email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่สิบสอง (ครึ่งหลัง) ร้อยมารยาไม่เท่าหนึ่งมารร้าย

ชื่อตอน : บทเรียนที่สิบสอง (ครึ่งหลัง) ร้อยมารยาไม่เท่าหนึ่งมารร้าย

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 07:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่สิบสอง (ครึ่งหลัง) ร้อยมารยาไม่เท่าหนึ่งมารร้าย
แบบอักษร

บทเรียนที่สิบสอง (ครึ่งหลัง)  

ร้อยมารยาไม่เท่าหนึ่งมารร้าย 

[Phai Natee]  

 

 

 

...แกร๊ก 

 

เสียงช้อนสเตนเลสกระทบจานกระเบื้องบนโต๊ะอาหารของครอบครัวกรองกลิ่น สายตาของพ่อเลี้ยงยังคงจับจ้องมาที่ผมกับพุฒเหมือนกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา จนผมกับน้องต้องหันมองหน้ากันด้วยความฉงน พ่อเป็นหนุ่มวัยกลางคนที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าหล่อเกินเบอร์ สาวแก่แม่หม้ายที่ไหนเห็นก็เป็นต้องเหลียวหลังมองทุกที หนุ่มกล้ามปูที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่กับบ้านหรือไม่ก็สิงอยู่ตามฟิตเนส เซนเตอร์ ไม่เคยถูกใจสาวคนไหนไม่เคยพาใครเข้าบ้านเลยให้เห็นสักครั้ง 

 

ตอนที่พวกเรายังเด็กพ่อทำธุรกิจสีเทาจำพวกบ่อนการพนัน รับแทงบอลหรือแม้กระทั่งปล่อยเงินกูรายได้หมุนเวียนบางวันก็เป็นหลักแสนถึงหลักหลายล้านก็มี นิสัยของพ่อปกติก็ดูเป็นคนที่ยุติธรรมดีเล่นอะไรแฟร์ ๆ เสมอแต่ก็มีคนจำพวกหน้าใหญ่ อีโก้สูง คิดว่าตัวเองร่ำรวยฉลาดกว่าใครยกตนข่มท่านมาให้พ่อเฉือดอยู่บ่อยครั้ง หลายคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวมีบ้านขายบ้านมีรถขายรถหรือแม้กระทั่งพยายามขายลูกของตัวเองก็มี 

 

หลังจากที่พ่อรับเอาพุฒมาเลี้ยงได้ไม่นานก็เลิกทำธุรกิจการพนันหันมาประกอบอาชีพอย่างที่คนปกติเขาทำกัน ลงทุนด้านอสังหาทั้งซื้อที่ดินมาขายต่อหรือแม้แต่แค่ให้เช่าโกดังหรืออาคารเนี่ยก็มีกินมีใช้ไม่ขาดแล้ว ไหนยังจะเอาเงินมาลงทุนในธุรกิจผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์อีก ส่วนบรรดาลูกน้องของพ่อท่านก็ให้เลือกเอาว่าจะมาทำงานด้วยกันหรือจะแยกย้ายไปทำตามที่ตัวถนัด 

 

สองสามปีที่ผ่านมาผมจะตัดขาดจากครอบครัวนี้ไปแล้วแต่พ่อก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดตามผมกลับเลยสักครั้ง ปัญหาที่ผ่านมามันไม่ได้อยู่ที่พ่อแต่มันอยู่ที่ผมเอง ในขณะที่ผมกำลังอยู่อย่างสุขสบายแม่กลับต้องกลายเป็นคนเสียจริตและนั่นยิ่งทำให้ผมต้องโทษตัวเองจนชีวิตต้องผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง 

 

ครอบครัวที่ผมเคยมองว่าเป็นของปลอมเป็นแค่เพียงภาพลวงตา เคยคิดมาตลอดว่าแม้แต่สายเลือดแท้ ๆ ยังทำร้ายเราได้แล้วคนอื่นล่ะจะมารักเราจริงได้ยังไงในเมื่อกาก็คือกาวันยังค่ำไม่มีวันกลายเป็นหงส์ 

 

...จนเมื่อผมได้รู้จักกับเพลงเด็กที่สอนให้ผมรู้ว่าครอบครัวที่แท้จริงคืออะไร... 

 

การที่ผมยอมกลับมาที่บ้านนี้อีกครั้งก็เป็นเพราะเด็กคนนั้น...ไม่สิไม่ใช่แค่เพลงแต่เป็นทุกคนเลยต่างหากที่ทำให้ผมรู้ว่าสายสัมพันธ์จริง ๆ เป็นยังไงและผมก็อยากจะเก็บรักษาเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

แม้ผมจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหงส์ไม่ได้ แต่อีกาตัวนี้ก็สามารถบินได้อย่างสง่างามเช่นกัน 

 

“เรียนเป็นยังไงกันบ้าง” น้ำเสียงดุดันที่ได้ยินจนเป็นประจำถูกเอ่ยถามออกมาซึ่งมันผิดปกติมาก พ่อน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับพุฒเป็นคนที่เรียนเก่งขนาดไหนและตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่เคยถามเรื่องนี้กับพวกเราทั้งคู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว 

 

“ก็ดีครับ...ทำไมพ่อถึงถามแบบนี้ล่ะครับ” พุฒมันเป็นคนที่เข้าหาคนง่ายกว่าผมเลยทำให้กล้าถามพ่อได้ทุกเรื่องแบบตรงไปตรงมา 

 

“เปล่า...ว่าแต่มีอะไรอยากจะบอกพ่อกันไหม?” 

 

...! 

 

พุฒมันเหล่มองมาทางผมเหมือนกำลังขอความช่วยเหลือแต่ก็นั่นล่ะผมจะไปทำอะไรได้ในเมื่อถ้าเทียบกันตามจริงแล้วเล่ห์เหลี่ยมที่เราสองคนมีมันสู้พ่อไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวและการที่พ่อพูดออกมาแบบนี้แปลว่าต้องรู้เรื่องทุกอย่างดีอยู่แล้ว 

 

“ว่ายังไงอ้ำอึ้งกันทำไม มีอะไรจะเล่าให้พ่อฟังก็เล่ามา” ผมล่ะเกลียดคำถามแบบนี้จังทั้งที่รู้จนหมดเปลือกอยู่แล้วแต่ก็ยังพยายามพูดเพื่อให้สารภาพออกมาเอง 

 

ในเมื่อพ่ออยากเล่นเกมกับพวกเรา ผมก็จะเล่นเกมกับพ่อ 

 

“แล้วพ่ออยากรู้เรื่องอะไรทำไมไม่ถามออกมาเลยล่ะครับถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันผมคงไม่มีอะไรจะเล่าหรอก” คำตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ผมปั้นแต่งออกมาสุดกำลังน่าจะยั่วประสาทชายตรงหน้าได้เป็นอย่างดี 

 

ถ้าจะเล่นกันแบบนี้คนที่โกรธก่อนคงเป็นฝ่ายที่แพ้สินะ... 

 

พ่อแค่เม้มปากออกมาพร้อมกับเสียง ฮึ ในลำคอเบา ๆ อย่างไร้อารมณ์รู้ดีว่าถ้าต้องสู้กับคน คนนี้ยังไงผมก็แพ้ทุกประตูอยู่ดี 

 

“ทุกอย่างก็ปกติราบรื่นดีนะครับพ่อ เทอมที่แล้วผมกับพี่ก็ท็อปทุกวิชาไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่ครับ” พุฒมันก็ช่างอ้อนแฮะ ใช้มือบีบนวดไปที่กล้ามแขนของพ่อเสียงอ่อนเสียงหวานเชียว 

 

“เหรอ~~~~~?” พ่อกดตามองไปที่พุฒแล้วลากเสียงยาวจนผมเองยังต้องยอมยกธงขาว 

 

“โธ่ ผมจะมีอะไรล่ะพ่อ ข้าวเย็นผมก็กลับมากินพร้อมพ่อทุกวันยังจะมาคาดคั้นผมอีก พ่อต่างหากที่เอาแต่กลับดึกตลอดเพราะมัวแต่ไปติดสาวที่ยิมนั่นแหละ” เหอะ วิธีหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่อยากพูดที่ดีที่สุดคือการย้อนความผิดให้คนถามสินะ! 

 

“เอาเถอะไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร” พ่อยื่นมือไปลูบหัวไอ้พุฒที่ยังซบหน้าไปที่แขนแล้วยังเหล่มายักคิ้วให้ผมอีก...ไอ้นี่มันร้ายกว่าที่คิด “แล้วพรายล่ะไม่มีอะไรจะบอกพ่อใช่ไหม?” 

 

“พ่ออยากรู้เรื่องไหนละครับเรื่องของผมเรื่องเพื่อน...หรือเรื่องเพลง?” ในเมื่อรู้อยู่แล้วก็พูดออกมาตรง ๆ แบบนี้แหละขืนยังทำเฉไฉต่อคนที่ลำบากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นไอ้เพลงเป็นแน่แท้ 

 

“พี่พราย!” พุฒมันถึงกับถลึงตามองมาที่ผมในทันที ส่วนพ่อเองก็ดันหัวพุฒมันออกจากแขน 

 

“ก็รู้นี่ว่าพ่ออยากคุยเรื่องอะไร” พ่อหันไปมองหน้าพุฒที่ยังส่งสายตาวิ้ง ๆ “ส่วนเรื่องของเราอย่าคิดว่าพ่อจะลืมนะเรามีเรื่องที่ต้องคุยกันอีกเยอะเลยพุฒ” หน้าสลดเลยเหรอวะไอ้น้องชาย 

 

“ทำไมครับ? ในเมื่อพ่อก็ทราบอยู่แล้วว่าผมกับเพลงเป็นอะไรกัน พ่ออยากจะขัดขวางไม่ให้ผมคบกับเพลงรึไงครับ? แต่ผมบอกพ่อไว้ตรงนี้เลยว่าผมไม่มีวันเลิกกับมันเด็ดขาด ไม่ว่าพ่อจะยอมหรือไม่ยอมก็ตาม” 

 

“พี่พรายใจเย็นก่อนผมว่าพ่อคงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง” 

 

“จะได้คบหรือไม่ได้คบก็อยู่ที่ว่าพ่อจะถูกใจเด็กคนนั้นรึเปล่าต่างหาก ถึงแม้พื้นฐานของเด็กคนนั้นจะดีแค่ไหนก็ตามแต่คนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับพรายพ่อจะเป็นคนดูเอง” 

 

“อ้อ งั้นพ่อจะบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ผมต้องการเหรอ?” 

 

“เลือกเอง? แบบที่เคยเลือกคิงอะนะ” กรอด...ได้แต่กัดฟันตัวเองแน่นคิดไว้แล้วเชียวว่าเรื่องนี้จะต้องย้อนกลับมาที่ผมและกลายเป็นว่าผมเองที่เก็บอารมณ์ไม่อยู่...พอกันทีผมเบื่อที่จะต้องมาตอบคำถามไร้สาระพวกนี้แล้วสองขาลุกยืนขึ้นเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากโต๊ะอาหาร 

 

“นั่งลง! ถ้าไม่อยากให้พ่อใช้ไม้แข็งกับแกและคนใกล้ชิดแกอย่างได้คิดลุกออกไปถ้าพ่อไม่ได้สั่ง” แค่ได้ยินคำว่าคนใกล้ชิดผมก็ถึงกับนั่งแหมะไปที่เดิมโดยสัญชาตญาณ คนแบบพ่อถ้าโกรธละก็ใครก็เอาไม่อยู่จะแข็งกับชายตรงหน้าตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด 

 

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากคนรอบข้างคือต้องใช้ทุกอย่างบนร่างกายให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ผมเริ่มเอียงคอมองค้อนพ่อสักสามสิบองศา เม้มริมฝีปากเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ นึกถึงเรื่องดรามาทั้งหมดทั้งปวงที่ผ่านมาบีบเค้นน้ำตาออกมาทีละนิด สูดหายใจแรง ๆ ให้จมูกขยับเป็นจังหวะเหมือนนางเองที่โดนคุณท่านรังแก...ท่าไม้ตายของไอ้น้องหิน! มันทำให้ผมเห็นจนรู้ว่าแท้จริงมันกำลังเล่นละครอ้อนไอ้พายุ แล้วเชื่อเถอะร้อยทั้งร้อยแพ้น้ำตากันทั้งนั้น 

 

...แต่คนที่ดูจะอึ้งจนตาค้างกลับเป็นไอ้พุฒแทนวุ้ย ถ้าไม่จวนตัวจริงไม่มีทางได้เห็นน้ำตากูหรอก! 

 

“พะ...พรายนี่ลูก” หึ ๆ สุดท้ายพ่อก็ต้องยอมใจอ่อนอยู่ดี “แอดวานซ์ดีนี่บีบน้ำตาซะเหมือนเชียวคิดว่าคนอย่างพ่อจะมองไม่ออกรึไงว่าใครร้องจริงใครโกหก พ่อนะเห็นมาเยอะแล้วไอ้พวกที่แกล้งทำเป็นร้องไห้อ้อนวอนตอนเสียพนัน” 

 

ปัดโธ่! 

 

น่าเบื่อจังต่อให้มารยาสาไถยแค่ไหนก็สู้พวกมีประสบการณ์ไม่ได้เนี่ย 

 

“แล้วพ่อจะเอายังไงครับแต่ผมบอกก่อนนะว่ายังไงผมก็ไม่ยอมเลิกคบกับเพลงเด็ดขาด” 

 

“พ่อก็ยังไม่ได้บอกว่าให้เลิกคบสักหน่อย” ...! คำพูดนี้ถึงกับทำให้ผมขมวดคิ้วจนหน้าย่นเป็นหมาพิบูลเลย “พ่อให้เวลาสองอาทิตย์ไปจัดการบอกแฟนแกให้มาพบพ่อซะจะมาเองดี ๆ หรือจะให้พ่อส่งคนไปรับก็เลือกเอา” 

 

พ่อไม่ได้พูดเล่นแน่และมันทำให้ผมต้องขนลุกไปทั้งตัว 

 

“แกก็ด้วยพุฒพ่อให้เวลาสองอาทิตย์เหมือนกันพาตัวสองพี่น้องนั่นมาเจอพ่อซะ ถ้าไม่อยากให้พ่อยุ่งกับครอบครัวแฟนแก” เฮ้ย! พุฒถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยเหรอ? 

 

“พะ...พ่ออย่าทำอะไรพวกเขานะผมขอร้อง” พวกเขา? นี่มันคบอยู่กี่คนวะ 

 

“ทำไม่ทำ...มันอยู่ที่พวกแกต่างหากว่าจะจัดการยังไง บางทีพ่ออาจจะส่งคนไปรับมาพรุ่งนี้เลยก็ได้ใครจะไปรู้” 

 

“พ่อ!” ผมกับน้องชายร้องออกมาแทบจะพร้อมกันในทันที 

 

พ่อมองมาที่เราสองคนก่อนที่จะโบกมือไล่แล้วลุกออกจากโต๊ะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ปล่อยให้ผมกับน้องนั่งจ้องหน้ากันท่ามกลางความเงียบที่ยังปกคลุมไปทั้งโต๊ะอาหาร 

 

“พ่อเอาจริงแน่พี่ทั้งที่ผมเองก็มั่นใจแล้วนะว่าระวังตัวเป็นอย่างดี จนพ่อไม่น่าจะรู้เรื่องนี้” 

 

“น้อยไปสิ พ่อคงไม่ได้ตามเรามาแค่วันสองวันหรอกถ้าถึงขนาดรู้เรื่องไอ้คิง แปลว่าพ่อจับตาดูพี่มานานแล้วล่ะแต่ที่พี่ไม่เข้าใจคือทำไมพ่อถึงเพิ่งจะมาพูดเอาตอนนี้ต่างหาก” 

 

“มีเวลาแค่สองอาทิตย์เองเหรอ? ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าสองคนนั้นจะพร้อมมาพบกับพ่อตอนนี้ไหม” 

 

“พร้อมไม่พร้อมก็ต้องเตรียมตัวตั้งรับไว้ให้ดี พ่อไม่มีทางเล่นตามกติกาแน่ดูก็รู้ว่าพ่อกำลังเดินเกมบุกพวกเราอยู่ถ้าเป็นไปได้พี่ก็อยากกันเพลงให้ห่างจากเรื่องนี้ยิ่งไกลยิ่งดี ยิ่งซื่อ ๆ โง่ ๆ แบบไอ้เพลงมันต้องหาเรื่องรับคำท้าจนติดกับดักของพ่อชัวร์” 

 

“นั่นสิ...พ่อเคยสอนมาตลอดว่ากุหลาบไร้หนามก็เหมือนกับคนไร้เขี้ยวเล็บไร้ราคา ถ้าจะให้พูดกันตรง ๆ อย่างเพลงเนี่ยน่าจะเป็นคนจำพวกที่พ่อไม่ชอบมากที่สุดเลยมั้ง” คำพูดของพุฒทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจจนนอนไม่หลับทั้งที่ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้วผมกลับเปลี่ยนเสื้อผ้าคว้ากระเป๋าแล้วย่องออกมาจากห้องนอนในทันที 

 

“คุณพรายจะไปไหนเหรอครับ” ลุงพิ้ว รปภ. เก่าแก่ที่อยู่กับพ่อมาหลายปีเอ่ยปากถามผมด้วยความเป็นห่วงส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมเคยออกจากบ้านนี้ไปหลายปีและครั้งนั้นผมก็ออกไปในยามวิกาลแบบนี้เหมือนกัน 

 

“จะกลับหอพักที่มหา’ลัยครับลุงพรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้า” 

 

“งั้นให้ผมไปตามคนขับรถไปส่งคุณพรายดีไหมครับ?” 

 

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่กลับเองดีกว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ให้พวกพี่เขาได้นอนพักผ่อนเถอะครับ” 

 

“งั้นคุณพรายรอตรงนี้ก่อนนะครับออกไปคนเดียวมันอันตรายเดี๋ยวลุงขี่จักรยานไปเรียกรถที่หน้าปากซอยให้” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรลุงแกก็คว้าจักรยานแล้วปั่นออกไปในทันที ไม่รู้ว่าพุฒมันจะงอนรึเปล่าที่ไม่ได้บอกว่าจะกลับไปนอนที่หอพักหันกลับไปมองที่อาคารก็ถึงกับทำให้ผมสะดุ้งยืนตัวแข็ง 

 

พ่อกำลังยืนมองผมอยู่ที่ระเบียงชั้นสามด้วยสีหน้าที่เดาไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เสียงรถวิ่งเข้ามาเทียบจอดอยู่หน้าประตูจนผมต้องหันไปมองก็พบว่าเป็นแท็กซี่ที่มารอรับแต่พอหันกลับไปมองบนระเบียงพ่อก็หายไปเสียแล้ว 

 

แม้ว่าแอร์ในรถจะเย็นฉ่ำเพียงใดแต่ฝ่ามือผมกลับชุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อความหวาดหวั่นเริ่มเกาะกุมเข้ามาภายในจิตใจของผมอีกครั้งความคิดด้านลบมากมายต่างก็ประเดประดังกันเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน ถ้าตอนนั้นผมตัดสินใจไม่กลับบ้านวันนี้ผมคงไม่ต้องมาเครียดเรื่องนี้แท้ ๆ 

 

แต่ถ้าผมยังฝืนคบกับเด็กคนนั้นต่อไปโดยที่พ่อไม่เห็นด้วย เพลงจะต้องอยู่แบบไม่สงบแน่ความคิดเรื่อยเปื่อยมันทำให้ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้รถได้มาถึงหน้ามหา’ลัยแล้ว 

 

“ขับเข้าไปด้านในเลยครับน้า” ผมยื่นบัตรนักศึกษาในกับพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณรั่วด้านหน้ามอเพียงไม่นานก็มาถึงหอสิบสามหลังจากจ่ายเงินแล้วลงจากรถผมก็ต้องชะงักอีกครั้ง 

 

“...เพลง” เด็กคนนั้นกำลังนั่งชันเข่าซุกหน้านอนไปกับแขนทั้งสองข้างอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าตึก 

 

สองเท้าก้าวเดินตรงไปยังเด็กหนุ่มยื่นมองอยู่สักพักผมก็นั่งลงข้างเขา เพลงมันกำลังหลับอยู่ นี่มันรอผมมาแบบนี้กี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้หรือว่าทุกครั้งที่ผมกลับบ้านมันจะทำแบบนี้มาตลอด 

 

“หัวใจของมึงคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลยใช่ไหม?” เสียงกระซิบแผ่วเบากับหยดน้ำที่หางตามันเกิดขึ้นจากความรู้สึกจริง ๆ ผมค่อย ๆ พิงหัวลงไปที่ไหล่ของเพลง ร่างของคนข้างกายขยับเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่ารู้สึกตัวแล้ว 

 

“กลับมาแล้วเหรอครับพี่พราย?” 

 

“อืม” ได้แต่พยักหน้าออกมานิดหน่อยถ้าต้องให้คุยอะไรตอนนี้ผมคงต้องร้องไห้ออกมาแน่ 

 

“พี่หิวรึเปล่ากินอะไรมารึยังครับ?” 

 

“อืม” ผมยังคงตอบเหมือนเดิมโดยแค่ครางออกมาเท่านั้น 

 

“พี่ยังโกรธผมเรื่องแม่พี่อยู่เหรอ?” ได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบใครจะไปโกรธลงอาจจะมีหงุดหงิดบ้างที่แม่ยอมเปิดเผลอทุกอย่างกับเพลงในขณะที่ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักผม “แล้วพี่ง่วงรึเปล่าครับตอนนี้ก็เกือบห้าทุ่มแล้วผมพาขึ้นไปนอนเอาไหม?” มันล้วงมือถือขึ้นมาดูเวลาแล้วก้มหน้ามองลงมา 

 

“อืม” เป็นอีกครั้งที่คำพูดของคุณป้าดังก้องอยู่ภายในหัว *ไม่คิดจะสู้เพื่อลูกแม่หน่อยเหรอ?* ทั้งที่ครอบครัวเพลงก็ยอมรับผมแล้วเพลงมันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมันในขณะที่ผมเองยังทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้แม้แต่จะพยายามสู้เพื่อให้เด็กคนนี้เป็นที่ยอมรับของพ่อเลย 

 

ผมมันเห็นแก่ตัว... 

 

เพลงมันคงง่วงที่ต้องออกมานั่งรอผมทั้งคืนแบบนี้ถึงได้พอกลับขึ้นมาบนห้องก็พล่อยหลับไปก่อน ผมสอดมือซบหน้าลงไปที่หลังของเขาทบทวนว่าความต้องการที่แท้จริงของผมคืออะไรและคำตอบมันก็ชัดเจนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว 

 

“กูจะไม่ยอมเสียมึงไปเพลงไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม” ไม่รู้ว่าเด็กที่หลับอยู่จะได้ยินรึเปล่าแต่ผมว่าผมได้ยินเสียงครางตอบรับงึมงำออกมาจากปากของเขา 

 

“พี่รักเพลงนะ” นี่คงเป็นคำที่ผมพูดเพื่อตอกย้ำตัวเองมากกว่าต้องการจะให้เขาได้ยินเสียอีก 

 

ผ่านมาสัปดาห์กว่าแล้วผมก็ยังไม่ได้พูดเรื่องพ่อให้เพลงฟังเลยเอาแต่นิ่งเฉยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและผมรู้ดีว่าตัวเองงี่เง่าแค่ไหนเวลาที่อยู่กับเด็กคนนี้ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งกลัวที่จะเอ่ยปากบอก จนเพลงมันคงคิดว่าผมยังโกรธเรื่องแม่อยู่แน่เลยถึงได้นั่งเงียบ ๆ ไปอีกคน 

 

“พี่พรายงั้นเดี๋ยวผมไปเรียนก่อนนะครับ แล้วช่วงบ่ายพี่พรายมีเรียนรึเปล่าวันนี้ผมมีคลาสเรียนแค่ตอนเช้าถ้าพี่ไม่ติดอะไร...” ยังไม่ทันพูดจบผมก็ขัดขึ้นมาซะก่อน 

 

“ขอโทษนะวันนี้กูมีเรียนทั้งวันกว่าจะเลิกก็เกือบสี่โมงเย็น ยังไงวันนี้มึงไปกับหินก่อนละกันเพราะพายุเองก็เลิกพร้อมกู” ถ้าเพลงมันอยู่กับหินผมก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าลูกน้องพ่อคงเข้าใกล้มันไม่ได้ แต่เพื่อความชัวร์ผมต้องขอให้พุฒช่วยดูแลเพลงอีกทางจะปล่อยให้มันอยู่คนเดียวไม่ได้เด็ดขาดมีโอกาสสูงที่จะถูกลักพาตัวไปได้ง่าย ๆ 

 

“ไม่ต้องทำหน้าหงอยแบบนั้นน่าถ้าเลิกแล้วกูจะโทรหานะ แล้วคืนนี้เราไปขี่รถเล่นกัน” นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ไปขี่รถเที่ยวกับเพลงมัน ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายก็น่าจะตอนวันเกิดผมนั่นล่ะ 

 

“งั้นผมไปเรียนก่อนนะครับ” 

 

ฟอด! เพลงมันก้มลงมาหอมแก้มของผมท่ามกลางนักศึกษามากมายที่กำลังนั่งคุยนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าตึกคณะพอมันหันตัวกลับจะเดินออกไปผมก็ต้องดึงมือมันไว้ 

 

“กูยังไม่ได้หอมมึงเลยเพลง” พูดแค่นี้ทำไมต้องทำหน้าตกใจวะ มันก้มตัวลงมาตรงหน้าผม 

 

“พี่กินยาไม่ได้เขย่าขวดเหรอ?” 

 

“ยาเดียวที่รักษากูได้ก็คือมึงนั่นแหละเพลง” ผมกดหน้าไปที่ปากของมันอย่างรวดเร็วราว 0.0001 วินาที “ไปได้แล้วไอ้คุณแฟน” พอพูดไปแล้วกลับกลายเป็นผมที่เขินออกมาเองซะงั้นจนต้องลุกขึ้นเก็บของแล้วเดินหนีออกมาแทนไม่น่าหาเรื่องทำเป็นโรแมนติกเลยมันไม่ใช่ทางของผมจริง ๆ ด้วยว่ะ 

 

พอขึ้นมาถึงห้องสายตาของไอ้พายุกับป้องมันก็มองค้อนมาที่ผม 

 

“มองกูอย่างนั้นกันทำไมวะ?” 

 

“เปล่า~~~~~” เสียงสูงขนาดนี้ดูยังไงก็ตอแหล! 

 

“มึงนี่นับวันจะใจกล้าขึ้นทุกทีแล้วนะพราย ถึงขั้นมีจงมีจูบกันหน้าคณะแบบนั้น” ไอ้ป้องมันพาดแขนมาที่ไหล่ของผม 

 

...! 

 

“พะ...พวกมึงเห็น?” 

 

“เออสิ กูกับพายุกำลังจะตะโกนเรียกมึงตรงหน้าต่างแต่ดันได้เห็นฉากเด็ดของคุณนทีเข้าซะก่อน” หน้าต่างมีหูประตูมีช่องและความลับไม่มีในโลกโดยเฉพาะกับพวกตัวเสือก! 

 

“ก็แล้วไง? กูรักกูชอบของกู ถ้ากูไม่พยายามทำให้มันรู้บ้างเดี๋ยวเด็กมันจะนึกว่ากูไม่สนใจ” 

 

“หูยเพลงนี่มันก็เก่งนะ ถึงได้เปลี่ยนคนเย็นชาแบบมึงให้กลายเป็นนางแมวยั่วสวาทได้น่ะ” ประสาท! 

 

“พูดมากไอ้ป้อง มึงก็ระวังเอาไว้ให้ดีเถอะทำเป็นเล่นตัวกับยูจิมากเกิดมันไปมีคนอื่นแล้วมึงจะหนาว” 

 

“ไม่มีทางพายุ ตอนนี้ยูจิมันกำลังหลงกูหัวปักหัวปำแล้วอีกอย่างกูก็ไม่เคยเล่นตัวเหมือนมึง กูกับมันไม่เคยมีความลับชอบไม่ชอบ สบายใจไม่สบายใจก็พูดกันออกมาตรง ๆ ถามกันตรง ๆ แม้แต่เรื่องพ่อกูยังคุยกับมันเลยว่าถ้าถูกจับได้จะเอายังไงแล้วมึงรู้ไหม? ว่ามันบอกกูว่าอะไร” 

 

ทั้งผมกับพายุถึงกับส่ายหน้าไม่รู้ 

 

“มันบอกว่าจะสู้เพื่อกู สู้ไปด้วยกันจนกว่าพ่อกูจะหมดแรงไปเองพอกูได้ยินนะถึงกับขำก๊ากเลย” ฟังป้องมันพูดแล้วก็ต้องย้อนกลับมามองตัวเองถ้าต้องรอให้พ่อแก่ก่อนมีหวังตอนนั้นพวกผมคงเสื่อมสมรรถนะทางเพศหมดแล้วมั้ง “เออ นี่เมื่อเช้าหน้ามอมีคนมาตั้งบูทแจกน้ำกูเลยหยิบมาเผื่อพวกมึงคนละขวด” น้ำผลไม้สกัดเข้มข้นถูกยัดใส่มือผมกับพายุคนละขวด 

 

“ขอบใจกำลังหิวน้ำอยู่พอดี” บิดขวดเปิดฝาพร้อมกับกระดกลงคอในทันที 

 

“มึงก็เหมือนกันพรายกูรู้สึกว่าช่วงนี้มึงดูใจลอยแปลก ๆ นะถ้ามีอะไรที่กูพอจะช่วยได้ก็บอกยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนกัน” พยักหน้ายิ้มให้มันไปทีหนึ่งเพราะน้ำยังเต็มปาก 

 

ครืดดดดดด! 

 

สายตามันดันไปจ๊ะเอ๋กับใครคนหนึ่งที่เดินเปิดประตูห้องเข้ามา เขาไม่ใช่อาจารย์ไม่ใช่เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมาตลอดหลายปี ชายคนนี้ใส่ชุดเสื้อผ้ากางเกงนักศึกษาคลุมด้วยเสื้อช็อปสีแดงเลือดหมูประจำคณะเราปล่อยกระดุมสองเม็ดบนเปลือยให้เห็นร่องอกกับกล้ามแขนที่แทบจะปริออกมาอยู่รอมร่อ 

 

พรวดดดดดด! 

 

“แค่ก...แค่ก” ลำคอแสบร้อนจากอาการสำลักน้ำจนต้องไอออกมา “อึก...อึก...” เสียงสะอึกที่ยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่องเวลาที่ผมตกใจสุดขีดจนแม้แต่พายุกับป้องยังต้องลูบหลังแต่สายตาตอนนี้มันไม่สามารถละไปจากชายคนดังกล่าวได้เลย 

 

พะ...พ่อ!  

 

ไอ้พายุมันเหล่มองอยู่หน่อยหนึ่งแล้วกะพริบตา หลับตาลงประมาณสิบวินาทีจากนั้นก็ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง อยู่ ๆ มันก็เอามือเท้าไปที่โต๊ะแล้วก้มหน้านอนหลับอย่างไวว่อง ไอ้ป้องเองก็หันไปมองแล้วขมวดคิ้วออกมานิดหน่อยก่อนจะกลับมาทางผมแล้วเอ่ยปากถาม 

 

“มึงรู้จักเหรอวะ?” มึงไม่รู้จักก็ไม่เป็นไรไอ้ป้อง! แต่อย่างเสือกชี้มือไปทางนั้นกูขอร้อง! 

 

“กูไม่รู้กูไม่เห็นอะไรทั้งนั้น กูจะนอน!” โฮล่กกกก...คำว่าเพื่อนของมึงนี่มันโคตรสั้นเลยไอ้เหี้ยจะมาทิ้งกันแบบนี้ไม่ได้! 

 

พ่อเดินไปนั่งถัดจากผมไปด้านหลังสองโต๊ะ ในขณะที่ป้องมันก็ยังไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยทั้งสิ้น 

 

“ใครวะ? เด็กคณะเรามีหน้าตาแบบนี้ด้วยรึไงทำไมกูไม่เคยเห็นเลยหรือเป็นรุ่นพี่ที่มาเรียนซ่อมรึเปล่าวะ” อย่ามองตรงนั้น~~~ถ้ามองตรงนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่! 

 

ครืดดดดดด! 

 

คราวนี้คนที่เดินเข้ามาในชุดนักศึกษาอีกสองคนคือพี่ตั้มกับพี่พันเลขาคนสนิทของพ่อ ทั้งคู่จ้องมาที่ผมก่อนจะเดินไปนั่งประกบพ่อที่ด้านหลังและตอนนี้ทั้งห้องแม่งไม่ต่างอะไรกับตำนานปาฏิหาริย์โมเสสในพระคัมภีร์ไบเบิลเพราะทุกคนต่างรู้ด้วยสัญชาตญาณ แหวกตรงกลางห้องจนโล่งเชียว 

 

ถึงวิชาภาษาอังกฤษเฉพาะทางสำหรับวิศวกรรมชีวการแพทย์1 จะเรียนแบบบรรยายเลคเชอร์ก็เถอะทำไมอาจารย์มันถึงไม่สังเกตเลยวะว่ามียากูซ่าสามคนอยู่ในคลาสเนี่ย 

 

สงสัยหน่อยสิโว้ย! ถึงหน้าตาพ่อจะหล่อลากไส้แต่อายุเนี่ยดูยังไงก็ไม่เนียน 

 

ไม่ได้การแล้วผมต้องรีบเตือนไอ้พุฒให้มันรู้ตัวก่อนงานนี้มันเองก็น่าจะตกเป็นเป้าหมายของพ่อด้วยเช่นกันถ้าขนาดกล้าบุกมาถึงห้องเรียนแบบนี้แปลว่าความอดทนของพ่อน่าจะใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที่แล้ว 

 

Phai Natee 

พุฒตอนนี้อยู่ที่ไหน? รู้ไหมกำลังเกิดเรื่องใหญ่แล้ว 

 

เฮ้ย! ทำไมถึงดันไม่มีสัญญาณมือถือเอาตอนนี้วะ 

 

“พายุมึงช่วยโทรหาไอ้เพลงให้กูหน่อยสิมือถือกูไม่มีสัญญาณเลย” ก้มหน้ากระซิบเสียงแผ่วไอ้พายุมันก็ล้วงลงไปหยิบมือถือแล้วขมวดคิ้วจนหน้าย่นไปอีกคน 

 

“ของกูก็ไม่มีสัญญาณว่ะ” 

 

“ไอ้ป้องมือถือมึงโทรออกได้รึเปล่า?” 

 

“ทำไมจะไม่ได้วะ” ป้องมันหยิบมือถือขึ้นมาดูอีกคน “อ้าวของกูอยู่ ๆ สัญญาณก็หายหมดเลยงั้นเดี๋ยวกูลองรีสตาร์ทเครื่องใหม่ละกัน” ฮือ...กูว่าชัดแล้วล่ะ 

 

ตึง! 

 

เสียงวางของลงบนโต๊ะดังจากด้านหลังให้ผมกับพายุสะดุ้งออกมาเล็กน้อย เราทั้งคู่หันมามองตากันก่อนที่จะค่อย ๆ เอี้ยวคอไปด้านหลังห้อง 

 

“เหี้ย!” คือคำที่สองเราร้องออกมาพร้อมกันจนไอ้ป้องยังต้องหันไปมองตาม บนโต๊ะของพี่ตั้มกับพี่พันมันมีอุปกรณ์ตัดสัญญาณมือถือ Blocker jammer ขนาดหกเสาตั้งอยู่สองตัวรอยยิ้มกระตุกมุมปากของพ่อกำลังบ่งบอกผมว่าต่อให้คิดจะทำอะไรก็ไร้ผลเพราะข้าได้ดักทุกช่องทางเอาไว้แล้วยังไงพวกเอ็งก็ไม่รอดหรอก 

 

“ไอ้พรายนี่มันเรื่องอะไรกันวะทำไมคุณอาถึงมาอยู่ที่นี่” 

 

“คุณอา?” 

 

“เออ คุณอาพ่อเลี้ยงไอ้พรายไงไอ้โง่!” ป้องมันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ 

 

“ฉิบหายนี่มันเรื่องอะไรวะพราย ทำไมมึงไม่บอกกูให้เร็วกว่านี้ฮะ” 

 

“พ่อกูจับได้แล้วไงว่ากูกับน้องกำลังคบกับผู้ชาย อาทิตย์ก่อนพ่อยื่นคำขาดให้เราทั้งคู่พาแฟนไปพบแต่กูยังไม่พร้อมเว้ยแล้วก็ยังไม่ได้บอกไอ้เพลงด้วย” 

 

“พะ...พ่อมึงก็เลยมาเองเนี่ยนะ แล้วยังไอ้เครื่องตัดสัญญาณมือถือนั่นอีกอย่างนี้ก็หมายความว่ากะจะไม่ให้มึงหนีเลยสิ” กูขอโทษนะป้องตอนนี้พวกมึงก็น่าจะโดนรวบตึงไปด้วยว่ะ 

 

“หนีไม่รอดงั้นมึงก็ต้องเผชิญหน้าสู้เท่านั้นพราย” พายุมันตบมาที่ไหล่ผมเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน “กูปวดขี้มากพวกมึงเรียนต่อได้เลยไม่ต้องรอกูนะ” เดี๋ยวสิโว้ย! ยืนมองพายุมันเดินออกจากห้องไปยังไม่พ้นหน้าประตูดีมันก็ชะงักแล้วเดินกลับมานั่งเหงื่อแตกที่เดิม 

 

“ตะ...เต็มทางเดินเลย” 

 

“อะไรเต็มทางเดินวะ?” 

 

“ลูกน้องพ่อมึงไงยืนกันเต็มทางเดินเลย...” โอ๊ย...ไอ้พ่อบ้าแบบนี้มันจะเกินไปแล้วนะ 

 

“พราย! พ่อเลี้ยงมึงเนี่ยอาการหนักกว่าพ่อกูอีก” 

 

“ไอ้ป้องกูขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าอย่าได้เสือกพูดคำว่าพ่อเลี้ยงต่อหน้าพ่อกูเด็ดขาด” พอพูดจบก็มีนิ้วสะกิดมาจากด้านหลังเป็นพี่พันที่ยื่นไอแพดส่งมาให้ 

 

“คุณพรายครับเสี่ยฝากให้ผมมาบอกว่าอย่าได้คิดจะหนีอีกนะครับรวมถึงเพื่อนคุณพรายด้วย” สามหนุ่มสามมุมได้แต่พยักหน้าเข้าใจอย่างเร็วรี่ก้มลงไปมองภาพบนไอแพดโดยพร้อมเพรียง 

 

มันเป็นรูปของไอ้คิงที่มีใบหน้าปูดบวมเนื้อตัวเขียวช้ำหลายจุดผมสไลด์ภาพพวกนั้นไปทีละรูปช้า ๆ ถึงผมจะเกลียดไอ้คิงเข้าไส้แต่พอเห็นแบบนี้มันก็อดสงสารไม่ได้ในเมื่อมันเองก็ต้องรับกรรมติดคุกไปแล้วทำไมยังต้องตามไปทำร้ายมันอีก 

 

“ทำไมพวกกูต้องมาซวยไปกับมึงด้วยวะพราย” โหไอ้เลว! ช่างกล้าพูด 

 

“รถตู้มารอรับอยู่หน้าคณะแล้วครับคุณพรายจบวิชานี้เสี่ยสั่งให้คุณพรายกับเพื่อนลงไปรอที่รถได้เลยครับส่วนมือถือผมจะเก็บไว้ให้เองสำหรับเรื่องเรียนไม่ต้องห่วงนะครับเดี๋ยวพี่ตั้มจะเป็นคนจดให้ทั้งหมดเอง” ว่าจบพี่พันก็กวาดมือถือของเราสามคนที่วางอยู่บนโต๊ะไปจนหมด 

 

“พี่พันผมถามอะไรหน่อยสิ” 

 

“ครับ?” 

 

“พะ...พ่อกำลังโกรธอยู่รึเปล่า?” 

 

“ปุด ปุด เลยครับแถมตอนนี้ก็ให้พี่ครามไปรับคุณพุฒและทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยครับ” 

 

สรุปว่าคลาสนี้เรียนแบบไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยสักนิดหนำซ้ำพอหมดวิชาก็ต้องพากันเดินตัวแข็งลงมาจากตึกโดยมีลูกน้องพ่อตามประกบกันเป็นโขยงได้แต่ยอมจำนนเดินมาขึ้นรถแต่โดยดี 

 

ก็ได้แต่หวังว่าเพลงมันพอจะมีโชคจนหนีพ้นเงื้อมมือของพ่อไปได้ในตอนนี้เท่านั้น 

ความคิดเห็น