Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 22

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 674

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2563 17:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 22
แบบอักษร

22

             “รอแป๊บนะครับ” 

             นาคากุจิจูงเด็กหญิงยืนหน้าห้องอพาร์ทเม้นต์เก่าๆ ตามคำสั่งของรุ่นน้องที่หายเข้าไปในห้องคนเดียว หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงโครมครามพักใหญ่ ในที่สุดก็อดใจไม่ไหวดึงประตูเปิดดู แล้วก็โดนโยนหมอนฟาดหน้าจนเกือบลงไปน็อค

             “บอกว่าไม่ให้เปิดจนกว่าจะเรียกไง!”

             “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว...” ฉันเป็นรุ่นพี่นายนะเว้ย! // นาคากุจิ  

          ปากว่า มือก็ยกขึ้นมาเป็นทำนองบอกให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ จูงเด็กหญิงก้าวเข้าไปเหมือนในหนังสงคราม ก็ยังดีที่ยะจิมะไม่ได้ปาข้าวของอะไรมาเพิ่ม เอาจริงๆ เท่าที่ปราดตาดู ห้องก็ไม่ได้รกขนาดนั้นนี่หว่า ไม่เห็นจะต้องโหดใส่ขนาดนี้เลย มันก็ปกติตามประสาห้องชายโสดอยู่คนเดียวที่มักเต็มไปด้วยพวก...

             สินค้าแฮมสเตอร์...??? 

             นาคากุจินิ่งอึ้ง มองเจ้าของห้องที่พยายามเก็บๆ ของโยนเข้าไปในตู้ก็แล้ว แต่คงไม่สามารถซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เต็มไปด้วยหน้าแฮมสเตอร์จากแขกได้หมดภายในช่วงเวลาอันสั้นอย่างนี้ได้ ก็เลยถอดใจไปลากเอาเบาะลายแฮมสเตอร์มาวางให้นั่งแทน...

             นาคากุจิยกหมอนที่ปามาเข้ามือเมื่อกี้ขึ้นดู สบตากับลูกตากลมโตใสแป๋ว แถมยังมีริบบิ้นสีแดงผูกกลางหัว

             ฮะ... แฮมปิโกะ... 

             “ว้าย แฮมสเตอร์เต็มเลย~” มิสุเอะยิ้มกว้าง กระโดดขึ้นเตียงไปจับตุ๊กตาครอบครัวแฮมสเตอร์ที่วางเรียงกันบนมาเล่น นาคากุจิได้แต่ยืนเงียบ เกือบหลบไม่ทันตอนที่เจ้าของห้องหยิบกรงแฮมสเตอร์จากบนตู้มาวางบนโต๊ะให้เด็กหญิงดูพลางเรียก

             “มิสุเอะจัง นี่ไงแฮมสเตอร์”

             “ไหนๆ ชื่ออะไรคะ?” เด็กหญิงกระโดดลงจากเตียงทันที ยื่นหน้าไปดู

             “นิคกี้” ยะจิมะยิ้มตอบ หยิบถุงเมล็ดทานตะวันมาเปิด แล้วก็กำขึ้นมาห้าหกเม็ด “มิสุเอะจังลองให้เมล็ดทานตะวันดูไหม?”

             เด็กหญิงหันไปกรี๊ดกร๊าด แบมือรับเมล็ดทานตะวันที่ยะจิมะส่งให้ไปยื่นให้มันทันที ตอนแรกก็เหมือนจะกล้าๆ กลัวๆ แต่พอเจ้าแฮมตัวอ้วนรับจากมือไปยัดใส่กระพุ้งแก้มก็หัวเราะชอบใจ ขอเพิ่ม

             นาคากุจิมองซ้ายขวาแล้วนั่งลง ก็สมกับที่เจ้าของห้องเองยอมถอดใจกับการเก็บซ่อนไอ้ของพวกนี้ไปแล้วเพราะมีตั้งแต่แปรงสีฟันยันหมอนข้าง นี่คิดว่าจะขอเวลาแล้วซ่อนไอ้พวกนี้ให้หมดก่อนจะเปิดให้เขาเข้าไปจริงๆ อะนะ น่าจะต้องใช้เวลาถึงเช้าเลยนะเว้ย แต่บอกตามตรงว่าก็โคตรแปลกใหม่... เกิดมาก็เพิ่งจะเคยไปห้องเพื่อนผู้ชายที่มีรูปโปสเตอร์แฮมปิโกะแปะข้างฝา แทนที่จะเป็นไอดอลสาวตระกูล48 อะไรเทือกๆ นั้น

             “นี่นายชอบแฮมปิโกะขนาดนี้เลยเหรอ...”

             “ก็ไม่ใช่ว่าต้องเป็นแฮมปิโกะหรอกครับ” ยะจิมะตอบโดยไม่มองหน้า ยื่นมือไปช้อนเจ้าตัวอ้วนกลมออกมาให้มิสุเอะจับ “คือแค่ชอบแฮมสเตอร์เฉยๆ ตอนแรกก็ไม่ได้สะสมอะไรขนาดนี้ แต่พอเริ่มเลี้ยงแฮมสเตอร์ตัวแรก จะซื้ออะไรก็กลายเป็นเลือกลายแฮมสเตอร์มาแบบไม่รู้ตัว แล้วพอมีอนิเมะแฮมแฮมวันเดอร์แลนด์ก็เลยตามดูเพราะว่าชอบแฮมสเตอร์อยู่แล้วเฉยๆ...”

             อธิบายหน้านิ่งขนาดนั้น แต่มันโคตรไม่น่าเชื่อถือเลยนะเว้ย โดยเฉพาะ เมื่อบนเตียงมีตุ๊กตาจากเรื่องแฮมปิโกะเป็นครอบครัวขนาดนั้น // นาคากุจิ 

             “ค่อยยังชั่วหน่อย ที่นายก็มีมุมแบบนี้เหมือนกันแฮะ”

             ยะจิมะเหลือบมอง วางแฮมสเตอร์กลับไปในกรงแล้วปล่อยเด็กหญิงนั่งมองตาเป็นประกายต่อ

             “คิดว่าเป็นคนยังไงละครับ” ยะจิมะถามกลับ ลุกขึ้นเดินไปตรงครัวเล็กๆ ที่มีเตาแก๊สตัวเดียว เปิดน้ำใส่กาแล้วก็เปิดแก๊ส

             “ก็นายดูเป็นคนเอาการเอางานไง แต่ไม่ค่อยแสดงตัวตนออกมาเท่าไหร่ นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเวลาอยู่บ้านทำอะไร”

             มือที่กำลังเทกาแฟสำเร็จรูปใส่แก้วชะงัก หัวเราะเบาๆ

             “รุ่นพี่นาคากุจิดูเป็นพวกขี้เหงา อยู่บ้านนั่งดูหนังคนเดียวต้องร้องไห้แน่ๆ”

             “...”

             “เดาถูกด้วยเหรอ...”

             “ไม่ถึงขนาดนั้นเว้ย!” นาคากุจิเถียง เอามือชี้ๆ ตุ๊กตาบนเตียง “นายก็ขี้เหงาถูกมะ ถึงได้ต้องมีของพวกนี้เต็มไปหมดขนาดนี้ นายเหงาไม่กล้านอนคนเดียวละสิท่า กลางคืนเปิดไฟนอนด้วยหรือเปล่า?”

             “ปิดครับ” ยะจิมะมองค้อน ยิ้มอ่อน “ขี้เหงากับยึดติดไม่เหมือนกันนะครับ ก็แค่เป็นคนชอบยึดติดกับอะไรบางอย่างเพื่อความสบายใจเท่านั้นแหละ เลิกได้ก็ไปต่อ” รุ่นน้องรอจนน้ำเดือด เทใส่แก้วแล้วเอาช้อนคนนิดๆ เดินเอาไปวางให้ที่โต๊ะ

             “หมายถึงยึดติดกับสินค้าพวกนี้น่ะเหรอ?”

             “คงงั้นมั้ง ต้องมีอะไรให้ยึดติดสักอย่างถึงจะสบายใจ” ยะจิมะตอบเรียบๆ ยกกาแฟจิบ “ที่เริ่มสะสมของพวกนี้ก็น่าจะเพราะอย่างนั้นละมั้งครับ ถูกบังคับให้เลิกจากของที่ยึดติด ก็เลยไม่มีอะไรเหลือนอกจากของพวกนี้”

             นาคากุจิมองเงียบๆ ตอนแรกก็ไม่ได้กะจะถาม แต่นั่งฟังเฉยๆ แล้วก็อดไม่ได้

             “อะไรล่ะ? มีของอะไรที่ถูกบังคับให้เลิกยึดติดได้ด้วยเหรอ?”

             “แฟนเก่า”

             ยะจิมะตอบพลางเหลือบมอง นาคากุจิดูมีปฏิกิริยาขึ้นมานิดๆ

             “ฟะ... แฟนเก่า? สมัยเรียนน่ะเหรอ”

             “ครับ เป็นรุ่นพี่ผมปีนึง จบการศึกษาไปก่อนก็เลยเลิกกันไป คบกันถึงช่วงก่อนที่ผมจะไปอินเทิร์นที่บริษัทนั่นแหละ รุ่นพี่เป็นคนขอเลิกน่ะนะ”

             ก็เมื่อไม่นานมานี้เองดิ!! // นาคากุจิ 

             “เอ่อ... แล้วเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้...” หยุดคำถามไว้แค่นั้นเพราะยะจิมะตวัดตามอง เอาจริงๆ นะ ก็ไม่เคยคิดว่าหน้าตาท่าทางอย่างหมอนี่จะไม่เคยมีแฟนหรอก และไม่ควรจะแปลกใจด้วย แต่พอได้ยินจากปากแบบนี้แล้วทำไมถึงได้รู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ

             ว่าแต่มันใช้คำว่า `ยึดติด` เลยนะเมื่อกี้... หมายความว่าความสัมพันธ์ กับแฟนเก่าก็คือในระดับที่ไม่ธรรมดา ก็ดูเลเวลที่มันกว้านซื้อสินค้าแฮมสเตอร์พวกนี้ดิ นี่ฉันควรกลัวหรือปวดใจวะ

             “โดนว่าตลอดน่ะครับ ว่าไปติดเขามากเกินไป เป็นประเภทคบกับใครแล้วให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์มากเกินไปน่ะครับ ฮะ ฮะ” ถึงหัวเราะก็ฟังไม่เหมือนว่ากำลังหัวเราะเท่าไหร่ แถมยังมองแฮมสเตอร์ในกรงแล้วยิ้มอ่อน “ก็เริ่มเลี้ยงแฮมสเตอร์เพราะอย่างนี้ด้วยแหละครับ จะได้ไม่เอาเวลาไปยุ่งวุ่นวายกับอีกฝ่ายมากเกินไป”

             คะ...โคตรหนักเลยนี่หว่า // นาคากุจิ 

             “รุ่นพี่ก็เหมือนกันนะครับ” แต่แล้วจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมายิ้ม กำลังสะดุ้งกับรอยยิ้มแบบไอดอลของหมอนี่ แล้วจู่ๆ มันก็เปลี่ยนไปทำหน้านิ่งอีกรอบ “อย่าเที่ยวขอคบกับใครง่ายๆ ทั้งที่ไม่รู้จักเขาดี บางคนเขาไม่ใช่ประเภทลองคบเล่นๆ เลิกไปแล้วก็จบกันไปได้นะครับ ระวังตัวด้วย”

             ผะ...ผิดไปแล้วครับ // นาคากุจิ 

             “กะ...ก็คือว่า...” นาคากุจิเหงื่อแตก “ถ้านายคบกับใครนายก็จะติดคนนั้นจนเขาหาว่าจริงจังเกินไปน่ะเหรอ...?”

             “ก็ประมาณนั้น คงจะหนักเกินไปสำหรับอีกฝ่ายน่ะครับ แรกๆ ก็คงโอเค นานๆ ไปมันก็คงน่ารำคาญละมั้ง” ยะจิมะจิบกาแฟอีกคำ

             “เอางี้สิ นายก็ย้ายมาอยู่กับฉันเลยดีมั้ย”

             กาแฟแทบพุ่ง 

             “ถ้าจะเริ่มคบกันก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันซะเลย ทีนี้ก็ขจัดปัญหาประเภทต้องคอยหาเวลาเจอกันอะไรอย่างนี้ไปได้ เจอกันทั้งที่บริษัทและที่บ้านเลย”

             นี่เราเจอคนที่อาการหนักกว่าเราแล้วเหรอ... // ยะจิมะ 

             “เอ่อ...” รุ่นน้องยิ้มน้อยๆ “เผื่อรุ่นพี่นาคากุจิจะลืม... คือผมปฏิเสธคำขอคบของรุ่นพี่ไปนะครับ”

             จริงด้วย! ฉันลืม!!!! // นาคากุจิ 

             “มะ...มุคาเอดะจะเป็นยังไงบ้างนะ” นาคากุจิรีบเปลี่ยนเรื่องหน้าด้านๆ ซดกาแฟฮวบๆ “ไม่ติดต่อมาเลย เจอคุณชินหรือเปล่าก็ไม่รู้”

             “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ รุ่นพี่มุคาเอดะจัดการได้อยู่แล้ว” ยะจิมะตอบยิ้มๆ “นั่นน่ะเป็นอีลิทของแผนกเราเลยนะ”

             “แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นมุคาเอดะทำหน้าแบบนั้นเหมือนกันนะ” นาคากุจิพูดต่อ “ปกติยิ่งสถานการณ์คับขัน หมอนั่นจะยิ่งนิ่ง อย่างตอนที่พ่อแม่หมอนั่นพูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา หมอนั่นไม่ออกความเห็นอะไรเลย ฉันก็ห้ามแล้วนะ แต่หมอนั่นก็แค่ฟังเงียบๆ”

             “คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ รุ่นพี่มุคาเอดะตอนเงียบน่ากลัวกว่าตอนพูดอีก แต่ปกติก็ยิ้มให้ตลอดนะครับ”

             “ตอนที่เจอหมอนั่นครั้งแรกในงานปฐมนิเทศพนักงานใหม่ก็ดูเด่นหลุดออกมาจากคนอื่น” นาคากุจิทำหน้านึก “นายเข้าใจมะ บรรยากาศแบบว่าใครๆ ในรุ่นก็ลือกันตั้งแต่ก่อนเจอตัวจริงว่าในรุ่นมีคนจบมหา`ลัยดังด้วยเกรด ท็อปอะไรงี้ ฉันยังจำสายตาสาวๆ ในรุ่นที่เหมือนไฮยีนาออกล่าเหยื่อเวลาคุยกับหมอนั่นได้เลย”

             “นึกภาพออกเลยครับ ตอนประกาศแต่งงานคนคงอกหักกันน่าดู”

             “เออ แต่หมอนั่นแค่เอาไว้เดินไปเดินมาก็เป็นอาหารตาแล้ว” นาคากุจิหัวเราะ

             “เดี๋ยวจะฟ้องรุ่นพี่มุคาเอดะนะครับ” ยะจิมะเหล่ ก่อนจะเบี่ยงสายตาแล้วถามต่อเบาๆ “แล้วรุ่นพี่จำได้ไหมครับ ว่าตอนเจอผมครั้งแรกคือที่ไหน?”

             “จำได้เซะ!” นาคากุจิตอบอย่างมั่นใจ “มุคาเอดะนัดไปกินข้าวกันหลังเลิกงานไง เจอนายครั้งแรกที่ร้านไก่ย่าง มันก็เพิ่งจะไม่กี่เดือนก่อนนี่เองนี่”

             ยะจิมะยิ้มอ่อน ทำให้นาคากุจิต้องเลิกคิ้ว

             “ไม่ใช่เหรอ?”

             “ช่างมันเถอะครับ” คำตอบของรุ่นน้องทำให้คนฟังทำหน้าคิดหนัก แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีแม้แต่คำใบ้ให้ ยะจิมะหันไปมองนาฬิกา แล้วก็เปลี่ยนเรื่องพูดแทน

             “หกโมงแล้ว เดี๋ยวพามิสุเอะจังไปหาอะไรกินแล้วไปรอที่ห้องรุ่นพี่มุคาเอดะกันดีกว่าครับ รุ่นพี่ก็ให้กุญแจห้องมาแล้วด้วย”

             “โอเค งั้นเดี๋ยวไปหาข้าวกินแล้วแวะไปเอารถที่คอนโดฉันแล้วกัน ขากลับเดี๋ยวฉันมาส่งนายเอง”

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ สมัยเรียนก็ทำงานพิเศษกลับดึกประจำอยู่แล้ว”

             “ก็นั่นมันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยไง” นาคากุจิลุกขึ้น เรียกมิสุเอะให้ไปล้างมือ “แต่ตอนนี้นายเป็นรุ่นน้องฉันแล้ว ฉันไม่ปล่อยให้รุ่นน้องกลับบ้านดึกๆ คนเดียว โอเคมะ”

             ยะจิมะมองเงียบๆ ผ่อนลมหายใจพลางส่งยิ้มอ่อน หันไปมองร่มพลาสติกใสที่เสียบอยู่กับที่เสียบตรงหน้าประตูห้อง...

 

             “เมื่อวานขอบคุณมากนะ ถ้าไม่ได้นายกับนาคากุจิละก็ ฉันก็คงไม่ไปไอ้งานแบบนั้นหรอก”  

             มุคาเอดะบอกกับยะจิมะโดยไม่มองหน้า เพราะมัวแต่ไล่สายตากับตัวหนังสือในแฟ้มสีดำที่ถืออยู่

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ เห็นกลับมาพร้อมกันสองคนแบบนั้นก็สบายใจแล้ว เมื่อวานไม่มีเวลาคุยเพราะรุ่นพี่กับคุณชินก็น่าจะเหนื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไรกันใช่ไหมครับ?” รุ่นน้องยิ้มตอบ จริงๆ เวลาสี่ทุ่มก็ไม่ได้ดึกอะไร แต่เพราะเขากับนาคากุจิจับมิสุเอะอาบน้ำแล้วเอาเข้านอนไปแล้ว ก็เลยถามไถ่กันแค่พอเป็นพิธีตอนที่มุคาเอดะกลับมา สำหรับเขาแค่เห็นรุ่นพี่กับโอโตนามิดูสนิทสนมกันดีปกติก็โอเคแล้ว อย่างอื่นเอาไว้ว่ากันทีหลัง

             “ไม่มีๆ” มุคาเอดะยิ้ม “ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ”

             “แล้วเป็นยังไงบ้างครับ งานนัดบอดของคุณมิกิ?”

             “ก็แปลกใหม่ดี เหมือนว่าจะมีจัดอยู่เรื่อยๆ นะ นายไม่เคยไปเหรอ?”

             “ไม่เคยหรอกครับ รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นงานที่มีแต่ผู้ใหญ่”

             “ก็ไม่นะ ...มีเด็กปีสามมหาวิทยาลัยเดียวกับนายไปด้วย” มุคาเอดะนึกขึ้นได้ ทั้งที่ไม่ค่อยอยากจะพูดถึง

             “เอ๊ะ จริงเหรอครับ? แต่ก็ไม่แปลกหรอก แถวนี้มหาวิทยาลัยที่ผมจบมามันก็ใกล้สุดน่ะนะครับ คิโกะจังจะรู้จักหรือเปล่าไม่รู้ ปีเดียวกันนี่”

             “...”

             มุคาเอดะทำท่าเหมือนอยากจะเล่าอะไรต่อ แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนไปคุยเรื่องของรุ่นน้องแทน

             “เมื่อวานนายกับนาคากุจิก็ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”

             “จะมีได้ยังไงละครับ” ยะจิมะหัวเราะ “ต้องขอบคุณรุ่นพี่มุคาเอดะมากกว่าที่ช่วยให้กลับไปคุยกันปกติได้ ตอนนี้ก็กลับไปเป็นปกติกันแล้วครับ”

             มุคาเอดะมองรอยยิ้มที่ยังคงดูซุกซ่อนอะไรไว้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ถามอะไรต่อ เพราะต่อให้ไม่เคยเรียนเกี่ยวกับจิตวิทยาใดๆ ก็น่าจะรู้ว่าการไปจี้จุดในใจของใครโดยที่เขาไม่อนุญาตนั้น มันไม่ใช่แค่เป็นเรื่องเสียมารยาท แต่มันจะทำให้เสียความเชื่อมั่นที่เขาอุตส่าห์มีให้ด้วย

             “รุ่นพี่มุคาเอดะดูไฟล์อะไรอยู่เหรอครับ?”

             “นี่เหรอ? คำร้องของคุณคุสะโมริน่ะ” มุคาเอดะตอบ “วันนี้ก็เลยว่าจะเข้าไปตรวจแผนกบัญชีหน่อยว่ามีอะไรต้องให้คำแนะนำบ้าง”

             “คุณคุสะโมริส่งใบคำร้องมาจริงๆ สินะครับ... แล้วหัวหน้าให้รุ่นพี่มุคาเอดะทำงานนี้เหรอ ไปเป็นเพื่อนไหมครับ หัวหน้าฝ่ายบัญชีนั่นชื่อเสียงไม่ค่อยดีนี่”

             “คุณคุโบะ ทากาโนริน่ะเหรอ” มุคาเอดะพลิกชื่อดู “เคยเห็นหน้าแค่แวบๆ เหมือนกัน ย้ายมาจากสาขาอื่นเมื่อเดือนเมษา ได้ยินว่าเป็นอีลิททางด้านการเงินไม่ใช่เหรอ”

             “ใช่ครับ ได้ยินพวกแผนกบัญชีบอกว่าเข้มงวดและโหดมาก ที่บรรยากาศในแผนกเป็นอย่างนี้ก็น่าจะเพราะหัวหน้าคนนี้นะครับ”

             มุคาเอดะพยักหน้า ถือแฟ้มลุกขึ้น

             “โอเค เดี๋ยวฉันไปเช็คแล้วทำรายงานจุดที่จะต้องแก้ไขให้เอง”

             “ไม่ให้ไปด้วยแน่นะครับ?”

             “ทำงานของนายไปเถอะ” ยิ้มแล้วเดินออกจากห้องลงบันไดไปชั้นล่าง มุคาเอดะแวะไปดูจุดพักพนักงานของชั้นที่ 24 ตามที่คุสะโมริว่าแล้วค่อยเดินไปที่แผนกบัญชี แผนกบัญชีเป็นแผนกใหญ่น่าจะเป็นอันดับสองของบริษัท เฉพาะแค่แผนกบัญชีกับแผนกขายก็กินพื้นที่ทั้งชั้นของชั้น 24 นี้แล้ว มุมพักผ่อนของพนักงานจึงไม่ใหญ่มาก ส่วนที่อำนวยความสะดวกจึงไปอยู่ที่ชั้น 25 ทั้งหมด ซึ่งมีแผนกเขาอยู่แค่แผนกเดียว ก็ไม่แปลกใจที่คนแผนกอื่นจะอิจฉากันขนาดนั้น...

             ตึกนี้เป็นออฟฟิศรวมของหลายบริษัท แต่บริษัทเขาถือเป็นบริษัทใหญ่และกินพื้นที่เยอะที่สุดเพราะใช้พื้นที่ตั้งแต่ชั้นสิบห้าจนถึงยี่สิบเจ็ด ชั้นบนสุดที่มีดาดฟ้า สวนหย่อม และห้องอาหาร ก็เป็นของบริษัทเขาบริษัทเดียว พนักงานจากบริษัทอื่นในตึกไม่สามารถขึ้นมาใช้ได้ เรียกได้ว่าสวัสดิการและสิ่งแวดล้อมภายในบริษัทดีกว่าที่อื่น แต่พนักงานที่งานยุ่งคงไม่มีเวลาขึ้นมาใช้อะไรอย่างที่คุสะโมริว่า

             จะเดินเข้าออกแผนกบัญชีก็ไม่มีใครมาสนใจเท่าไหร่ เพราะแผนกนี้มีพนักงานมาทำเรื่องเบิกจ่ายหรือเอาใบเสร็จมายื่นให้เป็นประจำอยู่แล้ว แผนกที่เข้าออกมากที่สุดก็น่าจะเป็นแผนกขายของนาคากุจิที่อยู่ติดกัน เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเลยทีเดียว

             “อ้าว คุณมุคาเอดะ มาทำอะไรคะ?”

             นานามิเป็นสังเกตเห็นและลุกขึ้นมาคุยด้วย คุสะโมริก็อยู่ แต่ดูจะทำหน้าตกใจแล้วรีบมุดหลบลงไปมากกว่า ไม่รู้ว่าต้องการหนีหน้าเพราะเรื่องที่ตัวเองเป็นคนยื่นคำร้อง หรือเรื่องที่โรงหนังเมื่อวานกันแน่

             “มาคุยกับหัวหน้าแผนกบัญชีหน่อยน่ะครับ ตามที่มีคนยื่นคำร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานมา อืมม์ เท่าที่ดูวันนี้ก็ไม่ยุ่งวุ่นวายมากเหมือนวันก่อนนะครับ” มุคาเอดะชะเง้อมอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเอกสารในห้องไม่เป็นระเบียบ และตามโต๊ะพนักงานแต่ละคนก็รกไปหมด

             “จะยุ่งมากๆ ก็ตอนช่วงสิ้นเดือนนั่นแหละ ว่าแต่จะเข้าไปคุยกับหัวหน้า คุโบะจริงเหรอ?” นานามิกอดอก หรี่เสียง

             “ใช่ครับ คงยังไม่มีอะไรจะคุยมาก แต่ขอเข้าไปทักทายและขออนุญาต ตรวจจุดต่างๆ นิดนึง”

             “กล้ามากย่ะ เธอไม่เคยได้ยินเรื่องของหัวหน้าคุโบะบ้างเหรอ? ขนาดฉันชอบคนหล่อขนาดไหนเธอก็รู้ แต่หัวหน้าคุโบะนี่ขอผ่าน ไม่ไหวอะ ดุไป เธอก็รีบกลับแผนกไปดีกว่าย่ะ เดี๋ยวโดนแกล้งอะไรไม่รู้ด้วยนะ”

             “...มันเป็นงานนี่ครับ” มุคาเอดะยิ้มอ่อน มองไปทางห้องเดี่ยวที่อยู่ในสุดของแผนก นานามิได้แต่ยักไหล่แล้วนั่งกลับลงไปทำงาน สายตาคนในห้องมองตามชายหนุ่มด้วยสีหน้าไว้อาลัยเหมือนเห็นคนไม่กลัวตาย มุคาเอดะเคาะประตูเบาๆ พอได้ยินเสียงต่ำจากในห้องอนุญาตก็ผลักเข้าไป กลิ่นบุหรี่ฉุนแตะจมูกจนต้องนิ่วหน้า อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองแล้วก็นิ่งไปอย่างที่คิด เพราะไม่คิดว่าคนที่เข้ามาในห้องทำงานจะเป็นคนแปลกหน้าอย่างเขา

             คุโบะ ทากาโนริ ย้ายจากสาขาชิสุโอกะมาเป็นหัวหน้าแผนกบัญชีสาขานี้เมื่อต้นเดือนเมษา ถึงตำแหน่งเก่าจะเป็นหัวหน้าแผนกบัญชีอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ถือว่าเป็นการได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะสาขานี้อยู่ในตัวเมืองและมีพนักงานในแผนกมากกว่าที่เก่าถึงสองเท่า ตามที่สืบมาก็ได้ยินว่าเป็นคนค่อนข้างเอาแต่ใจและมีความเข้มงวดส่วนตัวอยู่เยอะ ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษ แทบจะไม่เคยมีใครเห็นตอนยิ้ม...

             ทั้งที่รูปร่างภายนอกค่อนข้างจะดูดี ตัวสูง ตัดผมสั้น ปัดเยล ดูไม่ออกเลยว่าอายุประมาณสามสิบปลายๆ แว่นตากรอบหนาสีดำไม่ได้ช่วยให้ดวงตาขวางกับคิ้วโก่งเหมือนโกรธใครมานั่นดูอ่อนลงบ้าง ได้ยินว่าแม้แต่ลูกน้องในแผนกก็ไม่ค่อยกล้าคุยด้วย บรรยากาศตอนงานเลี้ยงต้อนรับก็สุดแสนจะอึดอัดจนคนแย่งกันจะกลับบ้าน ไม่มีการไปดื่มต่อร้านอื่นกันด้วยซ้ำ

             “มุคาเอดะ โทโอรุ แผนกพัฒนาบุคลากรครับ ขอโทษที่ไม่ได้นัดไว้ ไม่ทราบคุยได้หรือเปล่าครับ?” มุคาเอดะแนะนำตัวด้วยการหยิบป้ายห้อยคอโชว์ให้ดู มองตู้บิ้วอินซึ่งเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารก่อนจะถือวิสาสะก้าวเข้าไปที่หน้าโต๊ะทำงานเจ้าของห้อง ถึงจะเป็นคนที่ใครๆ บอกว่าน่ากลัวขนาดไหน สีหน้าตอนที่เห็นเขาเดินเข้ามาก็ดูเหมือนคนซ่อนความประหลาดใจไว้ไม่ได้ มุคาเอดะก็ดูแปลกใจนิดๆ เพราะไม่คิดว่าจะเห็นสีหน้าอีกฝ่ายประมาณนี้ นึกว่าจะมองเขาเป็นศัตรูเสียอีก... แต่นี่ดูเหมือนคนตกตะลึงที่เห็นเขาเดินเข้ามามากกว่า

             ก็สมควรตกตะลึงหรอกนะ จู่ๆ ก็มีคนจากแผนกพัฒนาบุคลากรที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเดินเข้ามาในห้อง

             “ช่วงนี้เห็นแผนกบัญชียุ่งมากเลยนะครับ” มุคาเอดะส่งยิ้มให้ “ทางแผนกเรามีหน้าที่ซัพพอร์ตสิ่งแวดล้อมในการทำงานของพนักงานเพื่อลดความตึงเครียดในงานครับ ก็เลยจะขออนุญาตเข้าออกแผนกบัญชีสักพัก เพื่อเขียนรายงานส่วนที่เราจะช่วยแนะนำให้ปรับได้ รับรองว่าจะไม่ให้กระทบการทำงานของแผนกบัญชีเลยครับ”

             คุโบะมองรอยยิ้มที่เผยลักยิ้มเล็กๆ พลางหลุบดวงตาเปิดแฟ้มเอกสารที่ถือมา มุคาเอดะไม่ได้ใส่ชุดสูทตลอดเวลาที่อยู่ในบริษัท บางครั้งก็ใส่เสื้อเชิ้ตตัวในกับเสื้อกั๊กถักสีเรียบ หรืออย่างวันนี้ก็คลุมด้วยเสื้อคาร์ดิแกนผู้ชายสีน้ำเงินเข้ม เข้ากับเนคไทสีโทนเดียวกัน

             “รายงานอะไร” ไม่รู้เจ้าของห้องเพิ่งตั้งสติได้หรือไม่ แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับดูตึงนิดๆ “ปกติแผนกพัฒนาบุคลากรนี่เที่ยวไปยุ่งเรื่องของแผนกอื่นโดยไม่มีใครขอร้องงั้นเหรอ? มีใครไปแจ้งอะไรแผนกนายหรือไง?”

             “ถึงมีก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เปิดเผยได้ครับ” มุคาเอดะยิ้มตอบ เขาก็คาดการณ์ ไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอหงุดหงิดใส่ “แต่ถ้าให้ตอบตามตรง แผนกเราเข้าไปทุกที่แหละครับ จะเรียกว่าเป็นแผนกที่เที่ยวยุ่งเรื่องชาวบ้านมากที่สุดอย่างที่หัวหน้าคุโบะว่าก็ได้”

             “ถ้าไม่อนุญาตให้เข้ามายุ่งล่ะ”

             “ปกติครับ ส่วนใหญ่แผนกต่างๆ ที่เราเข้าไปดูก็ตอบอย่างนี้” มุคาเอดะตอบขำๆ “ส่วนใหญ่ก็มองเราเป็นศัตรูว่าจะมาจับผิดทั้งนั้น ถ้าให้เลือกได้ก็ไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งหรอกครับ” จงใจใช้คำว่า `ถ้าเลือกได้`

             แต่ดูจากท่าทางของคุโบะ ก็น่าจะเป็นพวกเอาแต่ใจและมีความนับถือตัวเองสูง ถ้าจะพูดอะไรก็ควรพูดตรงๆ แสดงตัวว่าจะไม่อ่อนข้อให้ก็น่าจะดีกว่า...

             “หลักๆ ก็คือจะขอดูเวลาทำงานของพนักงานในแผนกในช่วงที่ผ่านมาหน่อยครับ เพราะชั่วโมงทำโอทีของแผนกสูงมาก ถ้าจำนวนคนไม่พอกับปริมาณ งาน ก็จะได้ยื่นเรื่องให้กับฝ่ายบุคคลต่อ”

             “ก็ไปบอกแผนกอื่นว่าอย่าดีแต่โยนงานมาให้สิ ทำไมนายไม่เข้าไปตรวจแผนกขายล่ะ ฝากบอกพวกนั้นด้วยว่าอย่าเอาใบเสร็จที่เบิกไม่ได้มาลองดีกับฉัน มันเสียเวลาแล้วก็บั่นทอนปัญญามากด้วย”

             “แผนกนั้นก็จะต้องโดนเหมือนกันครับ ไม่ต้องห่วง เมื่อกี้เดินผ่านก็เล็งไว้แล้ว ในห้องมีแต่ของที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเพียบเลยครับ” รอยยิ้มของมุคาเอดะเหมือนจะทำให้คุโบะเงียบไปชั่วครู่

             “แผนกพัฒนาบุคลากรไม่ได้มีหน้าที่จับผิดใครหรอกนะครับ จุดประสงค์ เราก็เพื่อให้พนักงานในบริษัทได้ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เพราะอย่างที่รู้ว่าเราเองก็เป็นบริษัทเอเจ้นท์ส่งออกพนักงานเอ้าท์ซอสทุกรูปแบบ ก็เลยต้องให้ความสำคัญกับ `คน` มากหน่อย แถมแผนกบัญชีก็ถือเป็นเสาหลักของบริษัท เราด้วย”

             คุโบะมองมุคาเอดะเงียบๆ พูดต่อช้าๆ

             “ดูไม่อ่อนเหมือนหน้าตาเลยนะ ตอนเห็นนายเดินไปเดินมาในบริษัท คิดว่าเป็นพวกเด็กดีของเบื้องบนเสียอีก อุตส่าห์จัดไว้ว่าอยู่ในกลุ่มว่านอนสอนง่าย ไม่นึกว่าตัวจริงจะน่าสนใจกว่าที่คิดเยอะ”

             “เป็นเกียรติครับ” มุคาเอดะยิ้มรับ ถึงจะติดใจบางคำในประโยคที่ชายหนุ่มพูดอยู่บ้าง... แต่ก็คิดว่าไม่ใช่อะไรที่ต้องสนใจตอนนี้

             “หัวหน้าคุโบะเพิ่งย้ายมาไม่นาน เคยเข้าไปดูห้องเก็บเอกสารของสาขาเราหรือยังครับ?” มุคาเอดะเปลี่ยนมาให้คำแนะนำ “สาขาเรามีห้องเก็บเอกสารใหญ่มากเลยนะครับ ถ้าเอาเอกสารที่ล้นๆ บนโต๊ะพนักงานไปจัดเก็บที่นั่น ห้องของแผนกก็น่าจะดูสะอาดตาขึ้น แต่ถ้ากังวลว่ามีแต่เอกสารสำคัญ จะให้หาทางจัดแยกสัดส่วนให้ก็ได้ เดี๋ยวผมช่วยคิดครับ”

             “ฮืมม์” คุโบะเท้าคางกับโต๊ะ หน้าตาเหมือนจะลองดีมากกว่าจะเห็นด้วย “งั้นเหรอ แต่มันจะมีที่เหลือพอใส่เอกสารแผนกเราด้วยเหรอ”

             “ช่วงปลายปีจะมีการเคลียร์เอกสารเก่าๆ อยู่แล้ว ที่ของแผนกบัญชีก็ยังมีว่างอยู่เยอะนะครับ ไม่เคยเข้าไปดูเลยเหรอ?”

             “ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย นายช่วยพาไปดูหน่อยได้ไหมล่ะ?”

             มุคาเอดะมองรอยยิ้มแปลกๆ ของคนพูด มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ไม่รู้จักเรื่องห้องเก็บเอกสารที่ว่า แต่ยังเดาไม่ออกว่าต้องการอะไรกันแน่ ก็น่าจะไม่พอใจเรื่องที่เขามาที่แผนกบัญชีเหมือนจะมาหาเรื่อง เลยอยากจะแกล้งให้เขาเสียเวลาเล่น ดูจากสีหน้าท่าทางและการพูด คนคนนี้ก็น่าจะเป็นประเภทอยาก จะครอบงำคนอื่น เลยอาจจะไม่ถูกกับลักษณะท่าทางที่ดูทำอะไรถูกต้องตามกฎของเขาเท่าไหร่

             “ได้ครับ เชิญทางนี้เลย” มุคาเอดะลุกขึ้น หยิบแฟ้มเอกสารเดินออกจากห้อง รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้งขึ้นมาทันทีที่ที่เขาเปิดประตูออก แต่พนักงานในแผนกบัญชีทั้งห้องก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว สีหน้าจะว่าตกใจก็บอกไม่ถูก เหมือนจะเหลือเชื่อที่เขาทำให้หัวหน้าแผนกใหม่อะไรนี่เดินตามออกมาได้... มันก็ไม่น่าจะถึงขนาดนั้นหรือเปล่า เท่าที่คุยดูก็ไม่ได้ถึงกับว่าจะไม่รับฟังความเห็นใครหรือว่าน่ากลัวขนาดนั้น แค่เหมือนมีสายตาที่จ้องเหมือนจะทดสอบคนอื่นตลอดเวลาก็เท่านั้น

             “เลี้ยงลูกคนเดียวลำบากไหมหือ?”

             มุคาเอดะหันมองคนที่เดินตามลงบันไดมา จะเป็นเพราะคุโบะตัวสูงกว่าหรือเพราะเดินตามอยู่ข้างหลังก็แล้วแต่ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงไปถนัด...

             “...รู้ด้วยเหรอครับ?”

             “ตอนงานบาร์บิคิวนายเด่นออกจะตาย”

             มุคาเอดะไม่ถึงกับจะจำไม่ได้ว่าหัวหน้าแผนกบัญชีคนนี้ก็ไปร่วมงานบาร์บิคิวด้วย เพราะเขาเป็นคนดูแลลิสต์รายชื่อผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด แต่ไม่ได้มีเวลาว่างถึงขนาดจะไปคุยกับใครได้ทั่วๆ แล้วก็อย่างที่รู้... ตอนงานบาร์บิคิวนั่นเขาก็มีปัญหาส่วนตัวอยู่

             “ใครตอบว่าเลี้ยงลูกไม่ลำบากก็โกหกแล้วครับ” มุคาเอดะตอบขำๆ เอาบัตรพนักงานทาบเครื่องอ่าน ผลักประตูเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยชั้นเหล็กและกลิ่นกระดาษ นอกจากพวกเอกสารของแผนกต่างๆ ที่เรียงบนชั้นตามป้ายแล้ว ด้านหลังก็ยังมีพวกอุปกรณ์สารพัด ชั้นเก็บสต็อกของใช้ออฟฟิศไปจนถึงพวกเครื่องแต่งกายงานปาร์ตี้สมัยเก่าเก็บ ห้องจึงไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ขนาดเปิดไฟหมดแล้วก็ยังมืด

             มุคาเอดะเปิดเครื่องถ่ายเทอากาศ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในชั้นด้านในที่มีป้ายของแผนกบัญชีแปะ ชี้ให้ดูที่ว่างๆ

             “นี่ไงครับ ยังวางได้อีกตั้งเยอะแน่ะ แต่พวกเอกสารที่สำคัญจริงๆ เก็บที่ห้องหัวหน้าคุโบะก็ได้ครับ อะไรที่ไม่สำคัญก็ย้ายออกมา อ้อ เวลาจะเข้ามาในห้องนี้โดยเฉพาะช่วงเย็นอย่าลืมบอกใครเอาไว้บ้าง แล้วก็อย่าลืมเปลี่ยนสีป้ายหน้าห้องเป็นสีแดงอย่างที่ผมทำเมื่อกี้ให้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างในด้วยนะครับ เคยมีพนักงานติดอยู่ในนี้ทั้งคืนแน่ะ เพราะตอนทุ่มนึงจะมียามมาเดินตรวจและล็อคกุญแจห้อง แต่ปกติลุงยามเขาก็จะเข้ามาดูก่อนล็อคกุญ...”

             อธิบายพลางก้มมองแฟ้มบนชั้นดูว่าเป็นเอกสารตั้งแต่ของปีไหน คำพูดหยุดลงทันทีที่รู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นคอ มุคาเอดะกระตุกตัวหันขวับ ตกใจที่หันไปเห็นศีรษะของอีกคนอยู่ติดกับปลายจมูก มือใหญ่สองข้างบีบหัวไหล่เขาแน่น ริมฝีปากกดลงกับต้นคอจากข้างหลัง

             “!!!”

             อารามตกใจทำให้รีบผลักร่างใหญ่ออก ตัวเซเสียหลักไปกระแทกเข้ากับชั้นข้างหลัง แฟ้มตกใส่ลงมาทั้งกองขนาดที่ยกแขนขึ้นกันแล้ว ก็ยังโดนขอบแฟ้มกรีดเข้ากับหลังมือเป็นแผลยาว

             “มุคาเอดะ!”

             อีกคนตกใจจะรีบตะครุบแขน แต่มุคาเอดะยิ่งถอยห่าง ไม่ได้สนใจแผลบนมือหรือเลือดที่หยดลงกับพื้น ม่านตาขยายกว้าง มองชายหนุ่มใส่แว่นหน้าตาอวดดีที่ฉายแววในดวงตาว่าไม่ได้แกล้งเล่น มุคาเอดะยกมือข้างที่มีเลือดไหลขึ้นแตะลำคอ แค่ลูบเบาๆ ก็เดาได้ว่ามีรอยดูดกับรอยฟันกดไว้เป็นรอยแน่น มือสั่นทั้งที่ยังประมวลผลไม่ถูกว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น

             “ไปทำแผลก่อนดีกว่า”

             มุคาเอดะเม้มปาก ก้าวพรวดผ่านร่างสูงที่คว้าแขนไว้ ซ้ำยังเรียกด้วยเสียงแข็งกร้าวที่ทำให้หน้าซีดสนิท

             “เฮ้” คุโบะดุ “ตกใจอะไรขนาดนั้นเฮอะ นายต้องไปห้องพยาบาล”

             มุคาเอดะสะบัดแขน ไม่ทันได้นึกว่าทำตัวเสียมารยาทหรือไม่ แต่รีบกลับหลังวิ่งออกไปจากห้อง หัวหน้าแผนกบัญชีเท้าสะเอวมองเสียงประตูปิดลงมา หลุบตามองแฟ้มเอกสารที่ตกเกลื่อนกลาดกับหยดเลือดบนพื้นสองสามหยด เอานิ้วโป้งแตะริมฝีปากตัวเองพลางทำหน้าครุ่นคิด

 

             “ขอโทษๆ ฉันก็ไม่คิดว่าคุณมุคาเอดะเขาจะหึงแกขนาดนั้นนี่”  

             มิกิเอามือประกบกันตรงหน้า แล้วหันไปหยิบถุงเค้กร้านดังที่เอามาเซ่นประเคนให้ โอโตนามิเหล่ หันไปยกกาแฟออกจากเครื่องส่งให้คิโกะยกไปเสิร์ฟลูกค้า นานามินั่งเท้าคางที่เคาน์เตอร์ หัวเราะสนุกกับเรื่องที่มิกิเล่า คิโกะรีบยกกาแฟไปเสิร์ฟ แล้วก็รี่มาเกาะเคาน์เตอร์ฟังต่อ

             “ฉันก็บอกแล้วใช่มั้ย นี่ถ้าหมอนั่นโกรธจนไม่ยอมพูดด้วยละก็ นายต้องไปนั่งก้มหัวขอขมาที่หน้าห้องหมอนั่นกับฉันนะเว้ย”

             “แหม ใครจะไปนึกว่าคนอย่างแกจะมีใครชอบได้ขนาดนั้น”

             “แกก้มหัวขอโทษฉันก่อนเลยเดี๋ยวนี้”

             “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ เห็นดูใจเย็นตลอดเวลาอย่างคุณมุคาเอดะเนี่ย” นานามิขำออกเสียง

             “ว่าแต่ทำไมวันนี้คุณมุคาเอดะยังไม่กลับล่ะ?” มิกิพ่นลมออกจมูก มองซ้ายขวา “ทำโออีกเหรอ? แล้วแกไม่ต้องทำข้าวเย็นไว้ให้เขาเหรอยะ? มิสุเอะจังล่ะไปไหน? ทำไมไม่เห็นมานั่งด้วย?”

             “เห็นว่าวันนี้จะไปซื้อของกันสองคนน่ะ โทโอรุเลยโทรมาบอกว่าไม่ต้องทำข้าวเย็นให้”

             “วั้ย แกโดนทิ้งแล้วแน่นอนจากเรื่องเมื่อคืน”

             “นั่นคำพูดจากปากของคนที่ทำให้ฉันลำบากขนาดนี้เหรอ”

             “เอ แต่ก็แปลกนะคะที่ไม่โผล่หน้ามาที่ร้านเลย” คิโกะตั้งข้อสังเกต “ปกติถึงจะไปธุระหรืออะไร ถ้ากลับมาเห็นคุณชินอยู่ที่ร้านก็ต้องเปิดประตูเข้ามาทักสิ”

             “ก็ยังไม่กลับนี่” โอโตนามิตอบ เอาผ้าเช็ดแก้วที่ล้างแล้วไปวางเรียง

             “กลับแล้วนะคะ เห็นเดินขึ้นบันไดไปเมื่อสิบนาทีก่อน”

             “ห้ะ?” โอโตนามิเงยหน้ามอง ตกใจจนเกือบทำแก้วหลุดมือจริงๆ “ดูผิดหรือเปล่า ถ้ากลับมาแล้วก็ต้องเข้ามาที่ร้านสิ”

             “ไม่ผิดๆ มิสุเอะจังก็อยู่ด้วย”

             “...”

             “จะว่าไป...” นานามิทำหน้าคิด “อาจจะอยากพักก็ได้ค่ะ เห็นว่าวันนี้บาดเจ็บที่บริษัท ฉันก็ไม่เห็นนะคะ ได้ยินมา”

             “บาดเจ็บ?” โอโตนามิขมวดคิ้ว “บาดเจ็บจากอะไรน่ะครับ?”

             “คือวันนี้คุณมุคาเอดะมาทำงานที่แผนกฉันน่ะค่ะ แล้วก็พาหัวหน้าแผนกฉันไปแนะนำห้องเก็บเอกสาร เห็นว่าเกิดอุบัติเหตุในนั้นนิดหน่อย โดนแฟ้มเอกสารที่ตกลงมาบาดมือเอาน่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้เป็นหนักอะไรมั้ง หลังจากนั้นก็กลับไปทำงานที่แผนกตัวเองต่อ”

             โอโตนามินิ่งไปชั่วขณะ เพราะตอนที่ส่งเมจเสจมาว่าจะกลับค่ำและไม่ต้องทำข้าวเย็นให้ มุคาเอดะก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้

             “ดูร้านให้แป๊บ เดี๋ยวฉันขึ้นไปดูหน่อย” สั่งคิโกะไว้แบบนั้นแล้วก็เดินออกจากเค้าน์เตอร์ โอโตนามิผลักประตูร้านก้าวขึ้นบันไดตึกด้านข้าง เห็นแสงไฟจากหน้าต่างห้องชั้นสามเปิดอยู่จริง

             กลับมาแล้วจริงๆ เหรอ... ไม่บอกกันสักคำเนี่ยนะ? // โอโตนามิ 

             พอก้าวถึงหน้าประตูจับลูกบิดจะผลักเข้าไป ก็พบว่าเจ้าของห้องล็อคประตูเอาไว้

             คิ้วยิ่งขมวดเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม เพราะปกติมุคาเอดะก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะเข้าๆ ออกๆ ห้องตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นจะล็อคประตูอีกทีก็ตอนที่เขากลับห้องไปแล้ว

             “โทโอรุ?”

             โอโตนามิเคาะประตูเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ ชะเง้อดูไฟที่เปิดไว้อีกครั้งแล้วทำท่าจะล้วงกุญแจสำรอง ทว่าได้ยินเสียงปลดล็อคจากข้างในเสียก่อนดังกริ๊ก

             “...คุณชิน”

             โอโตนามิมองเจ้าของห้องที่น่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ มุคาเอดะอยู่ในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงนอน เส้นผมสีดำเปียกชุ่ม มีผ้าขนหนูพาดคอ...       สายตาอดมองหลังมือที่มีผ้าก็อตปิดเอาไว้ไม่ได้

             “คุณนานามิบอกว่านายบาดเจ็บที่ทำงานเหรอ?” เป็นห่วงเรื่องนี้มากกว่า ก็เลยไม่ได้ถามเรื่องที่กลับขึ้นห้องมาโดยไม่บอกกล่าว แถมยังล็อคประตูเอาไว้อีก

             “อ๋อ...” มุคาเอดะหลุบตาดู “...ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ วันนี้เหนื่อยๆ เลยว่าจะนอนเลย ขอโทษด้วยนะครับ”

             “ทำแผลอีกรอบน่าจะดีกว่านะ ขอดูหน่อยสิ”

             พอโอโตนามิก้าวเข้ามา มุคาเอดะก็ถอยตัวออก ยกมือขึ้นจับผ้าขน หนูที่พาดคอ ตอบโดยไม่มองหน้า

             “ตอนนอนว่าจะแกะออกอยู่แล้วครับ... ไม่เป็นไร”

             “โดนอะไรมาน่ะ?”

             “แฟ้มบาดน่ะครับ คุณมิกิกับคุณนานามิมาที่ร้านไม่ใช่เหรอครับ คุณชินไปดูเถอะ”

             “งั้นเดี๋ยวปิดร้านแล้วขึ้นมาใหม่”

             “เอ่อ...” มุคาเอดะเงยหน้า แต่พอโอโตนามิหันมามอง ก็หลบสายตาหนีลงไปใหม่ “ผมจะนอนแล้วน่ะครับ วันนี้เหนื่อยจริงๆ”

             โอโตนามิจ้อง

             “นายมีปัญหาอะไรที่ทำงานหรือเปล่า?”

             “นิดหน่อยครับ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่” มุคาเอดะส่ายหน้า “เอาเป็นว่าขออยู่คนเดียวสักสองสามวันนะครับ”

             “อยู่คนเดียว? สองสามวัน?” คนฟังเลิกคิ้ว ทำหน้าตกใจจริงๆ แต่พอยื่นมือจะไปจับ อีกคนก็ถอยหนีไปอีกก้าวเล็กๆ มือบีบผ้าขนหนูแน่น แต่พอมือใหญ่เปลี่ยนมาแตะแก้มก็ยืนเงียบๆ โอโตนามิเหมือนจะใจชื้นขึ้น ที่อย่างน้อยอีกคนก็ยอมให้เอาหลังมือไล้แก้มไปมาได้

             “ปัญหาอะไรที่นายต้องขอเวลาส่วนตัวอย่างนั้นเลยเหรอ? ฉันอยู่ด้วยไม่ได้?”

             มุคาเอดะส่ายศีรษะเล็กๆ อีกฝ่ายดูออกว่าน่าจะมีเรื่องไม่สบายใจมากๆ แต่ไม่อยากเล่า เขาเองก็ใช่ว่าอยากจะยุ่งเรื่องที่ทำงานของคนอื่นนักหนา แต่เพราะเป็นเรื่องของหมอนี่ก็เลยปล่อยผ่านไม่เคยได้ ยิ่งเห็นทำหน้าแบบนี้โดยไม่รู้ว่ากลุ้มเรื่องอะไรก็ยิ่งอยากจะช่วยปลอบใจใช่ไหมล่ะ ไม่รู้ว่าทำงานพลาดหรือเจอกับอะไรมา แต่ถึงกับขนาดก้มหน้าน้ำตารื้นเลยนะ... มันก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใช่ไหม ก็รู้อยู่แหละว่าหมอนี่เป็นประเภทชอบเก็บอะไรเอาไว้คนเดียวทุกอย่าง แต่ถ้าถึงขนาดทำให้สีหน้าออกมาขนาดนี้ก็ระบายให้ฟังบ้างก็ได้นี่หว่า... บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้พึ่งกันบ้างก็ได้ โดนปฏิเสธตรงๆ แบบนี้บอกตามตรงว่าไม่ใช่แค่ปวดในอกแปลบๆ แต่ยังจุกไปเลยเหมือนกัน...

             “นายไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วยจริงๆ น่ะ?”

             “ขอใช้สมาธิสักสองสามวันเท่านั้นแหละครับ ถ้าคุณชินอยู่มันจะเสียสมาธิน่ะ”

             “ฉันไม่กวนนายก็ได้ ไม่มีเรื่องพวกนั้นก็ได้นะ ฉันอยู่เฉยๆ”

             ขนาดยอมให้ขนาดนี้ แววตาของมุคาเอดะก็ไม่เปลี่ยน ยิ่งดูอึดอัดกว่าเดิมจนเขาตัดสินใจไม่ทู่ซี้ดีกว่า... ยิ่งตื๊อก็ยิ่งเหมือนไปบีบบังคับให้อีกคนหมดคำจะพูด เขาก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่ามุคาเอดะถูกเลี้ยงดูมายังไง... ไม่อยากเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปบงการอะไรในชีวิตของหมอนี่

             “อย่างน้อยก็เช็ดผมให้แห้งก่อน เอาไดร์เป่าให้ไหม?” พอมือใหญ่ยื่นจะไปกระตุกผ้าขนหนูที่พาดคอมาเช็ดเส้นผมให้ มุคาเอดะก็กระตุกหน้าขึ้นด้วยความตกใจ มือเผลอปัดมือโอโตนามิออกทันที

             พอเห็นสีหน้าช็อคของโอโตนามิ มุคาเอดะหน้ายิ่งซีดกว่าเดิม พูดอะไรต่อไม่ถูก บรรยากาศกำลังหนักอึ้ง แต่โชคดีที่มิสุเอะหันมาเห็นชายหนุ่มที่หน้าประตูห้องพอดี เลยรีบวิ่งเข้าไปกอดด้วยสีหน้าเริงรื่น

             “คุณชิน คุณชิน วันนี้นะ มิสุเอะทำดอกคอสมอสด้วยแหละ”

             โอโตนามิก้มลงไปรับกระดาษพับสีชมพูที่เด็กหญิงส่งให้ ยิ้มตอบพลางลูบหัวเบาๆ เหลือบมองสีหน้ามุคาเอดะที่หลบไปอีกข้าง เงียบกริบ

             “โอ๊ะ น่ารักจังเลย มิสุเอะจังพับเองเลยเหรอ?” โอโตนามิตอบพลางลูบศีรษะเด็กหญิงไปมา มิสุเอะทำหน้าภาคภูมิใจ วิ่งจู๊ดกลับเข้าไปเอาเศษกระดาษที่พับๆ ไว้ในกระเป๋านักเรียนมาเทให้หมด

             “ให้คุณชินหมดเลย”

             “ขอบคุณนะ” โอโตนามิยิ้ม “วันนี้ตอนเย็นมิสุเอะจังกินอะไรฮึ?”

             “แฮมเบิร์ก” เด็กหญิงตอบเจื้อยแจ้ว “แต่อร่อยสู้ที่คุณชินทำไม่ได้เลยค่ะ โตขึ้นคุณชินต้องเป็นเจ้าสาวที่ดีแน่ๆ”

             โอโตนามิหัวเราะพรืด เหลือบมองมุคาเอดะแล้วใจชื้นขึ้น ที่เห็นมุคาเอดะก็แอบขำนิดๆ ด้วย

             “ใครจะรับไปเป็นเจ้าสาวล่ะ ถามปะป๊ามิสุเอะจังสิว่าเอาไหม”

             “เอาสิๆ นะปะป๊า” เด็กหญิงหันไปกระตุกขากางเกงบิดา “ทีนี้ก็จะได้มีกับข้าวอร่อยกินทุกวันเลย คุณชินก็จะได้อยู่ด้วยตลอดไปด้วย”

             “มิสุเอะจัง มิสุเอะจัง”

             โอโตนามิเรียกพร้อมเสียงหัวเราะ เอามือลูบหัวเด็กหญิงไปมา

             “ที่พูดมาก็ทำอยู่ตอนนี้อยู่แล้วนะ”

             มุคาเอดะเหลือบมอง สบตากับโอโตนามิที่เงยขึ้นมามองนิดหนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้น ทำท่าจะกลับออกไปจากห้อง

             “เดี๋ยวคุณชินไปทำงานในร้านต่อละ”

             “เอ่อคุณชินครับ...” พอบอกจะไป มุคาเอดะก็เรียก ถึงจะไม่สบสายตา แต่ก็พูด “เดี๋ยวผมเมสเสจไปนะครับ...”

             “นายจะนอนแล้วไม่ใช่เหรอ?”

             เขาก็ไม่ได้โกรธอะไร และไม่ได้คิดจะงอนหรือประชดเรื่องที่โดนปัดมือออกเมื่อกี้ แต่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร เพราะพอพูดแบบนี้ก็ดูอึกอักส่ายหน้า น้ำตารื้นขึ้นมาอีกแล้ว หรือคิดว่าฉันประชดแกล้ง? โถ ใครจะไปแกล้งนายได้เฮอะ! เมื่อกี้นายปัดมือฉันออกเองนะเฮ้ย... แล้วทำไมตอนนี้มาทำหน้าแบบนี้ แต่ถ้าดึงมากอดก็ไม่ได้อีกใช่ไหม จะเอายังไง ต้องการอะไรจากฉันเนี่ย นายจะปั่นหัวฉันทุกทางเลยหรือไง

             “...ถ้าคุยกันทางไลน์ก็ได้ครับ”

             “นายบอกไม่ให้มาที่ห้องสองสามวันนี่”

             “...ไม่ได้บอกว่าไม่อยากคุยนะครับ” มุคาเอดะก้มหน้าตอบอึกอัก

             เฮ้ย ไม่เลวนี่หว่า แต่นายจะเล่นอะไรของนายน่ะ...?  

          “คุณชินกลับห้องแล้วก็ไลน์มาบอกหน่อยนะครับ”

             “ไม่นอนแล้วเหรอ”

             มุคาเอดะส่ายหน้า

             “รอครับ”

          โอเค น่ารัก ให้อภัย...// โอโตนามิ 

             โอโตนามิถอนหายใจ พยักหน้าพลางหันตัวจะก้าวลงบันไดกลับลงไป แล้วก็ต้องผงะกับสายตาของสามคนข้างล่างที่ไม่รู้ออกมาชะเง้อดูกันตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดว่าเสาเล็กๆ แค่นั้นมันจะบังได้ทั้งสามคนเลยเรอะ!

             นังชิน แกนี่อ่อนหัดชะมัด // มิกิ 

          แค่นี้ก็ยอมเขาง่ายๆ แล้ว... // นานามิ 

          ขอบคุณค่ะที่หาภาพดีๆ ให้หนู ทุกคนคะ เดี๋ยวส่งให้ในกรุ๊ปไลน์นะคะ // คิโกะ 

          ไอ้พวกบ้า...หยุดสร้างกรุ๊ปไลน์แปลกๆ เดี๋ยวนี้นะ // โอโตนามิ 

             

             หัวหน้าแผนกบัญชีเท้าคางกับโต๊ะทำงาน มองมุคาเอดะในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับเสื้อกั๊กสีเทาเข้ากับกางเกงที่ใส่ จริงๆ นอกจากแผนกที่ต้องติดต่อกับลูกค้าตลอดเวลาอย่างแผนกขายแล้ว บริษัทอนุญาตให้แต่งตัวแบบแคชชวลบิซิเนสได้ทั้งปี จะผูกหรือไม่ผูกเนคไทก็ได้ แต่มุคาเอดะก็มักจะผูกเนคไทไว้ใต้เสื้อกั๊กเสมอ เพราะไม่ชอบให้มันดูโล่งๆ

             ใบหน้าจริงจังก้มจดอะไรยิกๆ ใส่แฟ้มในมือ บางทีก็เอาปากกาชี้อากาศเหมือนกำลังนึกอะไร แล้วก็ก้มลงไปจดต่อ ที่สำคัญคือไม่สนใจแม้แต่จะมองเจ้าของห้องทำงานที่นั่งอยู่ตั้งแต่เดินเข้ามา

             “...นายนี่ก็ดูเป็นคนแปลกเอาเรื่องนะ” คุโบะมองผ้าก็อตสีขาวที่แปะมือ “เจอเรื่องเมื่อวานขนาดนั้น แต่วันนี้ก็ยังเข้ามาทำงานในห้องฉันได้อีกเหรอ เมื่อวานนายออกจะทำหน้าตกใจขนาดนั้นน่ะนะ?”

             “ถ้าเป็นงานก็ไม่หนีหรอกครับ” มุคาเอดะตอบโดยไม่มองหน้า “ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไม่ทันระวังตัวด้วย แล้วห้องนั้นมันก็ไม่มีกล้องวงจรปิดในห้อง โวยวายไปก็ไม่เป็นผลดี เพราะไม่มีหลักฐานอะไร”

             “...ปกติเป็นคนโคตรใจเย็นอย่างนี้เหรอ?”

             “ไม่ว่าหัวหน้าคุโบะจะใช้วิธีไหนมาแกล้งเพื่อให้เลิกเข้ามายุ่งกับแผนกบัญชี แต่งานก็คืองานครับ อะไรที่ควรปรับเปลี่ยนก็ขออนุญาตส่งรายงานตามจริงนะครับ”

             “...”

             คุโบะพ่นลมออกจมูก ลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดข้างหลัง มุคาเอดะหยุดปากกาที่กำลังจด เหลือบมองด้วยท่าทางระวังตัวแต่ไม่ได้หันกลับ คนยืนข้างหลังเอามือเท้าชั้นเก็บเอกสาร คร่อมตัวลงมาพูดข้างหู

             “ถ้าบอกว่าไม่ได้แกล้งเล่นล่ะ?”

             มุคาเอดะกระตุกตัวออก หันขวับ คิ้วขมวดเข้าหากันทำหน้าเข้มงวด แต่แววตาก็มีความสงสัย

             “ไม่ได้แกล้งแล้วจะทำอย่างนั้นไปทำไมครับ?”

             “นายซื่อหรือเซ่อน่ะเฮอะ ถ้าบอกว่าไม่ได้แกล้งก็มีอยู่แค่อย่างเดียวไม่ใช่เหรอ ก็ต้องสนใจนายน่ะสิ”

             “...”

             คนฟังยืนเงียบ

             “...จะให้ย้ายมาทำแผนกบัญชีเหรอครับ?”

             “จะเอามาทำไม! ทำบัญชีเป็นเหรอ!” หัวหน้าแผนกตอบเสียงเครียด หมอนี่นี่เป็นอาวุธร้ายแรงของแผนกพัฒนาบุคลากรหรือป่าววะ “อยากได้ตัวแบบอื่น นายเข้าใจไหม หรือต้องให้พูดตรงๆ ว่าอยากให้คบเป็นแฟนด้วยน่ะ”

             “...

             .......

             ...........”

             ต้องพูดถึงขนาดนี้นายถึงจะหน้าแดงสินะ // คุโบะ 

             “ผมเป็นผู้ชายนะครับ” ถึงหน้าจะแดงขึ้นมาอย่างงงๆ มุคาเอดะก็ควบคุมสีหน้าตอบอย่างสงบ

             “เห็นก็รู้แล้ว”

             “มีลูกสาวหนึ่งคน”

             “รู้อยู่แล้ว” คุโบะตอบด้วยเสียงหงุดหงิด กอดอก “รู้หมดอยู่แล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจแบบนี้นั่นแหละ จริงๆ ฉันเห็นนายตั้งนานแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะน่าสนใจ ขนาดนี้ ก็คิดๆ ลังเลอยู่ เพิ่งตัดสินใจได้เมื่อวาน”

             “...”

             เพราะอย่างนี้นี่เอง... เขาได้คำตอบแล้ว ว่าทำไมตอนที่เดินเข้ามาในห้องทำงานนี้เมื่อวาน สีหน้าของหัวหน้าแผนกบัญชีถึงได้เป็นอย่างนั้น // มุคาเอดะ 

             “ตอนที่เห็นคอนายน่าจูบขนาดนั้น มันอดใจไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ วินาทีนั้นฉันเลิกสนไปแล้วว่านายเป็นอะไร ถามจริง ไม่รู้ตัวเลยเหรอ?”

             ใบหน้ามุคาเอดะกระตุกวูบ ยกมือขึ้นจับต้นคอตัวเองอัตโนมัติใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

             “ถ้าพูดจุดประสงค์อย่างนี้ก็ดีครับ จะได้ปฏิเสธตรงๆ” แววตาคนพูดเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม “ผมไม่คิดคบหาอะไรเกินจากเรื่องงานกับหัวหน้าคุโบะนะครับ ฉะนั้นขอความร่วมมือให้การตรวจสอบเสร็จโดยเร็วด้วย”

             “โห~” หัวหน้าแผนกบัญชียกริมฝีปากยิ้ม “นายไม่ได้ดูอ่อนหัดเหมือนหน้าตาจริงด้วย ทั้งที่ได้ยินว่าถูกเลี้ยงดูมาแบบลูกคุณหนู เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่มาตั้งแต่สมัยอนุบาลเลยไม่ใช่เหรอ จบการศึกษาจากโรงเรียนดีๆ ทั้งนั้นเลยนี่”

             “คุณไปสืบเรื่องของผมมาแค่ไหน...”

             “ก็นิดหน่อย” คุโบะยักไหล่ เอานิ้วดันกรอบแว่น ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ “คนเราจะสืบเรื่องคนอื่นขนาดนี้ก็มีแค่สองสาเหตุ ไม่รักก็เกลียด คิดว่าเป็นแบบไหนล่ะ?”

             “...”

             “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น มันได้ผลตรงข้ามนะ หน้าตานายโคตรจะดี”

             มุคาเอดะหลบสายตา พอเริ่มทำหน้าไม่ถูก อีกฝ่ายก็ยิ่งหัวเราะ

             “เอาเป็นว่า ฉันจะจีบนายไปจนกว่าจะโดนนายเกลียด”

             “ตอนนี้ก็เกลียดแล้วครับ”

             เร็วไปแล้วเว้ย! // คุโบะ 

             แทนที่จะล้มเลิกความคิด หัวหน้าแผนกหน้าโหดยกมือขึ้นกุมริมฝีปาก หัวเราะออกมาอย่างคนกลั้นขำไม่อยู่

             “อย่าเพิ่งเกลียดกันเลยน่า ฉันน่าคบกว่าที่นายคิดนะ นายก็เคยแต่งงานมาแล้ว น่าจะรู้นี่ว่าไปกับคนต่างเพศไม่รอดน่ะ อยู่กับฉันอาจจะดีกว่าก็ได้นะ ยังไงนายก็ต้องไปๆ มาๆ แผนกฉันสักพักอยู่แล้วนี่” คุโบะถอยตัวไปพิงกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เท้าแขนกับขอบโต๊ะ ไขว้ขา ยิ้มมองอย่างคนอยู่ในสถานะเหนือกว่า “ฉันจะดูแลให้ความร่วมมือกับงานนายอย่างดีเลย เอ หรือจะแกล้งให้งานนายไม่เสร็จ ต้องไปๆ มาๆ แผนกฉันตลอดไปดี”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ หน้าตาไม่ค่อยสบายใจ คิ้วยังไม่คลายออกจากกัน

             “จริงๆ แล้วคือว่า...”

             ทำท่าเหมือนคิดจะพูดอะไร แต่แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น

             ไม่ควร... 

             ตอนแรกเขาก็คิดว่าถ้าบอกว่ามีคนที่คบด้วยอยู่แล้วตอนนี้มันก็อาจ จะช่วยให้อีกฝ่ายตัดใจจากเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรบอกกับคนที่เพิ่งรู้จักและยังไม่รู้ถึงนิสัยใจคออะไรอย่างหัวหน้าคุโบะ (แถมท่าทางยังนิสัยไม่ค่อยจะดีด้วย...) มันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะบอกกับใครโดยพลการโดยที่ไม่ได้ถามโอโตนามิก่อน คนในบริษัทที่รู้ตอนนี้ก็มีแต่คนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ไม่ควรจะเพิ่มจำนวนคนรู้โดยไม่จำเป็น เขาอาจจะไปสร้างความเดือดร้อนให้โอโตนามิโดยไม่ตั้งใจก็ได้

             ยิ่งพอนึกถึงสีหน้าของโอโตนามิที่มองอย่างเป็นห่วงเมื่อวานแล้ว... เขายิ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะเอาโอโตนามิขึ้นมาอ้างได้ ถึงเรื่องเมื่อวานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่ระวังตัวของตัวเอง แล้วถ้าโอโตนามิเห็นรอยนี่ตั้งแต่เมื่อคืน... อาจจะโกรธมากจน...

             เขาก็ไม่อยากจะคิดในแง่ร้าย แต่เขารู้ดีว่าโอโตนามิก็เป็นคนขี้หึงอยู่ การแสดงออกอาจจะต่างกันกับเขา แต่ก็พูดออกตัวเรื่องตัวเองเป็นคนขี้หึงเอาไว้บ่อยมาก แล้วไอ้รอยนี่มันก็ไม่ใช่เล่นๆ... ไม่รู้โอโตนามิจะเข้าใจว่ายังไง จะแก้ตัวว่าเกิดขึ้นอย่างบังเอิญหรือเป็นอุบัติเหตุก็ฟังไม่ค่อยขึ้น ถ้าโกรธเขามากถึงขนาดไม่พูดด้วย หรือถ้ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น แล้วเขา...

             จะทำยังไง...  

             “ฉันร่วมมือกับนาย นายร่วมมือกับฉัน ก็ดีใช่ไหม” คุโบะยิ้มให้ เอานิ้วจัดแว่นอีกรอบ

             “เริ่มจากกลางวันนี้เราประชุมกันไหม ฉันไม่รู้จักร้านอาหารแถวนี้เท่านายหรอก ดังนั้นนายเลือกร้านได้เลย โอเคนะ”

 

             ดวงตาเอาจริงเอาจังไล่สายตาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้อง ปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย คลิกตามลิงก์ที่ขึ้นมาต่อๆ กันไปจนมีรูปประกอบบทความของเว็บไซต์ไหนสักแห่งขึ้นมา เจ้าของมือคลิกเม้าส์ต่อ ดึงรูปขึ้นมาขยายรูปที่ถ่ายกันเป็นทีม จ้องใบหน้าเรียบร้อยของคนในชุดสูทที่แค่อมยิ้มเล็กน้อยและยืนอยู่ข้างหลังสุด ก็ยังดูดีกว่าคนที่ยืนเรียงกันอยู่แถวหน้า ชายหนุ่มคลิกลิงก์ที่เกี่ยวข้องต่อ จนเข้าไปถึงโฮมเพจบริษัท ไล่อ่านนู่นนี่แล้วยิ้มออกมานิดๆ

             “ไทเซ~”

             พอมีเสียงเรียกชื่อก็หันมอง มือตวัดป้ายชื่อสองป้ายซึ่งได้มาจากงาน เขียนด้วยลายมือสวยว่า `มุคาเอดะ` กับ `โทโอรุ` เก็บลงกระเป๋าเป้

             “นายส่งชื่อบริษัทที่จะไปอินเทิร์นหรือยังน่ะ บางบริษัทจะเริ่มอาทิตย์หน้าแล้วนะ อ๊ะ ทากิซาว่าเอชอาร์กรุ๊ปเหรอ? นายจะส่งชื่อกับที่นี่เหรอ?”

             ไทเซหันมองว่าเพื่อนกำลังดูโฮมเพจที่ตัวเองเปิดไว้ น่าจะมองโลโก้และรายละเอียดสวยงามในหน้าโฮมเพจ ต่างจากเขาที่ต้องรูปชายหนุ่มซึ่งอยู่ในทีมแผนกพัฒนาบุคลากรในหน้าแนะนำพนักงาน พยักหน้า

             “อือ ตอนแรกเลือกอีกที่ แต่เพิ่งเปลี่ยนมาเลือกที่นี่เมื่อเช้า ฉันส่งใบไปแล้ว”

             “ทันด้วยเหรอ”

             “ทันสิ ฉันไปขอร้องให้อาจารย์ช่วยเขียนใบรับรองให้ ที่นี่เคยรับนัก ศึกษามหาวิทยาลัยเราไปเป็นอินเทิร์นเมื่อปีที่แล้ว ได้รับคำชมมากขนาดเขาทาบทามให้เข้าไปทำเป็นพนักงานประจำปีนี้เลย อาจารย์บอกว่าคุยได้ง่าย เพราะรุ่นพี่ก็ทำแผนกพัฒนาบุคลากรอยู่ตอนนี้ พอโทรไปคุยกับที่นั่นมา เขาเลยยอมรับฉันเพิ่มเข้าไปอีกคน”

             “โหย สุดยอดเลย งั้นนายก็ไม่ต้องกลุ้มกับเรื่องหาที่อินเทิร์นแล้วสิ” เพื่อนก้มลงไปดูหน้าจอ “นี่นายหาข้อมูลไว้ก่อนขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย โคตรจะรอบคอบ”

             “แน่นอน ใครจะเดินเข้าไปในถิ่นของศัตรูโดยไม่ทำอะไรล่ะ ฉันก็ต้องศึกษาไว้ก่อน” ไทเซเอามือขยี้ผมสั้นที่ไปตัดมา ย้อมจากสีเทากลับมาเป็นสีดำสนิท คอนแทคเลนส์สีเขม่าควันที่ใส่ประจำก็เปลี่ยนมาเป็นแบบใสปกติ

             “แค่ไปฝึกงานถึงกับเรียกเป็นแดนของศัตรูเลยเหรอ นายเล่นเกมมากไปหรือเปล่าเฮอะ” เพื่อนหัวเราะ “แล้วนายนี่เป็นพวกเอาจริงเอาจังกว่าที่คิดนะ แค่จะไปฝึกงาน ถึงกับต้องย้อมสีผมกลับเลยเหรอ แล้วนี่ไปยืดด้วยหรือเปล่า ปกตินายผมหยักศกนี่นา คอนแทคสีก็ไม่ใส่ ดูเรียบร้อยสุดๆ เมื่อกี้ฉันยังลังเลตั้งหลายนาทีแน่ะ กลัวจะทักคนผิด”

             “ก็ไม่เชิงเกี่ยวกับที่จะไปอินเทิร์นหรอก” ไทเซตอบเรียบๆ จ้องใบหน้าในรอยยิ้มของคนในชุดสูทที่อยู่ในรูป “ดูเหมือนว่าคนที่ฉันชอบเขาจะชอบลุคแบบนี้น่ะ”

             “จิงดิ ไม่นึกว่านายจะเป็นพวกเปลี่ยนลุคตามรสนิยมของคนที่ชอบเลยนะ ว่าแต่นายไปมีแฟนเมื่อไหร่อะหือ?”

             “ยัง” ไทเซตอบตามตรง “แต่ก็นี่ไง” มองรูปถ่ายบนโฮมเพจพลางชักสีหน้าไม่พอใจ ยกริมฝีปากขึ้น

             “ฉันกำลังจะไปทวงคืนแล้ว กลับจากอินเทิร์นแล้วจะพามาแนะนำแน่นอน นายรอดูก็แล้วกัน”

             เพื่อนร่วมคณะเหลือบมองสีหน้าจริงจัง ได้แต่รับคำงงๆ โดยที่ไม่กล้าถามอะไรต่อ...

 

        To be continue

 

E-Book เล่ม 4 เหลือลดอีก 3 วันนะคะ >< MEB ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น