email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 39. ความหวังดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 39. ความหวังดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2563 22:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 39. ความหวังดี
แบบอักษร

“องค์รัชทายาท องครักษ์แทซัน....”

“อืม เข้ามา”

“พะย่ะค่ะ”

ปึง!

ร่างสูงในชุดองครักษ์สีแดงก้าวเข้ามาภายในห้องโถงที่มีเพียงซอลมิน แทซันก้มคำนับให้ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ซอลมินยืนอ่านบันทึกอยู่ด้านข้างของห้องใบหน้าเรียบนิ่ง

“เดาว่าเสนาบดีชินคงจะเจ็บใจไม่น้อย ที่เรือพวกนั้นไปได้ไม่ถึงฝั่งฝัน หึ”

ยังไม่ทันที่แทซันจะเอ่ยปากอะไรซอลมินก็พูดขึ้นขณะที่ยังคงจดจ้องไปที่สมุดบันทึกในมือ

“เสนาบดีโจตายแล้ว.....”

ปึก!!

สิ้นสุดคำบอกกล่าวของแทซันมือหน้าก็ปิดสมุดบันทึกลงเสียงดัง ใบหน้าที่ยิ้มอย่างพออกพอใจกลับบึ้งตึงอย่างไม่เชื่อหู

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?!”

“ก่อนรุ่งสาง ทหารราดตระเวนพบศพของเสนาบดีโจที่ท้ายตลาด”

“ฝ่าบาททรงรู้เรื่องนี้หรือไม่?”

“ทรงทราบแล้ว ตอนนี้รอการตรวจสอบศพของเสนาบดีโจ เพื่อหาสาเหตุการตาย”

“สาเหตุงั้นหรือ?”

“ศพเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้า และร่องรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย แต่ดูจากบาดแผล....”

“......”

แทซันเว้นคำพูดไว้พรางก้มหน้าคิดทบทวนสิ่งที่ตนได้รู้มา การตายของขุนนางผู้นี้มีบางอย่างที่น่าสงสัย

“บาดแผลบ่งบอกถึงการลงมือเป็นอย่างดี ข้าไม่คิดว่าจะเป็นฝีมือคนทัวไป การฆ่าคนตรงจุดตายเพียงดาบเดียว และรอยแผลที่สมบูรณ์แบบ เสนาบดีผู้นี้.....ถูกนักฆ่าลงมืออย่างแน่นอน”

“หึ....”

จัดฉากอย่างนั้นสิ แน่หละการที่มีคนเมาและเกิดการทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิตมีให้เห็นบ่อยครั้งเสียจนเป็นเรื่องปกติ แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น

“เสนาบดีชินคงไม่ยอมยืนดูเฉยๆ เหมือนอย่างที่เคยทำมา องค์ชายท่านต้องระวังพระองค์มากขึ้น”

“อย่ากังวลไป ข้าไม่คิดว่าการฆ่าพันธมิตรอย่างเสนาบดีโจคนเดียวจะเป็นการข่มขู่หรือทำให้ข้ากลัว”

“.....”

“เขาเป็นเพียงแค่คนขลาดที่กำลังมองหาพักพวกที่มีประโยชน์ต่อตนเองก็ โดยไม่เลือกวิธีการ”

“จะให้กระหม่อมทำอย่างไรพะยะค่ะ?”

“จับตาดูการเคลื่อนไหวของเสนาบดีผู้นี้ต่อไป ข้าไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น”

“พะยะค่ะองค์รัชทายาท”

ไม่มีความลังเลใดๆ จากน้ำเสียงและความคิดของซอลมิน แผนการทั้งหมดที่เขาได้เริ่มมายังคงดำเนินต่อไปเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น

“องค์รัชทายาท พระพันปีเสด็จพะยะค่ะ”

“...!!”

เสียงขันทีชองจากด้านนอกทำให้ทั้งสองคนต้องหยุดการพูดคุยไว้เพียงเท่านั้น

พรึบ!

ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก ร่างบางของพระพันปีที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อพระนางได้มองเห็นองค์ชายซอลมินหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานพอสมควร

“เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”

“พระพันปี”

พระนางหยุดเดินและเพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีคนอื่นอยู่ในห้อง

“เรามาขัดจังหวะการคุยของพวกเจ้าหรือไม่?”

“หามิได้ กระหม่อมขอทูลลาพะยะค่ะ”

แทซันก้มคำนับให้แก่พระพันปีพร้อมกับเดินดิ่งออกไปจากห้อง ไม่เปิดโอกาศให้พระนางได้ไถ่ถามอะไรได้อีก

“เชิญนั่งก่อนพะยะค่ะ”

ซอลมินก้าวขายาวๆของตนไปช่วยประคองแขนของพระพันปีให้เดินไปนั่งลงบนเบาะรอง ก่อนตนจะเดินกลับมานั่งลงบ้าง

“...”

“ทรงพระพลานามัยแข็งแรงดีไหมพะยะค่ะ?”

“อืม เหตุใดจึงไม่ไปเยี่ยมเยียนคนแก่บ้างเลย?”

“ขออภัยเสด็จย่า กระหม่อมบกพร่องต่อ...”

“อ่าาาา เจ้าเด็กคนนี้ ช่างไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย”

“....!”

อยู่ๆ พระพันปีก็ทำท่าขัดอกขัดใจจนซอลมินต้องหยุดมองท่าทีของพระนางพรางยกยิ้มน้อยๆ ในความหงุดหงิดของพระนาง

“อย่าทรงจริงจังต่อคำพูดของย่านักเลยองค์รัชทายาท”

“ขออภัย.....!”

“หืมมมม”

ความอ่อนโยนต่อครอบครัวของซอลมินต่อพระพันปีและพระมเหสีตลอดจนถึงองค์หญิงนั่นใครๆ ก็ย่อมรู้ดีว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้บาดหมางหรือผิดหวัง เว้นแต่กับฝ่าบาทก็เท่านั้นที่ดูจะไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร จนบางครั้งพระพันปีเองยังต้องคอยบ่นให้เรื่อยๆ ถึงข้อดีที่จะทำให้กลายเป็นข้อเสียของเขา

“หากข้าไม่ออกมาภายนอกบ้าง ก็คงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายเช่นนี้”

“มีเรื่องที่ทรงไม่สบายพระทัยอย่างนั้นหรือ?”

“.....”

สีหน้าพระนางดูกังวลไปชั่วขณะแต่ก็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย

“องค์รัชทายาท พระชายาของเจ้า นางเป็นอย่างไร?”

“ฮะ !!!! เอ่ออ นาง....”

ซอลมินถึงกับหน้าถอดสีเมื่อจู่ๆ พระพันปีก็ยิงคำถามที่ตนคิดไม่ถึงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นนั้น มือหน้ายกขึ้นเกาท้ายทอยด้วยอาการหนาวๆร้อนๆ เพราะไม่รู้จะตอบคำถามอย่างไรดี

“กระหม่อมคิดว่าท่านย่า คงจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับนางมาบ้างแล้ว”

พระพันปียกยิ้มขึ้นสูงอย่างพออกพอใจที่เห็นว่าหลานชายมองตนออกทะลุปุโปร่ง ยังเถรตรงเกินไป ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม

“อืม ย่าไม่ได้จะถามว่านางเป็นใคร แต่กำลังถามว่านางเป็นคนเช่นไรต่างหาก”

“กะ กระหม่อมไม่คิดว่าเสด็จย่าทรงใส่ใจพระชายาเช่นนี้”

“การที่ย่าตัดขาดจากการบ้านการเมืองหลบหนีจากความวุ่นวาย แต่ก็ยังอยากเห็นความเป็นไปขององค์รัชทายาทและองค์หญิง ย่าถามไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

“หามิได้พะยะค่ะ”

กึง

นางในติดตามพระพันปีทำหน้าที่รินน้ำชาให้แก่ทั้งสอง ซอลมินที่กำลังหน้าชาตอบคำถามแบบเลี่ยงๆ ได้แต่ยกแก้วชาขึ้นดื่มเงียบๆ

“เป็นเรื่องดีที่องค์รัชทายาทจะมีพระชายา ย่านึกว่าเจ้าจะไม่สนใจหญิงใดเสียแล้ว เอาหละๆ ย่าคงไม่ได้อยู่ค้ำฟ้ารีบมีเหลนให้ย่าได้อุ้มเสียที”

พรวดดด!!!!

น้ำชายังไม่ทันจะไหลลงคอ ซอลมินได้ยินสิ่งที่พระพันปีพูดเขาถึงกับสำลักน้ำชาออกมาต่อหน้าพระนางในทันที

“อะ !! ท่านย่า!! ฮ่าๆๆ ท่านคงไม่ได้มาเพื่อพูดเรื่องนี้หรอกใช่ไหม?”

“อะไรกัน ดูทำท่าเข้า”

“...!!”

“ซอลมิน”

“.....”

น้ำเสียงและท่าทีของพระพันปีดูเปลี่ยนไป ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความกังวล ซอลมินรับรู้ได้ในทันทีว่าบทสนทนาต่อจากนี้ต้องเป็นสาเหตุที่พระนางเสด็จมาถึงที่นี่แน่

“เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพระชายาของเจ้าในวันนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร?

“....เรื่องนั้น ยังพะย่ะค่ะ เหตุใดท่านย่าจึงพูดถึงเรื่องนี้?”

“ข้าก็เป็นหญิงคนนึง ข้าย่อมรู้ จิตใจของนางบอบช้ำ หวาดกลัวต่อเหตุการณ์วันนั้นอยู่เป็นแน่ ข้าคิดว่าการค้นหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายนางในตอนนี้ อาจไม่ช่วยอะไร จะยิ่งเป็นการตอกย้ำแผลในใจของนางมากขึ้น”

“ขอบพระทัยท่านย่าที่ทรงเป็นห่วง แต่จะช้าหรือเร็ว กระหม่อมต้องจับตัวคนร้ายได้แน่ เพียงแต่ตอนนี้กระหม่อมยังทำอะไรได้ไม่มากนัก”

“ข้าไม่คิดว่านั้นจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย บางทีการพบตัวคนร้ายอาจทำให้ทุกอย่าง เลวร้ายลง”

“......!”

“เรื่องบางเรื่อง ไม่รู้เสียยังดีกว่า”

“การหาตัวคนร้ายได้ จะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายไปได้อย่างไร กระหม่อมไม่เข้าใจ?!”

“ซอลมิล.....”

“ท่านรู้ เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน? มีอะไรที่ท่านควรบอกกระหม่อมหรือไม่พะยะค่ะ?”

“......!”

ทั้งสองเดินทางมาถึงจุดที่ต่างคนต่างมองหน้ากันไม่พูดอะไรอีก ซอลมินยังคงมองไปยังพระพันปีด้วยสายตาคาดเค้นแล้วยิ่งรู้สึกตะหงิดอยู่ในใจ

เหตุใดท่านย่าจึงไม่อยากให้เขาตามหาตัวคนร้าย หากเป็นเสด็จพ่อ หรือเสด็จแม่พูด ข้าคงไม่รู้สึกอะไรแบบนี้ แต่กับท่านย่าแล้วคนที่ข้าคิดว่าแทบไม่รู้อะไร กลับดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างแม้กระทั่งผลที่จะตามมา

เป็นเรื่องยากที่ข้าจะสอบถามหาคำตอบจากพระนาง หากท่านย่าไม่อยากพูด พระนางจะไม่ยอมพูด แม้คนที่ถามจะเป็นเสด็จพ่อก็ตาม

“เอาหละ วันนี้ย่ารบกวนเวลาของเจ้าเพียงเท่านี้”

“กระหม่อมจะตามหาต่อไป แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นใครไม่มีอะไรทำให้กระหม่อมล้มเลิก”

“.......!”

พระพันปีได้แต่ส่งยิ้มจางๆ ให้แก่ซอลมิน เมื่อเห็นว่าพระพันปีกำลังจะลุกขึ้น ซอลมินจึงรีบเข้ามาช่วยพยุง

พระนางพยักหน้าอย่างชื่นชมความอ่อนน้อมของซอลมิน และเลือกที่จะไม่พูดอะไรเพื่อขัดเขาอีก เพราะรู้อยู่แก่ใจ ว่าจะได้คำตอบแบบไหนจากหลานชายของตน

อย่างไรเสียความดื้อดึงและเที่ยงตรงที่ซอลมินมี ก็ได้มาจากข้าทั้งนั้น ข้าเพียงแต่กลัวว่าความจริงที่เขากำลังตามหา จะทำให้เขาใจสลาย เจ็บปวดกับสิ่งที่เขาจะต้องเลือก

พระตำหนักจันทร์เสี้ยว.

“เรียบร้อยดีนะเพคะ?”

“อืม ไปกันเถอะ”

“เพคะ” จีมิน/จีซู

นางในทั้งสองจัดแจงยกห่อผ้าที่อียูเตรียมไว้ขึ้นอย่างระมัดระวังก่อนจะเดินตามหลังอียูไป ขบวนเสด็จอย่างเป็นทางการหน้าพระตำหนักพร้อมกับเกี้ยวสีแดงรอพระชายาอยู่แล้ว

การเข้าออกนอกพระราชวังในฐานะพระชายาจำเป็นจะต้องมีองครักษ์ทั้งขบวนเสด็จเพื่อป้องกันการลอบปรงพระชน ถึงจะไม่สะดวกอย่างที่อียูต้องการ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

“เป็นอะไรไปหรือเพคะ?!”

“.....ปะ เปล่าหรอก”

“.....”

อียูหยุดชะงักไปเล็กน้อยทำให้จีซูและจีมินถามด้วยความสงสัย เพราะอยู่ๆ ภาพในวันที่ถูกลักพาตัวด้วยเกี้ยวก็ฉายวาบขึ้นมาทันทีที่มือเรียวสัมผัสกับเกี้ยว

เสียงถอนหายใจยาวๆ หนึ่งทีของอียูทำให้นางในทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนที่ร่างเล็กจะค่อยๆย้ายตัวเองเข้าไปนั่งในเกี้ยวนัวสั่นเล็กน้อย

ข้ากลายเป็นคนที่มีความรู้สึกไม่ถูกจริตกับการนั่งเกี้ยวไปเสียแล้ว แต่ก็เอาเถอะเรื่องแบบนั้นคงจะไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง

ขบวนเสด็จค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากพระราชวัง สองข้างทางเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่ราบทุ่งหญ้า ดอกไม้นานาชนิดพร้อมใจกันเบ่งบานรับแสงแดดในยามเช้า พอให้อียูได้เพลิดเพลินชื่นชมความงาม จุดหมายปลายทางนั้นคือบ้านตระกูลคัง

 

ความคิดเห็น