facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง

ชื่อตอน : ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 254

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2563 10:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง
แบบอักษร

ตอนที่ 148 

 

ซางกวานเฉิน แม้จะรู้สึกเจ็บใจ หากแต่มันก็ทำสุดความสามารถแล้ว จึงไม่มีอะไรให้ค้างคา ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง คล้ายว่ายกภูเขาออกจากอก... ซางกวานเฉิน เป็นคนที่มีอุดมการณ์และวิถีทางอันแรงกล้า ดังนั้นจึงไม่ใช่คนที่เห็นแก่ชื่อเสียงอะไร แม้จะพ่ายแพ้ก็มิได้รู้สึกอับอาย ยื่นมือจับประสานกับ ซุน อย่างมีมารยาท... 

 

“พยายามเข้าล่ะ ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีความสามารถบางอย่างเก็บซ่อนไว้อยู่” 

 

ซุน ยิ้มรับ พลางพยักหน้า... 

“เป็นการต่อสู้ที่ดี หากการประลองนี้คือการเปรียบวัดกันที่วิถีแห่งกระบี่ ข้าก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว…” 

 

ซางกวานเฉิน มองสำรวจ ซุน เล็กน้อย ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง ทั้งที่บุกฝ่าปราณกระบี่นับไม่ถ้วนถึงเพียงนั้น ร่างกายกลับไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ปรากฏอยู่เลย มีเพียงบาดแผลตื้นเขินประปลาย และอาภรณ์ที่ขาดวิ่นรุ่งริ่ง บ่งบอกถึงพื้นฐานพลังคุ้มกายที่เหนือขอบเขตสามัญสำนึกไปแล้ว... แม้จะมีอาการบอบช้ำภายในให้เห็น แต่ภาพรวมยังนับว่าสมบูรณ์เกือบ 8 ใน 10 ส่วน 

 

“รอบถัดไป หากไม่ผิดพลาดเจ้าก็น่าจะได้เจอกับ เกาทงหลิน เจ้านั้นเป็นอัจฉริยะแท้จริง ประสบการณ์ต่อสู้ก็สูงมาก ความแข็งแกร่งคงจะเหนือกว่าข้าระดับหนึ่งไม่มากก็น้อย... แต่ก็มิใช่ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสชนะ ยังคงมีความเป็นไปได้ 

 

ทว่า... หากเจ้าโชคดีเอาชนะ เกาทงหลิน ไปได้จริง ๆ รอบชิงชนะเลิศในวันนี้ อย่าคิดพยายามฝืนเอาชนะ เฉียงตงฟาง เป็นเด็ดขาด!! เจ้านั่นมันคือสัตว์ประหลาดในรุ่นเยาว์ขนานแท้ แม้ว่าจะให้ตัวแทนจากพรรคมังกรฟ้าทั้ง 9 คน รุมเล่นงานก็ยังไม่มีโอกาสชนะ เฉียงตงฟาง ได้เลย 

 

โดยเฉพาะเมื่อ เฉียงตงฟาง ระเบิดพลังของร่างสถิตออกมา... เจ้านั่นมันจะไม่ได้อยู่ในระดับของมนุษย์อีกต่อไป ถือเป็นคำเตือนที่ข้าอยากจะแนะนำเจ้า...” ซางกวานเฉิน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่จริงจังอย่างที่สุด ราวกับเห็น ซุน เป็นสหายร่วมวิถีกระบี่ผู้หนึ่ง 

 

ซุน ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ 

อดไม่ได้ที่จะสะท้านสะเทือนภายในใจอยู่ลึก ๆ 

 

ชัยชนะของ ซุน ถูกประกาศขึ้น ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของเหล่าผู้ชม เพราะนี่คือการพลิกผันผลการประลองครั้งใหญ่ ชนิดที่ว่าถูกประกาศออกไปนอกเวทีประลองจะต้องมีคนคิดว่าเป็นเรื่องโกหก... แต่สำหรับผู้ชมที่ได้ดูการประลองตั้งแต่ต้นจนจบ ย่อมไม่มีใครเคลือบแคลงใจในชัยชนะครั้งนี้!! 

 

ภาพการบุกฝ่าปราณกระบี่นับไม่ถ้วน ยังตราตรึกใจผู้ชมจำนวนมากอยู่เลย นึกไม่ออกเลยว่าจำเป็นต้องใช้จิตใจและร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใด จึงจะสามารถกระทำการเช่นนั้นได้... และการโจมตีครั้งสุดท้ายที่ ซุน เลือกโจมตีที่กระบี่ มิใช่ร่างกายของ ซางกวานเฉิน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก  

 

เพราะในยุทธภพที่แข่งขันที่สูงล้ำ ชัยชนะในวันนี้ อาจกลายเป็นความพ่ายแพ้ในวันหน้า... ดังนั้นภายใต้การประลองหากสามารถเล่นงานอีกฝ่ายให้สาหัสได้โดยไม่ผิดกฎ เกือบทั้งหมดย่อมเลือกที่จะกระทำโดยไม่ลังเล เพื่อปิดโอกาสการเติบโตของคู่แข่ง... ดังนั้นการลงมือของ ซุน จึงทำให้เหล่ายอดฝีมือระดับสูง รู้สึกประทับใจ ซุน ยิ่งนัก ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและคุณธรรมที่น่าชื่นชม  

 

จนเริ่มมีการพูดถึงมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสามารถที่เกินขอบเขตพื้นฐานลมปราณ มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดีและแง่ร้าย บ้างก็ว่า ซุน มีวัตถุปกปิดพื้นฐานแท้จริง บ้างก็ว่า ซุน ใช้โอสถปลุกชีพจรชั่วคราว ซึ่งนั่นคือการผิดต่อกฎการประลอง ถึงขั้นที่ทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพส่งคนมานำโลหิตของ ซุน ไปตรวจสอบโดยตรง ๆ แต่ก็พบแค่เพียงฤทธิ์ของสุราฟื้นฟูลมปราณเท่านั้น ซึ่งไม่ถือเป็นสิ่งต้องห้าม... 

 

ณ อัฒจันทร์ด้านหนึ่ง... 

 

ซางเต๋อ ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ในขณะที่ เตียมู่หย่ง พลันส่งเสียงหัวเราะแผดดังขึ้น... แม้ว่า ซางเต๋อ จะรู้สึกว่าการประลองครั้งนี้ ไม่มีความยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะ ซุน ไม่ได้เอาชนะ ซางกวานเฉิน ด้วยวิถีแห่งกระบี่ แต่เอาชนะด้วยขวานศิลาในกระบวนสุดท้าย ทว่าวาจาเมื่อลั่นออกไปแล้ว ในฐานะผู้มีชื่อเสียงจะดึงกลับคืนมาได้เยี่ยงไร? สุดท้ายจึงสูญเสียกระบี่สำรองล้ำค่าเล่มหนึ่งไปกับเดิมพัน... 

 

เตียมู่หยง มองกระบี่อักขระระดับสูงเล่มนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะปลื้มปริ่ม ตั้งใจว่าจะนำไปมอบเป็นของขวัญให้กับ ซุน ในชัยชนะครั้งนี้ เพราะสำหรับ เตียมู่หยง เพียงแค่ทำให้ ซางเต๋อ เสียหน้าได้ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากพอแล้ว...  

 

หลังจบการประลอง ยังมีห้องพักฟื้นที่เปี่ยมไปด้วยปราณธรรมชาติคละคลุ้ง มีหน่วยแพทย์ของทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ คอยช่วยในการรักษาฟื้นฟู นับเป็นความได้เปรียบของผู้ที่ได้ประลองเป็นคู่แรก ที่มีเวลาฟื้นฟูมากกว่าคู่อื่น ๆ ตามลำดับการจับสลาก... ทั้งยังมีภาพนิมิตฉายแสงสะท้อนการต่อสู้บนเวทีในคู่ประลองอื่น ๆ ให้ ซุน ได้ชมขณะฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย... 

 

การประลองในรอบสองนี้ ยังคงดำเนินต่อไป... ซึ่งผลการประลองนอกเหนือจากคู่ของ ซุน และ ซางกวานเฉิน ก็ไม่มีคู่ได้พลิกผันในความคาดหมาย... เฉียงตงฟาง ไป๋หู่จิงหรง ซวงฉวี่ เกาทงหลิน ลั่วชิงเหอ และ อี้เหวินจิน กลุ่มอัจฉริยะผู้เยาว์ทั้ง 5 รวมไปถึง ลั่วชิงเหอ ได้ผ่านเข้ารอบ 3 เป็นที่เรียบร้อย 

 

เหลือก็แค่คู่สุดท้ายของรอบที่ 2 นี้ เป็นการปะทะระหว่าง เจี่ยโย่วเทียน และ อี้เหวินเจี่ย ถือเป็นคู่ที่เรียกได้ว่าน่าสนใจที่สุดในรอบนี้ เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป... ทว่าด้วยความเหนือล้ำกว่าในพื้นฐานลมปราณของ เจี่ยโย่วเทียน ที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 8 เมื่อเดือนก่อน จึงใช้พลังที่เหนือกว่าและวิถีกระบี่พิสดาร ที่ราวกับกระบี่นั้นมีชีวิต จึงเอาชนะ อี้เหวินเจี่ย ไปได้ในที่สุด แต่ก็สูญเสียพลังไปไม่น้อย... 

 

จนทำให้ได้ตัวแทน 8 คนสุดท้ายของการประลอง... กรรมการได้ประกาศให้มีการพักฟื้นผู้เข้าประลองเป็นเวลา 1 ชั่วยาม ก่อนจะเริ่มต้นการประลองอีกครั้งทันที ในรอบที่ 3 เพื่อเฟ้นหา ตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้ง 4 สาย... 

 

ซึ่งในสายประลองที่ 4 นั้น...  

ซุน ปะทะ เกาทงหลิน 

 

.................................................. 

 

ห้องพักฟื้น... 

 

เวลานี้ผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 8 คน มารวมตัวกันภายในห้องพักฟื้นที่จัดเตรียมไว้แห่งนี้ มีหลายคนที่สูญเสียลมปราณไปมาก ทั้งยังมีบาดแผลบนเรือนกายหลังการต่อสู้ในสองรอบที่ผ่านมา เพราะถึงยังไงนี่ก็เป็นการต่อสู้ของผู้เยาว์ฝีมือดีที่ถูกเลือกมาจากทั่วทวีป ทุกคนล้วนเยี่ยมยุทธไม่อาจประมาท แม้จะเอาชนะได้แต่ก็มิอาจสมบูรณ์แบบในทุกการประลอง 

 

โดยเฉพาะ ซุน และ เจี่ยโย่วเทียน ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในรอบ 2 ที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ทำให้การประลองสูสีและรุนแรง... 

 

สมาชิกทั้งหมดในห้องนี้ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว จากทั้งตำแหน่งและสถานะ จะมีก็แต่ ซุน ที่แปลกหน้าสำหรับคนอื่น ๆ ถึงกระนั้นองค์รัชทายาท ลำดับที่ 9 ไป๋หู่จิวหรง กลับเป็นคนเดียวที่คล้ายจะสนิทสนมกับ ซุน มากที่สุด สนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของอีกหลาย ๆ คน 

 

เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ หันมองหน้ากันเล็กน้อย เผยแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดหนักใจ ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจเดินตรงเข้ามาหา ซุน พร้อม ๆ กันด้วยใบหน้าเคร่งขรึม... การเข้ามาครั้งนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างในหลาย ๆ แง่มุม ดวงตาของทั้งสองฉายแววประหลาด   

 

ลั่วชิงเหอ จะแค่นเสียงออกมาเบา ๆ 

“เอกลักษณ์ลมปราณเช่นนี้ แม้ใบหน้าเจ้าจะเปลี่ยนไป แต่ข้าที่เคยประมือกับเจ้ามาก่อนหนึ่งกระบวนท่า ย่อมจดจำเอกลักษณ์เหล่านั้นได้ดี... ข้าควรจะเรียกเจ้าว่า ซุน หรือ เหยาซาน หรือว่า แมวสวรรค์ ดีล่ะ?!” ลั่วชิงเหอ กล่าวขึ้นเสียงขรึม 

 

“กระบี่พันชั่งเล่มนั้น ข้าก็จำได้ดี... นั่นเป็นกระบี่ของ ผู้อาวุโสเถิง ที่เคยเสนอให้กับข้าเมื่อหลายปีก่อน ทว่าวิชาที่ใช้ของข้าไม่เหมาะกันน้ำหนักมหาศาลของมัน จึงได้ปฏิเสธไป... เพลงกระบี่ที่เจ้าใช้เกือบทั้งหมด ล้วนประยุกต์มาจากพื้นฐานดั้งเดิมของสำนักสายลมประจิม จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรงั้นหรือ... ศิษย์น้อง?!” เจี่ยโย่วเทียน กล่าวเสริมขึ้นเช่น 

 

ทั้งสองคนมิใช่ศิษย์ระดับต่ำ แต่เป็นถึงชนชั้นศิษย์หลัก 2 อันดับแรกของสำนัก ดังนั้นความแน่นแฟ้นที่มีกับสำนักสายลมประจิม ย่อมหยั่งรากลึกจนถึงแก่นแท้ ชนิดที่ว่าเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว ก็สามารถเข้าเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอนได้ในทันที มีหรือที่ทั้งสองจะมองข้ามการต่อสู้ของ ซุน ในสองรอบที่ผ่านมา 

 

ท่ามกลางคำพูดของ ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ย่อมเรียกความสนใจให้กับทุกคนในห้องนี้อย่างมาก รวมไปถึง ซวงฉวี่ ที่เคยประมือกับ ซุน มาแล้วครั้งหนึ่ง... โดยเฉพาะ ไป๋หู่จิวหรง ที่เบิกตาโพลงขึ้นทันที เพ่งมองมายัง ซุน ด้วยความรู้สึกสับสน เหตุเพราะนางวางแผนจะดึงตัว ซุน เข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ดังนั้นหาก ซุน เป็นคนของสำนักสายลมประจิมอยู่ก่อนแล้ว ว่ากันตามความเหมาะสมแล้ว คงไม่อาจเข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ได้อีก... 

 

ซุน เผยสีหน้านิ่งสงบต่อวาจาเหล่านั้น ทั้งยังมีรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏ เมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงตอนนี้แล้ว ทั้งบรรดาเหล่าผู้ชมในชนชั้นยอดฝีมือ ที่รู้จักสำนักสายลมประจิมมาบ้าง ก็คงพอจะมองออกในเรื่องนี้ได้เช่นกัน อีกทั้ง ซุน ก็เริ่มเชื่อมั่นในพลังการเอาตัวรอดของตนเองมากขึ้น ตามลำดับผ่านการเติบโตและประสบการณ์ 

 

ผ่านศึกการประลองในครั้งนี้ มั่นใจว่าตนคงถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น ทั้งจากศัตรู และจากขุมกำลังในอีกหลาย ๆ ฝ่าย ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของ ซุน ในเวลานี้คือ สำนักสายลมประจิม ดังนั้นก็ควรจะเชื่อมั่นในสำนักอย่างถึงที่สุด 

 

“ถูกต้อง... ข้าเป็นคนเดียวกับ เหยาซาน ศิษย์สายใน สำนักสายลมประจิม” 

 

“!!!!!!!!!!!” เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ แม้จะคาดเดาไว้อยู่แล้ว แต่พอได้ยินจากปากก็ยังอดไม่ได้ที่จะอึ้งงัน ผงะไปเล็กน้อย เผยแววตาสลับซับซ้อน หลากหลายความรู้สึกในเวลาเดียว... 

 

แม้จะมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นภายในสำนัก แต่ยังไงทุกคนก็ล้วนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง อาจมองว่า เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก ทว่าเมื่อก้าวออกจากสำนัก ทั้งสองก็นับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หากเกิดความบาดหมางหรือการต่อสู้ที่ด้านนอก ก็พร้อมที่จะหยิบยื่นการช่วยเหลือโดยไม่บ่ายเบี่ยง 

 

ดังนั้นพอได้มาทราบสถานะของ ซุน เช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมอง ซุน เป็นทั้งคู่แข่ง และเป็นพี่น้องในขอบเขตสายตาเดียวกัน... เจี่ยโย่วเทียน เดินกลับไปทันทีโดยไม่พูดอะไรนัก ส่วน ลั่วชิงเหอ หัวเราะเสียงเย็นออกมาพลางสวมกอดอก... 

 

“ทำได้แสบนักนะ... เจอกันคราวก่อนว่าเจ้าแสบมากแล้ว แต่ครั้งนี้กลับมากยิ่งกว่า!! เอาเถอะอย่างไรการที่เจ้าผ่านมาถึงรอบนี้ได้ ก็ทำให้ข้าภาคภูมิใจไม่เลว ที่ 3 คนของสำนักเราเข้ามาถึงรอบลึกนี้ได้...” 

 

กล่าวจบ ลั่วชิงเหอ ก็ชำเรืองมองไปยัง เฉียงตงฟาง... 

“ทว่ารอบที่ 3 นี่ ข้าอาจจะมาได้แค่นี้ แต่อย่างน้อยข้าจะพยายามทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดนั้น บอบช้ำให้มากที่สุดก็แล้วกัน เจ้าก็พยายามเข้าล่ะ เกาทงหลิน แม้นิสัยมันจะน่ารังเกียจ แต่ด้านพลังฝีมือเรียกได้ว่าสมกับตำแหน่งเลยทีเดียว...” 

 

ซุน เผยความรู้สึกประหลาดอยู่เนืองลึก อาจเพราะตอนอยู่ภายในสำนักตนมักจะถูกมองด้วยความไม่เป็นมิตรจากศิษย์พี่ศิษย์น้องรอบกาย ดังนั้นเมื่อจึงทำตัวไม่ค่อยถูกนัก ที่ได้รับไมตรีเล็ก ๆ จากคนอย่าง ลั่วชิงเหอ ทว่าอย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่า ยังมีสายใยของศิษย์ร่วมสำนักปรากฏให้ได้เห็นอยู่บ้าง... 

 

“ขอบคุณที่ย้ำเตือน... ศิษย์พี่ลั่ว” 

 

การพูดคุยกันของทั้งสามคน ทำให้คนอื่น ๆ ในห้องเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ความประหลาดใจในตัวตนของ ซุน เริ่มที่จะกระจ่างชัด ว่าแท้จริงแล้ว ซุน เป็นศิษย์ลับของสำนักใหญ่อย่างสำนักสายลมประจิมนี่เอง แต่ทุกคนก็ไม่คิดว่าสำนักสายลมประจิมจะปลุกปั้นศิษย์ในรุ่นนี้ได้แข็งแกร่งจนน่าตกใจ  

 

เกาทงหลิน กัดฟันดังกรอด ทั้งที่ตระกูลเกาตามหา ซุน มาตลอดหลายเดือน แต่แท้จริงแล้วกลับไปหลบอยู่ใต้จมูก อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นเดียวกัน ย่อมสร้างความไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด... 

 

“ให้กำลังใจกันเข้าไป... สุดท้ายพวกเจ้าสามคนก็ต้องจบสิ้นลงในรอบนี้นี่แหละ โดยเฉพาะเจ้า ซุน!! อย่าคิดว่าการเอาชนะ ซางกวานเฉิน ได้จะทำให้เจ้าได้ผงาดทัดเทียมรัศมีกับข้า... ยิ่งข้าได้เห็นกระบวนท่าสุดท้าย ที่เจ้าเลือกโจมตีกระบี่ แทนที่จะดับทำลาย ซางกวานเฉิน เสียในการประลอง ยิ่งทำให้ข้าแน่ใจว่าเจ้านั้นยังอ่อนหัดนัก ไม่มีทางเอาชนะข้าได้แน่นอน!!” เกาทงหลิน เค้นเสียงผ่านร่องฟัน ประกาศกล้าด้วยท่าทีเป็นศัตรูก่อนเริ่มประลอง 

 

ทว่า ซุน กลับหัวเราะใบหน้าเย็นชาออกมา แผ่จิตสังหารอันรุนแรง ที่ไม่เคยดึงออกมาใช้เลยในการประลองก่อนหน้า... เปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้อึดอัดจน กลายเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนโดยพลัน... 

 

“เกาทงหลิน... เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ตัวข้านั้นรู้หนักรู้เบายามลงมือ... ซางกวานเฉิน มีใจคิดประลอง ข้าก็ตอบรับด้วยการประลอง... ทว่าคนอย่างเจ้าที่มีใจคิดสังหาร ข้าก็พร้อมจะหยิบยื่นตั๋วนรกให้กับเจ้าเอง!! รับรองว่าหากเป็นสถานการณ์เดียวกันกับ ซางกวานเฉิน ขวานศิลาของข้า จะบรรจงลงกลางกบาลของเจ้า อย่างมิให้คลาดเคลื่อนแม้เพียงนิด!!” 

 

................................................ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว