อยให้คุณฟุซาโกะเขาเห็นข้อบกพร่องของลูก  

          ถ้าปิดให้มิดกว่านี้ มันก็ไม่ลงเอยแบบนี้ใช่ไหม 

             “นายโดนทำอะไรอีกหรือเปล่า?”

             มุคาเอดะตื่นจากภวังค์ ภาพพ่อกับแม่ตรงหน้ากลายเป็นผู้ชายตัวใหญ่กว่าที่กำลังจ้องหน้า บีบไหล่แน่น แรงบีบทำให้เจ็บจนกระตุกสีหน้า แต่สายตาที่ดุนั่น กำลังส่งคำเตือนให้รู้ว่า ทำเขาเป็นห่วงขนาดไหน

             ...ทำให้เป็นห่วง 

             ไม่ใช่ทำให้ผิดหวังอะไรอย่างนี้?

             “ไม่มี...ครับ” มุคาเอดะตอบหน้าซีด “ตอนที่เกิดเรื่องกำลังหันหลัง ไม่ทันตั้งตัว แล้วก็มองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไรทำนองนี้ด้วย...”

             ถึงจะพูดว่าเดิมพัน เขาก็ไม่รู้กำลังเดิมพันกับอะไร...

             กับความสัมพันธ์ที่เขาไม่ได้เริ่ม และไม่ได้เป็นคนเลือกอย่างนั้นเหรอ?

             จริงๆ เหตุผลเดียวที่เขาไม่กล้าบอกโอโตนามิมันก็มีแค่อย่างเดียว เขาก็รู้ตัวมานานแล้ว แต่ไม่กล้าพูดเป็นคำออกมา เพราะก็กลัวอีกนั่นแหละ ว่านี่ก็จะเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง...

             ไม่ถูกต้องก็ได้... แต่เขาอยากตอบ

             “คุณชิน...”

             โอโตนามิมองดวงตารื้นน้ำตาที่ไม่รู้ว่ากำลังอ่อนไหวด้วยเรื่องอะไร แต่แววตาที่ไหวระริกพร้อมกับมีเงาของเขาเพียงอย่างเดียวสะท้อนในนั้นมันดูโหยหาความรักเป็นอย่างมาก เขาโกรธอยู่นะ โกรธมากด้วย ไม่รู้แหละว่ารายละเอียด ของเรื่องนี้คืออะไร แต่ปะติดปะต่อได้ทันทีว่าหมอนี่จงใจหาทางหลบหน้าเขาเมื่อวานด้วยเรื่องนี้ มันก็ควรจะหงุดหงิดใช่ไหม มีใครบางคนเป็นสาเหตุให้หมอนี่กังวลขนาดนี้ ต้องทำคิ้วขมวดหากันซับซ้อนอย่างนี้ ต้องมีน้ำตาเกาะขอบตาอย่างนี้...

             มองเขาด้วยสายตาที่...

             ให้ตายเถอะ นายทำหน้าอะไรของนายเนี่ย...  

             “ผมชอบคุณชินนะครับ... ชอบกว่าที่คุณชินคิดมาก”

             โอโตนามินิ่งอึ้ง ประมวลผลไม่ถูกว่าจู่ๆ ประโยคแบบนี้มันออกจากปากอีกคนได้ยังไง แถมยังเป็นตอนที่ดวงตาคู่นั้นลดหรี่ หางตามีน้ำตาเกาะ แววตาไหวระริกเหมือนคนกำลังยอมแพ้ บอกเขาว่ายอมวางกับดักของตัวเองลงแล้วก็ได้... อย่างน้อยในตอนนี้ คนตรงหน้าก็ส่งแววตาที่บอกว่า ตัวเองยอมถอดป้อมปราการทุกอย่างที่สร้างเอาไว้ลงทั้งหมด...

             โอโตนามิเลื่อนมือไปจับท้ายทอยมุคาเอดะ ดันเข้าหาตัวพลางกดริมฝีปากกดลงไปประทับแน่น ตะครุบจูบอย่างไม่สนว่าอีกคนเพิ่งบ่นเรื่องที่เขาจูบยาวจนไม่ปล่อยโอกาสให้หายใจ... นายจะขาดอากาศหายใจตายไปเลยก็ได้นะ เพราะยังไง เขาก็คงจะตายไปก่อน ตั้งแต่ประโยคเมื่อกี้...

             จำไม่ได้ว่าตัวเองใช้วิธีไหนพามุคาเอดะไปที่เตียงทั้งที่ยังจูบหนักอยู่ แต่ตอนคร่อมตัวลงไปทับและถอดเสื้อตัวเองไปด้วย มุคาเอดะก็ถูกไล่ต้อนให้ลงไปนอนหอบบนเตียงใหญ่แล้ว ไม่รู้ว่าที่พยายามหลบสายตาหนีทั้งหน้าแดงก่ำนั่นเป็นเพราะเพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปหรือเปล่า จะสำนึกอะไรก็ไม่ทันแล้ว นายไม่รอดแน่แล้ว... เสียก็แต่โคตรน่าเสียดาย ที่เมื่อกี้เขาไม่ทันได้อัดวีดีโอไว้...

             “กว่าจะได้ผล” โอโตนามิตะครุบจูบกับลำคอจนอีกคนส่งเสียงอืออา ยื่นหน้าไปกระซิบข้างหู “ไอ้ออร่าเรียกคนมาสารภาพรักอะไรของฉันที่นายว่าเนี่ย นึกว่าจะใช้ไม่ได้กับนายเสียแล้ว”

             มุคาเอดะเปลี่ยนสีหน้า หลุบดวงตาที่ยังมีน้ำตาติดหางตาหนี

             “...คุณชินโกรธไหมครับ”

             “ใครจะไม่โกรธได้หือ” ถึงเสียงจะขุ่นลงไปนิด แต่ก็ไม่ได้ดุใส่อย่างที่คิด “แต่มันคนละเรื่องกัน เรื่องที่ต้องจัดการทีหลังก็เอาไว้จัดการทีหลัง ตอนนี้จัดการนายก่อน”

             มุคาเอดะทำหน้าอึกอัก เลิ่กลั่กไม่ค่อยเข้าใจคำว่า `จัดการ` ของโอโตนามิ แต่ตอนนี้รู้แล้ว เพราะปลายลิ้นสากแตะลงกับเม็ดบนยอดหน้าอก แค่ตวัดไปมาก็ทำเอาเขาขยับตัวกระสับกระส่ายครางเสียงแผ่ว คนทำมองอย่างได้ใจพลางตะครุบให้เกิดเสียงดูด ใช้อีกมือขยี้เจ้าเม็ดแบบเดียวกันข้างๆ มุคาเอดะดิ้นเร่าๆ ส่ายหน้า เอามือจับศีรษะผลักออกเหมือนจะบอกว่าอย่าแกล้ง

             จริงๆ มุคาเอดะก็รู้ดีว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร มาจากความกลัวในเรื่องไหน... และมีสาเหตุมาจากอะไร... แต่ถึงจะเรียนมาทางนี้มากแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถแก้ปมในใจที่สั่งสมมาเป็นเวลานานอย่างนั้นได้

             เขาชอบให้คำปรึกษาคนอื่น แนะนำใครต่อใครว่าให้พูดสิ่งที่กังวลออก ไปบ้างแล้วจะดีขึ้น เขาเองก็มีเรื่องที่กังวล แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครตอบรับเรื่องที่กังวลของเขาได้ เพราะการทำอะไรให้ดีได้ด้วยตัวคนเดียวมันฝังรากในชีวิตเขาไปแล้ว ที่ฟุซาโกะรู้สึกได้ก็คือนี่แหละ ฟุซาโกะรู้สึกได้ตั้งแต่วันแรก... ว่าเขาอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเธอ

             เพราะไม่เคยคิดว่ามีใครที่จำเป็นกับการใช้ชีวิตของเขา เขาก็เลยไม่เคยกลัวขนาดนี้มาก่อน ฉะนั้นถ้าจะให้เขาพูดสิ่งที่กังวลในตอนนี้ออกมา... ก็มีแค่เรื่องเดียว

             “...อย่าทิ้งกันนะครับ”

             ...

             โอโตนามิหยุดทั้งมือและริมฝีปาก เงยหน้ามองแววตาไหวระริกของมุคาเอดะ ที่กำลังหลุบดูเขานิ่งเงียบ

             ยื่นนิ้วไปปาดน้ำตาที่หางตาให้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระเถิบตัวลงไปกอด มือวางหลังศีรษะดันลงมาให้ซบกับไหล่ เขาก็คิดว่ารู้นะ... ว่าความกังวลในใจของหมอนี่คืออะไรตั้งแต่แรก น่าจะเป็นความผิดของเขาด้วยที่ไปร่วมงานปาร์ตี้ของมิกิเมื่อวันก่อน ทำให้มุคาเอดะเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมา แต่ก็ไม่กล้าพูด...

             แล้วดันมาพูดตอนนี้เนี่ยนะ... ถ้าฉันเผลอเอาโฉนดที่ดินกับตราประทับมายื่นให้เป็นหลักประกันจะว่ายังไงหือ...

             “ดูอาการฉันเสียก่อน ว่าจะไปไหนได้มั้ย...”

             อันนี้เขาพูดจริง หมอนี่เอาตาไปมองที่ไหนกันหือ วันๆ ฉันมีแต่เรื่องของนายขนาดนี้ จะให้หนีไปไหน

             ว่าแต่ใช้คำว่า `อย่าทิ้ง` นี่มันขี้โกงมาก โคตรจะขี้โกง... ถ้าฉันมีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวก็ตายไปแล้วมั้ย! 

             “เอาเป็นว่า ก่อนอื่น” โอโตนามิผ่อนลมหายใจสงบสติ ผละตัวออกมาเอามือพลิกดูรอยที่คอด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก้มลงไปเอาลิ้นแตะเบาๆ ก่อนจะกดริมฝีปากลงไปดูด คนไม่ทันตั้งตัวกระตุกใบหน้าตกใจ มุคาเอดะกลั้นหายใจเกร็งตัว รู้สึกว่าโอโตนามิใช้เวลานานกว่าทุกครั้ง พอปล่อยริมฝีปากออก เจ้าของ ลำคอก็หอบไม่เป็นจังหวะ

             “ขอเซฟทับก่อน” สีหน้าค่อยเปลี่ยนเป็นพึงพอใจเมื่อมองรอยที่ตัวเองทำ จากนั้นหลุบตามองพื้นที่ข้างๆ ก้มตัวลงไปจัดการเพิ่มรอยให้อีกรอย มุคาเอดะจิกมือกับแผงบ่า หอบถี่

             “ใครจะไปทิ้งนายได้ ขี้กังวลมากไปแล้ว” โอโตนามิยิ้มบอก “อ้อ... แต่ฉันแฟนคนแรกของนายนี่เนอะ”

             “อย่าแซวครับ...” มุคาเอดะทำหน้างอ แล้วก็ถูกผนึกริมฝีปากด้วยแรงบดหนักที่เขาก็ไม่ปฏิเสธ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้รุกรานตามใจชอบ ขาที่รู้ว่าพันกับอีกฝ่ายอยู่ก็ขยับกระสับกระส่าย จงใจเสียดสีให้โดนจุดที่ไวต่อการสัมผัสง่ายเหมือน จะตั้งใจปลุก แต่ใบหน้างอยิ่งแดงก่ำกว่าเดิม ตอนที่รู้ว่าของอีกคนมันพร้อมอยู่ก่อนตั้งนานแล้ว

             “คิดอะไรน่ะครับ” มุคาเอดะตัดพ้อ “ตอนที่คนกำลังกลุ้มแท้ๆ”

             “มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนนายไลน์มาแล้ว”

             “...ก็เร็วไปมั้ย”

             โอโตนามิเอียงคอเหล่มอง ยิ้มนิดๆ แบบนี้ดูร้าย แต่ไอ้การที่จับมือเขาไปลูบของตัวเองแล้วคอยมองปฏิกิริยาจากเขานั่นสิร้ายกว่า...

             “ก็โทโอรุคุงเป็นคนผิดนี่ครับ ก็ต้องเป็นคนทำสิ”

             มุคาเอดะไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาแบบนี้โอโตนามิถึงชอบใช้คำแบบที่เขาใช้นัก มันน่าอาย แต่พอถูกต้อนด้วยคำแบบนี้เขาก็จนมุม... เรื่องที่เขาผิดนั่นก็ใช่ พอโดนพูดแบบนี้ ก็เลยต้องยอมทำตามว่า... ทั้งที่หน้าแดงก่ำ

             “มือต้องอยู่ข้างในไม่ใช่เหรอครับหือ?”

             ยังไม่ยอมเลิกใช้สำนวนเขา... แถมยังจับมือเขาสอดเข้าไปในกางเกงนอนตัวเองหน้าด้านๆ... ความอายน่ะมีมั่งมั้ย

             มุคาเอดะกลั้นหายใจไปชั่วขณะ รู้แหละว่าอีกคนตั้งใจจะอวดของข้างในว่าขยายตัวขึ้นมามากแล้วขนาดไหน แต่ว่าต้องการให้เขาแสดงปฏิกิริยายังไงเหรอ... ไอ้การใช้แววตามองมานี่ก็อย่างโปร กำลังกล่าวโทษว่าเป็นเพราะเขาชัดๆ.... ก็คือกำลังเรียกร้องให้ทำอะไรสักอย่างให้ใช่มั้ย?

             โอโตนามิปล่อยลมหายใจแผ่ว ก้มลงไปจูบที่ซอกคอมุคาเอดะทีละนิดเหมือนอยากเรียกเสียงครางออกมาฟัง เป็นคนมาก่อกวนเขาจนเสียกระบวนเองแท้ๆ แล้วยังมีหน้ามาสั่งข้างหู

             “มือน่ะ... อย่าเสียสมาธิ”

             มุคาเอดะเอียงคอหนี กำของแข็งในกางเกงนอนเจ้าของห้องรูดขึ้นลง จ้องสีหน้าโอโตนามิไปด้วยเหมือนจะเถียงว่าไม่ได้เสียสมาธิตรงไหน แต่พอเห็นอาการหอบเบาเพราะมือตัวเองก็หน้าแดงขึ้นมาเสียเอง เอ... ที่เขาทำมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? ก็น่าจะดีมั้ง ไม่อย่างนั้นโอโตนามิก็คงไม่ส่งเสียงหอบออกมาอย่างนี้...

             มุคาเอดะเลื่อนริมฝีปากไปประกบจูบให้ ซึ่งคนกำลังหอบก็อ้าปากรับอย่างว่าง่าย จูบตอบไม่ยอมแพ้

             เห็นอย่างนี้ก็ได้ใจ เขาก็เลยดันโอโตนามิลงไปนอนแทน สลับตำแหน่งกันเรียบร้อยทั้งที่ยังประกบริมฝีปากเอาไว้ มือก็ยังจับของคนที่ผลักลงไปนอนรูดขึ้นรูดลงอย่างนั้น โอโตนามิมองตามตอนที่มุคาเอดะผละริมฝีปากออก ค่อยๆ ถดตัวลงไปข้างล่าง ถึงจะดูรู้ว่ากำลังจะทำอะไรก็ไม่ได้ห้าม ออกจะลมหายใจเสียจังหวะไปด้วยซ้ำตอนที่มุคาเอดะตวัดตามอง แล้วค่อยครอบริมฝีปากตัวเองลงไปแทนมือที่ใช้รูด

             โอโตนามิกระตุกสีหน้า หอบหนักพลางเอามือสองข้างจับศีรษะมุคาเอดะไว้ เผลอขยับสะโพกหนักไปหน่อยจนอีกคนสำลัก ก็เลยรีบกระตุกมือออก เปลี่ยนไปลูบแก้มเป็นเชิงบอกว่าขอโทษ จริงๆ เขาก็แค่จะเอานิ้วโป้งปาดคราบของเหลวที่ริมฝีปากให้ แต่อีกคนดันงับนิ้วแล้วเอาลิ้นเลียไปมาช้าๆ ตวัดตามองเขาพลางหอบไปด้วย...

             ม่ายยยย นายจะทำให้ฉันกลายเป็นคนใจทรามไปถึงไหน เมื่อกี้นายเพิ่งจะสำลัก น้ำตาเกาะขอบตาเลยนะเฟ้ย! // โอโตนามิ 

             มองแววตาฉ่ำน้ำตาที่สบด้วยแล้วก็เผลอกลืนน้ำลายดังเอื้อก รู้ตัวอีกทีก็เผลอใช้นิ้วโป้งง้างปาก จับริมฝีปากเล็กนั่นกดลงไปกับของตัวเองใหม่ บอกแล้วใช่มั้ยว่านายนี่มันตัวทำลายศีลธรรมของคนอื่น! แค่ภาพและเสียงตอนนี้ก็จะทำเขาครองสติไม่อยู่อยู่แล้ว ยังจะเอาลิ้นมาเกี่ยวพันของของเขาข้างในจนขนลุกไปหมดอีก นายไปเอาเทคนิคแบบนี้มาจากไหน ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้มั้ง... นายอยู่แผนกพัฒนาบุคลากรไม่ใช่เหรอ? นี่กะจะพัฒนาตัวเองไปทางไหนเฮอะ!

             โอโตนามิรู้ตัวว่ากำลังถึงจุดที่ไม่ไหว แต่พยายามผลักคนที่ครอบริมฝีปากอยู่ให้หลบไปก็ไม่ยอมออก นายจะเอาอะไรอีกเนี่ย? ไม่ต้องนะ... โทโอรุ... รีบปล่อ...

             จะเรียกว่าโล่งอกก็ไม่ใช่ เพราะถึงจะออกแรงไปเยอะในการผลักไหล่มุคาเอดะให้ถอยตัวออก แต่ก็เกือบไม่ทันตอนที่น้ำสีขาวพุ่งออกมาจากปลายท่อน เลยกลายเป็นว่ากระเด็นเลอะเข้ากับใบหน้าคนในระยะใกล้เต็มที่ มุคาเอดะอุทานเบาๆ ทำหน้างอหงิก

             “คุณชิน...” เงยหน้าเรียกด้วยเสียงตำหนิ “มาผลักออกทำไมครับ”

             เอ่อ... ไม่รู้ว่าไม่พอใจอะไร แต่ช้อนตามองโดยที่มีของเหลวอุ่นๆ ของเขาชุ่มหน้าแบบนั้นมันได้ผลตรงข้ามนะ นายจะดุหรือจะปลุกปั่น? // โอโตนามิ 

             โอโตนามิหอบเบา เอี้ยวตัวไปหยิบทิชชู่บนหัวเตียงมาเช็ดหน้าให้

             “แล้วนายจะงับไว้ทำไมล่ะเฮอะ”

             “...ก็อยากรู้ว่าถ้าถึงในปากแล้วมันจะเป็นยังไง”

             หยุดดดดด หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้จอมมารทำลายศีลธรรม! // โอโตนามิ 

             โอโตนามิทำหน้านิ่ง ลุกขึ้นพลางฉุดแขนมุคาเอดะให้เข้าหา

             “เมื่อกี้ใครตอบคำถามนะ ว่าชอบข้างหลังมากกว่าข้างหน้า”

 

             “นี่ นายจะใจแข็งไปถึงไหนน่ะ” เจ้าของห้องทำงานเท้าคางมองคนนั่งตรงข้าม ที่นั่งจดอะไรใส่แฟ้มยิกๆ หน้านิ่ง

             “อย่างน้อยแค่ไปกินข้าวด้วยกันก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ?”

             “ถ้าไม่ใช่สองคนละก็ได้ครับ” มุคาเอดะหลุบตามองกระดาษที่จด “แต่ก็ไม่คุยอะไรนอกจากเรื่องงานหรอกนะครับ หัวหน้าคุโบะก็คงไม่อยากกินข้าวไปแล้วก็ฟังผมวิจารณ์ข้อบกพร่องของแผนกบัญชีไปด้วยใช่ไหมละครับ”

             “...”

             คุโบะนิ่งไปชั่วครู่ เป็นครั้งแรกที่เห็นมุคาเอดะไม่ผูกเนคไทในที่ทำงานและไม่มีเสื้อกั๊กหรือเสื้อคาร์ดิแกน ใส่แค่เสื้อเชิ้ตลายตารางเล็กๆ สีเทาตัวเดียว พอก้มลงเอาแฟ้มวางบนโต๊ะแล้วก็เขียนอะไรยิกๆ ก็เลยเห็นรอยแดงที่ลำคอชัดเจน ตอนแรกก็ขมวดคิ้วกับรอยสีแดงปื้นใหญ่ข้างลำคอ เพราะแน่ใจว่าไม่ใช่รอยที่ตัวเองทำเอาไว้ แต่ยิ่งแน่ใจกว่าเดิมว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเห็นรอยข้างๆ

             หือ...? 

          อย่างนี้นี่เอง... มิน่า ถึงไม่ตอบรับอะไรสักอย่าง // คุโบะ 

             “นี่ครับ” มุคาเอดะเงยหน้า ดึงเอกสารที่เขียนยื่นให้ “ผลตอบแบบ สอบถามของคนในแผนกบัญชีมีคนพูดถึงความแออัดของสถานที่หลายคน ก็เลยคิดว่าจะย้ายของแล้วจัดผังใหม่ อันนี้เป็นแบบร่างผังที่ผมช่วยคิดให้ ถ้าหัวหน้าคุโบะโอเคกับแบบร่าง เดี๋ยวผมจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำออกมาอีกรอบ รบกวนช่วยเช็คภายในพรุ่งนี้ด้วยนะครับ”

             “...แผนกนายทำเรื่องใหญ่อย่างนี้เลยเหรอ?”

             “ก็ทำงานตามฐานเงินเดือนครับ”

             “ถ้าบอกว่าไม่เช็คให้จนกว่านายจะยอมไปกินข้าวด้วยล่ะ”

             “งานก็เพิ่มนิดหน่อยครับ แค่เขียนรายงานส่งสำนักงานใหญ่ แต่อยู่เขียนรายงานก็ได้ค่าโอทีอยู่”

             “...นายโกรธฉันใช่ไหมเนี่ย”

             มุคาเอดะไม่ตอบ เหมือนจะบอกให้อีกฝ่ายอ่านจากสีหน้าเอาแทน คุโบะขำ เท้าคางมองต่อ

             “แฟนนายฝากบอกอะไรฉันมาหรือเปล่า?”

             “เอ๊ะ?”

             มุคาเอดะทำหน้าตกใจ

             “ก็เนี่ย” คุโบะเหยียดยิ้ม เอานิ้วชี้ที่คอตัวเองตำแหน่งเดียวกับที่มีรอย “เหมือนว่าแฟนนายจงใจจะบอกอะไรฉันนะ”

             มุคาเอดะเอามือจับคอตัวเอง ม่านตาขยายนิดๆ แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง

             “ที่แท้ก็มีแฟนแล้วนี่เอง” หัวหน้าแผนกบัญชีหลุบตามอง “ถึงว่า นายถึงได้ไม่หือไม่อืออะไรเลยเนอะ ฉันออกจะจีบแรงขนาดนี้ก็ไม่หวั่นไหว แล้วนายเล่าเรื่องฉันให้ฟังหรือว่าแฟนนายเจอรอยนั่นเองล่ะ? ตอนเจอทำหน้ายังไงเหรอ?”

             มุคาเอดะเงียบไปชั่วขณะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา ยืนขึ้นช้าๆ

             “สนุกเหรอครับ? ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าท่าทางจะเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่นึกไม่ถึงว่าจะขนาดนี้นะ”

             คุโบะทำตาปริบๆ ตะลึงไปเล็กน้อยกับสีหน้ามุคาเอดะที่เปลี่ยนกะทันหัน แถมพอยืนขึ้นก็หลุบมองเหมือนเห็นเขาเป็นของต่ำ บอกไม่ถูกว่าสายตานั้นทำเขาใจหายแปลกๆ ตรงไหน เขาก็คิดจะจีบหมอนี่จริงๆ นะ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องรีบร้อนอะไร ทีแรกก็คิดว่าจะตะล่อมด้วยคำพูดไปเรื่อยๆ ก็หมอนี่ดูเป็นพวกที่พูดอะไรด้วยนิดหน่อยก็หน้าแดงไปต่อไม่ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ แถมวิธีที่แฟนนายเลือกใช้บอกฉันนี่มันก็น่าหมั่นไส้มาก จนอดกระแนะกระแหนไม่ได้ ถูกมะ...

             ว่าแต่... นายคิดว่าฉันเป็นคนนิสัยไม่ดีเรอะ... // คุโบะ 

             “วันก่อนบอกว่าจะจีบไปจนกว่าจะเกลียดใช่ไหมครับ” มุคาเอดะบอกเสียงเย็น

             “ก็ดีแล้วนะครับที่วันนี้จะได้เลิกเลย เพราะว่าเกลียดจริงๆ แล้ว”

             คุโบะอ้าปากค้าง มองมุคาเอดะเอาปากกาวงที่มุมขวาของกระดาษแผ่นที่ส่งให้

             “เซ็นแอพพรูฟแล้วฝากคนของแผนกพัฒนาบุคลากรได้เลยครับ เจอใครก็ฝากคนนั้น”

             หยิบแฟ้มแล้วก็หันมองด้วยสายตาเย็นเยือกอีกรอบ ก่อนจะผลักประตูออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนนั่งหลังโต๊ะมองอย่างอึ้งๆ

             

             บ้าชะมัด 

             คุโบะยกแก้วบรั่นดีเหลือน้อยซดทีเดียวหมด หยิบบุหรี่ที่วางไว้ตรงที่เขี่ยขึ้นสูบ ก่อนจะชูนิ้วให้กับบาร์เทนเดอร์เป็นเชิงบอกว่าเอาแบบเดิมอีกแก้ว

             ขนาดว่าเจอกันเกือบทุกวันช่วงนี้ มุคาเอดะ โทโอรุ ที่เจอก็ไม่เหมือน กันเลยสักครั้ง... ตอนแรกที่คิดว่าเป็นคนเนี้ยบๆ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย ก็กลายเป็นว่าตัวจริงค่อนข้างมีความเป็นผู้นำสูง มีความเชี่ยวชาญกับงานในแผนกกว่าที่คิด ไอ้ตรงที่สมาธิสูงกับงานตรงหน้าจนเปิดโอกาสให้เขาทำอะไรได้นั่นก็โคตรจะน่ารัก ใครเจอหน้าตาแบบนั้นเข้าไปแล้วไม่โดนตกก็บ้าแล้ว แต่พอกำลังคิดว่ามีโอกาส หมอนั่นน่าจะติดกับดักง่ายๆ ก็ปฏิเสธทุกอย่างอย่างไร้เยื่อใย และไม่ตกหลุมที่วางเอาไว้เลยสักอย่าง

             แล้วพอคิดว่าที่ตั้งการ์ดซะแข็งขนาดนั้นเพราะว่ามีแฟนแล้ว กำลังจะวางแผนต่อว่าจะเอายังไง ก็ปรากฏว่าโดนมองด้วยสายตาหยามเหยียดยิ่งกว่ามองแบคทีเรียในตู้ปลาซะจนเสียศูนย์... นี่มุกของเขามันไม่ผ่านขนาดนั้นเลยเหรอวะ

             อะไรก็แล้วแต่... ไม่นึกว่าคำว่า `เกลียดแล้ว` ของหมอนั่นมันจะทำแทบกระอักเลือดได้ขนาดนั้น เกลียดแล้วจิงดิ?

             มีแฟนแล้วจริงเหรอวะ บอกตามตรงว่าเสียดาย อยากได้จริงๆ นะ แต่ไม่มั่นใจว่าจะอยู่ใกล้ๆ ได้โดยไม่โดนปั่นหัวให้เป็นบ้าไปก่อนได้หรือเปล่า... อันนี้พูดจริงนะ คนที่คบด้วยต้องจิตแข็งขนาดไหนวะ ถึงจะเอาคนแบบนั้นอยู่... มันมีคู่มือให้ศึกษาอะไรงี้ไหม? ขนาดเจอติดๆ กันมาหลายวันยังไม่รู้จะดีลด้วยยังไง คนเป็นแฟนหมอนั่นนี่อยู่ได้ยังไงวะเนี่ย?

             “คุโบะ มาอยู่ร้านนี้นี่เอง ดีนะที่นายไม่ได้ไปร้านทวินพลัสวันนี้อะ”

             คุโบะหันมอง คนที่เรียกเป็นหนึ่งในกลุ่มคนนั่งดื่มตามร้านพวกนี้ที่เขาชอบไป ส่วนใหญ่วงการแบบนี้มันก็คับแคบ ยิ่งถ้าย้ายงานมาจากที่อื่นแล้วละก็ การหาเพื่อนฝูงหรือพรรคพวกในถิ่นใหม่ก็ต้องเริ่มจากร้านดื่มพวกนี้นั่นแหละ โดยเฉพาะร้านที่คนประเภทเดียวกับเขาจะไปนั่งสังสรรค์กัน มันก็มีจำกัดอยู่

             “อะไร?” คุโบะเลิกคิ้ว เอานิ้วดันแว่น “ฉันไม่ไปร้านทวินพลัสวันนี้มันดียังไงเหรอ?”

             “โอโตนามิ ชิน ตามหานายอยู่น่ะ”

             “โอโตนามิ ชิน?” คุโบะขมวดคิ้ว “ไม่รู้จัก”

             “ก็น่าจะอะนะ เพราะพักหลังเขาไม่ได้เข้าออกแถวนี้แล้ว เพื่อนของคุณฮินุมะ มิกิฮารุที่มีอิทธิพลในวงการแถวนี้ไง” ชายหนุ่มบอก “ว่าแต่ไปทำอะไรมาเหรอวะ โอโตนามิ ชินถึงมาตามหานายได้?”

             “พูดบ้าๆ จะไปทำอะไรได้ หาผิดคนน่ะสิ ฉันไม่รู้จักชื่อนั้น”

             กำลังตอบ แต่หางตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มตัวสูงในเสื้อเชิ้ตลายทางสีชมพูเข้มที่ปลดกระดุมเอาไว้สองเม็ดบนเหมือนพวกโฮสต์ ที่เรียกสายตาไปมองได้ เพราะแค่หางตาหันไปเจอแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเด่นกว่าคนอื่น ทั้งความสูง ใบหน้าได้รูป จมูกโด่ง สายตาคมกริบ ผมย้อมสีน้ำตาลยาวประมาณไหล่ที่ปัดเจลขึ้นไป แค่ยืนล้วงกระเป๋าคุยเฉยๆ ยังดูมีกลิ่นอายอันตรายแบบที่เตือนว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง

             แต่คนที่คุยด้วยดันชี้มาทางเขา แล้วสายตาที่ว่าคมกริบเมื่อครู่ก็ปัดมาสบตาด้วย เหยียดยิ้มแบบที่ทำเอาขนลุกขึ้นมาไม่มีเหตุผล

             “อาฮะ... เจอตัวแล้ว”

             เพื่อนที่มาเตือนหันไปทำหน้าตกใจ ถอยตัวออกเลิ่กลั่ก

             “คะ... คุณชิน”

             คุโบะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าเป็นคนที่เพื่อนพูดถึง แต่เขามั่นใจว่าเพิ่งเคยเจอคนคนนี้เป็นครั้งแรก ไม่มีทางที่จะลืมคนลุคแบบนี้ได้หรอกถ้าเคยเจอกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะกำลังตามหาคนผิดอย่างที่เขาว่า

             “ขอนั่งด้วยนะครับ คุณคุโบะ ทากาโนริ”

             แต่ชื่อถูกแฮะ... // คุโบะ 

             คุโบะขมวดคิ้วมอง ทำหน้าเหมือนบอกว่าอยากจะนั่งก็เชิญ สูบบุหรี่ต่อไม่ใส่ใจแม้ว่าอีกฝ่ายจะหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์ แล้วก็จุดบุหรี่เสียบเข้าปากบ้าง

             “ชินกับที่ทางแถวนี้บ้างหรือยังครับ เพิ่งมาจากชิสุโอกะได้ไม่นานนี่”

             “ทานโทษครับ เราเคยไปรู้จักกันตอนไหน?” คุโบะพ่นควันออก “ถ้าเมาแล้วเคยมีอะไรกันไปก็ขอโทษด้วยนะ เป็นประเภทไม่อะไรทั้งนั้นกับพวกวันไนท์แสตนด์น่ะ”

             “ถ้าเป็นพวกร่วมมือร่วมใจกัน จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ” โอโตนามิสูดบุหรี่เข้าปอดบ้าง แล้วก็พ่นควันออกมาเงียบๆ “ตอนจะทำอะไรใครเขา ได้ถามเขาไหมว่าเขามีแฟนหรือเปล่า? หรือเห็นว่าถูกใจตัวเองเข้าหน่อยแล้วจะทำอะไรก็ได้?”

             มือที่คีบบุหรี่ของคุโบะกระตุกเล็กน้อย ขมวดคิ้วมองหน้า รู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่...

             “อ้อ... เจ้าของรอยที่คอมุคาเอดะ”

             โอโตนามิเหลือบมอง ไม่เปลี่ยนสีหน้า

             “จะไปอาศัยอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ทำตามกฎเขาก็เข้าออกแถวนี้ยากนะคุณ” พูดต่อด้วยเสียงเรียบ ยกเครื่องดื่มที่ได้มาพอดีจิบ “จริงๆ มันก็ไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องกฎนะ ถึงมารยาทจะไม่มี ก็ควรมีคอมมอนเซนส์บ้าง”

             “เห~ ถ้าเข้าออกแถวนี้ไม่ได้ก็แย่อยู่นะ” คุโบะพ่นลมออกจมูก “ไม่ต้องห่วงเรื่องหมอนั่นแล้วมั้ง วันนี้ก็เพิ่งโดนบอกว่าเกลียดมา”

             โอโตนามินิ่งมอง สูดควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาอีกรอบ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเพราะเห็นสีหน้าอีกฝ่ายบ่งบอกว่ากระทบกระเทือนใจกว่าที่คิด

             “...ปกติไม่เคยได้ยินพูดว่าเกลียดอะไรนะ”

             “จะมาตอกย้ำทำไมเฮอะ”

             “นอกจากพริกหยวก”

             “ข้อมูลนี้ฉันจะเอาไปทำอะไร” คุโบะหันไปทำหน้าเหมือนปลาตาย “แล้วนายมาทำไม? จะมาต่อยฉันเหรอ คุณแฟนของมุคาเอดะ?”

             “โอโตนามิ ชินครับ จะเข้าออกแถวนี้ก็จำไว้ด้วย” โอโตนามิจิบเหล้าในแก้ว “ก็อยากทำอย่างนั้นอยู่ แต่คุณก็มีบุญคุณนิดหน่อย ถ้าไม่มีคุณก็คงไม่ได้ฟังอะไรดีๆ อย่างนั้น เลยแค่มาเตือน”

             “...”

             “โคตรจะน่ารักเลย”

             “...ถ้านายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจละก็ นายเผลอพูดออกมาแล้ว”

             คุโบะมองเหงื่อตก เผลอถามต่ออย่างอดไม่ได้

             “ถามจริงว่าคบกับหมอนั่นได้ยังไงน่ะ? คุมอยู่ด้วยเรอะ?”

             “ห้ะ?” โอโตนามิแฉลบตามอง จึ๊ปากเหมือนอีกคนพูดอะไรเสียมารยาทใส่ “ถ้าคุมได้ก็ไม่ลำบากอย่างนี้มั้ย?”

             คุโบะนิ่งอึ้ง หันไปพ่นควันต่อเบาๆ

             “นั่นสิ ตอนโกรธน่ากลัวใช่มะ?”

             “...โดนมาแล้วหรือไง”

             “เออ”

             โอโตนามิมองสีหน้าช็อคของคนพูด ยกแก้วในมือจิบเงียบๆ ตอนแรกก็กะว่าถ้าจำเป็นคงต้องออกแรงเพื่อให้อีกคนยอมฟังกันบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกเห็นใจแปลกๆ หรือควรจะเลี้ยงเหล้ามันสักแก้ว...

 

             มุคาเอดะวางแก้วกาแฟที่ซื้อมาจากชั้นล่างของตึก กำลังจะเช็คงานที่ต้องทำอาทิตย์นี้ตามประสาวันเริ่มต้นของสัปดาห์ ตาเหลือบไปเห็นผังห้องทำงานแผนกบัญชีที่ตัวเองเป็นคนร่างวางบนโต๊ะพร้อมแผ่นโพสต์อิทแปะข้อความขอโทษ มีลูกอมถุงเล็กๆ แบบที่ขายในร้านสะดวกซื้อวางเซ่น

             ผ่อนลมหายใจเบา พลางมองลายเซ็นของคุโบะ โยนใส่ถาดงานก่อนจะนั่งนึกว่าจะทำอะไรก่อน แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าโอโตนามิบ่นเรื่องตัวเองส่งรูปไปให้น้อยมากเมื่อวันก่อน

             อืมมมม์ ใครจะมานั่งถ่ายรูปตัวเองในที่ทำงานหือ โดยเฉพาะคนคาแรคเตอร์อย่างเขาเนี่ย... 

             ชายหนุ่มกลอกตามองซ้ายขวา เห็นว่ายังไม่มีใครมา เลยหยิบมือถือขึ้นมากดเปิดกล้องถ่ายรูป กำลังเอียงหามุมดีๆ เสียงจากข้างหลังก็เรียกให้ตกใจจนเกือบทำมือถือตก

             “มุคาเอดะ”

             “...ครับ หัวหน้านิชิมุระ” มุคาเอดะจำเสียงหัวหน้าแผนกตัวเองได้ หันไปตอบทันทีพลางซ่อนมือถือเก็บ พอเห็นเด็กหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยที่ยืนอยู่กับหัวหน้าแล้วนึกออกทันทีว่าได้รับแจ้งเอาไว้ว่าวันนี้จะมีพวกเด็กมหาวิทยาลัยมาเป็นอินเทิร์นที่บริษัทเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้รับมากกว่าปีก่อน ก็เลยจะกระจายกันไปหลายแผนก มีมาที่แผนกเขาด้วย

             คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กๆ ก่อนจะคลายออกแล้วเปลี่ยนเป็นนิ่งอึ้ง เพราะถึงอิมเมจเจ้าตัวจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากที่เจอกันคราวก่อน กลายเป็นเส้นผมตรงย้อมสีดำในชุดสูทใหม่เอี่ยม มุคาเอดะก็จำได้ทันทีว่าเคยเจอเด็กคนนี้มาก่อน นึกชื่อออกได้ก่อนที่หัวหน้าจะบอกเสียอีก

             “อาซาโนะ ไทเซคุงจากมหาวิทยาลัยคิตะที่จะมาเป็นอินเทิร์นที่บริษัทเราตั้งแต่วันนี้ เจอยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่อินฟอร์เมชั่นบริษัทเลยเก็บมาด้วยน่ะ ฮ่า ฮ่า มาซะเช้าเลยยังไม่มีใครมาเลย แต่นึกว่าแล้วว่าอย่างมุคาเอดะต้องอยู่ที่ห้องทำงานแล้วเวลานี้”

             “เอ่อ...”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ พูดอะไรไม่ออกเมื่อหัวหน้านิชิมุระหันไปแนะนำตัวเขาให้

             “นี่รุ่นพี่มุคาเอดะ โทโอรุ เป็นเอสของแผนกเราเลยน้า ขึ้นชื่อเรื่องดูแลรุ่นน้องดีมาก ตั้งแต่เดือนเมษาก็ให้สอนงานรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกับเธออยู่คนนึง แป๊บๆ ก็ทำงานคนเดียวได้เยอะแล้ว ถ้าใครได้หมอนี่สอนงานให้ละก็ไม่ต้องห่วง ตักตวงความรู้จากหมอนี่ให้มากๆ ล่ะ”

             “ยินดีที่รู้จักครับ” เด็กมหาวิทยาลัยยิ้มกว้าง จ้องด้วยดวงตาสีดำที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์ไว้เหมือนคราวก่อน เลยยิ่งเห็นแววตาดูท้าทายอย่างคนจงใจส่งสาส์นให้เต็มที่ “ผมก็มาเพื่อจะตักตวงความรู้นี่แหละครับ รุ่นพี่ดูมีอะไรที่จะสอนให้ได้เยอะเลยนี่ครับ”

             “...มุคาเอดะ โทโอรุครับ” มุคาเอดะตอบอะไรไม่ได้นอกจากแนะนำตัว “มีอะไรก็ถามได้เลยนะครับ...”

             “ได้เลยครับ มีแต่คำถามทั้งนั้นเลย”

             ไทเซเหยียดยิ้มให้

             “ฝากตัวด้วยนะครับ รุ่นพี่”

             

 To be continue

 

*******************************************

แจ้งข่าวหน่อยว่า E-book เล่ม 4 ลดวันนี้วันสุดท้ายนะคะ (เหลือเวลาอีก 8 ชั่วโมง)

เล่ม 4 มีถึง Chapter ที่ 42 ค่ะ ><

MEB ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น