email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 116

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2563 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

พ่อพระของบรรดานิสิตสาขาวิชาภาษาอิตาเลียนแต้มยิ้มแห่งความภูมิใจไว้บนมุมปากของตน ตลอดเวลาที่ต้นสายจากแดนไกลละล่ำละลักบอกเล่าเหตุการณ์ในห้องสอบให้ฟังเป็นฉากๆ ดีใจที่ลูกศิษย์สอบได้ระดับชั้นสูงเกินคาดก็ส่วนหนึ่ง แต่ความรู้สึกดังกล่าวก็นับว่าน้อยนัก หากเทียบกับความโล่งอกโล่งใจที่เห็นเธอสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ว่องไวและมีความสุข

“ยินดีด้วยนะจ๊ะ อลิสา หนูทำได้ดีทีเดียว ครูล่ะปลาบปลื้มในตัวหนูมาก” ครูวัฒน์ให้ศีลให้พร “ครูขอให้หนูโชคดีและพบเจอแต่สิ่งดีๆตลอดสองเดือนจากนี้นะ ถ้าต้องการความช่วยเหลือใดๆก็โทรหาครูได้เสมอ” 

“ขอบคุณมากค่ะครู” อลิสาตอบเสียงชัดแจ๋วจนนิสิตคู่รักชาวจีนที่กำลังเดินควงแขนสวนไปหันขวับมามองด้วยความสนเท่ห์ต่อภาษาที่ได้ยิน 

“เอ้อ แล้วมือถือหนูที่ลืมไว้ที่โรมล่ะ เป็นไงแล้ว” ปลายสายนึกขึ้นได้ 

“หนูเพิ่งอีเมลไปหาโรงแรมเมื่อคืนนี้ค่ะ แต่เหมือนเขายังไม่ตอบ” เธอตอบอย่างไม่สู้จะมั่นใจนักว่าวิธีการนั้นจะได้ผลหรือเปล่า 

“งั้นเหรอ แต่ยังไงครูก็เชื่อว่ามันยังอยู่ที่นั่นนะ อย่าเพิ่งถอดใจแล้วกัน อีกเดี๋ยวเขาก็คงตอบมาเองแหละจ้ะ อดทนไปก่อนนะ” 

เด็กสาวฝืนยิ้มพลางถอนใจเบาๆ อยากบอกครูเหลือเกินว่าที่ผ่านมาเธอเองก็คอยภาวนาเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ลึกๆจะไม่กล้าตั้งความหวังกับประเทศนี้ที่มีชื่อเสียด้านมิจฉาชีพมากเป็นลำดับแรกๆของทวีปยุโรปก็เถอะ 

ครูวัฒน์เงียบไปครู่ใหญ่ๆ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตอนนี้หนูอยู่กับปัจจุบันก่อนดีกว่า ได้บัตรนิสิตของที่นี่แล้วหรือยัง”  

“เพิ่งทำเสร็จตะกี้นี้เองค่ะ” อลิสารายงานพร้อมกับพลิกดูบัตรประจำตัวนิสิตสีขาว ติดรูปถ่ายของเธอที่มุมล่าง ซึ่งเธอถือติดมือตั้งแต่ได้มันมา 

“ดีเลย เย็นวันนี้หนูก็ไปหาซื้อหนังสือเรียนชั้น B2 จากร้านหนังสือในเมืองได้เลย ถ้ามีบัตรนิสิตแล้วจะได้ส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์จากร้าน แต่ก่อนจะไปซื้อ หนูอย่าลืมไปโอนเงินจ่ายค่าเรียนที่เหลือที่แบงก์ก่อนนะ”  

“อะไรนะคะ จ่ายค่าเรียนเหรอ” ลูกศิษย์ทวนคำถามอย่างไม่เข้าใจ 

“อือ ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ” 

“แต่หนูก็จ่ายตั้งแต่ตอนอยู่ไทยแล้วนี่คะ” เธอพยายามรื้อความจำอันแสนสั้นของตนเอง เธอยังจำได้ดีถึงตอนที่แม่ไปโอนเงินให้ที่ธนาคารใกล้บ้าน 

“พูดอย่างนี้รู้เลยว่าตอนยังอยู่บ้านไม่ได้จ่ายเงินเอง” ครูวัฒน์หัวเราะขันๆ “เงินที่หนูจ่ายตอนก่อนจะมาน่ะ มันเป็นแค่เงินมัดจำล่วงหน้าจ้ะ ในข้อตกลงเขาก็เขียนไว้แล้วไงว่าก่อนเริ่มคอร์สให้ไปจ่ายส่วนที่เหลืออีกรอบ” 

“อ๋อ นึกออกแล้วค่ะ” อลิสาระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความสมเพชตัวเอง อดคิดไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงได้ขี้หลงขี้ลืมเป็นยายแก่ถึงเพียงนี้ 

“นึกออกแล้วก็รีบไปจ่ายเงินซะนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาไม่ให้เรียน” สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่อ่อนกำลังพรากเสียงปลายสายจากกรุงเทพไปชั่วขณะหนึ่ง “ครูมีสอนต่อ ขอหยุดคุยแค่นี้ก่อนนะ...เรียนให้สนุก ไปเที่ยวบ้างอะไรบ้างก็ได้ อ้อ แล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปไว้แต่วันแรกๆนะจ๊ะ ถ้าอยู่นานไปหนูจะเริ่มรู้สึกชินกับเซียน่าจนมองว่าที่นั่นไม่สวยแล้ว ฉะนั้นรีบถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเร็วเถอะจ้ะ” 

“ได้เลยค่ะครูวัฒน์ หนูจะทำตามที่ครูบอกนะคะ สวัสดีค่ะ”  

อลิสา บุญประยูร รับปากอย่างมุ่งหมายเฉพาะเรื่องจ่ายค่าเล่าเรียนเพียงเท่านั้น ไม่ได้นึกไปถึงเรื่องถ่ายรูปที่ผู้สอนทิ้งท้าย ด้วยคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญต่อการเรียนหรือใช้ชีวิตในเมืองเล็กแห่งนี้เลย 

 

ราวครึ่งชั่วโมงให้หลัง นิสิตหญิงสัญชาติไทยก็มาถึงธนาคารมอนเต เดย์ ปาสคี สาขาที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุด ระหว่างการสื่อสารกับพนักงานธนาคารแห่งนั้น เธออาศัยสองมือช่วยชี้โบ๊ชี้เบ๊ประกอบการพูดที่ยังติดๆขัดๆ ขณะที่คู่สนทนาก็รับฟังเธอด้วยความตั้งใจ ไม่นานธุรกรรมของเธอก็เสร็จลุล่วง

อลิสาก้าวเท้าฉับไวออกจากธนาคารสู่บาทวิถีที่โรยรายด้วยเศษใบไม้ร่วง ด้วยว่าโล่งใจที่การบากหน้าเข้าธนาคารในต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น เธอจึงพลอยชะล่าใจ ลืมรูดซิปกระเป๋าถือ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แว่วเสียงเอะอะมะเทิ่งจากใครสักคนที่เธอเพิ่งเดินผ่านหน้าไป 

“สคูซี่ ซิญญอรีนา”  

หางตาของสาวผิวแทนเหลือบมองอย่างระแวงภัย พบชายวัยกลางคนตัวอ้วนลงพุง ไว้หนวดหนา ใส่หมวกเบเรต์ กำลังยืนชี้มือไปที่พื้น 

“ขอโทษนะครับ คุณผู้หญิง” แกเหยียดนิ้วมือนั้นไปใกล้ตำแหน่งเป้าหมายยิ่งขึ้น “คุณทำของสำคัญตกตรงนี้แน่ะ” 

พออลิสามองตามมือข้างนั้นไป เธอจึงได้เห็นว่าบัตรเดบิตของตนตกลงไปอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ริมถนน รายรอบด้วยใบไม้ที่หล่นกล่นเกลื่อน 

“อุ๊ย! กรัซซีเย มิลเล - ขอบคุณมากเลยนะคะ” 

“เปรโก - ด้วยความยินดี” คนใจบุญกล่าวรับและเดินจากไปหน้าตาเฉย ไม่ได้เหลียวกลับมามองเธอที่ผลุบผลับก้มลงเก็บของสำคัญของตน 

อลิสาหน้าม้านด้วยความรู้สึกยากจะกล่าว เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เธอโมโหตัวเองที่ประมาทเลินเล่อไม่รู้จักเลิก ทว่าขณะเดียวกันเธอก็ยังยิ้มได้ เมื่อพบว่าบนแผ่นดินรองเท้าบู๊ตซึ่งลือชื่อเรื่องขโมยขโจรเป็นแห่งนี้ก็ยังมีคนดีมาช่วยสงเคราะห์อุปถัมภ์เธอในยามคับขันอยู่…ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเกิดเปลี่ยนจากคุณลุงคนนั้นเป็นพวกที่คิดไม่ซื่อแล้วไซร้ จะเกิดอะไรขึ้นกับบัตรเดบิตใบนี้ต่อไป 

“ลองนึกดูสิ ถ้าเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่เมืองใหญ่ๆอย่างฟลอเรนซ์ โรม หรือมิลาน มันจะเป็นยังไงไปแล้ว” 

 มีเสียงพูดขึ้นใกล้ๆ ซึ่งเผอิญว่าเธอแปลออกทั้งหมดเลยด้วยสิ 

“ฉันบอกเลยว่าคนเก็บได้มันเอาไปรูดใช้เองสบายเฉิบแล้ว แต่เรื่องแบบนั้นย่อมไม่เกิดในเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในอิตาลีอย่างเซียน่า” 

“นี่คุณ” อลิสาทะลึ่งกายขึ้นด้วยความไม่พอใจในสิ่งที่ฝ่ายนั้นพล่ามออกมา พลันเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหน้าคนพูดชัด “...มัตเตโอ” 

“เชา” หนุ่มผมฟูทักทาย น้ำเสียงฟังดูเป็นกันเองมากขึ้น 

“ตรงนี้...ทำ...คุณ...มาทำ...” อยู่ๆเด็กสาวก็เรียบเรียงคำถามไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น มันสมองที่ใช้ในการผันไวยากรณ์เหมือนจะตื้อไปกะทันหัน ยามที่นัยน์ตาสีฟ้าเขียวเพ่งเขม็งมายังใบหน้าคล้ำแดดของเธอ 

“ถ้าเธอจะถามว่าฉันมาทำอะไรล่ะก็ ฉันก็จะตอบว่ามาหาเธอน่ะแหละ” คนอายุมากกว่าเล็กน้อยดักคอเหมือนเดาใจชาวต่างชาติออก แต่เขาไม่น่าจะรู้หรอกว่าคำตอบนั้นทำคนฟังใจสั่นพึ่บพั่บผิดจังหวะ 

“คุณว่ามาหาใครนะคะ” อลิสาไม่แน่ใจว่าตอนฟังถูกไหม 

“เธอ” มัตเตโอย้ำคำเสียงหนักแน่น อุ้งมือที่กุมของบางอย่างแบออกขณะยื่นมาหาเธอ อวดกุญแจห้องใหม่ถอดด้ามทอประกายแวววาวกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย “ทางหอพักเพิ่งปั๊มกุญแจใหม่มาให้ เขาใช้ให้ฉันเอามาให้เธอ” 

“อ๋อ...” สาวไทยลากเสียงยาว “ขอบคุณ...คุณมากเลยนะคะ ถ้าไม่ได้...คุณ...ช่วยไว้เมื่อคืน ฉันคงไม่ได้เข้าห้องตัวเองแล้ว” 

อลิสาไม่เคยรู้สึกกระดากปากกับการใช้สรรพนามบุรุษที่สองอย่างสุภาพเท่าตอนอยู่ที่นี่มาก่อน โดยธรรมชาติของภาษาอิตาเลียนจะมีสรรพนามบุรุษที่สองสองคำ คือ ‘เธอ’ ซึ่งเป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการ กับ ‘คุณ’ ที่ใช้เพื่อความสุภาพและเป็นทางการ การใช้สรรพนาม ‘เธอ’ นั้นมีหลักการที่ง่ายกว่า ‘คุณ’ อักโข ตอนอยู่เมืองไทย อลิสาก็ใช้แต่ ‘เธอ’ กับครูเจ้าของภาษา จนใช้ ‘คุณ’ แทบไม่เป็น 

คิดได้ดังนั้น นิสิตใหม่จึงลองขออนุญาตดู “ขอโทษนะมัตเตโอ คุณจะว่าอะไรฉันมั้ย ถ้าฉันจะขอเรียกคุณว่า ‘เธอ’ แทน”   

คนดูแลหอพักเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก็เอาสิ ฉันไม่ห้ามเธออยู่แล้ว” 

เป็นอันว่าได้สินะ ตอบมาง่ายๆแค่นี้ก็จบแล้วไหม เธอถามตัวเอง 

“เธอคงเพิ่งจ่ายค่าเรียนเสร็จ” มัตเตโอประเมินจากสิ่งที่เขาเห็น 

“ซิ” อลิสาพยักหน้า “ฉันต้องไปซื้อหนังสือเรียนในเมืองต่อ เธอพอจะบอกฉันได้ไหมว่าร้านหนังสือในเมืองนี้มีอยู่ที่ไหนบ้าง” 

หนุ่มอิตาเลียนทำหน้าครุ่นคิด ก่อนกวักมือเข้าหาตัวเอง 

“ตามฉันมาสิ” เขาบอกแกมสั่งพลางก้าวเท้าไปจากที่นั่น ซึ่งฝ่ายคนร้องขอก็เผลอตัวเดินตามไปโดยไม่ทันได้ตริตรองอะไรทั้งสิ้น! 

 

เฉกเช่นเดียวกับเมืองโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกลางแห่งอื่นๆในอิตาลี บริเวณใจกลางเมืองหรือที่เรียกสั้นๆว่า ‘เชนโตร’ ของเซียน่าถูกโอบล้อมไว้ด้วยกำแพงอิฐสูงอายุนับพันปี ตัดขาดระหว่างเขตเมืองเก่าซึ่งอยู่ในอาณาเขตของกำแพงนั้น กับเขตเมืองใหม่ที่สร้างขยายต่อเติมภายนอกกำแพง

“มหาวิทยาลัยส่วนที่เธอเรียนตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ถือเป็นเขตเมืองใหม่ ส่วนหอพักของเธออยู่ในกำแพง ถือเป็นเขตเมืองเก่า” มัตเตโอสาธยายระหว่างเดินนำคู่สนทนาผ่านปอร์ตา คามอลเลีย อันเป็นประตูเมืองฝั่งที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟและมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติมากที่สุด 

“อย่างนี้นี่เอง” อลิสาเหม่อมองทัศนียภาพที่ตึกแถวสมัยใหม่ถูกกลืนไปด้วยตึกเก่าสีทึมแบบยุคกลาง กำแพงเมืองที่นี่สูงราวตึกสี่ชั้นเห็นจะได้ ทำหน้าที่ดุจเส้นคั่นแบ่งยุคสมัยและความเจริญอยู่กลายๆ 

“หัดเดินแถวนี้ให้ชิน เพราะเธอยังต้องใช้เส้นทางนี้อีกนาน” 

“ฉันเคยผ่านมาสองสามครั้งแล้วล่ะค่ะ” นิสิตสาวเปลี่ยนเรื่องถาม “แล้วทำไมเธอถึงได้ลำบากเอากุญแจมาให้ฉันล่ะมัตเตโอ ที่จริงเธอฝากไว้ที่ล็อบบี้หอพัก รอให้เย็นนี้ฉันกลับไปรับเองก็ได้ไม่ใช่หรือคะ” 

ชายหนุ่มปิดปากเงียบอย่างคิดหาคำอธิบาย  

“ฉันผ่านมาทางนี้พอดี เห็นหน้าตาคุ้นๆเดินออกมาจากธนาคาร เลยไปดักรอเจอ ก็ปรากฏว่าใช่เธอจริงๆด้วย” 

“อ๋อ” อลิสาเอออวย เธอคงไม่เชื่อเขาหากที่นี่เป็นกรุงโรมหรือกรุงเทพที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีประชากรเรือนล้าน แต่เพราะมันคือเซียน่าซึ่งแคบชนิดเดินได้ทั่วเมืองภายในวันเดียว โอกาสจะพบกันโดยบังเอิญย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น 

“แต่นั่นก็แสดงว่าเธอนี่ช่างสังเกตเหมือนกันนะ ถึงมองเห็นฉันได้เนี่ย” เธอพูดลอยๆอย่างจะหยอกคนดูแลหอพักเล่น ทว่าสิ่งที่เธอคิดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เขานิ่งไปห้วงอึดใจยาวๆ กว่าจะเดินต่อและโต้ตอบกับเธอได้  

“นิสิตหน้าตาผิวพรรณอย่างเธอหายาก ส่วนใหญ่นิสิตเอเชียที่นี่มีแต่ขาวๆอย่างคนจีน ไม่งั้นก็ผิวคล้ำดำปื๋อแบบคนแอฟริกันไปเลย” 

“นี่เธอหาว่าฉันตัวดำงั้นหรือ” อลิสาขึ้นเสียงใส่ด้วยความลืมตัวด้วยคำพูดนั้นไปจี้โดนปมด้อยเธอเข้า ต่อเมื่อนึกได้ว่าที่เขากล่าวมาก็เป็นความจริง เพราะตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอเจอแต่คนเอเชียตะวันออกหน้าตาตี๋ๆหมวยๆเต็มไปหมด เธอจึงยอมสงบอารมณ์ลง “แต่ก็จริงของเธอ ฉันดูไม่เหมือนใครที่นี่เลยสักคน” 

“เป็นเรื่องดี เพราะแบบนี้เธอเลยดูโดดเด่น คนอื่นก็จะจำเธอได้ง่าย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนเธอแปลความหมายไม่ถูก 

“อาจจะไม่ดีก็ได้นะ ฉันไม่ค่อยอยากให้ใครจำฉันได้นักหรอก” เด็กสาวหัวเราะแหยๆ ใจเต้นแรงอีกคราเมื่อร่างกายเผลอสัมผัสโดนกัน 

“อย่างน้อยก็มีฉันคนหนึ่งที่จำเธอได้...” มัตเตโอทำท่าจะพูดอะไรต่อ กระทั่งได้เห็นสีหน้าท่าทางของเธอในตอนนั้น เขาจึงปิดปากตัวเองเสีย 

หนุ่มสาวต่างเชื้อชาติเดินเคียงกันมาถึงจัตุรัสซาลิมเบนีอันเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์บาทหลวงบันดีนี่ที่ยืนตระหง่านให้นักท่องเที่ยวบันทึกภาพอยู่ 

“เธอน่าจะได้ผ่านมาแถวนี้บ้างแล้วใช่ไหม อาลิซ่า” ชายหนุ่มเป็นผู้ทำลายความอึดอัดของภวังค์แห่งความเงียบนั้นลง   

“ค...เคยแล้วค่ะ” อลิสาตอบไม่เต็มเสียง ตามองคนถามได้ไม่นาน ก็เสมองไปยังรูปปั้นของบาทหลวงนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งก้มมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาขรึมๆ ทันใดเธอก็นึกได้ว่าข้างๆอนุสาวรีย์นี้ยังมีรูปปั้นแม่หมาป่ากับเด็กแบบเดียวกับที่เคยเห็นที่โรมอยู่ “มัตเตโอคะ ฉันมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับที่นี่นิดหน่อย” 

“เรื่องอะไรหรือ”  

“ฉันสงสัยว่าทำไมรูปปั้นแม่หมาป่าให้นมเด็กแฝดถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ในเมื่อมันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม” เธอไม่ลืมชี้นิ้วประกอบคำถามด้วย 

“แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่านอกจากรูปนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของโรมแล้ว มันก็เป็นสัญลักษณ์ของเซียน่าด้วยเหมือนกัน” มัตเตโอตั้งคำถามกลับ 

“เธอหมายความว่ายังไงนะ” เด็กสาวส่งสายตางุนงง 

“เซียน่าและโรมมีบรรพบุรุษเดียวกัน คือคู่แฝดโรมิวลุสและรีมัส” หนุ่มหน้าตาดีทำเสียงเหมือนเล่านิทาน “ตาของพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ถูกน้องชายแท้ๆก่อกบฏ ทั้งสองคนถูกจับทิ้งแม่น้ำไทเบอร์ตั้งแต่แรกเกิดพร้อมกับผู้เป็นแม่ชื่อ เรห์ ซิลเวีย ตัวนางจมน้ำตาย แต่ลูกๆรอดชีวิตมาได้เพราะมีแม่หมาป่าตัวหนึ่งมาช่วยเอาไว้ และให้นมประทังชีวิต เมื่อพวกเขาโตขึ้นก็ทวงบัลลังก์คืนให้ตาของพวกตนได้ แต่พวกเขาก็แก่งแย่งกันสร้างเมืองใหม่ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กันและกันจนถึงขั้นทะเลาะวิวาท โรมิวลุสพลั้งมือฆ่ารีมัสตาย เหตุนี้จึงมีคำกล่าวกันว่ากรุงโรมที่ตั้งชื่อตามโรมิวลุสจึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเลือดเนื้อของแฝดอีกคนที่หลั่งรดลงดิน” 

อลิสาทำหน้าเสียวไส้กับตำนานที่ตนได้ยิน 

“แล้วเซียน่าล่ะคะ เกิดขึ้นมาได้ยังไง” 

“เซียน่าเกิดทีหลังโรม พอรีมัสตายลงด้วยน้ำมือของคู่แฝด บุตรชายทั้งสองของเขาที่ชื่อเซนิอุสกับอัสคีอุสก็พากันควบม้าคนละตัวหนีจากกรุงโรมไปสร้างเมืองใหม่ ตำนานเล่าว่าสองพี่น้องได้นำรูปปั้นหมาป่านี้ติดตัวมาด้วย ส่วนม้าที่พวกเขาขี่นั้นตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวหนึ่งสีดำ ชื่อเมืองเซียน่ามีที่มาจากชื่อเซนิอุส ส่วนสีขาวและดำของม้าทั้งสองตัวได้กลายมาเป็นสีประจำเมืองเซียน่า” 

“อย่างนี้เองหรือ ถึงว่า ทำไมฉันถึงได้เห็นรูปปั้นนี้ทั้งที่โรมแล้วก็ที่นี่ด้วย ส่วนตราสัญลักษณ์ประจำเมืองเซียน่าที่เธอพูดถึง ก็คือตรารูปโล่ที่ครึ่งบนเป็นสีขาว ครึ่งล่างเป็นสีดำใช่มั้ยคะ” เธอถามหลังจากที่ไล่เรียงความจำตัวเองเสร็จ 

“ซิ” มัตเตโอผงกศีรษะ “รู้สึกยังไงกับตำนานนี้บ้างล่ะ” 

“ฉันรู้สึกสงสารชะตากรรมของเด็กทั้งสองคนอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็งงด้วยว่าแม่หมาป่าจะมาให้นมลูกคนได้ยังไงกัน” อลิสาออกความเห็นกลั้วเสียงหัวเราะ “แต่อย่างว่า ก็ตำนานนี่นะ มันไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว” 

“แต่ก่อนที่ตำนานจะถูกแต่งเติมขึ้นมาได้ มันก็มักจะมีต้นเค้ามาจากชีวิตจริงอยู่ดี” ชายหนุ่มกล่าวแย้ง “หลายคนพูดกันว่าแม่หมาป่านั้นอาจจะไม่ใช่แม่หมาป่าจริงๆ เพราะคำว่าแม่หมาป่ายังเป็นสแลงสื่อถึงโสเภณีได้ด้วย เลยเป็นไปได้ว่าผู้หญิงที่เลี้ยงดูคู่แฝดในวัยเยาว์อาจจะเป็นโสเภณี แต่จะเขียนเล่าตำนานว่าโตมาด้วยน้ำมือหญิงขายบริการอาจดูไม่งามเท่าไหร่ เลยดัดแปลงเป็นหมาป่าไปแทน” 

“งั้นเหรอคะ” เด็กสาวเอียงคอทำท่าขบคิด “ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ยังรู้สึกเวทนาชะตาชีวิตของโรมิวลุสกับรีมัสอยู่ดี คนอะไรจะโชคร้ายขนาดนี้ เกิดมาคนรอบข้างก็ไม่ยอมรับ ต้องถูกขับไล่จากบ้านเกิดตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ความ แม่ก็มาตายแต่เล็ก ยังไม่ทันได้รับความอบอุ่นจากแม่เลย” 

ถ้อยคำรำพึงรำพันของอลิสาเป็นเสมือนคมหอกที่ปักลึกลงในพื้นที่หัวใจส่วนที่เปราะบางที่สุดของมัตเตโอโดยที่เธอไม่แม้แต่จะนึกคิด คนท้องที่เชิดหน้าขึ้นอย่างจะระงับความรู้สึกไม่สู้ดีที่แล่นริ้วขึ้นมาจากอก ก่อนเปรยขึ้นเบาๆ 

“ฉันอาจจะโชคดีกว่าสองคนนี้นิดหน่อย ที่ยังพอได้โตมาในความดูแลของแม่ ไม่ใช่ใครหน้าไหนไม่รู้ แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างกับพวกเขาสักเท่าไหร่นัก” เขาพูดฉับไวจนสาวชาวต่างชาติฟังไม่ทัน จากนั้นจึงย่ำเดินไปข้างหน้าโดยไม่รีรอเธอที่ยังยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วของเขาอยู่   

ความคิดเห็น