ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำในภาพฝัน

ชื่อตอน : ความทรงจำในภาพฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 355

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 13:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำในภาพฝัน
แบบอักษร

10 

ความทรงจำในภาพฝัน 

                เทพหนุ่มผู้เคยมาเยือนโลกมนุษย์ครั้งแรกในรอบหกร้อยกว่าปี กำลังยืนหมุนกายเปลือยเปล่าตรงหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำ ฝ่ามือแกร่งลูบไล้กล้ามท้องเรียงตัวสวยอย่างเป็นระเบียบ แผ่นอกกว้างแซมด้วยไรขนเล็กน้อยพอให้ดูเย้ายวนใจ ท่อนแขนสองข้างแข็งแรงบึกบึนจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน เวทิศพยักหน้าส่งเสียงครางตอบรับในลำคออย่างพึงพอใจเมื่อพิจารณาแล้วว่าเรือนร่างของมหากุลควรคู่แก่การสิงสู่ แต่ถึงอย่างไรเวทิศก็ยังยืนยันคำเดิมว่าร่างเทพดั้งเดิมของตนนั้นงดงามเหนือผู้ใด และมีลอนกล้ามที่สวยชัดกว่ามหากุลหลายเท่านัก 

                “ก็ยังดีที่ยมทูตไม่จับเราใส่ร่างที่ขี้เหร่กว่านี้” เวทิศพิจารณารูปร่างมนุษย์ที่ตนยืมอาศัยจนพอใจก่อนเดินออกไปแต่งตัว โดยเลือกสวมกางผ้าฝ้ายสีเทาและเสื้อยืดสีขาว คืนนี้เขานอนที่คอนโดมิเนียมหรูย่านเจริญกรุงตามที่ยืนยันกับภีมพิมลเมื่อตอนกลางวัน พร้อมมอบหมายงานชิ้นใหม่ให้ปองพลไปจัดการ นั่นคือซื้อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นมาไว้ให้เขาที่คอนโดฯ แห่งนี้ 

                “ไปกวนใจหล่อนหน่อยดีกว่า” เทพหนุ่มคลี่ยิ้มสนุกนึกเมื่อหวนถึงร่างบางนัยน์ตาคมดุที่อาศัยอยู่ห้องตรงข้ามกับเขา ภายหลังจากเธอพาไปรับประทานอาหารและตบท้ายด้วยการเดินห้างสรรพสินค้า คีติกาก็แยกย้ายเข้าห้องของตนโดยไม่เชื้อเชิญเขาเข้าไปเลยสักนิด  

                ในขณะที่มือแกร่งกำลังจะคว้าลูกบิดเปิดประตู พลันต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กดังสั่นขัดจังหวะ ชายหนุ่มมองดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทัชสกรีนก่อนถอนหายใจออกมา เขาไม่อยากกดรับสายเลยสักนิด ก็เกวลีเล่นโทร.ตื๊อมาตลอดทั้งบ่าย กระทั่งแสงสุริยันเลือนลับผลัดให้จันทราขึ้นมาทำหน้าที่แทน หล่อนก็ยังมุ่งมั่นพยายามติดต่อเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เวทิศตัดสินใจกดรับสายในที่สุดเมื่อพิจารณาแล้วว่าเกวลีคือผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการตอแย 

                “ยอมรับสายได้สักทีนะคะกุล” เสียงแหลมเล็กตัดพ้อทันทีเมื่อสัญญาณรอสายดับลง 

                “ขอโทษครับ”  

                เกวลีเงียบไปครู่ใหญ่เพื่อรอฟังว่าชายหนุ่มจะเอ่ยอะไรต่อ ทว่าเขากลับพูดเพียงแค่สามพยางค์สั้นๆ “แค่นี้เหรอคะ แค่ขอโทษแต่ไม่มีคำอธิบายหรือแก้ตัวว่าทำไมถึงไม่ยอมรับสายเกล” 

                “เอ่อ..เพราะไม่อยากรับมั้ง” เทพหนุ่มตอบตามที่เสียงในหัวบอก โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองสักน้อยนิดว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นไร  

                “กุล! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าทำตัวไม่น่ารักเลย คุณเย็นชาและทำร้ายความรู้สึกเกล” เสียงที่ส่งจากสัญญาณทางไกลเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยพร้อมลมหายใจที่สะดุดขาดห้วงในขณะพูด เวทิศรับรู้ได้ทันทีว่าเกวลีกำลังจะสวมบทดราม่าอีกแล้ว “เกลพยายามโทร.หาคุณทั้งวัน เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เกลมารออยู่ที่คอนโดฯ ของเรา ที่ที่เราเคยใช้เวลาร่วมกันแทบทุกคืน กุลมาหาเกลตอนนี้ได้ไหมคะ” 

                “คงไม่ได้หรอก ผมจะนอนแล้ว” เวทิศตอบด้วยโทนเสียงที่อ่อนลงเพราะความสงสารในใจเริ่มทำงาน  

                “คุณอยู่ไหนคะ เกลรู้จากคุณป้าพิมลว่ากุลไม่ยอมกลับไปนอนที่บ้าน คุณป้าบอกว่ากุลดื้อจะนอนที่คอนโดฯ ให้ได้ แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ เกลรออยู่ที่นี่มาตั้งแต่หัวค่ำแล้วนะคะ”  

                “เกลอย่างยุ่งกับผมเลย เก็บหัวใจของคุณไว้เถอะ ผมคิดว่าทั้งชีวิตต่อจากนี้ไปคงให้คุณไม่ได้อีกแล้ว” 

                “กุล...” 

                “คุณยังสวยยังสาวยังมีตัวเลือกที่ดีอีกมาก มหากุลคนเดิมตายจากโลกนี้ไปแล้ว ตัดใจและใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เต็มที่เสียเถอะ...ราตรีสวัสดิ์ครับ” นิ้วเรียวของชายหนุ่มเลื่อนสัมผัสปุ่มสีแดงบนหน้าจอก่อนโยนเครื่องมือสี่เหลี่ยมไว้บนโซฟา ลมหายใจแห่งความยุ่งยากถูกพ่นออกมาห้วนสั้น เขานับถือใจเกวลีที่เฝ้ารอและภักดีต่อมหากุล แต่ช่างน่าเสียดายที่ความรักของเธอมันสลายไปพร้อมกับวิญญาณคนรักที่หลุดลอยไปคอยที่ปรโลกแล้ว  

                เวทิศสับสนและยังประมวลผลในเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ชัดเจนนัก การเสียชีวิตของมหากุลก็ไม่ปรากฎเค้าลางที่น่าสนใจ แถมภารกิจรักจากท่านกามเทพก็เต็มไปด้วยเส้นเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงไปหมด คราแรกเวทิศคิดอยากรักษาความสัมพันธ์กับเกวลีไว้เผื่ออาจเป็นประโยชน์ต่อการสืบสาวราวเรื่อง แต่พอมาตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนอีกที การคอยหล่อเลี้ยงเธอด้วยความหวังอยู่เช่นนี้มันคงไม่เป็นผลดีต่อภารกิจรักแน่...เวทิศกลัวใจตัวเองจะไขว้เขว 

                ร่างสูงพาความคิดที่ร้อยเรียงไร้ระเบียบในหัวไปกดกริ่งห้องตรงข้าม รอคอยเกือบนาทีกว่าประตูจะถูกเปิดผลัวะพร้อมกับสายตาจอมสงสัยของคีติกา หล่อนอยู่ในชุดคลุมนอนสีไวโอเล็ต ใบหน้าสะอาดสะอ้านยามไร้เครื่องประทินผิวช่างงดงามจับใจ คีติกาในเวลานี้ดูละมุนสดใสราวกับเด็กสาววัยแรกรุ่น  

                “จะจ้องอีกนานไหมคะ” หญิงสาวเลิกคิ้วถาม ริมฝีปากยกยิ้มโดยปราศจากความขวยเขินอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อถูกบุรุษจ้องด้วยความเสน่หา  

                “ไม่แต่งหน้าทาปากแบบนี้ก็ดูสวยดีนะ” 

                “ชมจริงป่ะเนี่ย” คีติกานิ่วหน้าแคลงใจพลางยกสองมือกุมหน้าตัวเอง “ว่าแต่พี่มีอะไรคะ” 

                “เหงา ขอเข้าไปคุยด้วยหน่อยสิ” ร่างสูงกล่าวจบก็ทำท่าจะเข้าไปในห้องแต่คีติกาเอาตัวมาขวางไว้อย่างรวดเร็ว 

                “ไม่ได้ค่ะ ดึกแล้ว หนาวจะนอน” 

                “แค่เข้าไปแป๊ปเดียวเอง” 

                “ถ้าแป๊ปเดียวจริงก็คุยตรงนี้เลยค่ะ” คีติกาต่อรอง แขนอีกข้างใช้ยันกรอบประตูไว้มั่น เวทิศจรดสายตามองเธออย่างไม่พอใจก่อนชะเง้อชะแง้มองผ่านศีรษะเธอเข้าไปด้านใน 

                “ไม่อยากให้เข้าไปในห้องเพราะอะไร หรือเพราะกำลังซ่อนใครไว้กันแน่” 

                จากใบหน้าเรียบเฉยกึ่งง่วงงุนเมื่อครู่กลายเป็นยับยู่ด้วยความไม่พอใจ คีติกาประสานสายตาสีนิลของชายหนุ่มซึ่งกำลังจ้องเธออย่างคาดคั้น ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็เดินมาหาเรื่องพร้อมทำท่าระแวงในตัวเธอเช่นนี้ 

                “อย่ามากล่าวหากันแบบนี้ หนาวไม่ได้ซ่อนใครไว้ทั้งนั้น” 

                “ถ้าไม่ได้ซ่อนใครไว้จริงๆ งั้นก็เปิดให้พี่เข้าไปสิ” 

                “แล้วพี่กุลจะเข้ามาทำไมคะ ดึกแล้วหนาวต้องการพักผ่อน อีกอย่างมันคงดูไม่เหมาะสมนักที่จะให้ผู้ชายเข้ามาในห้อง ถ้าคุณป้าพิมลรู้เข้าคงต่อว่าหนาวชุดใหญ่” 

                “คุณแม่ไม่รู้หรอกน่า ถอย! พี่จะเข้าไปข้างใน” เวทิศออกคำสั่งเสียงเข้ม แต่คีติกาก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด “พี่ไม่เชื่อหรอกที่เธอบอกว่าไม่ได้ซ่อนใครไว้ข้างใน ท่าทางเธอดูหลงใหลมหากุลขนาดนั้นทำไมถึงให้เข้าไปไม่ได้ อ้างความไม่เหมาะสมงั้นเหรอ เหอะ! น่าเชื่อตายล่ะ” 

                “มันจะมากไปแล้วนะพี่กุล!” คีติกาแผดเสียงใส่กับถ้อยคำหมิ่นประมาทนั้น เวทิศไม่สนใจเขาดันแขนเล็กให้เลื่อนหลุดจากกรอบประตูแล้วสาวเท้าดุ่มๆ เข้าไปด้านในทันที ท่ามกลางเสียงร้องไล่ของหญิงสาวทว่าเทพหนุ่มก็หาใส่ใจ เขาเดินสำรวจทั่วทุกตารางนิ้วไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งในตู้เย็น จนแน่แก่ใจว่าไม่มีเงาของบุคคลอื่นจริงๆ เขาจึงคลายความตึงเครียดในสีหน้าแล้วหันกลับมาประสานสายตากับหญิงสาวที่ยืนกอดอกหายใจแรงตามอารมณ์โกรธที่คุกรุ่นใกล้ระเบิด คีติกาชี้นิ้วไปทางประตูพร้อมออกคำสั่งเสียงเฉียบ 

                “ออกไป!” 

                เวทิศแค่นยิ้มเยาะก่อนเดินมาประชิดร่างเล็ก ก้มใบหน้าเกือบจรดกับหน้าผากมนของอีกฝ่าย ดวงตาทั้งคู่ประสานกันไม่มีหลบ ใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจไอร้อนที่รินรดกัน หากแต่บรรยากาศไม่ได้อบอวลด้วยความโรแมนติก เพราะนาทีนี้มันคือความเยือกเย็นผสานกับความกรุ่นโกรธของทั้งสองฝ่าย 

                “เธอปกปิดอะไรไว้กันแน่น้ำหนาว อะไรที่อยู่ในใจเธอ” 

                “มันไม่ใช่เรื่องที่อยากตอบ และพี่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ ทุกเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนาวมันอยู่ในความทรงจำของพี่ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”  

                “งั้นก็ได้” เสียงเข้มตอบกลับด้วยอารมณ์โกรธ “ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก เมื่อไหร่ก็ตามที่ความทรงจำกลับคืนเหตุการณ์คืนนั้นคงแจ่มชัดขึ้นเสียที” 

                ร่างสูงจากไปพร้อมกับประตูห้องที่ปิดลงเสียงดัง คีติกาทรุดนั่งตรงโซฟา มือเล็กสองข้างบีบเข้าหากันแน่น เวทิศทำลายช่วงเวลาแห่งความสบายใจของเธอไปเสียสิ้น เธอกำลังจะเข้านอนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ เพราะการได้ใช้เวลาร่วมกันกับเขาในวันนี้มันทำให้ใจเธอเปี่ยมสุข ให้ความรู้สึกเหมือนเดตแรกตอนจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ เขาทำดีมาทั้งวันแต่ไหงถึงทำลายลงไม่เหลือซากด้วยคำกล่าวหาทำนองว่าเธอเป็นคนใจง่าย หมิ่นประมาทว่าซ่อนผู้ชายไว้ในห้อง...เขาเอาอะไรคิด 

..........................................   ............................  ..................................... 

                คลื่นความเย็นภายใต้อุณหภูมิยี่สิบองศาแผ่กำจายทั่วห้องนอนที่ตกแต่งในโทนอบอุ่นแต่ซ่อนความดุดันไว้อย่างลงตัว แม้อากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมจะเย็นเยียบแค่ไหน ทว่าร่างสูงที่ซ่อนกายใต้ผ้าห่มสีชากลับมีเหงื่อพรายผุดเต็มใบหน้าในขณะที่เปลือกตาขยับหลุกหลิกไปมา ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นถี่แรงขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มต่อสู้กับความหนักอึ้งที่กดทับในประสาทสัมผัสกระทั่งในที่สุดดวงตาสีนิลก็ฉายโพรงออกมา เวทิศหอบหายใจแรงเลื่อนสายตาจากที่จับจ้องมองเพดานว่างเปล่าเปลี่ยนไปสัมผัสแสงอาทิตย์ในตอนสายที่พยายามเล็ดลอดผ่านม่านทึบเข้ามาในห้อง ร่างสูงยันกายลุกนั่ง นิ่งฟังเสียงหัวใจที่ยังเต้นเร็วและแรงคล้ายกับคนที่เพิ่งผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนักหน่วง แต่มันต่างกันตรงที่เขาเพิ่งตื่นจากห้วงนิทราอันเต็มไปด้วยภาพฝัน 

                ภาพดวงหน้าสวยหวานดั่งนางอัปสรสวรรค์ แต่งองค์ทรงเครื่องในชุดไทยสไบเฉียงสีเงินยวงเสริมด้วยชุดเครื่องเพชรราคาแพง ยิ่งบวกกับรอยยิ้มสดใสดั่งฝนแรกหลังฤดูแล้งผันผ่านยิ่งขับให้คติยาดูงดงามผุดผาดอย่างไม่มีใครเทียบเทียม เวทิศจำได้ถึงรอยยิ้มแฝงความเศร้าของมหากุลในขณะที่กำลังบรรจงสวมแหวนเพชรให้คติยา จากนั้นภาพงานพิธีมงคลก็ถูกตัดฉับเปลี่ยนไปเป็นฉากทะเลภายใต้แสงอาทิตย์สีส้มอมม่วงที่ลามไล้ทั่วผืนทราย สองร่างชายหญิงทรุดนั่งริมหาด มหากุลกุมมือบางของคติยาไว้แนบอกก่อนโน้มใบหน้าไปประทับกับริมฝีปากบาง จากนั้นภาพก็ถูกตัดฉับอีกครั้งเปลี่ยนเป็นฉากรักเร่าร้อนบนเตียงท่ามกลางแสงไฟสลัวราง ทว่าหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างมหากุลกลับไม่ใช่คติยา หากแต่เป็นดาราสาวเจ้าบทบาทอย่างเกวลี  

                “มันเป็นแค่ความฝันหรือความทรงจำของมหากุลกันแน่นะ” เวทิศคิดพลางตวัดสองเท้าก้าวลงจากเตียง ภาพในฝันนั้นแจ่มชัดจนเกือบเป็นความจริง ซึ่งหากมันคือความทรงจำครั้งเก่าก่อนของมหากุล นั่นแปลว่าสมองที่เสื่อมสภาพอาจกำลังฟื้นกลับคืน  

                เวทิศตื่นเต้นเพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากฉันทัชมีแววถึงฝั่งฝันมากขึ้นแล้ว เขาอยากไปเคาะประตูถามคีติกาเสียตอนนี้ว่าสิ่งที่ฝันนั้นเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทว่าเพิ่งฉุกคิดได้ว่าในฝันเขาไม่เห็นเงาคีติกาเลย ดังนั้นถามไปก็คงไม่ได้ความจริง อีกอย่างเขากับหล่อนยังแง่งอนกันอยู่ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสองวันแล้วนับตั้งแต่คืนที่เวทิศกล่าวหาว่าคีติกาซ่อนใครไว้ในห้องถึงไม่กล้าเปิดให้เขาเข้าไป  

                เวทิศก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าเป็นฝ่ายผิดที่ไประรานหล่อนแถมยังกล่าวหาในทำนองไม่ไว้ใจ แต่นิสัยเดิมของเทพหนุ่มเป็นคนจำพวกปากหนักอยู่แล้ว ยิ่งคำว่าขอโทษขออภัยยิ่งยากเย็นในการเปล่งมันออกมา แต่สำหรับสถานการณ์นี้หากปล่อยไว้นานๆ คงไม่ดีแน่ เขาต้องทำคะแนนกับเธอ ต้องก่อร่างสร้างความรู้สึกรักให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์สาวผู้นั้นให้เร็วที่สุด  

                เทพหนุ่มสะบัดศีรษะอันหนักอึ้งไปด้วยเรื่องราวมากมายก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วต่อสายถึงเลขาฯ ผู้เปรียบดั่งมือขวาของเวทิศ “ปองศักดิ์มารับผมด้วย วันนี้จะกลับบ้าน” เสียงเข้มเอ่ยสั่งการทั้งที่ฝ่ายนั้นยังไม่ทันได้กล่าวสวัสดีด้วยซ้ำ 

                “ได้ครับเจ้านาย แต่ผมชื่อปองพลนะครับ ปองศักดิ์นั่นมันชื่อพ่อโผ้ม” ปลายสายบ่นอุบ ก็เจ้านายความจำเสื่อมของเขาตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาไม่เคยเรียกชื่อแซ่ได้ถูกต้องเลยสักครั้ง 

                “เออนั่นแหละ คุณปองจิตต์มารับผมด้วย ให้ไวเลยนะ” เทพหนุ่มสั่งการเสร็จก็เดินหายเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำโดยไม่สนใจฟังคำประท้วงของอีกฝ่ายที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมเรียกชื่อเขาได้อย่างถูกต้องเสียที 

 

                ยานขับเคลื่อนสี่ล้อจอดนิ่งสนิทบนพื้นคอนกรีตพิมพ์ลายด้านหน้าคฤหาสน์หรูสไตล์โคโลเนียลบนที่ดินขนาดหนึ่งไร่ ตัวอาคารภายนอกทาทับด้วยสีขาวสะอาดตาตัดกับโทนน้ำตาลเข้มของขั้นบันไดและบานประตูที่ทอดสู่ตัวบ้าน ครอบครัวพิพัศเกียรติเพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยในคฤหาสน์หลังนี้เมื่อสองปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยมหัทธนเกิดอยากได้บ้านที่มีความร่วมสมัยภายใต้ความโมเดิร์นและความคลาสสิกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าต้องมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับเอาไว้สร้างสวนสวยๆ ให้คุณนายภีมพิมล 

                “ถึงแล้วครับเจ้านาย” ปองพลเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเจ้านายรูปหล่อยังนั่งเหม่อลอย ในขณะที่เขาเปิดประตูรถรอท่ามาครู่ใหญ่แล้ว 

                “ขอบใจมากคุณปองภพ”  

                “ปองพลครับคุณกุล ผมชื่อปองพล” เลขาฯ ร่างอวบโอดครวญจนเหนื่อยใจ  

                “เออนั่นแหละ” เวทิศตอบรับอย่างไม่ใส่ใจก่อนก้าวขายาวๆ เข้าไปในบ้าน  

                “เฮ้อ จากเลขาฯ ของกรรมการผู้จัดการลดขั้นสู่คนขับรถเฉยเลย ออฟฟิศแทบไม่ต้องเข้ารอรับส่งเจ้านายอย่างเดียว ควรดีใจไหมวะเนี่ย” ปองพลส่ายหน้าอย่างปลงไม่ตก ด้วยความที่สมองของเจ้านายหนุ่มได้รับการกระทบกระเทือนจึงไม่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้จัดการได้อย่างเต็มสมรรถนะ ภาระงานทุกอย่างจึงตกไปอยู่กับมหาธนและมหัทธนผู้เป็นนายใหญ่แห่ง Groly Gems เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ปองพลจึงแทบไม่ได้ทำงานทำการในบริษัท เพราะมหากุลขออนุญาตมหาธนเพื่อดึงตัวเขามาช่วยดูแลเรื่องส่วนตัว ซึ่งหน้าที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับมอบหมายคือการขับรถพาเจ้านายไปไหนต่อไหน ปองพลถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเดินเตร็ดเตร่ไปคุยกับคนทำสวนฆ่าเวลารอเจ้านาย

                เทพหนุ่มในร่างมหากุลกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยท่าทีรีบๆ รนๆ ตรงไปยังบันไดที่ทอดสู่ชั้นสอง เวทิศต้องการหลบให้พ้นสายตาภีมพิมล ทว่าก็ไม่เป็นดั่งใจหวังเมื่อเสียงก้องกังวานดังขึ้นก่อนร่างของนางจะปรากฏเสียอีก 

                “กลับมาได้แล้วเหรอตากุล หายหัวไปหลายวันเลยนะ โทร.หาก็ใช่จะรับสาย”  

                “สวัสดีครับคุณแม่” ใบหน้าคมสันส่งยิ้มแหยกลับไปให้ ภีมพิมลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนเดินไปฟาดฝ่ามือที่ต้นแขนแกร่งสองสามที “โอ๊ยๆ เจ็บ” 

                “เรานี่ยังไงนะตากุล สติสตังก็เลอะๆ เลือนๆ จดจำอะไรก็ไม่ได้แล้วยังจะดื้อไปอยู่ไกลหูไกลตาอีก แม่เป็นห่วงเข้าใจบ้างไหม” 

                “ทราบดีครับว่าเป็นห่วง แต่ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ดูแลตัวเองได้ อีกอย่างเวลาจะไปไหนมาไหนก็มีคุณปองศักดิ์คอยขับรถให้ตลอด ไม่เห็นน่าห่วงเลย” เวทิศยังหาเรื่องแก้ตัวได้เรื่อยๆ  

                “ปองศักดิ์ไหน” หญิงวัยกลางคนนิ่วหน้าเล็กน้อย 

                “ก็เลขาฯ ของมหากุล เอ้ย ของผมไง”  

                “อ๋อ ปองพลน่ะเหรอ ถ้าลูกไม่ได้ขับรถเองแม่ก็ค่อยเบาใจหน่อย แต่ขอล่ะนะเวลาแม่โทร.หาได้โปรดรับสายด้วย” 

                “ก็โทร.บ่อยทุกสามเวลาหลังอาหารขนาดนั้น ใครจะอยากรับ” ร่างสูงบ่นกระปอดกระแปดจนได้สายตาขุ่นเขียวจากมารดา ภีมพิมลเริ่มทำใจได้ในระดับหนึ่งถึงการเปลี่ยนแปลงของบุตรชาย ภายหลังจากโทร.ปรึกษากับนายแพทย์ธาดาที่เคยดูแลมหากุลตอนอยู่โรงพยาบาล เนื่องจากช่วงกลับบ้านมาใหม่ๆ เธอกังวลใจในบุคลิกที่พลิกกลับขั้วของมหากุล จึงต่อสายหาผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อทราบว่าการที่สมองส่วนนั้นได้รับความเสียหายจึงส่งผลต่อทั้งความทรงจำและตัวตนที่เคยเป็น ข้อเท็จจริงเหล่านี้สามารถทำให้ภีมพิมลคลายใจได้บ้าง จึงพยายามปรับตัวยอมรับกับมหากุลเวอร์ชั่นใหม่ที่ดูไม่ว่านอนสอนง่ายเอาเสียเลย  

                “แล้วนี่กุลทานข้าวเที่ยงมาหรือยัง” 

                “ข้าวเช้ายังไม่ได้ทานเลยครับ” เวทิศตอบอย่างตั้งใจกวนหน่อยๆ คงเพราะความฝันเหล่านั้นที่ทำให้เขาตื่นสายได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะนั่งดูทีวีจนดึกดื่นและเข้านอนตอนตีสามหรอก...มันไม่ใช่สาเหตุที่เขานอนตื่นสายแน่ๆ 

                 “เรานี่ยังไงนะ” ภีมพิมลส่ายหน้าระอาใจกับลูกชาย “งั้นหิ้วท้องรอไปก่อนล่ะกัน อาหารเที่ยงกำลังทำอีกเดี๋ยวเดียวคงเอาขึ้นโต๊ะแล้วล่ะ นี่หนูน้ำหนึ่งก็อยู่ในครัว” 

                “น้ำหนึ่งมาเหรอครับ” เทพหนุ่มถามอย่างสนใจ สายตาคู่คมมองไปทางฝั่งห้องครัวที่อยู่ในหลืบโดยอัตโนมัติ  

                “ใช่ หนูหนึ่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว เพราะมีนัดเรียนทำขนมกับแม่ อะ! นั่นไงหนูหนึ่งมาพอดีเลย” ภีมพิมลว่าเมื่อเห็นร่างแบบบางในชุดกระโปรงสีหวานกำลังเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามา คติยามองเขาเพียงแวบเดียว ไม่กล้าสบตาตรงๆ เธอกลัวจะได้เห็นสายตาคู่นั้น...สายตาที่มองเธอเยี่ยงคนแปลกหน้า 

                “สวัสดีค่ะพี่กุล” นิ้วเรียวพนมมือไหว้พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ที่มอบให้เขาเพียงน้อยนิดก่อนเสไปทางภีมพิมล “คือหนึ่งมาบอกคุณป้าว่าตอนนี้นึ่งมันม่วงเสร็จแล้วนะคะ”  

                “มันม่วงสุกแล้วใช่ไหม งั้นเดี๋ยวเราไปผสมแป้งกันนะ” ภีมพิมลกล่าวด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่นอ่อนโยนที่แสดงออกทางสายตาบ่งบองให้รู้ว่าภีมพิมลเอ็นดูเด็กสาวคนนี้มากแค่ไหน ในขณะที่สตรีต่างวัยทั้งสองกำลังจะพากันเดินกลับเข้าไปในห้องครัว เสียงทุ้มเข้มของร่างสูงก็ฉุดรั้งทั้งคู่ให้ชะงักงัน 

                “เดี๋ยวก่อนครับ ผมขอคุยกับน้ำหนึ่งตามลำพังได้ไหม” จุดประสงค์ที่เวทิศกลับมาบ้านก็เพื่อต้องการค้นหาหลักฐานอย่างเช่นรูปถ่ายของพวกมนุษย์ที่แสดงถึงงานพิธีหมั้น เวทิศมั่นใจว่ามันต้องมีอยู่แน่เพียงแต่ไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ใด บางทีอาจอยู่ในห้องส่วนตัวของมหากุล หรือที่ไหนสักแห่งในบ้านหลังนี้  

                แม้ภีมพิมลแปลกใจแต่ไม่ขัดข้อง หนำซ้ำยังรีบดันคติยาให้กลับไปหาบุตรชาย แล้วตนก็สาวเท้าก้าวฉับๆ ออกไปทันทีอย่างรู้งาน เมื่อเหลือกันเพียงสองคน คติยามีท่าทีอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเรียวเล็กยังก้มต่ำงำงุดไม่ยอมเงยสบร่างสูง ส่วนหนึ่งที่เอาแต่หลบตาก็เพราะเธอกลัวเสียงสะอื้นจะเล็ดลอดออกมาอย่างง่ายดาย ใบหน้าคมสันนัยน์ตาดุปลาบคือบาดแผลที่คติยากำลังพยายามรักษาให้ตัวเอง  

                “พี่กุลรับกาแฟไหมคะ เดี๋ยวหนึ่งไปชงให้” เธอถามพลางเงยมองเขาเล็กน้อย 

                เวทิศทำหน้าเลี่ยนเบะปากสุดพลัง “ไม่เอาอะ มันขมจะตาย” 

                “ตอนนี้พี่ไม่ชอบกาแฟแล้วเหรอคะ” 

                “ก็คงงั้น มันอร่อยซะที่ไหนกัน”  

                “ได้ยินว่าพี่กุลยังไม่ได้ทานอะไรมา งั้นเดี๋ยวหนึ่งไปเอาของว่างมาให้นะคะ” 

                “ก็ได้ครับ งั้นพี่ไปรอที่สระว่ายน้ำนะ”  

                คติยาพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปในห้องครัวทันที เวทิศถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหมือนโดนหินก้อนยักษ์กดทับในอก แววตาเศร้าสร้อยของหล่อน น้ำเสียงที่ไร้ความสดใส คือเครื่องหมายยืนยันชัดเจนว่าเขาเป็นคนตีตราความบอบช้ำให้เธอ บทลงทัณฑ์สำหรับเทพตกสวรรค์คือการทำร้ายหัวใจผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนั้นเหรอ 

                เวทิศนั่งมองม่านน้ำตกบนกำแพงศิลาที่ไหลลงสู่สระว่ายน้ำ ก่อนถูกปลุกให้หลุดจากภวังค์ด้วยเสียงเคร้งคร้างของจานขนมและเครื่องดื่มหอมกรุ่นที่คติยากำลังจัดวางลงบนโต๊ะ  

                “ขนมปังกับมอคค่าค่ะ” ร่างบางเลื่อนเก้าอี้นั่ง พร้อมรอยยิ้มหวานที่ผุดขึ้นมามากกว่าเมื่อครู่  

                “มอคค่า?”

                “เป็นกาแฟนั่นแหละค่ะแต่ทำให้กินง่ายคล่องคอด้วยการผสมช็อกโกแลตลงไป รสหวานไม่ขมคอค่ะ พี่กุลลองชิมดูสิคะ” คติยาเลื่อนถ้วยเครื่องดื่มไปตรงหน้าเขาอีกนิดเมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าลังเล “พี่กุลเป็นคนสอนหนึ่งชงมอคค่าและก็ชมว่าหนึ่งทำอร่อย มันไม่ขมเหมือนอเมริกาโน่หรือเอสเปรสโซ่หรอกนะคะ” 

                “งั้นเหรอ” เวทิศไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้อเมริกาโน่กับเอสเปรสโซ่ที่หล่อนพูดถึงมันคืออะไร แต่เพราะสีหน้าและแววตาคู่นั้นที่มองเขาอย่างคาดหวังจึงทำให้เทพหนุ่มตัดสินใจลิ้มลองเครื่องดื่มชนิดนี้อีกครั้ง หลังจากความประทับใจแรกถูกทำลายด้วยกาแฟที่คีติกาเคยชงให้ แต่ทว่าทันทีที่เครื่องดื่มสีน้ำตาลจากถ้วยนี้ไหลลงสู่ลำคอ ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาเยือน มันเป็นสัมผัสที่แตกต่างจากครั้งนั้นโดยสิ้นเชิง กาแฟแก้วนี้จากคติยามีความหอมหวามละมุนลิ้น กลมกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และความรู้สึกต่อมาก็ทำเอาเรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น เมื่อจู่ๆ ส่วนลึกในใจกำลังฟ้องว่าเขาคุ้นเคยกับรสชาตินี้ ฉับพลันคลื่นแทรกบางอย่างก็เข้ามาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว เวทิศรู้สึกว่าภาพนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ณ สระว่ายน้ำแห่งนี้กับผู้หญิงตรงหน้า 

                “พี่กุลคะ...พี่กุล” คติยาเอื้อมมือไปแตะแขนเขาพลางเขย่าเบาๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วอึดใจ   

                “ครับๆ” เวทิศหายใจสะดุดพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ 

                “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่ารสชาติมันแย่” 

                “เปล่าหรอกครับ พี่ชอบนะ อร่อยดี” เวทิศตอบตามความจริง ก่อนหาเรื่องชวนคุย “ว่าแต่น้ำหนึ่งมาหาแม่พี่แต่เช้าเลยนะครับ” 

                “หนึ่งมาเรียนทำขนมโคกะทิกับคุณป้าน่ะค่ะ เป็นสูตรดั้งเดิมของตระกูลพี่กุล อีกอย่างหนึ่งมาเพื่อคุยเรื่องงานประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะได้เจอพี่กุลที่นี่” เพราะก่อนหน้านี้ภีมพิมลเอาแต่โทร.มาระบายความคับข้องใจกับกนกลักษณ์ว่ามหากุลไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย หนีไปนอนคอนโดฯ ไม่ยอมอยู่ในความดูแลของมารดา คติยาจึงรับรู้ความน้อยอกน้อยใจนี้มาจากกนกลักษณ์อีกที  

                “พี่ก็ไม่คิดเหมือนกันครับว่าจะได้เจอน้ำหนึ่งที่นี่ พี่กำลังอยากเจอเราอยู่พอดี” 

                ประโยคสั้นๆ แสนธรรมดาหาได้แฝงนัยยะอะไรไว้ไม่ หากแต่คติยากลับเผลอไผลเลื่อนสายตาจากที่จับจ้องม่านน้ำตกบนกำแพงเปลี่ยนมามองหน้าเขาแทน ดวงตาคมปราศจากความเย็นชาเคล้าด้วยรอยยิ้มจริงใจไร้การเสแสร้งมันกำลังดึงหัวใจเธอให้หนึบหน่วง คติยาจ้องเขาเนิ่นนานจนเกือบลืมตัวเผลอพูดคำว่าคิดถึงออกไปแล้ว 

                “ขอโทษสำหรับเรื่องถอนหมั้นด้วยนะครับ ในสภาวะที่สมองเป็นเช่นนี้พี่จดจำความรู้สึกที่มีต่อน้ำหนาวได้เพียงคนเดียว พี่ไม่อยากทรยศความรู้สึกตัวเอง” เวทิศคิดว่าข้ออ้างนี้ฟังดูดีที่สุดแล้ว เขารู้สึกผิดต่อเธออย่างแท้จริงแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ 

                คติยาตอบรับด้วยรอยยิ้มเจือเศร้า เปลือกตากะพริบถี่เพื่อขับไล่ไม่ให้หยดน้ำได้มีโอกาสไหลริน ฝ่ามือเล็กเลื่อนมากุมมือหนาพร้อมออกแรงบีบอย่างให้กำลังใจ “ไม่เป็นไรค่ะพี่กุล หนึ่งเข้าใจ หนึ่งอยู่ได้ พี่กุลไม่ต้องคิดมากหรอกนะคะ มันควรจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” 

                เวทิศมองมือขาวเนียนที่ทาบทับบนมือของเขา ไออุ่นที่ส่งผ่านจากเนื้อหนังของเธอกำลังเข้าไปกระเพื่อมความรู้สึกบางอย่างในใจ สัมผัสนี้ของคติยาสร้างความปั่นป่วนให้เขาไม่น้อย หญิงสาวเห็นชายหนุ่มนิ่งไปและจรดสายตาบนมือที่กุมกันไว้ เธอจึงรีบดึงมือตัวเองกลับมาเพราะคิดไปว่าเขาคงรังเกียจที่ถูกแตะเนื้อต้องตัว 

                “พี่ถามอะไรหน่อยสิครับ” 

                “อะไรเหรอคะ” 

                “เราเคยไปเที่ยวทะเลด้วยกันไหม” 

                เรียวคิ้วได้รูปเขยื้อนเข้าหากันเล็กน้อย เธอแปลกใจที่อยู่ๆ เขาก็โพล่งถามเช่นนี้ แต่ก็ยินดีตอบออกไปตามตรงโดยไม่ไถ่ถามความสงสัย “ใช่ค่ะ พี่กุลเคยพาหนึ่งไปเที่ยวทะเลบ่อยๆ เพราะเราสองคนชอบบรรยากาศริมหาดเหมือนกัน และทุกครั้งที่ไปพี่กุลก็ไม่เคยพลาดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินเลยสักครั้ง” 

                เวทิศมีท่าทีตกใจเล็กน้อยกับคำบอกเล่าของเธอ นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินคือภาพฝันที่อยู่ในหัวเขาเมื่อคืน นั่นแปลว่ามันคือความทรงจำเก่าของมหากุลจริงๆ 

                “มีอะไรหรือเปล่าคะ” คติยาถามเมื่อเห็นทั้งรอยยิ้มดีใจและแววตาตกใจฉายออกมาจากร่างสูง “เอ๊ะ! หรือว่าความทรงจำของพี่กุลกลับมาบ้างแล้วถึงได้ถามหนึ่งแบบนี้” 

                “ครับ ก็ทำนองนั้น” เวทิศตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่อยากให้เธอคาดหวังเกินไป  

                คติยายิ้มได้เต็มใบหน้า ดวงตาของเธอไหวระริกด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างไม่ปกปิด การที่อยู่ๆ เขามาถามว่าเคยไปทะเลด้วยกันหรือเปล่า นั่นแปลความได้อย่างหนึ่งว่าเธอกำลังเริ่มมีอิทธิพลในความทรงจำของเขาบ้างแล้ว 

                “ว่าแต่น้ำหนึ่งครับ พี่ถามถึงเรื่องคืนนั้นได้ไหม คืนที่เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น” เวทิศเอ่ยอย่างจริงจัง นี่เป็นประเด็นสำคัญที่เขาต้องสืบสาวราวเรื่อง ในเมื่อคีติกาเอาแต่เบี่ยงไปซ้ายทีขวาทีไม่ยอมให้ข้อเท็จจริงกับเขา บางทีคติยาอาจจริงใจและซื่อตรงกว่าน้องสาวก็เป็นได้  

                “พี่กุลอยากรู้อะไรล่ะคะ” 

                “พี่อยากรู้ว่าสภาพน้ำหนาวตอนจะออกจากงานเลี้ยงเป็นยังไง” 

                “น้ำหนาวค่อนข้างเมา แต่ก็ยังฝืนขับรถกลับเอง หนึ่งเลยไหว้วานให้พี่จิณณ์ขับตามไปส่งเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะได้ช่วยเหลือทัน ตอนเจอพี่จิณณ์หน้าห้องน้ำแกก็ดูหัวเสียเอาเรื่องอยู่เพราะเป็นห่วงน้ำหนาวตามประสาคนชอบพอกันน่ะค่ะ” 

                “ชอบพอกัน?” เวทิศนิ่วหน้า คติยาอึกอักเล็กน้อยเพราะคิดว่าสิ่งที่เธอหลุดปากไปเมื่อครู่อาจทำให้ชายหนุ่มเข้าใจน้องสาวของเธอผิด

                “คือพี่จิณณ์ชอบน้ำหนาวและตามจีบมาพักใหญ่แล้ว แต่สำหรับน้ำหนาวหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าน้องคิดยังไงเพราะไม่มีทีท่าจะตกลงปลงใจกับพี่จิณณ์เลย” 

                “งั้นเหรอครับ ไม่เห็นมีใครบอกพี่เรื่องนี้เลย” น้ำเสียงเขาดูแข็งกระด้างเช่นเดียวกับแววตา มิน่าล่ะ ทำไมเมื่อวันก่อนตอนไปสถานีตำรวจจิรภัทรถึงมองคีติกาด้วยสายตาห่วงหาอาทรเช่นนั้น 

                “เอ่อ หนึ่งขอโทษนะคะ คิดว่าพี่จิณณ์หรือน้ำหนาวบอกพี่กุลแล้วซะอีก” ใบหน้างามหลุบลงด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่ชอบสายตาดุวาบของเขาเอาเสียเลย  

                “ดีแล้วล่ะครับที่บอก พี่จะได้หูตาสว่างขึ้น” เวทิศเหยียดยิ้มเล็กน้อยก่อนสัมภาษณ์ต่อ “ว่าแต่ตอนที่น้ำหนึ่งไปถึงจุดเกิดเหตุ มหากุล เอ่อ...พี่มีสภาพเป็นยังไงบ้างครับ” 

                เวทิศจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตา จับสังเกตทุกริ้วรอยความรู้สึกที่ปรากฏออกมา ซึ่งเขาสัมผัสได้ว่าคติยากำลังอึดอัดกับคำถาม ลำคอระหงกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ ความเศร้าเสียใจทั้งหมดถูกฉายออกมาจากดวงตาที่มองสบเขาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหลุบลงต่ำ  

                “ตอนที่หนึ่งไปถึงพี่กุลสลบไปแล้วค่ะ ภาพกองเลือดขนาดใหญ่และลมหายใจรวยรินของพี่ยังติดตาหนึ่งจนถึงทุกวันนี้” เธอเล่าด้วยเสียงแผ่วเบา “ส่วนน้ำหนาวนั่งคุดคู้กอดตัวเองอยู่ไม่ห่างจากพี่กุล น้องพร่ำเพ้อจนฟังไม่ได้ศัพท์ เธอเอาแต่ร้องไห้และโวยวาย อย่างแรกที่หนึ่งทำคือตรงเข้าไปกอดปลอบน้อง แม้ภาพที่พี่กุลนอนจมกองเลือดจะทำหนึ่งช็อกจนมือไม้สั่นก็ตาม” 

                คติยาเว้นจังหวะการเล่าด้วยลมหายใจขาดห้วง นัยน์ตาหวานซึ้งบัดนี้คลอด้วยหยาดน้ำ เวทิศเอื้อมไปแตะมือเธอเป็นเชิงให้กำลังใจก่อนทวงถามความต่อเนื่องของเหตุการณ์ “แล้วยังไงต่อครับ” 

                “พอตั้งสติได้หนึ่งก็รีบแจ้งเหตุกับ ๑๙๑ และจากนั้นไม่นานทั้งเสียงไซเรน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนแพทย์เวรก็กรูกันเข้ามาในจุดเกิดเหตุ ทุกอย่างมันวุ่นวายจนสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยค่ะ” 

                “แล้วน้ำหนาวเป็นยังไงบ้างครับ” 

                “น้องร้องไห้ ตัวสั่นมือสั่นไปหมด แต่เธอก็พยายามตอบคำถามตำรวจเท่าที่ทำได้นะคะ” ซึ่งส่วนใหญ่คติยาเป็นคนให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพราะคีติกายังมีอาการขวัญผวาเป็นช่วงๆ  

                คำบอกเล่าของคติยาทำให้เวทิศหวนนึกถึงจิรภัทรที่พยายามสอบถามคีติกาว่าหล่อนใช้สารเสพติดหรือเปล่า ตอนแรกเวทิศยังไม่วางน้ำหนักไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทว่าพอฟังจากที่คติยาให้การบวกกับหลักฐานในกล้องวงจรปิดที่ย้อนแย้งกันชักทำให้เขาเกิดความเคลือบแคลงในตัวคีติกาเสียแล้วสิ  

                ในขณะที่ความเงียบเข้าดูดกลืนบทสนทนาระหว่างสองหนุ่มสาว แม่บ้านวัยกลางคนก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม “คุณท่านให้มาเรียนว่าอาหารเที่ยงพร้อมแล้วค่ะ” 

                เวทิศจึงจบการสัมภาษณ์คติยาไว้เพียงเท่านี้ อีกอย่างท่าทางของเธอก็ดูอึดอัดไม่อยากเล่าอะไรมาก เขาเข้าใจว่าเหตุการณ์คืนนั้นตลอดจนภาพมหากุลที่อาบไปด้วยเลือดคงทำร้ายจิตใจเธอหนักหนาเอาการอยู่ เขาจึงพยักหน้าและพากันเดินเข้าไปในห้องอาหารซึ่งภีมพิมลนั่งคอยท่าที่หัวโต๊ะอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของหญิงวัยกลางคนเปื้อนยิ้มยินดีปรีดาอย่างไม่ปกปิดเมื่อเห็นบุตรชายและว่าที่ลูกสะใภ้ที่เธอหมายตาเดินเคียงคู่มาด้วยกัน แม้ว่ามหากุลเวอร์ชันใหม่จะแตกต่างจากคนเดิมราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อไรก็ตามที่ได้อยู่เคียงใกล้คติยาเคมีของทั้งสองก็ทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดีเสมอ 

                ‘เหมาะสมกันปานนี้มหากุลจะแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไง หากไม่ใช่หนูน้ำหนึ่ง’  

                บรรยากาศการรับประทานอาหารไม่มีความตึงเครียดเหมือนเช่นวันนั้นที่เชิญครอบครัวกุลฤทธามาร่วมโต๊ะ ยิ่งใช้เวลาร่วมกันเช่นนี้เวทิศยิ่งแน่แก่ใจว่าภีมพิมลรักคติยามาก ดูได้จากการที่คอยหาเรื่องพูดคุยกับหญิงสาวและตักอาหารใส่จานให้ตลอด  

                “หมูฮ้องคือเมนูที่น้ำหนึ่งชอบนี่นา” เวทิศว่าพลางตักอาหารพื้นเมืองของภูเก็ตให้คติยาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธออึ้งและมองหน้าเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ยิ่งภีมพิมลยิ่งตกใจเบอร์ใหญ่ถึงขั้นทำช้อนที่ค้างเติ่งกลางอากาศหล่นลงจานเสียงดัง  

                “พี่กุลรู้ได้ไงคะว่าหนึ่งชอบกินเมนูนี้” เสียงใสสั่นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลื่อนขยับบนริมฝีปากอมชมพู 

                “ก็...” เวทิศเองก็เพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้ว่าพูดอะไรออกไป ดวงหน้าหล่อคมมีความอึกอักเพราะไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี 

                “กุลจำได้แล้วใช่ไหมลูก” ภีมพิมลดีใจจนน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมดวงตาที่ไหวระริก  

                “เอ่อ ไม่รู้ครับ อยู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมาเอง”  

                “แม่ดีใจนะ ดีใจมาก มันเป็นสัญญาณที่ดีเลยแหละ อย่างน้อยก็มีแววว่าความทรงจำของกุลไม่ได้หายลับไปตลอดกาล มันกำลังค่อยๆ กลับคืนสู่เจ้าของ” คราวนี้หญิงวัยกลางคนสุดจะกลั้นอีกต่อไป เธอปล่อยน้ำตาออกมาอย่างดีใจ 

                “อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรเลยครับ ให้มันเป็นไปตามวิถีของมันเถอะ” เทพหนุ่มตอบเสียงเรียบก่อนลุกขึ้นยืน “ผมอิ่มแล้วและก็จะกลับเลย ไว้ผมจะมาใหม่นะครับ” 

                เวทิศพยักหน้าให้มารดาที่เอามือทาบอกพลางกลืนเสียงสะอื้นลงคอ หล่อนไม่ท้วงไม่รั้งให้ลูกชายอยู่ต่อเพราะความดีใจจู่โจมจนไม่อาจกลั่นคำพูดใดๆ ออกไปได้ ร่างสูงจึงเดินสาวเท้าลิ่วๆ ออกไปจากห้องอาหาร คติยาชั่งใจอยู่หลายวินาทีก่อนขอตัวจากภีมพิมลแล้ววิ่งตามชายหนุ่มไปจนถึงหน้าบ้าน 

                “พี่กุลคะ!” เธอร้องเรียกก่อนที่เขาจะทันได้เข้าไปนั่งในรถ 

                “ว่าไงครับ” 

                “ขอบคุณนะคะที่กลับมาบ้านวันนี้ พี่ทำให้หนึ่งมองเห็นแสงแห่งความหวัง” ร่างบางเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิด สบดวงตาคู่คมโดยไม่หวั่นเกรงเหมือนที่ผ่านมา “หนึ่งหวังว่าไม่ช้าก็เร็วพี่กุลคงจำหนึ่งได้บ้าง” 

                “พี่ก็อยากให้เป็นเช่นนั้นนะ แต่น้ำหนึ่งอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากเลย มันเป็นเพียงแค่ภาพที่ฉายแวบเข้ามาเท่านั้น” หากมีรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในชีวิตมหากุลโผล่ขึ้นมาบ้างก็ดีสิ  

                “เล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็เป็นสัญญาณที่ดีอย่างที่คุณป้าว่านะคะ”  

                เวทิศเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรักของคติยาจึงอดถามเรื่องคาใจออกไปไม่ได้ “ก่อนหน้านี้พี่เคยบอกรักน้ำหนึ่งไหม” 

                คติยาก้มซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเรื่อก่อนเอ่ยตอบ “พี่บอกรักหนึ่งครั้งแรกตอนที่เรานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน”  

                ก่อนจบลงด้วยจุมพิตแสนหวาน รสสัมผัสแปลกใหม่ชวนวาบหวามในอก คติยาจดจำได้ไม่เคยลืม เสียงคลื่นกระทบฝั่ง แสงตะวันที่ใกล้ลาลับขอบฟ้า ฝ่ามือแสนอบอุ่นของมหากุลที่กอบกุมมือเธอไว้แน่น ความรู้สึกเหล่านั้นยังสลักฝังในหัวใจคติยาเสมอมา 

ความคิดเห็น