TJ tommys
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่สิบสาม (ตอนจบ) ความรักอยู่รอบตัว เพียงแค่เปิดใจมอง

ชื่อตอน : บทเรียนที่สิบสาม (ตอนจบ) ความรักอยู่รอบตัว เพียงแค่เปิดใจมอง

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่สิบสาม (ตอนจบ) ความรักอยู่รอบตัว เพียงแค่เปิดใจมอง
แบบอักษร

บทเรียนที่สิบสาม (ตอนจบ)  

ความรักอยู่รอบตัว เพียงแค่เปิดใจมอง 

[Music Yotin]  

 

 

 

สายตาพ่อพี่พรายมองตรงมายังผมเขม็ง จากที่เคยคิดว่าน่าจะโดนอัดจนเละเป็นกระสอบทรายสักสองสามหมัดโทษฐานที่ไปยุ่งกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านแต่กลับกลายเป็นว่านอกจากจะไม่กระทืบผมคาโซฟา พ่อยังแอบยิ้มเหมือนกับเรื่องทั้งหมดทั้งมวลที่ทำมามันเป็นเรื่องตลกซะงั้น 

 

เพียงแวบเดียวท่านก็กลับมาตีหน้าขรึมกลับไปมองพุฒและคนอื่นที่ยังแกล้งหลับแบบไร้สติอยู่ชายหนุ่มร่างกำยำเดินเข้าหาลูกชายแล้วเอามือบีบจมูกอยู่พักใหญ่จนพุฒมันต้องสูดลมหายใจเข้าปอดทางปากลืมตาทำหน้าแหย่เว้าวอนขอความเห็นใจบิดา 

 

“เลิกเล่นละครกันได้แล้วพ่อไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวันนะ เดี๋ยวกำลังจะมีแขกคนสำคัญมาที่บ้านเราเพราะฉะนั้นรีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมาเจอพ่อที่ห้องอาหารกันให้หมด” 

 

สิ้นเสียงสั่งพวกบรรดาเจ้าชายนิทราก็เบิกตาโพลงหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก 

 

“สะ...สวัสดีครับคุณพ่อ” หินมันยกมือไหว้ผงกหัวเหมือนเกร็ง ๆ แม้กระทั่งผมเองก็ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้ทักทายพ่อตาตรงหน้ารีบกล่าวสวัสดีตามไปในทันที 

 

“พ่อแล้วพวกพี่พรายล่ะครับ” 

 

“พรายทำไม?” 

 

“ก็พวกผมโทรติดต่อไม่ได้...แถมพ่อเล่นให้พี่ครามจับตัวผมมาแบบนี้แสดงว่าพี่พรายก็คงไม่รอด...” ลูกคนเล็กของบ้านกรองกลิ่นเอ่ยปากขึ้นแต่ยังคงหลบสายตาของพ่อที่มองมาแบบไม่กล้าท้าทาย ซ้ำร้ายกลอนกับเกื้อหนุนมันยังนั่งหดตีวลีบลงไปทุกขณะเมื่อเจอแววตาสุดโหดเล่นงาน 

 

“ก็รู้นี่ว่ายังไงก็หนีไม่รอดแต่ก็ยังทำเป็นเมินเฉยสิ่งที่พ่อสั่งเราสองคน” 

 

“ก็ผมกลัว...” ไอ้พุฒมันนั่งก้มหน้าขยุ้มอุ้มมือไปที่กางเกงนักศึกษาก่อนจะช้อนตาตอบกลับเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเวลาที่มันอยู่กับพ่อจะหงอยได้ขนาดนี้ปกติเห็นมันเป็นคนมีแบบแผนจะตายนั่นหมายความว่าคุณพ่อตาคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา! 

 

“กลัวอะไร? กลัวพ่อจะทำร้ายแฟนแกรึไงพ่อเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” เดี๋ยว! ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาวางยาเด็กในเหล้าแล้วให้ลูกน้องจับมาวะ เสียงถอนหายใจดังออกมาอีกครั้ง “พรายอยู่บนห้องกับเพื่อนตอนนี้คงกำลังพยายามหาทางหนีกันอยู่ละมั้งจะไปก็รีบไป” 

 

“ไปเร็วเพลงพี่พรายคงห่วงมึงแย่แล้ว” พุฒลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ ฉุดกระชากข้อมือผมให้ตามมันไป 

 

“เพลงไม่ต้องไป! พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยส่วนคนอื่นรีบขึ้นไปซะ” ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างไอ้หินมันก็เกาะชายเสื้อผมแน่นดูแล้วคงจะเป็นห่วงเพื่อนสนิทคนนี้เอามาก “ขึ้นไปเถอะพ่อไม่ทำอะไรเด็กคนนี้หรอกแค่อยากจะคุยอะไรด้วยนิดหน่อยเท่านั้น” 

 

พุฒมันปล่อยมือออกจากแขนผมช้า ๆ 

 

“สำหรับกลอนกับเกื้อหนุนเอาไว้พ่อค่อยคุยกับแฟนแกสองคนนี้ทีหลัง” สองพี่น้องมันถึงกับสะดุ้งเฮือกออกมาเสียงดัง 

 

“แล้วเพื่อนพี่พรายที่พ่อจับตัวมาด้วยเป็นใครเหรอครับ?” 

 

“เดาไม่ออกรึไงว่าใครสนิทกับพี่แกพุฒ” โฮล่กกกก...นี่อย่าบอกนะครับว่าคนที่ชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ มารยาและคดโกงอย่างไอ้พี่พายุมันก็โดนจับตัวมาด้วยน่ะ ใครจะไปคิดว่ากรรมที่พี่มันทำจะสนองกลับเข้าตัวเร็วขนาดนี้แต่ดูท่าไอ้หินเองมันเหมือนจะนึกออกในทันทีถึงกลับวิ่งหน้าตั้งขึ้นบ้านคนอื่นไปเฉยเลยปากก็เอาแต่ตะโกนร้องเรียกหาพี่พายุมันไม่หยุดหย่อนจนไอ้พุฒมันต้องลากเกื้อกับกลอนตามไอ้หินไปเหลือแต่ไอ้เซฟที่ยังนั่งดูทรงอยู่เป็นเพื่อนผมตรงนี้ 

 

“มึงตามไอ้หินขึ้นไปเถอะเซฟเดี๋ยวกูคุยกับคุณอาเสร็จแล้วจะตามไป...ไม่ต้องห่วง” พูดเอาเท่ไปงั้นแหละ ทำทีเป็นห่วงกูหน่อยก็ไม่ได้ ปฏิเสธสักนิดก็ไม่มีพยักหน้าแล้วลุกเดินออกไปเฉยเลย 

 

พ่อพี่พรายยืนกอดอกพิงหลังไปกับตู้กระจกไม้สักทองภายในประดับจัดเรียงไปด้วยปืนโบราณตัวด้ามฉลุลายอย่างวิจิตรงดงามตั้งโชว์เรียงรายกันเป็นชั้น ผมกับคุณอาสบตากันอยู่พักใหญ่โดยไม่มีคำถามอะไรออกมาเลยมาจากปากเราสองคนแม้แต่นิดเดียว 

 

ตอนนี้ผมต้องทำเป็นใจดีสู้เสือก่อนแม้ว่าเสือตัวนี้จะพร้อมตวัดกรงเล็บตรงเข้ามาขย้ำผมแล้วก็ตาม...ถ้าผมหลบตา ท่านคงไม่มีทางไว้ใจยกให้ผมดูแลพี่พรายแน่ 

 

“เพลงตามอามา” 

 

“ครับ” ตอบรับไวประดุจสัญญาณ 5G ทุกรูขุมขนมันเสียววาบประสาทสัมผัสน่าจะพุ่งทะลุถึงขีดสุด เชื่อว่าถ้ามีใครมาแกล้งให้ตกใจแม้เพียงเล็กน้อยผมอาจจะช็อกตายคาที่ไปเลยก็ได้ เดินตามร่างสูงใหญ่ของคนพ่อมายังห้องทำงานที่แน่นขนัดไปด้วยหนังสือเรียงรายอยู่ในชั้นกระจกใส 

 

“นั่งสิ” ชายที่เดินนำเรียกผมให้นั่งลงบนเก้าอี้สำนักงานสุดหรูทั้งตัวหุ้มด้วยหนังแท้ ตัวหนึ่งต้องมีราคาหลักครึ่งแสนแน่เพราะพ่อแม่ผมก็ใช้แบบนี้ พ่อเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้อีกตัวที่อยู่หลังโต๊ะ ไขว่ห้างเท้าคางมองเหมือนยังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวผมอยู่ 

 

ความเงียบภายในห้องมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนต้องถามออกมาเอง 

 

“คุณอาให้คนพาผมกับเพื่อนมาที่นี่ทำไมเหรอครับ?” 

 

“หึ นึกว่าจะไม่ถามเหตุผลที่ถูกพามาที่นี่ซะอีก” เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นในลำคอ “ที่จริงแล้วอาให้เวลาพรายกับพุฒพาเพลงมาหาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแต่ลูกอาคงไม่ยอมเล่าอะไรให้เราฟังเลยสินะ” 

 

“ครับ” พยักหน้ายอมรับตามความจริง “แต่ก็นั่นแหละครับพี่พราย...ชอบเก็บเรื่องทุกอย่างเอาไว้เพียงลำพังยิ่งถ้าคิดว่าเรื่องนั้นจะทำให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนพี่พรายไม่มีทางยอมพูดแน่” ถ้าจะให้นึกถึงข้อเสียอันใหญ่หลวงที่สุดของพี่พรายก็คงเป็นเรื่องนี้ละมั้งกลัวแต่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนจนไม่ยอมพึ่งพาใครเอาตัวเองไปเสี่ยงทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด 

 

“ดูเพลงจะรู้จักลูกอาดีนะ” 

 

“ครับอยู่ด้วยกันมานานก็พอจะเดาได้ สิ่งที่พี่พรายกลัวที่สุดคือการต้องสูญเสียคนที่รักหรือกลัวคนที่ตัวเองรักเดินจากไปนั่นเลยทำให้พี่เขาเลือกที่จะทิ้งไปก่อนที่จะผูกพันหรือไม่ก็ยอมตายซะเอง” น่าสงสารคนแบบพี่พรายระแวงและหวาดกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดจนคิดมากเกินไป 

 

“พูดถึงเรื่องนี้มันก็เป็นความผิดของอาเอง อาเลี้ยงพรายกับพุฒมาตั้งแต่เด็กสอนให้รู้จักรับมือกับโลกด้านมืดเพียงอย่างเดียวยิ่งพรายเองเป็นคนที่มีปมเรื่องแม่อยู่แล้วก็เลยทำให้มองโลกในแง่ร้ายมาตลอด จนพยายามดึงตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่เขาคุ้นเคย” 

 

“จุดที่คุ้นเคย? คุณอาหมายถึงเรื่อง...คิงเหรอครับ?” 

 

“ใช่ มันเหมือนเป็นแรงดึงดูดน่ะคนเรามักจะเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่คิดว่ารับมือได้” เสียงถอนหายใจดังขึ้นในขณะที่ผมเองก็ต้องคิดตามให้ทัน “พอพรายได้เจอเพื่อนดี ๆ ได้เจอกับเพลงมันก็เหมือนกับก้าวเข้าไปยังโลกที่ไม่รู้จักทั้งรู้สึกอบอุ่นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันจนไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกยังไง” 

 

คำบอกเล่าเพียงไม่กี่คำของชายตรงหน้ามันทำให้ผมรู้ว่าที่จริงแล้ว คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อเลี้ยงคนนี้ห่วงและรักพี่พรายมากมายขนาดไหน น้ำเสียงที่ถ่ายทอดออกมามีแต่ความห่วงหาอาทรจนแม้แต่ผมเองก็คาดไม่ถึงว่าคนที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันจะรู้สึกผูกพันได้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้ 

 

“ที่อาอยากเจอเพลงก็เพราะอยากขอบใจที่ช่วยปกป้องดูแลลูกของอามาตลอดแต่คราวหน้าคราวหลังก็ไม่ต้องถึงขนาดโดดเข้าไปขวางทางปืนหรอกนะ” 

 

“...คุณอารู้?” 

 

“อืม...มันมีหลายวิธีที่จะใช้จัดการคนแบบคิงแต่อย่างที่เด็กแบบพวกเธอทำกันมันก็ไม่เลวนักหรอกเพียงแต่มันเสี่ยงเกินไปถ้าวันนั้นเกิดผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวพวกเธอคงไม่ได้มานั่งปั้นหน้ายิ้มกันอยู่ตรงนี้หรอกจริงไหม?” 

 

“ขะ...ขอโทษครับ” พูดอะไรไม่ออกได้แต่ต้องยอมรับคำตำหนิแต่โดยดี จะว่าไปเรื่องคราวนั้นผมเนี่ยไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดเป็นแผนของไอ้พี่พายุล้วน ๆ มาคิดดูให้ดีถ้าวันนั้นไม่ได้ลุงลักษณ์ช่วยไว้ป่านนี้เรื่องคงไม่จบแบบโดยดีแน่ตอนนั้นคงโดนสอบสวนกันยับแล้วแถมยังมีเรื่องทำระเบิดนั่นอีก 

 

...แต่เอ๊ะ! 

 

“เดี๋ยวนะครับ! งั้นแปลว่าตอนนั้นคนที่ติดต่อพวกหน่วยปราบปรามแล้วเคลียร์เรื่องทั้งหมดให้จะเป็นคุณอา” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง 

 

“ก็ต้องเป็นอาสิไม่งั้นพี่อนุลักษณ์ (อธิการบดี) ไม่มีทางไปช่วยพวกเธอได้ทันหรอก” ไอ้พี่พรายมันจะรู้ไหมวะเนี่ยว่าพ่อพี่มันคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังมาตลอด “อาน่ะเป็นรุ่นน้องของอนุลักษณ์ตอนที่เราเรียนอยู่ที่อังกฤษด้วยกันถึงนิสัยของอากับลุงลักษณ์ของเพลงจะต่างกันสุดขั้วก็ตามแต่อาก็นับถือเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่งมาตลอด” 

 

“อาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพรายถึงรักเธอมากขนาดนี้ โลกที่พวกเธอเติบโตมามันช่างต่างกันเหมือนสีขาวกับสีดำถ้าให้เปรียบแบบเข้าใจง่าย ๆ พรายก็เหมือนดาบที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งให้หักพังในขณะที่เพลงเองก็ไม่ต่างกับโล่ที่ใช้ป้องกันภยันตราย” คำพูดนี้มันคุ้นหูเหมือนที่หลวงตาเคยพูดไว้ตอนไปถวายสังฆทานกับไอ้หินเลย “อามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอ เพลงพอจะทำให้อาได้ไหม?” 

 

ผมช่างใจครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ว่าควรจะตอบคำถามเรื่องนี้ยังไงดีจนในที่สุดผมก็ต้องปล่อยให้หัวใจเป็นคนตอบแทน “ครับถ้าเป็นเรื่องของพี่พรายผมก็ยินดีแต่ผมขอคบกับพี่พรายต่อไปได้ไหมครับ? ผมรักพี่พรายและจะรักแบบนี้ไปตลอด” คำว่ารักจากปากเด็กอายุย่างยี่สิบเนี่ยมันไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด

 

คุณอาถึงกับอึ้งไปเกือบครึ่งนาทีก่อนที่แกก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้องทำงาน

 

“เอาเถอะเรื่องที่อาจะขอเอาไว้ทีหลังก็ได้ตอนนี้รีบไปหาพรายเถอะป่านนี้เด็กคนนั้นก็กระวนกระวายใจเรื่องเธอน่าดู” พ่อพี่พรายเดินมาบีบที่ไหล่ผมอย่างเอ็นดู “ฝากย้อมหัวใจลูกของอาหน่อยละกัน”  

 

ย้อมหัวใจ? พูดแบบนี้ก็แปลว่าคุณอาอนุญาตให้เราสองคนคบกันแล้วใช่เปล่าวะ! ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรเสียงจากหน้าห้องก็เอ่ยดังขึ้น 

 

“พวกคุณพุฒคุณพรายมายืนทำอะไรกันตรงนี้ครับ?” 

 

“ไอ้พี่พันบ้าเบา ๆ สิ” ตึก ๆ ๆ เสียงฝีเท้าหลายคู่พากันวิ่งออกไปจากบริเวณหน้าห้อง 

 

ทั้งผมกับคุณอาส่งสายตาให้กันเพียงเล็กน้อย “ไปสิอย่าปล่อยให้ลูกพ่อต้องรอนาน” เฮ้ยเมื่อตะกี้ผมไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม? คุณอาแทนตัวเองว่าพ่อ 

 

“ครับคุณพ่อ” เนียนตามแบบไม่อิดออด!

 

แกร็ก...เปิดประตูออกมาก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายสองคนกำลังจะเดินเข้ามาในห้องพอดี ชายผิวขาวหน้าตาดีรูปร่างสูงโปร่งส่วนอีกคนก็ผิวคล้ำกว่านิดหน่อยส่งยิ้มให้ผมแล้วเดินผ่านเข้าห้องปิดประตูไปแต่ยังมีอีกคนที่ยังยืนพิงกำแพงมองมาที่ผมด้วยแววตาเศร้าสร้อยจนผมต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหายกอุ้มมือไปสัมผัสที่แก้ม

 

“เป็นห่วงผมขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่พราย?”

 

“อืม”

 

“ผมโอเคแล้ว พ่อพี่เองก็ไม่ได้ขัดขวางเรื่องที่เราสองคนคบกันอย่าทำหน้าแบบนี้สิครับ” นิ้วมือเกลี่ยไปตามแก้มของแฟนหนุ่มที่ยังมีใบหน้าง้ำงออยู่ไม่หาย ชั่วพริบตาพี่พรายสอดแขนโอบกอดมาที่เอวแล้วซุกหน้าลงมาที่คอ

 

“กูกลัว...กลัวว่ากำลังจะต้องเสียมึงไปเพลง” เสียงสะอื้นดังออกมาเนื้อตัวกระตุกไปตามเสียงร้องไห้เขาเหมือนเด็กที่กำลังไขว่คว้าหาอะไรสักอย่างเป็นที่ยึดเหนี่ยว พอได้รู้ว่าทุกสิ่งไม่ได้แย่อย่างที่ตัวเองคิดก็เลยโล่งใจจนเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่

 

“บอกแล้วไงครับ ว่าผมจะไม่ไปไหนที่ไหนมีพี่ก็ต้องมีผม เราจะเป็นเพลงพรายไปอย่างนี้เสมอ” พี่พรายผละออกจากผมยกหลังมือขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา

 

“แหวะ” ทำท่าจะอ้วกแต่เขินแบบนี้มันหมายความว่าอะไรวะ “แล้วทำไมต้องเป็นเพลงพราย...ทำไมไม่เป็นพรายเพลงอะ”

 

“เอาตามใจพี่ละกันจะชื่อใครขึ้นก่อนผมก็ไม่สนใจหรอก ยังไงเราก็ต้องอยู่คู่กันอยู่แล้ว” คำพูดของผมถึงกับทำให้ใบหน้าของพี่พรายขึ้นสีชมพูสดระเรื่อ...น่ารักอะอยากให้มีโมเมนต์นี้ทุกวัน

 

“พอเลยจะอ้วกรีบขึ้นไปอาบน้ำได้แล้วเดี๋ยวต้องลงมาเจอพ่อที่ห้องอาหารอีกรอบ” พี่พรายหันตัวกลับไปตามทางเดินก้าวไปได้สองสามก้าวก็หยุดหันมายื่นมือส่งมาทางผม “จับมือกูไว้สิไหนมึงบอกว่าเพลงพรายต้องอยู่คู่กันไง”

 

ปากแข็ง...สุดท้ายก็ยอมอยู่ดี

 

ผมเชื่อมาตลอดว่าคนจะรักกันไม่จำเป็นต้องสรรหาคำพูดยกยอปอปั้นอะไรกันมากมาย เพียงแค่ความรู้สึกเราสื่อถึงกันก็พอเหมือนกับตอนนี้ที่เราทั้งคู่แค่เดินจับมือผ่านช่วงเวลานี้ไปพร้อมกันท่ามกลางความเงียบ...

 

...มั้ง!

 

เงาตะคุ่มที่อยู่หลังบันไดกับเสียงซุบซิบดังลอดออกมาทำให้รู้ว่ามีคนกำลังแอบอยู่ตรงนั้น

 

“พี่มึงดูหน้าไอ้เพลงดิ ตอแล้ตอแหลเนอะยิ้มไม่มีหุบเลยอะ” ความโรแมนติกของกูพังทลายลงหมดเพราะมึงไอ้หิน!

 

“หินมึงช่วยดูหน้าเพื่อนพี่ด้วยทำเป็นเขินอายแต่ดันส่งมือไปจับออดอ้อนผู้ชาย...กลิ่นลำไยโชยหึ่งมาเลยวะ”

 

“มึงสองคนก็อย่าไปแซวพรายมันสิวะ ให้มันได้ปลดปล่อยบทนางแมวยั่วสวาทในตัวมันออกมาบ้างเถอะ...แง๊วววว” ทำไมไอ้พี่พรายมันกำมือผมแน่นเลยวะ ไม่ได้คิดไปเองใช่ปะ? แต่เสียงร้องของไอ้พี่ป้องนี่ก็ทำคิ้วกระตุกได้เหมือนกันแฮะ

 

“กูว่าอย่างพี่พรายน่าจะเป็นแม่เสือมากกว่าเนอะไอ้หิน ดุฉิบหาย...แง๊วววว” ผมว่าชีวิตพวกมันคงไม่ยืนยาวแล้วล่ะสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่ลุกโชนออกมาจากตัวพี่พรายโดยไม่ต้องผ่านการสื่อสารใด ๆ

 

“แล้วอะไรคือเพลงพรายต้องอยู่คู่กันเสมอวะพี่พายุ ละค้อนละคร”

 

“จับมือเดี๊ยนสิฮะ ไหนบอกว่าเราเกิดมาคู่กันไงเคอะ” อยากวิ่งไปกระทืบพี่พายุมันเลยอะจีบปากจีบคอเสียงสองได้โคตรน่าหมั่นไส้

 

แก็ก!

 

คนข้างกายปล่อยมือออกจากผมแล้วหันไปหยิบกระบี่ลวดลายจีนที่แขวนอยู่บนผนังมาถือเอาไว้กระทืบเท้าเดินตรงไปยังปลายเสียง

 

“เหี้ย! ไม่เล่นแบบนี้ไอ้พรายเดี๋ยวผีผลัก” เสียงร้องโวยวายของพี่พายุดังขึ้นไปพร้อมกับฝูงแมลงสาบที่ต่างวิ่งกระจายตัวออกไปกันคนละทิศละทาง

 

 

[Part Phai Natee]  

 

20.30 น. 

 

ถ้าจะบอกว่าวันนี้พ่อมีแขกสำคัญมาที่บ้านทำไมต้องให้พวกเราทุกคนมานั่งเสนอหน้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยเนี่ยแล้วไอ้ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้มันก็ดันเป็นชายล้วนที่มีแฟนเป็นชายล้วนทั้งหมดอีกต่างหาก 

 

“พรายสรุปใครกำลังจะมาวะ พ่อมึงถึงขั้นต้องจับพวกกูมานั่งเสวนาด้วย” 

 

“กูจะรู้ไหมไอ้ป้อง อยากรู้ก็ไปถามพ่อกูเองสิ” 

 

“พี่ผมไม่เห็นเข้าใจเลย ถ้าเป็นแขกของพ่อทำไมถึงต้องให้พวกเรารอเจอ” ผมว่าทุกคนคงจะคิดเหมือนกันหมดนั่นแหละตอนนี้ 

 

“พี่ก็ไม่รู้พุฒแต่ถ้าให้พี่เดาน่าจะเป็นคนที่รู้จักพวกเราดีพอตัว” 

 

“ผมว่าผมพอจะเดาออกคนหนึ่งแล้ว” ไอ้เพลงมันพูดโผงออกมาจนทุกคนถึงกับหันขวับมามองที่มันคนเดียว 

 

“ใครวะเพลง?” 

 

“พ่อมึงไงไอ้หิน” 

 

“พ่อกู?” หินมันถามย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่เข้าใจสักนิด 

 

“เออ พ่อตามึงนั่นแหละลุงแพนเค้กของมึงไงไม่งั้นพวกพี่พายุมันจะถูกลากออกมาจากคณะได้เหรอ...คิดสิคิด!” 

 

“เออจริงด้วยวะ” พุฒมันคิดอยู่สักประเดี๋ยวก่อนจะหันไปหาสองพี่น้องคนรัก “ขอโทษนะที่ทำให้กลอนกับเกื้อต้องกลับบ้านช้าป่านนี้น้องกิ๊ฟคงรอพวกนายแย่แล้ว” 

 

“ไม่เป็นไรพุฒลูกอยู่กับปู่ย่าแล้วอย่างคิดมาก” นอกจากน้องชายจะได้ผัวแบบแพ็กคู่ยังได้ลูกสาวมาอีกหนึ่งคนชีวิตดี้ดีที่ลงตัว 

 

“พวกมึงจะยังไงก็ช่างเถอะแต่กูเนี่ยอยู่นอกวงโคจรแท้ ๆ แล้วทำไมกูถึงโดนจับตัวมาด้วยวะ” ไอ้ป้องมันบ่นอุบอิบไม่หยุดน่าจะเป็นเพราะมือถือถูกพี่พันยึดไปจนติดต่อใครไม่ได้เลย พอให้มันใช้โทรศัพท์ของที่บ้านก็เสือกจำเบอร์ไม่ได้อีก 

 

“ผมเองก็ไม่เกี่ยวเปล่าวะพี่ป้อง” 

 

“มึงจะมาบ่นอะไรตอนนี้กันวะเซฟ ป้อง ถ้าพ่อกูมาจริงก็ดีสิคอยดูนะกูจะฟ้องให้หมดเลย” 

 

“ก็ไม่ได้อยากจะบ่นนะพี่พายุแต่พวกผมอุตส่าห์ไปซื้อของกันนึกว่าวันคืนนี้จะได้รีบกลับไปใช้ซะอีก” เซฟมันจ้องมองไปที่ถุงกระดาษที่มีโลโก้ลวดลายห้างดังสกรีนอยู่บนนั้น 

 

“มึงก็ซื้อมากับเขาด้วยเหรอหิน? อะไรน่ะบอกพี่หน่อยได้ไหม?” ไอ้พายุมันหันไปกระแซะไหล่น้องแบบอยากรู้อยากเห็นเต็มแก่ 

 

“อืม งั้นพี่มึงก็เอาไปดูเองเลยแต่คืนนี้กูขอยืมเสื้อเชิ้ตพี่ใส่นอนหน่อยละกัน” พายุมันกะพริบตางง ๆ ก่อนจะดึงถุงที่ไอ้หินส่งให้ออกมาดู กางเกงในลายซูเปอร์แมนถูกหยิบออกมา “ของพี่เหรอ?” 

 

หินมันพยักหน้าแดงซ่านจากนั้นพายุมันก็ล้วงอีกตัวขึ้นมามันเป็นชั้นในลายดาวสีน้ำเงินคล้ายธงชาติสหรัฐฯ ตรงก้นก็มีดาวสีแดงอันใหญ่อยู่ดวงหนึ่ง “คะ…คืนนี้มึงจะใส่ตัวนี้?” เป็นอีกครั้งที่แฟนเด็กพายุมันพยักหน้ารับ 

 

พรวด! พายุมันลุกขึ้นยืนเต็มความสูงกระชากแขนเด็กด้านข้างให้ลุกตาม 

 

“ไปกลับบ้าน!” 

 

...! 

 

“จะหื่นก็ให้มันน้อยหน่อยเถอะพายุแล้วมึงคิดว่าจะออกจากบ้านกูไปได้ง่าย ๆ รึไงวะถ้าเป็นพ่อมึงจริงมึงก็แค่กลับพร้อมพ่อก็หมดเรื่องไหม?” พายุมันนั่งลงที่เดิมอย่างคนหัวเสียไม่อยากจะเชื่อว่าเพื่อนสนิทจะเป็นเอามากขนาดนี้ 

 

“พี่พรายที่จริงไอ้เพลงมันก็ซื้อมาเหมือนกันนะ” พุฒมันป้องปากกระซิบมาที่ข้างหูผมแต่ผมรู้จักนิสัยเพลงมันดี น่าจะโดนเพื่อนมันบิ้วจนหลวมตัวทำตามมากกว่า 

 

พวกเรานั่งรอกันอยู่พักใหญ่พวกพี่พันกับลูกน้องพ่อกว่าสิบคนก็เดินกลับเข้ามาในห้องอาหารพร้อมถุงกับข้าวกลิ่นหอมฉุยหลายห่อ เรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดของบ้านหลังนี้คือการที่ไม่มีแม่บ้านครับ ตั้งแต่เล็กจนโตพ่อจะใช้บริการบริษัททำความสะอาดทุกสามวันโดยมีพี่ตั้มพี่พันคอยดูแลความเรียบร้อยเกือบทั้งหมด 

 

“หิวกันรึยังครับ เสี่ยสั่งให้พวกพี่ไปซื้อถึงเยาวราชเลยนะโชคดีมากที่ทุกร้านลัดคิวให้หมดเลย” เหอะ ๆ กล้าพูดได้ไงวะว่าร้านลัดคิวให้เล่นเอายากูซ่ากว่าสิบคนไปยืนข่มขู่แบบนี้เป็นใครมันก็ต้องทำให้ก่อนทั้งนั้นแหละ 

 

หูฉลามน้ำแดงถูกเทใส่ชามแก้วทรงสูง เนื้อหมูแดงหมูกรอบหั่นสไลด์ชิ้นโตถูกนำมาจัดลงจาน เป็ดย่างตัวใหญ่ถูกนำขึ้นมาวางอยู่กลางโต๊ะรายล้อมไปด้วยบรรดาติ่มซำหลากหลายชนิดตั้งสูงเป็นชั้นคอนโด แล้วยังมีขนมปังไส้ทะลักเจ้าดัง บัวลอยไส้ถั่วแดงนมสดและที่น้องหินกับพุฒมันถึงกับตบไปที่แก้มแล้วร้องฮู้ออกมาก็หนีไม่พ้นเครปเย็นอัดแน่นไปด้วยวิปปิ้งครีมสดสอดไส้สตรอว์เบอร์รีหนากรอบ 

 

“เสี่ยสั่งว่าถ้าหิวกันแล้วก็ทานกันก่อนได้เลยนะครับ” 

 

“แล้วพ่อละครับพี่พัน” พุฒมันหันไปถามในขณะที่มือมันเองก็เตรียมจะฉกเครปมาไว้ตรงหน้าจนผมต้องตีมือมันออก 

 

“ตอนนี้กำลังพาลูกค้าคนสำคัญดูโรงงานผลิตชิ้นส่วนอยู่ครับ เดี๋ยวสักครู่ก็คงตามมา” 

 

“งั้นพวกผมรอพ่อก่อนก็ได้” 

 

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหน้าอาคารเป็นอย่างที่เพลงมันเดาเอาไว้ไม่ผิดงานนี้พ่อพายุมันก็มาแล้วยังชายหญิงอีกคู่หนึ่งที่ถึงกับทำให้ผมต้องช็อกจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น 

 

“พ่อ...แม่!” มันไม่ใช่พายุที่ตะโกนออกมาแต่กลับเป็นเพลงที่ร้องเสียงหลงออกมาแทน แขกคนสำคัญที่พ่อพูดถึงคือคุณลุงคุณป้านี่เอง เพลงกับหินมันดีดตัวลุกออกจากเก้าอี้วิ่งเข้าไปกอดทั้งสองท่านที่ยังคงยืนยิ้มส่งสายตามองมาทางผมอย่างแปลกใจ 

 

“อ้าวทำไมเพลงกับหินถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะลูก แม่กับพ่อยังคิดว่าถ้าเสร็จงานแล้วจะไปเยี่ยมลูกที่มหา’ลัยพร้อมพี่ลักษณ์” รอยยิ้มใจดีของทั้งสองท่านปรากฏให้เห็นบนใบหน้าโอบกอดไปที่ลูกชายสุดที่รักแม้แต่น้องหินเองก็ยังถูกสวมกอดด้วยความคิดถึง “หรือนี่จะเป็นเซอร์ไพรส์ที่คุณราเชนทร์พูดเอาไว้คะ” 

 

“ครับ เชิญนั่งก่อนสิครับผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาคุณประไพและสามีสักสองสามเรื่อง” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพ่อจะวางแผนพาพ่อแม่เพลงมาแบบนี้ ในขณะที่ทุกคนยกมือไหว้แขกที่เข้ามาใหม่หินมันก็รีบวิ่งไปประจบพ่อตาในทันทีที่สำคัญเดี๋ยวนี้มันสนิทกับพ่อพายุเสียยิ่งกว่าลูกแท้ ๆ เสียอีกมีดึงแขนมานั่งข้างพายุด้วย 

 

“พายุเป็นลูกชายของพี่เอง” ลุงลักษณ์หันไปกล่าวกับพ่อแม่เพลง 

 

“พ่อนะพ่อปล่อยให้คนแปลกหน้ามาลากพวกผมออกจากห้องเรียนเฉยเลย” พายุมันกอดอกบ่นออกมาอย่างหัวเสีย 

 

“ก็เห็นปกติเห็นชอบทำอะไรกันแผลง ๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไงแล้วเจ้าราเชนทร์เองก็เป็นรุ่นน้องพ่อไม่เห็นจะแปลกหน้าตรงไหนเลย” 

 

“นั่นสิพี่พายุก็จริงจังไปได้ ผมว่ามันก็สนุกดีออกเนอะพ่อเนอะ” ทั้งคู่ฉีกยิ้มพยักหน้าให้กันราวกับเพื่อนสนิท 

 

“หินมึงนี่นับวันจะติดนิสัยเสียของพ่อพี่มากเกินไปแล้วนะ” 

 

“พ่อพี่ก็พ่อผมเปล่าล่ะ?” อยู่ต่อหน้าพ่อตาแล้วพูดเพราะเชียว 

 

“พอแล้วทั้งคู่นั่นแหละวันนี้มีเรื่องสำคัญหลายอย่างที่พ่อต้องคุยกับราเชนทร์เอาไว้กลับไปแล้วค่อยว่ากันทีหลัง ว่าแต่เราสองคนจะกลับพร้อมพ่อรึเปล่า?” 

 

“กลับสิพ่อเซฟกับป้องด้วยป่านนี้คนอื่นคงเป็นห่วงกันหมดแล้วมั้งก็เล่นติดต่อใครไม่ได้เลย” 

 

ผมต้องสะดุ้งตกใจอีกครั้งเมื่อเสียงอันอ่อนโยนเอ่ยทักผมขึ้นมา 

 

“เป็นไงจ๊ะพรายสบายดีไหม?” 

 

“สบายดีครับ คุณป้ากับคุณลุงเองก็สบายนะครับ” ทั้งสองท่านยังก็ยังเหมือนเดิมพยักหน้าด้วยรอยยิ้มใจดีที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นได้ทุกครั้ง 

 

“ว่าแต่ทำไมเพลงกับพรายถึงมาอยู่ที่บ้านคุณราเชนทร์ได้ล่ะลูก” คุณป้าหันไปถามเพลงพร้อมกับมองมาที่ผมแต่ก็ถูกพ่อขัดจังหวะเสียก่อนที่ผมจะได้ตอบคำถามอะไร 

 

“ผมขอแนะนำก่อนนะครับเด็กคนนี้ลูกชายคนเล็กของผมชื่อพุฒเป็นเพื่อนสนิทของเพลงครับ” พุฒมันยกมือขึ้นมาไหว้อีกรอบตามมารยาท 

 

“ลูกคุณราเชนทร์ก็หล่อเหลาเหมือนพ่อไม่มีผิดเลยนะครับ” พ่อกระตุกยิ้มเล็กน้อยแล้วปรายตามองมาที่ผม 

 

“ส่วนพรายเป็นลูกชายคนโตของผมครับและจะเป็นคนที่สืบทอดกิจการต่อจากผมในอนาคต” เงียบกริบ! ทุกคนตรงนี้ถึงกับตัวแข็งไปตาม ๆ กันยกเว้นคุณป้ากับคุณลุงที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าคุณราเชนทร์ก็เป็นพ่อเลี้ยงของหนูพรายเหรอคะ?” ลืมไปซะสนิทเลยว่าเคยเล่าให้คุณลุงกับคุณป้าฟังเรื่องพ่อเลี้ยงไม่รู้ว่าพ่อจะโกรธผมรึเปล่า 

 

“ถึงเป็นพ่อเลี้ยงแต่ผมก็รักพรายกับพุฒเหมือนลูกในไส้ไม่ต่างจากคนอื่นหรอกครับ ไม่ว่าคนนอกหรือลูกเองจะมองผมเป็นแค่พ่อเลี้ยงแต่สำหรับผมพวกเขาคือลูกผมจริง ๆ” 

 

“พ่อผมไม่เคยมองว่าพ่อเป็นแค่พ่อเลี้ยงนะครับ พ่อน่ะดีที่สุดในโลกสำหรับผมแล้ว” ไม่รู้ว่าพุฒมันจะคิดแบบที่มันพูดจริงรึเปล่าหรือแค่อ้อนเพื่อเอาตัวรอดแต่คำที่พ่อเพิ่งพูดออกมามันกลับทำให้ผมรู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก 

 

“เด็กสองคนนี้โชคดีเหลือเกินนะครับที่มีพ่อแบบคุณ” 

 

“สำหรับเรื่องที่ผมจะคุยกับคุณทั้งคู่นอกจากเรื่องงานพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจแล้วก็ยังมีเรื่องของเพลงด้วยอีกเรื่อง” คิดไว้แล้วว่าพ่อต้องวกกลับมาที่เรื่องของเราสองคน เพลงเองก็เกร็งจนต้องเอื้อมมือมาบีบมือผมใต้โต๊ะ 

 

“ลูกชายดิฉันเหรอคะ?” 

 

“ครับ...ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าเด็กทั้งสองคนกำลังคบหากันอยู่และอีกไม่กี่ปีทั้งคู่จะต้องไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์ดังนั้นผมเลยคิดว่าหลังเรียนจบปีนี้ผมจะให้ทั้งคู่กลับมาอยู่ที่นี่แทน เพลงเป็นเด็กหัวอ่อนและยังไม่รู้จักโลกดีพอเกรงว่าคงจะเพลี่ยงพล้ำเพราะความใจอ่อนเข้าสักวัน ส่วนพรายหากมีช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอมก็ต้องฝากคุณทั้งคู่ช่วยดูแลสั่งสอนให้เขารู้จักเปิดใจไม่ระแวงคนอื่นจนมากเกินไป ผมเชื่อว่าครอบครัวของพวกคุณจะมอบความอบอุ่นให้เด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี” 

 

“แต่ดิฉันก็เห็นว่าคุณเองก็เลี้ยงพรายกับพุฒมาเป็นอย่างดีแล้วนี่คะ” 

 

“ไม่จริงหรอกครับ...ต่อให้ผมพยายามแค่ไหนก็มีช่องว่างระหว่างผมกับพรายอยู่ดี สำหรับพุฒผมเริ่มเลี้ยงเขามาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้จึงไม่แปลกที่ลูกจะกอดผมได้อย่างสนิทใจ แต่สำหรับพรายผมรับเขามาเลี้ยงก็ตอนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว ถึงพรายจะเป็นเด็กดีแต่ก็เว้นระยะห่างกับผมเสมอ ผมเองก็ไม่อยากจะฝืนใจปล่อยเลยตามเลยจนช่องว่างของพวกเรามันขยายกว้างออกไปทุกวัน” 

 

“พ่อ...” ยิ่งพูดออกมามากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกผิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมต่างหากที่คอยแต่จะทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักผม 

 

“ครอบครัวเรายินดีต้อนรับลูกพรายอยู่แล้วครับ” คุณลุงส่งยิ้มมาทางผมก่อนที่จะหันไปมองน้องชายผมอีกคน “พุฒก็เช่นกันนะปิดเทอมก็มาเที่ยวมาค้างที่บ้านพ่อได้ตลอด ส่วนเรื่องเพลงผมก็เห็นด้วยกับคุณราเชนทร์ครับยังไงรบกวนฝากสั่งสอนลูกชายผมด้วย” อ้าว! ทำไมยกลูกชายให้คนแปลกหน้าง่ายจัง 

 

“เพลงเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องธุรกิจจากคุณอาไว้ด้วยนะลูก อีกหน่อยเรียนจบแล้วจะได้กลับมาช่วยเหลือแม่เข้าใจไหม?” 

 

“ครับแม่” นี่ก็ตอบรับเร็วเกิน! 

 

“อย่างนี้ปีหน้าผมก็ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับเพลงอีกแล้วสิครับ” หินมันทำหน้าเศร้าในปากก็กำลังคาบเป็ดย่างชิ้นโต 

 

“ปีหน้าเราสองคนก็ต้องกลับมาอยู่บ้านพ่อเหมือนกัน รู้ไหมว่าพ่อเหงาจะแย่อยู่แล้วอ๋อแล้วปีหน้าอาจจะมีข่าวดีอีกเรื่องด้วยนะ” 

 

“แล้วห้องที่หอล่ะพ่อใครจะดูแล” 

 

“พ่อก็ไม่ได้บอกว่าให้ย้ายของออกมานี่ ห้องก็เก็บไว้แบบนั้นแหละเผื่อพายุกับหินอยากกลับไปนอนบ้างพ่อก็ไม่ว่าอะไร อีกอย่างเราสองคนก็ต้องไปอยู่เนเธอร์แลนด์พร้อมสองคนนั้นเหมือนกันเพราะฉะนั้นเรื่องภาษาดัตช์ พ่อจะเป็นคนสอนให้” 

 

“ผมก็ต้องไปด้วยเหรอ?” หินมันชี้มือไปที่ตัวเอง 

 

“หินอยากเรียนศิลปะต่อไม่ใช่รึไงก็ไปพร้อมพายุเลยจะได้ไม่เหงา ไปอยู่ทางนั้นมีโอกาสได้ไปชมงานศิลป์ระดับโลกอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ที่ปารีสหรือปราสาทซันตันเจโล ที่อิตาลีด้วยนะงานนี้พ่อซัปพอร์ตไม่อั้นบอกเลย” 

 

“หูยยยย รักพ่อที่สุดเลยคร๊าบบบ” หินมันซุกหัวซบไปที่แขนพ่อแบบไม่ขัดเขินเลยแม้แต่นิดเดียว “ว่าแต่แกโอเครึเปล่าเซฟที่ต้องอยู่หอคนเดียวน่ะ” 

 

“สบายมากเพราะเทอมหน้ากูก็จะย้ายออกไปอยู่กับแมงป่องเหมือนกัน” เซฟมันยกมือขึ้นมาเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งชนเข้าหากันเป็นวงกลมเพื่อบ่งบอกว่าโอเค 

 

“ในเมื่อเราทั้งสองครอบครัวตกลงกันเข้าใจดีแล้วจะเป็นอะไรไหม? ถ้าจะถ่ายรูปร่วมกัน” นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อเอ่ยปากเรื่องถ่ายรูปอย่าว่าแต่ถ่ายรูปร่วมกับครอบครัวอื่นเลยรูปในครอบครัวเรายังไม่เคยถ่ายด้วยกันแม้แต่ครั้งเดียว 

 

“มาสิพรายมาถ่ายรูปกับพ่อ” พ่อยื่นมือมาตรงหน้ามันสั่นเทาพอ ๆ กับหัวใจข้างในของผม 

 

“ไปสิครับพี่พราย โอกาสของพี่มาแล้วไปทำอย่างที่พี่อยากทำมาตลอดเถอะ” เสียงขอเพลงช่วยเตือนสติที่พร่ามัวให้แจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง สองเท้าก้าวลุกเดินเข้าหาชายตรงหน้าสอดแขนสวมกอดผ่านร่างกายกำยำ ซบหน้าปิดซ่อนน้ำตาที่กำลังซึมไหนออกมาช้า ๆ สัมผัสของนิ้วอันอ่อนโยนลูบไปตามศีรษะ 

 

มือคู่นี้เองที่เคยดึงผมออกมาจากความตายเมื่อครั้งยังเด็ก ถึงแม้ตอนนั้นมันจะจำอะไรไม่ค่อยได้แต่สัมผัสนี้ผมกลับไม่เคยลืม...กอดที่ผมอยากได้มาตลอด กอดของคนที่ผมจะเรียกว่าพ่อได้อย่างสนิทใจ 

 

หลังจากถ่ายรูปและทานอาหารร่วมกันแล้วทั้งหมดก็ต่างพากันแยกย้ายกันกลับมีเพียงกลอนกับเกื้อหนุนที่ยังขอค้างที่บ้านพ่อต่อสักคืน สุดท้ายพ่อเองก็ไม่ได้อะไรกับสองคนนั้นแม้แต่น้อยแค่บอกให้พุฒกับสองพี่น้องดูกันไปให้นานกว่านี้ ตอนนี้อาจจะรู้สึกชอบรู้สึกหลงตามแบบฉบับวัยรุ่นแต่คำว่าครอบครัวมันต้องผ่านอะไรกันอีกเยอะ แม้แต่เรื่องของผมกับเพลงเองอุปสรรคที่เราต่างพบเจอก็ยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรกของชีวิตเท่านั้น 

 

ผมขอติดรถตู้ของคุณลุงคุณป้ากลับมาที่หอพักพร้อมเพลง มาตอนนี้ผมไม่รู้สึกว่าอิจฉาเพลงเลยที่มีครอบครัวที่แสนอบอุ่น ถึงผมจะไม่รู้จักพ่อผู้ให้กำเนิด มีแม่ที่ยังทำเป็นไม่รู้จักผมอยู่... 

 

...แต่ผมยังมีพ่อเลี้ยง 

 

...มีน้องชาย 

 

...และก็มีเพลง 

 

พวกเขาต่างหากคือครอบครัวที่ผมมีอยู่จริง 

 

 

[Part Music Yotin]  

 

เผลอแป๊บเดียวสอบตัวสุดท้ายของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งก็เสร็จสิ้นเสียแล้ว วันนี้เป็นวันที่เกือบทุกคณะมีกิจกรรมอันเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาตลอดรุ่นสู่รุ่นคือในช่วงเช้าจะมีกิจกรรมการมอบสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องและแน่นอนคณะวิศวะอย่างพวกเราก็หนีไม่พ้นเกียร์ 

 

ณ หอประชุมกลางอันโอ่โถง นักศึกษาหลากหลายคณะนั่งเรียงบนเก้าอี้ยาวที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเหล่าบรรดารุ่นพี่ปีสองหลากหลายคณะต่างสลับหมุนเวียนกันขึ้นไปรับสัญลักษณ์ประจำคณะตัวเองผ่านการขานชื่อ มีทั้งเข็มกลัดเรือใบของฝั่งบริหาร จี้คทาแอสคลีเพียสของคณะแพทย์ แหวนอะตอมของคณะวิทย์ หรือแม้แต่พี่เคนก็ยังได้รับเลสข้อมือสลักลายพระสรัสวดีทรงหงส์ 

 

คณะสุดท้ายที่ผมรอคอยก็มาถึงรายชื่อของเหล่าบรรดาสิบสามตัวท็อปของคณะถูกเชิญขึ้นไปบนเวทีก่อนเป็นกลุ่มแรกและมีเพียงสามคนที่จะได้รับเกียร์ทองคำอันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการยกย่องตามการโหวตของพี่ตัวท็อปทั้งหมดและผมก็ไม่แปลกใจเลยว่าคนที่ได้รับจะเป็น พี่พายุ พี่พรายและพี่ป้อง 

 

ในขณะที่ทั้งกลุ่มเพื่อนผมและกลุ่มของไอ้หินต่างก็ตบมือยินดีไปกับพวกพี่มัน 

 

“ทำไมถึงต้องรอจนจบปีสองถึงจะได้สัญลักษณ์ประจำคณะอ่า เห็นแบบนี้กูก็อยากได้เหมือนกัน” หินมันบ่นมุบมิบมาเกือบทุกคณะเลยครับ 

 

“เขาให้ตอนจบปีสองก็ถูกแล้วไงมึง เพราะส่วนใหญ่ตามสถิติพวกที่เรียนจบปีสองได้น่ะเรียนจบเกือบทุกคนแหละ ขืนให้กันตั้งแต่ปีหนึ่งเกิดเรียนแล้วไม่ใช่แล้วไปดรอปมีหวังรกเต็มบ้านแน่” คะน้ามันว่าออกมาจนหินมันต้องเบะปาก 

 

“แกนี่โง่รึเปล่าหินเกียร์ของวิศวะน่ะทุกคนรู้ดีว่าต้องฝากเอาไว้ที่คนรักอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเตรียมคอรอได้เลย” ก้อยมันหันไปบอกอีกคน 

 

“ไปเถอะพวกมึงแยกย้ายไปเอาเสื้อช็อปที่คณะกัน กูจะได้รีบกลับไปเก็บของที่หอด้วย วันมะรืนหน้าก็ต้องกลับบ้านแล้ว” กลุ่มผมกับหินโบกมือลาแยกย้ายกลับคณะตัวเอง เป็นจังหวะเดียวกันกับเจ้าหน้าที่กำลังขนเสื้อช็อปลงมาวางบนโต๊ะ สำหรับคนที่จะรับเสื้อก็แค่ยื่นบัตรนักศึกษาจ่ายเงินลองเสื้อแล้วใส่กลับไปได้เลย 

 

ผมหยิบมือถือส่งข้อความหาพี่พรายในทันทีที่แยกจากคนอื่น 

 

Music Yotin 

พี่พรายออกจากหอประชุมรึยังครับ 

 

Phai Natee 

ออกมาแล้วเพิ่งแยกกับพวกพายุได้ไม่นาน เพลงรับเสื้อช็อปมาแล้วใช่ไหม? 

 

Music Yotin 

เรียบร้อยแล้วพี่ ว่าแต่พี่อยู่ตรงไหนเดี๋ยวผมเดินไปหา 

 

Phai Natee 

ที่ประจำของเราไง 

 

หลังจากเก็บมือถือยัดใส่กระเป๋ากางเกงผมก็รีบวิ่งไปยังบริเวณสระน้ำด้านหลังของคณะเกษตรศาสตร์ในทันที พื้นที่แถวนี้ถูกจัดสร้างเป็นสวนหย่อมขนาดย่อม ๆ ตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดถึงแม้จะไม่มีโต๊ะม้าหินให้นั่งอ่านหนังสือแบบลานกลางแต่ก็มีเก้าอี้ม้านั่งไว้สำหรับนั่งพักผ่อนอยู่หลายตัว 

 

ก้าวเดินไปยังม้านั่งด้านในมันเป็นที่ประจำของเราสองคน พี่พรายกำลังทิ้งตัวนอนราบไปกับเก้าอี้ไม้อย่างที่เคยทำมาตลอด แทรกตัวลงนั่งพร้อมกับขยับยกหัวพี่พรายมานอนบนตักผมแทน ใช้ปลายนิ้วลูบไปตามเส้นผมอย่างทะนุถนอม 

 

“เพลงอาทิตย์หน้าที่ภาคโดนบังคับให้ลงเรียนซัมเมอร์ขอโทษทีนะที่กลับไปด้วยไม่ได้” 

 

“ไม่เป็นไรพี่หยุดตั้งหลายเดือนพี่สอบเสร็จค่อยตามมาก็ได้ครับ” 

 

“ถึงกูไม่ไปด้วยตอนนี้แต่ก็จะฝากส่วนหนึ่งไว้กับมึงก่อนก้มลงมาสิ” ผมก้มตัวลงมองใบหน้าขาวของคนรัก เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่พรายยกแขนขึ้นโอบรอบคอแล้วกดผมลงมาจนริมฝีปากเราทั้งคู่สัมผัสกัน สายตาเรามองกันและกันอยู่สักครู่พี่พรายก็คล้องสายสร้อยลงมาที่คอของผม 

 

“ขอฝากหัวใจดวงนี้ให้มึงดูแลหน่อยละกันเพลง แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยย้อมหัวใจกูให้เป็นสีทองเหมือนกับเกียร์ที่อยู่บนคอมึงนั่นแหละ” 

 

“ไว้ใจได้เลยครับ ผมจะจับพี่ล้างน้ำแล้วชุบลงไปทั้งตัวเลย” 

 

“งั้นตอนนี้กูของีบสักพักก่อนละกัน” พี่พรายเริ่มหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าก่อนจะลืมตามองขึ้นอีกครั้ง “นอนไม่หลับอะมึงช่วยจับมือกูเอาไว้หน่อยสิ” 

 

ก็นั่นแหละครับเกือบทุกครั้งที่พี่พรายแอบมานอนตรงนี้ก็ต้องขอให้ผมคอยจับมือเอาไว้อยู่เสมอและเราก็คงจะจับมือกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป 

 

................END................ 

 

จบไปแล้วสำหรับเพลงพรายนักเขียนที่แรกตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องสั้นไม่กี่ตอนแต่ทำไมกลับกลายเป็นเรื่องยาวก็ไม่รู้ 

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านสำหรับกำลังใจที่ให้มา ยังมีตอนพิเศษที่ผมยังไม่ได้เอามาลงให้อ่านสองจิตสองใจว่าจะไปลงในรูปหนังสือดีรึเปล่าแต่ไม่ว่ายังไงสำหรับเพลงพรายผมก็ถือว่าจบสมบูรณ์ไปแล้วในตอนนี้ครับ 

 

อากาศเริ่มหนาวระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ...รัก จากนักเขียนฝึกหัดคนนี้ 

ความคิดเห็น