Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 21

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 652

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2563 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 21
แบบอักษร

21

             ปกติมุคาเอดะก็ใส่ชุดสูททำงานเป็นประจำจนชินอยู่แล้ว และค่อนข้างจะชอบใส่ชุดสูทไปร่วมงานต่างๆ เพราะดูเป็นทางการไม่ค่อยพลาด ในตู้เสื้อผ้าห้องเขาถึงได้มีชุดสูทไม่ต่ำกว่าสิบชุด แต่ยอมรับว่าครั้งนี้เขาค่อนข้างเลือกเสื้อผ้าลำบากเพราะข้อมูลที่ได้จากโอโตนามิว่าต้องใส่ชุดสูทไปร่วมงานนี้นั้นมันน้อยจนเกินไป ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเป็นงานแบบไหน แต่ชื่องานก็สร้างความหงุดหงิดใจให้กับเขาพอสมควร คนที่ชอบความเนี้ยบถูกต้องไม่อยากเด่นผิดงานอย่างเขาเลยเลือกสูทหน้าร้อนสีเทาอ่อนดูกลางๆ ที่มีเส้นลายทางสีขาวเป็นลูกเล่น ข้างในใส่เสื้อกั๊กตัดเข้าชุดสีเดียวกันเผื่อว่าจะต้องถอดเสื้อสูทตัวนอก ออกก็จะได้ไม่ดูโล่งจนเกินไป และเพื่อไม่ให้เป็นทางการมาก เขาก็เลยเลือกผูกเนคไทสีฟ้าอ่อนเน้นท่าทางสะอาดสะอ้าน ปกติเขาก็ถนัดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าตัวไหนในตู้ก็ออกมาดูดีมีเข้ากับกาลเทศะเสมอ ก็ตามประสาผู้ใหญ่ที่ทำงานมาหลายปีแล้วนั่นแหละ

             ทว่าสายตาของคนที่มองเหลียวหลังตั้งแต่เขาเดินผ่านเข้าประตูโรงแรม ไปจนถึงบริเวณหน้าห้องจัดงานก็ทำเอาเสียความมั่นใจไปเล็กๆ เหมือนกัน... ขนาดชายหนุ่มวัยพอๆ กันผู้มีท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่นั่งทำหน้าที่รีเซฟชั่น อยู่หน้าห้อง ก็ยังจ้องเขาเขม็งตั้งแต่ทรงผมยันรองเท้าหนัง จนเกือบสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด

             “ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้างานไว้ก่อน ต้องเสียราคาเต็มนะครับ” รีเซฟชั่นหนวดเฟิร์มบอก มุคาเอดะยังไม่ทันอ้าปาก ชายหนุ่มก็หรี่ตามอง ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วพูดต่อ “แต่ถ้ายอมให้เลี้ยงเครื่องดื่มสักแก้ว เดี๋ยวให้เข้าฟรีเลยนะ”

             “เอ่อ...” มุคาเอดะเหลือบมองสายตารอบข้าง แล้วเหมือนจะเข้าใจว่าสายตาผู้คนที่ทำให้เสียความมั่นใจไปคืออะไร เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา เหมือนกำลังถูกเล็งจากทั่วสารทิศ

             “เสียราคาเต็มได้ครับ ไม่เป็นไร”

             คนเฝ้าหน้างานทำหน้าเสียดาย แต่เพราะเห็นลักยิ้มจากรอยยิ้มอ่อนก็ไม่มีอะไรจะตัดพ้อ ออกจะใจเต้นขึ้นมาแปลกๆ จนต้องเงยหน้ามองไหล่กว้างในชุดสูทอีกรอบด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้ม ถามต่อ

             “ใส่ชุดสูทมาแบบนี้ หรือว่าเป็นพวกแขกรับเชิญพิเศษของคุณมิกิเขาหือ? ถ้ากลุ่มนั้นเข้าฟรีนะ”

             “เปล่าครับ...”

             อ้อ... น่าจะเพราะอย่างนี้ด้วย รอบข้างถึงได้มองเขาแปลกๆ คงคิดว่าเขาเป็นแขกพิเศษของงานสินะ ถึงว่า... คนอื่นก็ไม่ได้แต่งตัวกันเป็นทางการขนาดนั้น อย่างนั้นก็หมายความว่าที่คุณชินบอกว่าตัวเองต้องใส่สูทไปร่วมงานก็แปลว่า...  

          ฮืมม์... 

          กำลังทำหน้าเครียด รีเซฟชั่นหนุ่มก็เอามือชี้ไปที่บัตรห้อยคอซึ่งมีสายแบ่งออกเป็นสามสี ถามต่อ

             “เป็นพวกไหน? ทะจิ? เนะโกะ? รีเวิร์ส?”

             มุคาเอดะยืนเงียบ ทำตาปริบๆ ก่อนจะก้มดูสายแต่ละสีที่ว่า คนถามจ้องขำๆ เหมือนจะเข้าใจ ค่อยเปลี่ยนคำถามใหม่ให้ง่ายขึ้น

             “มือใหม่เหรอ? เอางี้ นายเป็นเป็นรุกหรือรับ หรือว่าได้ทั้งคู่?”

             แทนที่จะดีขึ้น คนฟังหน้าแดงพรวดพราด จนนายหนวดต้องยกมือขึ้นมาปิดปาก อะไรกันๆๆ ปฏิกิริยาโคตรจะดี...

             มุคาเอดะไม่กล้าตอบ เลยเอามือชี้ไปที่ป้ายห้อยคอเส้นสีแดงที่มีความหมายตามที่ว่า หนุ่มรีเซฟชั่นยิ้มกริ่ม ทำหน้าว่า `ก็ว่างั้น`

             มุคาเอดะเหลือบมองใบปลิวเข้างานที่วางข้างๆ ยิ่งเห็นใบหน้าโอโตนามิในใบปลิวท่ามกลางกลุ่มคนในชุดสูทก็ยิ่งเงียบ รีเซฟชั่นหนวดงามมองตามสายตา หัวเราะ

             “อ๋อ มาเพราะสนใจพวกแขกพิเศษของคุณฮินุมะเขาเหรอ? สนใจคนไหนล่ะ? แขกพิเศษของคุณฮินุมะนี่เขาพิเศษจริงๆ น้า ถ้าอยากควงคนในกลุ่มนี้นี่ พลาดจากงานนี้ไม่มีอีกแล้ว บางคนคือโอกาสมาร่วมงานนัดบอดแบบนี้คือยากด้วย”

             “มันคืองานนัดบอดใช่ไหมครับ?”

             รีเซฟชั่นหนุ่มไม่มั่นใจว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าคนถามเสียงเยียบเย็นลง มองตามสายตามุคาเอดะที่กำลังหลุบมองคนใบปลิวแล้วเอานิ้วจิ้มให้

             “ชะ... ช่าย สนคนนี้เหรอ? ตาถึงอยู่นะ อย่างคุณชินนี่ไม่ได้เข้าออกบาร์ของคุณฮินุมะมาพักใหญ่แล้ว แต่ก่อนก็มานั่งดื่มบ้างเรื่อยๆ เพราะเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของคุณฮินุมะเขาน่ะนะ พวกเนะโกะ... เอ่อ สายรับชอบพนันกันทุกครั้งว่าใครจะควงกลับด้วยสักครั้งได้ แต่ตั้งแต่ฉันเทียวไปเทียวมางานปาร์ตี้ของคุณฮินุมะก็ยังไม่เคยเห็นคุณชินกลับไปพร้อมกับใครเหมือนกัน ก็สมกับที่พวกเนะโกะฮือฮาถ่อมาร่วมงานนี้กันนี่แหละ ไม่นึกว่าอย่างคุณชินจะมาร่วมงานนี้ด้วย สมกับที่เป็นคุณฮินุมะที่ไปเอาคุณชินมาได้ ฮะ ฮะ สงสัยคุณชินก็คงสนใจจะหาใครสักคนจริงจังแล้วมั้ง”

             “ฮืมม์”

             แค่เสียงรับในลำคอ ยังฟังดูเยือกเย็นจนคนคุยด้วยต้องเงยหน้ามอง

             “ถ้าสนใจจะตกคุณชินจริงๆ ก็มีเทคนิคนิดหน่อย เดี๋ยวบอกให้”

             “ต้องมีเทคนิคด้วยหรือครับ?”

             มุคาเอดะเหลือบมอง แค่สายตาที่ตวัดขึ้นมาก็ทำเอาเสียววูบวาบแปลกๆ จนคนคุยต้องรีบพูดต่อ

             “ช่าย เห็นอย่างนี้น่ะ คุณชินเขาทำร้านกาแฟอยู่นะ มีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง”

             “เห~”

             “ถ้าตกวันนี้ไม่สำเร็จก็ลองไปนั่งที่ร้านกาแฟเขาดู ไปบ่อยๆ ให้เขาจำหน้าได้ หลายคนก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็ได้คุยด้วยนะ สู้ๆ”

             “พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าในกลุ่มลูกค้าร้านคุณชินมีพวกแบบนี้ด้วย”

             “ก็ช่าย อย่างน้อยก็พวกที่ฉันแนะนำไงละ ฮ่า ฮ่า แต่ไม่เคยมีใครมาเล่า ว่าใช้เทคนิคนี้แล้วเป็นไง ตกได้สักครั้งหรือเปล่า ถ้าสำเร็จนายก็บอกฉันด้วยล่ะ”

             มุคาเอดะเหลือบมอง รีเซฟชั่นหนุ่มบอกไม่ถูกว่าสายตาแบบนั้นเรียก ว่าอะไร แต่มันทำให้เสียวสันหลังวูบวาบแปลกๆ จนต้องรีบพลิกป้ายที่ห้อยคอตัวเองให้ดู

             “ลืมแนะนำตัวไปเลย ฉันโทคิ ใครๆ ก็เรียกว่าทคคุงน่ะ ก็ตามที่เห็นสายห้อยคอที่เป็นสีน้ำเงินนี่คือเป็นพวกคนละฝั่งกับนาย ฉะนั้นยินดีมากเลยถ้านายต้องการให้ช่วยเหลืออะไร ถ้าอยากให้เอสคอร์ตก็บอกได้เลยน้า~ เดี๋ยวเสร็จงานจากตรงนี้แล้วฉันไปหา”

             “ทคคุง อย่าใช้สิทธิ์ในการเป็นรีเซฟชั่นจีบแขกเข้างานตั้งแต่หน้าประตูสิ”

             เสียงนุ่มจากข้างหลังเรียกมุคาเอดะให้หันมอง แล้วต้องขมวดคิ้วนิดๆ ที่เห็นชายวัยน่าจะสามสิบต้นๆ ย้อมผมดัดเป็นสีทองไปทั้งหัว แค่นี้ก็ถือว่าเด่นมากแล้ว ยังอยู่ในชุดสูทสีขาวล้วน เดินฝ่ากลุ่มคนซึ่งยืนออกันอยู่เดินเข้ามาหา

             ผู้ชายคนนี้ตัวสูงกว่าเขา... ผมสีทองดูออกว่าย้อมเอา แต่ก็ค่อนข้างเข้ากับใบหน้าเกลี้ยงเกลาได้รูป ดูจากท่าทางกริ่งเกรงของพวกที่อยู่ข้างหลังกับชุดสูทขาวล้วนที่แสดงออกว่าเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองอย่างสูงแล้ว ก็พอจะเดาได้ทันทีเป็นคนหนึ่งในกลุ่มแขกพิเศษของคุณมิกิ

             มุคาเอดะเหลือบมองใบปลิวอีกรอบ เจอแล้ว... คนที่ยืนข้างคุณชินนี่เอง จริงๆ ก็ดูเด่นหรอกนะ แต่เพราะเขามองแต่รูปคุณชิน เลยไม่ทันเห็นว่ามีคนหน้าตาแบบนี้อยู่ในใบปลิวด้วย

             “คุณเรนก็มายืนดักหาคนดีๆ ตั้งแต่หน้าประตูเหมือนกันไม่ใช่หรือครับ?” โทคิเถียง ทำปากปลาบู่

             “ก็ใช่สิ ฉันเอาจริงกับงานนี้นี่” ชายหนุ่มผมทองหัวเราะ จ้องมุคาเอดะพลางส่งยิ้มให้ “นี่มันงานหาคู่ ไม่มาดักหาคู่แล้วจะมาทำไม”

             “เชื่อหมอนี่ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะครับ คุณเรนน่ะตัวอันตราย” โทคิรีบเตือน แต่คนในชุดสูทขาวหัวเราะเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก ยื่นมือไปจับป้ายชื่อของมุคาเอดะ ยกขึ้นดูอย่างถือวิสาสะ

             “เข้าไปในงานกันดีกว่าครับ เหมือนว่าจะเพิ่งมางานแบบนี้เป็นครั้งแรกด้วยไม่ใช่เหรอ คุณ...เอ่อ... มุคาเอดะ? ชื่อจริง?” อ่านแล้วขำออกมาเล็กๆ “ไม่มีชื่อที่เรียกง่ายกว่านี้แล้วเหรอครับ ดูเป็นทางการจัง คนที่นี่เขียนชื่อเล่นกันทั้งนั้นแหละ ดูอย่างฉันสิ เรียกเรนได้เลย”

             มุคาเอดะทำหน้าอึกอัก มองสายห้อยคอสีน้ำเงินของอีกฝ่ายแล้วรับกระดาษกับปากกาจากโทคิมาเขียนชื่อใหม่ ชายหนุ่มที่ชื่อเรนมองตามมือที่ขยับด้วยรอยยิ้ม 

             “โทโอรุคุง? นี่ก็ชื่อจริงเหรอ?”

             มุคาเอดะขมวดคิ้วพยักหน้า สองข้างแก้มฉาบสีแดงขึ้นมาเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูก ก็เขาไม่รู้ว่ามางานแบบนี้ต้องเขียนชื่ออะไรนี่ ต้องมีชื่อเล่นกว่านี้อีกเหรอ? หรือฉายา? เขาจะมีได้ยังไง

             ไม่ใช่แค่โทคิที่มองอึ้งๆ คนในชุดสูทขาวนิ่งมองแล้วหลุดยิ้มออกมาด้วยสีหน้าถูกอกถูกใจ ผลักหลังมุคาเอดะให้เดินผ่านประตูเข้าไปทันที

             “ทางนี้ๆ เดี๋ยวพาไปเอาเครื่องดื่มเองนะ โทโอรุคุง”

             “คุณเรน โทโอรุคุงเขามาร่วมงานเพราะคุณชินนะ!” โทคิเรียกแล้วก็ได้แต่ยืนถอนหายใจไล่หลัง เพราะคนในชุดสูทยกมือโบกเป็นทำนองว่าไม่เกี่ยว ...จะว่าเขาเองก็เสียดายก็ใช่ เพราะตอนที่ชายหนุ่มเมื่อกี้โผล่มาที่หน้างาน อย่าว่าแต่พวกที่ยืนคุยกันอยู่ข้างหน้าจะหันมองตามแล้วเงียบเสียงกันไปชั่วครู่ทันที เขาก็ยังเผลอมองหน้าไปใจเต้นไปด้วย ไม่นึกว่าจะมีสายรับเลเวลสูงขนาดนี้มาร่วมงานนี้! นี่ไม่ใช่แขกพิเศษของคุณฮินุมะจิงดิ! มาร่วมเฉยๆ แบบเสียเงินมา ร่วมเองจริงๆ เหรอ ถ้าไม่ได้เป็นคนรับเงินแล้วทอนให้เองกับมือเขาจะไม่เชื่อเด็ดขาดเลย ...สมกับที่เป็นโอโตนามิ ชินจริงๆ ที่ทำให้คนแบบนี้มาร่วมงานด้วยได้ แต่ก็นั่นแหละ ดันมาเจอคุณเรนเสียก่อนก็จบละ ถ้าคุณเรนเล็งขนาดนี้ก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่นอน เผลอๆ หมอนั่นจะไปได้ไม่ถึงที่ที่คุณชินนั่งอยู่ด้วยซ้ำ

             อุตส่าห์คิดว่าอาจจะได้เห็นคนอย่างโอโตนามิ ชินในแบบที่ไม่เคยเห็นบ้างซะแล้ว แต่ก็คงอดแล้วล่ะ...

             

             ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเดินเข้ามากับคนในชุดสูทสีขาวนี่หรือเปล่า มุคาเอดะก็เลยรู้สึกว่ามีสายตาคนในงานมองมาที่พวกเขาสองคนมากผิดปกติ เขาไม่เคยมางานทำนองนี้ และแน่นอนว่าไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับงานประเภทนี้เลย ตอนแรกยอมรับว่ารู้สึกต่อต้านกับชื่องานและสมองค่อนข้างจะว่างเปล่าตอนที่เรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่หน้าโรงแรมนี้ แต่ตอนนี้ค่อนข้างจะโล่งใจอยู่บ้าง ที่เห็นว่านอกจากคนในงานที่ดูค่อนไปทางผู้ชาย (ที่ดูเป็นผู้หญิงก็น่าจะเป็นผู้ชายมาก่อน...) แล้ว อย่างอื่นก็ดูเหมือนงานปาร์ตี้กินเลี้ยงปกติทั่วไป ทำไมต้องตั้งชื่อห่วยๆ อย่างนั้นด้วยนะ... ถึงอย่างนั้นก็อดกวาดสายตาเช็คสีป้ายห้อยคอของแต่ละคนในงานไม่ได้

             แต่ที่สายตาไปหยุดเป็นที่แรก คือโซนที่เป็นโซฟาชุดใหญ่ มีคนในชุดสูทอย่างที่โทคิเรียกว่าเป็น `แขกพิเศษของคุณฮินุมะ` นั่งกระจายกันอยู่หลายที่ รอบตัวแต่ละคนแวดล้อมไปด้วยกลุ่มคนนั่งคุยกันจนไม่มีที่ว่าง ดูเด่นและรู้ทันทีว่าเป็นจุดศูนย์กลางของงาน อย่างที่ผู้จัดน่าจะวางแผนเอาไว้

             มุคาเอดะจ้องโอโตนามิในชุดสูทสีดำ เนื้อผ้าเป็นเงาสะท้อนโคมไฟระย้าเหนือศีรษะที่อยู่ตรงกลางของกลุ่ม เจ้าของใบหน้าสุขุมแบบผู้ใหญ่ปัดเส้นผมสีน้ำตาลด้วยเจลเก็บขึ้นไปด้านหลังโดยปล่อยบางเส้นตกลงมาปรกหน้าผาก ขับลุคที่ดูร้ายๆ อยู่แล้วให้ดูมีกลิ่นอายอันตรายกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาที่ลดบุหรี่ในมือลงจากปาก พ่นควันจางๆ พลางส่งยิ้มให้บรรดาคนที่กำลังคุยด้วย หนึ่งในนั้นก็มีมิกิ แต่ที่นั่งชิดสุดเป็นชายหนุ่มในชุดลำลองสบายๆ แบบวัยรุ่น ตัวไม่ใหญ่มาก วัยน่าจะประมาณเด็กมหาวิทยาลัยเท่านั้น

             “โทคิบอกว่ามาเพราะสนโอโตนามิเหรอ เห็นหน้าแล้วชอบเลยหรือไง? ในฐานะที่ฉันก็อยู่ในทีมผู้จัดงานนะ ขอแนะนำว่ามางานแบบนี้ครั้งแรกไม่ควรจะเล็งของยากนะโทโอรุคุง ค่อยๆ ไต่เลเวลไปจะดีกว่า ว่าไง? ฉันยอมให้ไต่ได้นะ” เรนเดินไปหยุดยืนที่ข้างหลัง ก้มลงกระซิบด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย เพราะกำลังจ้องคนที่ว่าเงียบกริบ ...นี่มันสายตาของคนหลงใหลได้ปลื้มจริงเหรอวะ ทำไมมันดูเย็นชาน่าขนลุก...

             “ตรงนั้นเข้าไปนั่งได้ไหมครับ?” มุคาเอดะถามเรียบๆ

             “อืมม์ ก็อย่างที่เห็น ข้างๆ หมอนั่นคนเต็มแล้วอะนะ” เรนตอบ เหลือบมองสีหน้าพลางยิ้มให้ “ถ้าจะเข้าไปด้วยโควต้าฉันก็ได้ ที่นั่งฉันก็อยู่ตรงข้ามหมอนั่นพอดี แต่ถ้านายเอาแต่มองหมอนั่นละก็ ฉันอาจจะหึงนายก็ได้นะ” พูดเหมือนจะแซวแต่พอดีให้อีกฝ่ายเอียงอายหัวเราะ ทว่าพอเห็นสายตามุคาเอดะที่มองโอโตนามิอยู่ก็เหงื่อตก ...นายไม่ได้เป็นนักฆ่าที่มีคนส่งมาเชือดหมอนั่นใช่มั้ย? // เรน 

             เรนเป็นฝ่ายสะดุ้ง ที่มือมุคาเอดะจับหมับที่แขน พูดด้วยเสียงเย็นเยือกโดยไม่มองหน้า

             “รบกวนด้วยครับ”

             “อ้า...เอ้อ... โอเค... ทางนี้เลย”

             เรนหันไปตอบ ให้พูดตรงๆ เลยก็คือ เขาสนใจหน้าตาและลุคเนี้ยบๆ ของหมอนี่ตั้งแต่แรกที่เห็นเลย ขนาดที่หันไปเจอแวบเดียวจากข้างในยังต้องรีบเดินออกไปดู แล้วก็ตัดสินใจรุกทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก นี่มันเผลอๆ จะดูดีกว่าพวกแขกรับเชิญพิเศษที่ฮินุมะเตรียมไว้เสียอีกนะเฟ้ย! หน้าแบบนี้ ผิวแบบนี้ เสียงแบบนี้ แล้วนี่สูทตัวเองด้วยเหรอ?

             ตอนที่ฮินุมะรวบรวมแขกพิเศษให้มีคาแรคเตอร์ต่างๆ มาไว้ในงานเพื่อช่วยดึงดูดลูกค้า เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าค่าจ้างงามๆ พิเศษที่ฮินุมะ มิกิฮารุจ่ายให้ ปกติเขาก็เป็นโฮสต์อันดับหนึ่งของร้านดื่มในเครือตระกูลฮินุมะอยู่แล้ว ด้วยลุคเจ้าชายและความสูงถึง 186 เซนนี้ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในวงการมาตลอดถึงขนาดว่ามีลูกค้ามากมายตามมางานนี้เพราะรู้จักและติดตามเขาอยู่ แต่หมอนี่... เป็นไปได้ยังไงที่คนที่มางานนี้จะไม่รู้จักเขาน่ะ นี่ท่านเรนนะ! โฮโซซากิ เรน ผู้มีฉายาว่าเจ้าชายของโลกกลางคืนเลยเชียวนะ! ถึงไม่รู้จักก็น่าจะมีปฏิกิริยาอะไรกับหน้าตาเขาบ้างป่าววะ ออกจะหล่อขนาดนี้! หรือชอบหน้าตาอย่างโอโตนามิจริงๆ? เข้าใจละว่าชอบแบบแบดๆ แต่หน้าตาเรียบร้อยลุคโคตรเนี้ยบเหมือนบรรณารักษ์ห้องสมุดอย่างนายมันก็ต้องคู่กับเจ้าชายสิถึงจะเข้ากัน ไอ้นั่นมันปีศาจนะ?

             อย่างแรกที่ทำสำเร็จไปแล้ว คือหลอกให้หมอนี่ตกหลุมที่เขาขุดเอาไว้ และยอมไปนั่งกับเขาในที่นั่งของโฮโซซากิ เรน ที่เหลือก็แค่รักษาตำแหน่งหมอนี่เอาไว้ข้างๆ จนจบงาน หรือไม่ก็หยอดอีกสักพักให้ยอมออกจากงานก่อนเวลาไปต่อด้วยกันสองคน ง่ายจะตาย เขามีเทคนิคเยอะแยะที่จะทำให้คนแบบนี้ยอมตกร่องปล่องชิ้นด้วย คิดว่าเขาระดับไหนแล้ว นี่โฮโซซากิ เรนเชียวนะ!

             ว่าแต่นี่มันหน้าตาของคนยอมไปนั่งในที่ของเขาแน่ใช่มะ? ทั้งที่เป็นคนเสนอตัวและหลอกให้หมอนี่ยอมไปนั่งด้วยได้แท้ๆ ทำไมแผ่นหลังของเขาถึงได้เสียววูบวาบชอบกล...

 

             “เห~ ไทเซคุงอยู่ปีสามแล้วเหรอ อีกแป๊บๆ ก็จะจบแล้วสิ ต้องเริ่มๆ หางานแล้วสิใช่ไหม” มิกิที่อยู่ในชุดราตรีเต็มไปด้วยออร่าแบบแม่งานชวนเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยที่นั่งข้างๆ โอโตนามิคุย โซฟาตัวยาวมีคนนั่งเต็ม นอกจากเด็กคนนี้ที่นั่งเกาะติดข้างซ้ายแล้ว ทางขวาก็ยังมีชายหนุ่มวัยทำงานอีกสองสามคน และข้างหลังก็ยังมีคนยืนออคุยด้วยอีกเป็นกลุ่ม รอบๆ โอโตนามิก็จะประมาณนี้เสมอ ส่วนใหญ่คนชวนคุยจะเป็นมิกิ เรื่องที่คุยเป็นหัวข้อทั่วไปที่มิกิพยายามจะหาให้อย่างระมัดระวัง เพราะไม่ว่าใครก็รู้สึกได้ว่าในเสียงหัวเราะ สนุกสนานเหมือนจะคุยกันดีในฐานะแฟนๆ ของโอโตนามิ ชินด้วยกันนี้ มันมีคลื่นความถี่แผ่วๆ ส่งออกมาคานกันอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับที่คนที่ยืนข้างหลังพยายามจะส่งกระแสจิตบอกพวกที่ได้นั่งว่าให้รู้จักผลัดเปลี่ยนที่นั่งให้พวกตัวเองบ้างได้แล้ว แต่ไม่ว่าคนที่ได้นั่งอยู่จะจับกระแสนั้นได้หรือไม่ ก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ และไม่มีใครยอมลุกไปไหนทั้งนั้น

             “ใช่ครับ เพื่อนๆ หลายคนก็เริ่มไปฝึกงานกันแล้ว ผมก็คงต้องเริ่มเหมือนกัน” หนุ่มมหาวิทยาลัยยิ้มสดใส หันขวับไปทางชายหนุ่มที่ลดบุหรี่ลงจากปาก แล้วกำลังพ่นควันจางๆ ออก “แต่ก็ไม่ซีเรียสครับ ถ้าหางานไม่ได้ก็ไปสมัครทำที่ร้านคุณชินก็ได้นี่นา”

             “ร้านฉันรับแต่พนักงานพาร์ทไทม์นะ ค่าจ้างต่อชั่วโมงแค่แปดร้อยเยนด้วย” โอโตนามิตอบขำๆ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ เหมือนจะชินกับการพยายามเข้าหาแบบทีเล่นทีจริงอย่างนี้อยู่แล้ว

             “แหม แต่ก็มีอาหารกับค่าเดินทางให้ไม่ใช่เหรอครับ ถ้ายอมให้อยู่กินนอนด้วยก็น่าจะพออยู่”

             “ไม่คุ้มๆ” โอโตนามิหัวเราะ “จะไปอยู่กินที่ไหนได้ มันไม่มีที่ให้เด็กพาร์ทไทม์อยู่หรอกนะ มีแต่ห้องเก็บของเท่านั้นแหละ”

             “เอ๋~ คุณชินใจร้าย จะเอาผมไปไว้ห้องเก็บของเหรอ?”

             “ชั้นสามไหมครับ เดี๋ยวก็ว่างแล้ว”

             หือ...? 

             โอโตนามิเลื่อนสายตาขึ้นมองทันทีที่ได้ยินเสียง สมองยังไม่ทันประมวลผลอะไร แผ่นหลังก็ชาดิกไปชั่วขณะ เขามองเห็นแววตาเยียบเย็นก่อนจะเห็นเจ้าของที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างโฮโซซากิ เรนที่กำลังโบกมือลั้ลลาเหมือนจะอวดคนที่พามาให้ โอโตนามิอ้าปากค้าง บุหรี่เผาโดนมือจนสะดุ้งต้องสะบัดออก เด็กหนุ่มข้างๆ หัวเราะชอบใจ เอาไหล่ดันเหมือนจะแซวว่าเขาทำอะไรซุ่มซ่าม โอโตนามิเก็บบุหรี่ที่ตกลงกดกับที่เขี่ย เงยหน้าขึ้นมาอีกที มุคาเอดะในชุดสูทก็นั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามแล้ว อย่าว่าแต่กะพริบตา อ้าปากพะงาบๆ สมองเขาตอนนี้กลายเป็นว่างเปล่า เห็นแต่สีขาวไปชั่วขณะ

             เอ๊ะ... 

          เอ๊ะ........ 

          เอ๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

          มิ กิ ฮา รุ!!!! 

             กรีดร้องในใจผ่านสีหน้าซีด แต่เพื่อนก็ตอบด้วยสีหน้าที่ตระหนกเลิ่กลั่กพอกัน มิกิทำตาโต ส่ายหน้ารัวว่าไม่รู้ไม่เกี่ยว ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น!

             “อ๊ะ เครื่องดื่มหมดแก้วแล้ว ดื่มอะไรอีกดี คุณชินเลือกให้หน่อยสิครับ?”

             ถึงสติจะถูกดึงกลับมาด้วยเสียงอ้อนของเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยคนข้างๆ แต่โอโตนามิก็ยังหันมองเลิ่กลั่กด้วยท่าทางเหมือนคนหลังไม่ติดเบาะ ให้พูดตามตรงคือไม่รู้สึกว่ามีส่วนไหนของร่างกายอยู่ติดกับเบาะหรืออะไรเลย ออกจะเหมือนตอนไข้ขึ้น... ตัวลอยๆ ข้างหน้ากำลังจะมืดไปด้วยซ้ำ...

             “อะ...เอ่อ ก็ต้องน้ำผลไม้สิ... นายยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่ใช่เหรอ...” โอโตนามิหันไปตอบแบบรักษาความเป็นผู้ใหญ่ แล้วต้องสะดุ้งเบาๆ กับเสียงนุ่มของเรนที่วางมือบนไหล่มุคาเอดะ ก้มลงไปถามด้วยรอยยิ้ม

             “จริงด้วย นายก็ต้องมีเครื่องดื่มเหมือนกันนี่นะ เดี๋ยวฉันไปเอามาให้ โทโอรุคุงจะดื่มอะไรดี?”

             “กิมเล็ทครับ”

             โทโอรุคุง??? 

             โอโตนามิตวัดตามองชื่อที่เจ้าตัวเขียนในป้ายห้อยคอทันที ไม่จริงงงงง อนุญาตให้คนอื่นเรียกแบบนี้จริงเหรอ? แถมยังใช้สายสีแดงอีก... แล้วยังมากับเรน... กิมเล็ท? นายเชี่ยวชาญการสั่งเครื่องดื่มพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย นี่เขากำลังสติแตก ควรจะต้องตกใจกับอะไรก่อนดีวะ! บะ... บ้าไปแล้ว ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้เฮอะ! อุตส่าห์ไม่บอกเพราะไม่อยากให้เข้าใจผิด แล้วเอ่อ... สีหน้าแววตาแบบนี้... ไม่ใช่แค่เข้าใจผิด นี่มันแย่กว่าตอนขึ้นไปเจอถุงยางที่มิสุเอะฉีกเล่นเมื่อวานอีกนะ

             นังชิ้นนนนนน // มิกิ  

             ไม่รู้ว่าความตกใจที่เลยจุดพีคมันจะช่วยเปิดความสามารถใหม่ๆ ให้เขาได้บ้างหรือไม่ เพราะแค่นั่งตัวแข็งทื่อ เหงื่อแตก จ้องสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนของคนนั่งตรงข้ามเหมือนกำลังทำสงครามทางจิต ก็ได้ยินเสียงในใจเหมือนเพื่อนเรียก แกจะมาเรียกฉันทำไม! เตือนแล้วใช่มั้ย! ทุกอย่างมันเป็นเพราะแกนะเว้ย ไอ้มิกิฮารุ! ไม่ต้องมาทำหน้าซีด! 

             คุณมุคาเอดะเขาจะไม่เอาปืนออกมากราดยิงใช่มั้ย! // มิกิ 

          ไม่รู้! เอาฉันออกไปจากตรงนี้! เดี๋ยวฉันเคลียร์กับหมอนั่นเอง // โอโตนามิ 

          จะเอาออกไปยังไง มีคนล้อมแกทั้งหน้าทั้งหลัง! // มิกิ 

             ก็แกเป็นคนจัดให้เป็นแบบนี้ไงโว้ย! // โอโตนามิ 

             “เมื่อกี้” เด็กมหาวิทยาลัยยื่นหน้าไปถามมุคาเอดะ “ที่บอกว่าชั้นสามจะว่างคืออะไรครับ?”

             “อ๋อ” มุคาเอดะเอียงตัวไปรับแก้วเครื่องดื่มค็อกเทลที่ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวส่งให้ ยกจิบคำเล็กๆ “ร้านนั้นมีห้องเช่าชั้นบนน่ะครับ ไม่เคยไปเหรอ?”

             “เคยไปหาคุณชินที่ร้านสองสามครั้ง แต่มองแต่คุณชินน่ะครับ ฮะๆๆ ไม่เคยดูอะไรพวกนั้นเลย มันมีห้องเช่าด้วยเหรอ?”

             ไทเซคุง... นายจะฆ่าฉันเหรอ? // โอโตนามิ 

             “สำหรับเด็กมหาวิทยาลัยอาจจะแพงไปหน่อย แต่ถ้าทำงานไปด้วยก็จ่ายได้สบายๆ ครับ”

             ไม่แพงนะ... นายอยู่ฟรีไปเลยตั้งแต่พรุ่งนี้ // โอโตนามิ 

             “ถ้าสนใจก็บอกคุณชินไว้สิครับ ห้องว่างเมื่อไหร่จะได้ย้ายเข้าไปอยู่”

             โทโอรุคุง ไม่เอาไม่พูดอย่างนี้นะ... ใจเย็นๆ... มีอะไรค่อยๆ คุยกันได้... // โอโตนามิ 

             “เห~ ทำไมรู้ดีจังครับ เป็นแฟนคลับคุณเรนแท้ๆ หรือจะเปลี่ยนทาร์เก็ตมาเป็นคุณชินเหรอ?”

             มุคาเอดะหัวเราะ

             “กลับกันแล้วครับ กลับกัน”

             เด็กมหาวิทยาลัยทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจ เอาหลอดคนน้ำส้มในมือแล้วดูด

             ก็คือจะเปลี่ยนทาร์เก็ตจากแกไปเป็นคนอื่นถูกมะ? // มิกิ 

          ไม่เอานะครับ โทโอรุคุง อย่าพูดแบบนั้น... นี่ฉันจะร้องไห้จริงนะ // โอโตนามิ 

             “โทโอรุคุงเพิ่งเคยมางานแบบนี้ครั้งแรกด้วยนี่ใช่ไหม แล้วก็ไม่ได้สมัครเข้ามาก่อนด้วย แต่จะว่าบังเอิญผ่านมาเจอก็ไม่ใช่ มีแต่ปริศนาน่าถามเยอะเลย ปกติทำงานอะไรเหรอ? คือดูไม่เหมือนคนเพิ่งใส่ชุดสูทแบบนี้น่ะ” พอเรนถามขึ้นมา คนอื่นก็ดูสนอกสนใจไปด้วย ส่วนใหญ่คนแถวนี้ที่เห็นก็จะคุ้นหน้า แต่สำหรับมุคาเอดะนั้นหน้าใหม่จริงๆ

             “ก็ทำงานบริษัทธรรมดานี่แหละครับ คุณเรนเป็นโฮสต์นี่ ใช่ไหม?”

             “เหย รู้ได้ไงอะ ออร่ามันออกขนาดนั้นเลยเหรอ?” ชายหนุ่มมาดเจ้าชายหัวเราะ

             “อืมม ดูจากการใช้สายตา การใช้คำ การเอสคอร์ตคนอื่นนี่แหละครับ” มุคาเอดะยิ้ม หันไปทางเด็กมหาวิทยาลัยที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ไทเซคุงเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเหรอ?”

             คนถูกพูดถึงสะดุ้ง

             “รู้ได้ยังไงอะครับ?”

             “แค่เห็นว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้นแหละ ปีสามเหรอครับ?” มุคาเอดะส่งยิ้ม มองการแต่งตัวตามสมัย กระเป๋ากีฬาที่มีเอกสารยัดเอาไว้ ตรงซิปมีพวงกุญแจเล็กๆ ห้อย “มหาวิทยาลัยคิตะ?”

             ไทเซทำหน้าตกใจ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของคนรอบข้าง

             “ใช่ๆ รู้ได้ไงล่ะ หมอนี่อยู่ปีสาม แต่ก็ไม่เคยถามเหมือนกันว่าเรียนมหาวิทยาลัยอะไร” คนหนึ่งพูด

             “ไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นเอกสารลิสต์รายชื่อบริษัทที่เสียบอยู่ตรงกระเป๋าเท่านั้นแหละ เลยคิดว่าถ้ากำลังหาบริษัทฝึกงานอยู่ ก็น่าจะอยู่ประมาณปีสามหรือปีสี่ แต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็น่าจะเป็นเด็กปีสามมากกว่า... แล้วลักษณะหัวเอกสารแบบนี้มันเป็นของมหาวิทยาลัยคิตะ” มุคาเอดะจิบเครื่องดื่มในมือหมดแก้ว หันไปยื่นแก้วเปล่าให้เรนที่นั่งอึ้งๆ “บลัดฮาวด์ครับ”

             “บะ... บลัดฮาวด์นะ ได้ๆ...” ชายหนุ่มลุกขึ้นหายไปทางเคาน์เตอร์บาร์ที่มีบาร์เทนเดอร์อยู่ คนอื่นนึกสนุก ชวนคุยต่อ

             “คุณโทโอรุเป็นนักสืบอะไรอย่างนี้เหรอ?” คนวัยทำงานด้วยกันถาม

             “ฮะ ฮะ เปล่าครับ ก็บอกแล้วว่าเป็นแค่พนักงานบริษัท”

             “แต่ดูออกกระทั่งเอกสารของมหาวิทยาลัยว่าเป็นของที่ไหนเลยเนี่ยนะ?”

             “พอดีมันเกี่ยวกับงานที่ทำเฉยๆ ครับ” มุคาเอดะยิ้ม

             หมอนี่จบเอกจิตวิทยา... ทำแผนกพัฒนาบุคลากร หน้าที่หลักๆ คือจัดสัมมนา หาบุคลากร ดีลกับทั้งบริษัทห้างร้าน โรงงาน และมหาวิทยาลัยทั่วไป ก็ต้องรู้จักมหาวิทยาลัยไปทั่วอยู่แล้วสิ... // โอโตนามิ 

             “ของพวกนี้แค่สังเกตอะไรเอาหน่อยก็ได้แล้วครับ อย่างคุณชิน...” แค่มุคาเอดะเท้าคางปรายตามองมา ลมหายใจโอโตนามิก็แทบจะหยุดไปแล้ว

             มุคาเอดะส่งยิ้มให้

             “ตัวจริงคงเป็นคนรักเด็กมากนะครับ”

             “...”

             “เห~~~~” ผู้ร่วมโต๊ะอุทานแทบจะพร้อมกัน หันไปมองโอโตนามิด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ โดยเฉพาะเด็กมหาวิทยาลัยที่ชื่อไทเซที่ทำหน้าประหลาดใจมาก สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่ค่อยพอใจ

             “ไม่จริงหรอกมั้งครับ ไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องแบบนั้นเลย ไปเอามาจากไหน”

             “ไม่ลองถามเจ้าตัวดูละครับ เพราะผมอาจจะเดาผิดก็ได้”

             “อือ...” โอโตนามิรับอ้อมแอ้ม “ก็เลี้ยงได้ ฉันมีหลานอายุประมาณสองขวบด้วย”

             ทุกคนทำเสียงฮือฮา มีแค่ไทเซคนเดียวที่รู้สึกว่าไม่สนุก แต่เรนก็กลับมาพร้อมเครื่องดื่มสีแดงที่ยื่นให้พอดี

             “ถามตรงๆ เลยนะ” เจ้าชายในชุดขาวยิ้ม “โทโอรุคุงมีแฟนหรือยังฮึ? อยากรู้ว่ามางานนี้แบบจริงจังแค่ไหน คือจะมาหาตัวจริงหรือแค่เพื่อนเล่นๆ ชั่วคราวน่ะ อ๊ะ แต่ฉันเป็นได้ทั้งคู่เลยนะ”

             คำถามของเรนทำโอโตนามิสะดุ้งเฮือก กระตุกหน้ามองสบตากับมุคาเอดะทันที ขนาดนั้นแล้วก็เดาไม่ถูกจริงๆ ว่ามุคาเอดะจะตอบยังไง แต่ก็ภาวนาในใจว่าอย่าโกรธเขาขนาดนั้นเลยนะ...

             “อืมม์...” มุคาเอดะดื่มเครื่องดื่มสีแดงทีเดียวครึ่งแก้ว ยกมองแล้วก็เขย่าแก้ววนเบาๆ “ผมไม่เคยมางานอย่างนี้ ก็เลยไม่ค่อยรู้น่ะครับ” น้ำเสียงเย็นลงอีกเล็กน้อย

             “คนมีแฟนแล้วปกติเขามางานแบบนี้กันเหรอครับ?”

             อุ...  

             โอโตนามิก้มเอามือลูบหน้า... ผิดไปแล้วครับ ได้โปรดปรานีด้วย...  

             “มีๆ” คนหนึ่งเสือกตอบแบบนั้น แล้วยังไม่รู้ตัวว่าโดนโอโตนามิหันไปทำตาเหลือกใส่

             “มีเยอะแยะไป พวกมีแฟนแล้วแต่มาหาคู่นอนชั่วครั้งชั่วคราวน่ะ ถ้าพอใจความสัมพันธ์แบบนี้ด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่มีปัญหาอะไรใช่มะ บางคนก็มาหาความตื่นเต้นอะไรแบบนั้นแหละ”

             ม่ายยยยย ไม่ใช่แบบนั้นเลยนะโทโอรุ!! ฉันมาทำง้านนนนน // โอโตนามิ 

             มุคาเอดะไม่ตอบอะไร มองน้ำสีแดงในแก้วที่กระเพื่อมไปมาเงียบๆ บอกไม่ถูกว่าแววตานั้นมันกังวล ผิดหวัง โกรธ หรืออะไร แต่เขาจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าไม่ต้องเกรงใจใครก็ดึงมากอดแล้วมั้ย...

             มุคาเอดะยกเครื่องดื่มที่เหลืออีกครึ่งแก้วดื่มรวดเดียวหมด ยื่นแก้วเปล่าให้เรนอีกรอบ

             “มอกกิ้งเบิร์ดครับ”

             “พอได้แล้ว...”

             คนที่นั่งรอบๆ นิ่งเงียบ อดทำตาปริบๆ ไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าอยู่ดีๆ โอโตนามิที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามจะลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปจับข้อมือของมุคาเอดะที่ถือแก้วเปล่าเอาไว้

             “ดื่มแค่นี้พอ” แถมยังบีบข้อมือเบาๆ “นายดื่มมากไปแล้ว”

             “เพิ่งจะสองแก้ว”

             “ค็อกเทลมันเมาง่าย”

             “เดี๋ยวๆ” เรนลุกขึ้นยืน กอดอก “นายมาจุ้นอะไรด้วยเนี่ย ลืมไปหรือเปล่าว่าหมอนี่มากับฉัน?”

             “นี่มันงานนัดบอดไม่ใช่เหรอ ต้องให้โทโอรุเลือกหรือเปล่า?”

             “เรียกสนิทสนมอย่างนี้คือส่งคำท้าให้ฉันเหรอ?”

             เรียกอย่างนี้อยู่แล้วเว้ย! // โอโตนามิ 

             “อย่าบอกนะว่าคนอย่างโอโตนามิจะสนใจอยากควงใครบ้างแล้ว พออายุมากขึ้นจิตใจเลยอ่อนไหวลงหรือไง?” เรนทำเสียงออกจมูก เพราะเสียงดังขึ้นมา เลยเรียกเสียงฮือฮาเบาๆ จากคนรอบข้างที่ล้วนเป็นขาประจำงานปาร์ตี้ประเภทนี้ของมิกิ พอมีเสียงฮึ่มๆ จากมุมพิเศษ คนอื่นในงานเลยพากันหันมองไปด้วย ยิ่งเห็นคนที่ลุกขึ้นยืนจ้องหน้ากันคือโอโตนามิกับเรนยิ่งอุทานตกใจกันใหญ่ อดเดินเข้าไปมุงไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

             ไทเซทำหน้าไม่พอใจ กระตุกแขนเสื้อเรียกโอโตนามิเหมือนอยากจะบอกให้รู้ว่าตัวเองเป็นคนมาจองที่นั่งข้างๆ ตั้งแต่ตอนที่ปาร์ตี้เริ่ม ถ้าไม่ได้ยินว่างานนี้โอโตนามิจะมาด้วยเขาก็ไม่มาร่วมด้วยหรอก ทำไมจะไม่รู้ถึงสายตาพวกคนที่อยากให้เขาปล่อยที่นั่งข้างๆ ตรงนี้ให้บ้างเสียที แต่เขาก็เอาเป็นเอาตายกับงานนี้เหมือนกันนะ ไม่ไปไหนหรอก เขาไม่ไปไหนทั้งนั้น ที่ผ่านมา ถึงเขาจะไปนั่งดื่มที่บาร์ของมิกิ แล้วบังเอิญเจอโอโตนามิที่ร้านนั้นแถมยังได้รู้ว่าเป็นเพื่อนของเจ้าของร้าน แต่ก็รู้ว่าชายหนุ่มไม่ได้มองเขาหรือใครในฐานะคนที่จะคบหาเป็นแฟนด้วยทั้งนั้น แต่งานนี้ไม่ใช่ งานนี้มันเป็นงานนัดบอดที่บอกวัตถุประสงค์ของงานไว้แต่แรกว่าเป็นงานหาคู่ไง โอกาสมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาจะปล่อยให้คนอื่นมาแย่งที่นั่งนี้ไปได้ยังไง

             “คุณชิน ดื่มมากไปหรือเปล่าครับ? ไปพักสูบบุหรี่ข้างนอกกันไหม?” ไทเซดึงแขน

             “ใช่ ใช่ แกไปสูดอากาศให้สร่างเมาหน่อยไปไป๊” เรนช่วยไล่

             “โทโอรุ” โอโตนามิไม่ฟังเสียงใคร เรียกชื่อพลางบีบข้อมือเบาๆ “...คุยกันสองคนได้มั้ย?”

             “ได้ไงวะ! ไม่ให้! ไอ้หน้าด้าน!” เรนด่า

             มุคาเอดะนิ่งมองเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยที่พยายามกระตุกแขนโอโตนามิเต็มที่ มิกิเองก็นั่งก้มหน้าซีด ขมุบขมิบปากเหมือนจะสวดมนต์ภาวนาขอให้รอด

             “เกือบลืมไปแล้วว่ามางานนัดบอด” มุคาเอดะตอบขำๆ “งานแบบนี้มันยังไงครับ? ก็คือเลือกได้เหรอครับว่าจะไปกับใคร? แต่ที่นั่งฝั่งคุณชินก็เต็มแล้วนี่”

             ไม่นะ พอแล้ว อย่าแกล้งฉัน! ยอมก้มหัวขอโทษแล้ววว กลับบ้านกันนะๆ เดี๋ยวฉันเก็บของเดี๋ยวนี้เลย! // โอโตนามิ 

             “ใช่แล้วโทโอรุคุง นายมีสิทธิ์ปฏิเสธเต็มที่เลย น่าจะเห็นแล้วนะว่าหมอนี่มันไม่มีที่ว่างให้ใครแล้วน่ะ เผื่อนายจะไม่รู้ คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้นว่าหมอนี่เป็นจอมหักอกชาวบ้าน อย่าหลงเข้าไปในวังวนมันเด็ดขาด ใครเผลอไปสารภาพรักเข้าก็โดนมันปฏิเสธเสียศูนย์ไปทั้งนั้น อยากเป็นแบบนั้นเหรอ?”

             ไม่ใช่เว้ย! ไอ้ปากหมา! ฉันสิเป็นฝ่ายเสียศูนย์ อย่าไปฟังมัน! // โอโตนามิ 

             “ไปนั่งคุยที่บาร์กันสองคนดีกว่า นายจะดื่มอะไรนะเมื่อกี้ มอกกิ้งเบิร์ดใช่ไหม? เดี๋ยวฉันสั่งให้” เรนเอามือสองข้างจับไหล่มุคาเอดะ พลิกตัวจะพาเดินออก แต่โอโตนามิรีบยื่นมือไปดึงมือเรนออก พูดใส่ด้วยเสียงขุ่น

             “...อย่าจับตัวหมอนี่”

             เกิดเสียงฮือฮาจากรอบข้างขึ้นเล็กๆ อีกครั้ง ไม่มีใครนึกว่าโอโตนามิจะมีปฏิกิริยากับใครแบบนี้เพราะไม่มีใครเคยเห็น แม้แต่เรนก็ยังทำหน้างง มิกิยกมือกุมขมับ

             “...”

             มุคาเอดะมองสีหน้าบูดบึ้งของไทเซ แล้วเปลี่ยนไปหลุบตามองแก้วเครื่องดื่มใสๆ ที่เหลืออยู่ครึ่งแก้วของโอโตนามิ

             “ไม่เอามอกกิ้งเบิร์ดแล้วครับ คุณชินดื่มอะไร? มาร์ตินี่?”

             “...อือ”

             โอโตนามิมองตามสายตา หยิบแก้วส่งให้ถึงมือมุคาเอดะเหมือนรู้ได้จากสายตาว่ากำลังเรียก นี่ถ้าหมอนี่หยิบบุหรี่เสียบที่ปาก เขาก็จะรีบก้าวเข้าไปจุดไฟแช็กให้...

             มุคาเอดะยกดื่มทีเดียวหมด ส่งแก้วเปล่าคืนใส่มือโอโตนามิ พร้อมถอดป้ายชื่อห้อยคอวางบนโต๊ะ

             “ผมกลับแล้วครับ งานสนุกดี สนุกกันต่อเถอะ”

             “ทะ... โทโอรุ!” โอโตนามิสะดุ้ง รีบก้าวตามพรวดพราดเพราะมุคาเอดะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขา หันไปชี้หน้ามิกิ “ฉันกลับกับหมอนั่นเลยนะ!”

             เจ้าของงานพยักหน้าทั้งที่ยังกุมขมับ คนที่เหลือได้แต่มองตาม อ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่าจะเห็นท่าทางรีบร้อนแบบนี้ได้จากโอโตนามิ ขนาดเรนก็ยังยืนอึ้ง เลยได้แต่ปล่อยไปอย่างงงๆ

 

             โทคินั่งหาวเป็นรอบที่ร้อย หยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาว่าเพิ่งจะสองทุ่ม อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเขาก็จะหมดหน้าที่รีเซฟชั่นหน้างานแล้วเข้าไปเป็นผู้ร่วมงานคนหนึ่งได้ คนที่ช่วยงานของฮินุมะ มิกิฮารุส่วนใหญ่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่รู้จักกันมานานแล้วทั้งนั้น ถึงจะคิดว่าตัวเองรู้จักลูกชายเจ้าของธุรกิจผู้จัดงานอีเว้นต์ขนาดใหญ่อย่างมิกิมานาน แต่ตอนที่เขาเจอกันครั้งแรก มิกิที่อายุมากกว่าเขาสี่ห้าปีก็อยู่ในเพศสภาพแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ว่ากันว่าคนที่รู้จักมิกิมานานตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ก็มีอยู่คนเดียวคือโอโตนามิ ชิน

             ในกลุ่มเพื่อนชาวเกย์ (?) ของมิกิที่กินเที่ยวด้วยกันในช่วงวัยรุ่น ก็มีโอโตนามินี่แหละที่เรื่องมากกับเรื่องคนรักมากที่สุด มิกิมีร้านกลางคืนที่เป็นแหล่งรวมเพื่อนๆ กับพวกคนประเภทเดียวกัน สมัยที่โอโตนามิโผล่ไปที่ร้านบ่อยๆ เป็นช่วงที่ร้านเฟื่องฟูที่สุด ด้วยลุคและหน้าตาแบบที่เห็นกันอยู่ก็อย่างที่รู้ โอโตนามิ ชินไปนั่งตรงไหนก็มีแต่คนคนล้อมหน้าล้อมหลัง ก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่บอกคนอื่นว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจนั่นมันเป็นเรื่องจริงหรือแค่อยากสนุกกับบรรยากาศแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็แหม... ในวงการนี้ตัวเองดูโสด ดูน่าท้าทายตลอด ใครๆ ก็ยิ่งเข้าหาเพราะอยากจะทำให้คนแบบนั้นมาหลงรักตัวเองให้ได้ เออ ถ้ามีจริงเขาก็อยากเห็นหรอกว่าเวลาโอโตนามิ ชินตกหลุมรักใครแล้วมันจะซักขนาดไหน เพราะเคยฟังสเปคแล้วก็ไม่แปลกใจที่คนแบบนั้นจะหาแฟนไม่ได้ คงมีหรอกคนแบบนั้น ถ้ามีก็ไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเรามั้ย! ไม่มองโลกความจริงมั่ง

             “โทโอรุ!”

             คนนั่งหน้าประตูสะดุ้ง หันมองชายหนุ่มในชุดสูทสุภาพที่ถลาออกมาจากงานโดยมีคนตามออกมาดึงแขน แน่นอนว่าเขาจำได้ทั้งหน้า ทั้งชื่อ ทั้งชุดสูทของหมอนี่ เพราะมันเด่นขนาดเขาเองยังอยากจะคว่ำไอ้โต๊ะรีเซฟชั่นนี่ทิ้งแล้วตามเข้าไปในงานด้วยเมื่อสามสิบนาทีที่แล้ว แต่ถึงจะเสียดายแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อคนที่มาคว้าเข้างานไปสวยๆ คือคุณเรน ใครจะไปแข่งชนะคนอย่างหมอนั่นได้เฮอะ นั่นมันเจ้าชายของวงการแถบนี้ เป็นโฮสต์อันดับหนึ่งของร้านมิกิเลยเชียวนะ ว่าแต่... ตอนเข้างานหมอนี่เหมือนจะสนใจโอโตนามิ ชินไม่ใช่เหรอ...

             โอโตนามิ... 

          ชิน... 

             “นายเป็นอะไรหรือเปล่า? ฉันขอโทษ...”

             เฮ้ยยยยยยยยยยยยย!! // โทคิ 

             กระตุกตัวตกใจจนแทบตกเก้าอี้เมื่อมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร แต่อีกฝ่ายดูไม่ได้สนใจคนที่นั่งอึ้งม่านตาขยายกว้างอยู่หน้าห้อง มุคาเอดะหันไปตอบเรียบๆ แต่สายตาที่มองก็เย็นเยียบ บาดลึกอย่าบอกใคร...

             “นี่มันงานนัดบอดไม่ใช่เหรอครับ? ควรจะไปกับคนที่ใจตรงกันสิ เท่าที่จำได้ ผมไม่ได้เลือกใครนะ”

             “พูดบ้าๆ... นายไม่เลือกฉันแล้วจะไปเลือกใครเฮอะ”

             เฮะ...  

          เอ๊ะ....?? 

          อะจิงดิ? ตกโอโตนามิได้จริงๆ เรอะ!!!! // โทคิ 

             “เห็นก็น่าจะรู้ ฉันมาช่วยงานมิกิเฉยๆ ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้บอก” โอโตนามิแก้ตัว บีบแขนแน่นเหมือนกลัวอีกคนจะเดินหนี “สำหรับฉันคือแค่มางานเลี้ยงกินดื่มจริงๆ ไม่มีอะไรจริงๆ นะ”

             มุคาเอดะมองเงียบๆ ผ่อนลมหายใจพลางพยายามแกะมือออก แต่โอโตนามิก็ไม่ปล่อย

             “...ก็รู้ครับ ไม่ได้โกรธ แค่โมโหนิดหน่อย มาดูเฉยๆ เท่านั้นแหละ”

             นี่นายมาดูเฉยๆ เหรอ... ลมหายใจฉันแทบจะหยุดไปตั้งไม่รู้กี่รอบเนี่ยนะ! // โอโตนามิ 

             “ผมกลับก่อนแล้วกัน คุณชินไปดื่มกับเพื่อนต่อเถอะ

             “บอกมิกิแล้วว่าจะกลับพร้อมนาย” โอโตนามิตอบทันที “ใครจะปล่อยให้นายกลับคนเดียวได้ฮึ”

             “ฮะ ฮะ ไม่ใช่เด็กๆ นะครับ คนที่คุณชินควรไปส่งน่ะคือไทเซคุงมากกว่า ยังเป็นแค่เด็กมหาวิทยาลัยนี่ จะปล่อยให้กลับเองเหรอ?”

             “เดี๋ยวก็มีคนไปส่งเอง กลุ่มเรามีคนเยอะแยะ” โอโตนามิดึงตัวเข้าหา โอบแขนกอดแน่น “ฉันมีหน้าที่ดูนายคนเดียว”

             !!!!!!!!!!!! // โทคิ 

             “...”

             มุคาเอดะไม่ตอบ แต่ก็ไม่ได้ดึงตัวเองออกมาจากอ้อมกอดแต่อย่างใด

             “ใครดูมิสุเอะให้น่ะ?” โอโตนามิถามเบาๆ

             “นาคากุจิกับยะจิมะ...”

             “งั้นรีบกลับกันดีกว่าเนอะ” คนพูดเปลี่ยนมาจูงมือ แต่พอก้าวขาจะออกเดิน มุคาเอดะก็กระตุกสีหน้า ตัวเซไปเล็กน้อย โอโตนามิเลยต้องเกร็งมือดึงเอาไว้ แล้วรีบหันไปโอบไหล่ไม่ให้ล้ม

             “เป็นอะไรหรือเปล่า?”

             “...รู้สึกไม่ค่อยดีน่ะครับ”

             “ก็บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าดื่มเยอะ! นายไม่ได้คอแข็งขนาดนั้นนะ ตอนนายเมาเคยโดนฉันทำอะไรไปบ้าง จำไม่ได้เหรอ?”

             มุคาเอดะเงยหน้ามอง แก้มอาบสีแดงก่ำ ไม่รู้เพราะแอลกอฮอล์หมุนเวียนมากขึ้น หรือเพราะนึกเรื่องที่พยายามจะลืมไปแล้วขึ้นมาได้

             “ยังไงนาคากุจิกับยะจิมะก็ดูมิสุเอะให้แล้ว นายพักก่อนแล้วกัน ดีขึ้นแล้วค่อยกลับ”

             “อือ...”

             โทคิไม่ได้ได้ยินคำที่สองคนคุยกันทั้งหมด แต่ภาพที่เห็นคนนึงหน้าแดงเถือก พยักหน้าบ้าง ส่ายหน้าบ้าง อีกคนก้มไปพูดด้วยข้างหู จูงมือ โอบไหล่ แล้วประคองให้ไปทางเคาน์เตอร์รีเซฟชั่นของทางโรงแรม... มันก็บอกได้แล้วว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้มันไม่ธรรมดา... ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยวะ

             แล้วไอ้ภาพที่เขากำลังจ้องนี่คืออะไร โอโตนามิกรอกอะไรที่หน้าเคาน์เตอร์ เสร็จแล้วพนักงานโรงแรมก็ยื่นคีย์การ์ดมาให้...

             เอ๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! // โทคิ 

             เดี๋ยวๆๆๆๆ 

          โอโตนามิ! พี่เป็นคนแบบนี้เหรอ? ก็ว่าอยู่ว่าพักหลังๆ หายไปไหน แค่ไม่เจอกันพักเดียวมันทำให้พี่กลายเป็นคนหื่นแบบนี้เลยเหรอ? หรือเพราะอายุ? หรือถูกใจมากจนอดไม่ไหว อะไร ยังไง นี่มันข่าวใหญ่มากเลยนะ! 

             โทคิรีบเก็บของบนโต๊ะลวกๆ แล้วก็วิ่งเข้างานไปหาคนเม้าท์ด้วยทันที

 

             โอโตนามิบิดขวดน้ำเปิด นั่งลงข้างเตียงพลางยื่นให้

             “ดื่มอะไรไปบ้างนะ?”

             “กิมเล็ท... บลัดฮาวด์...” มุคาเอดะพิงหลังกับหมอนที่โอโตนามิจัดให้ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า กรอกน้ำเข้าปาก “มอกกิ้งเบิร์ด... ไม่ได้ดื่ม แต่มีมาร์ตินี่ของคุณชินอีกครึ่งแก้ว”

             “ด้วยสปีดที่ไม่ถึงสามสิบนาทีด้วยน่ะนะ” โอโตนามิถอนหายใจ ยื่นมือไปปัดผมหน้าขึ้นไปให้ เพราะเห็นมีเหงื่อจับ “คราวหน้าต้องระวังไม่ทำให้นายหึงแล้ว ฉันเป็นห่วง”

             “ไม่ได้หึงนะครับ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย บอกแล้วว่าไปดูเฉยๆ” มุคาเอดะค้อน

             ดูเฉยๆ ฉันก็จะตายแล้ว... // โอโตนามิ 

             “หึงสิ นายมือเย็นเฉียบ”

             “...” มุคาเอดะทำหน้างอ ไถลตัวลงกับเตียง ยกแขนมาปิดหน้า ถอนหายใจยาว “เด็กที่ชื่อไทเซอะไรนั่น... วนเวียนอยู่รอบคุณชินมานานแล้วเหรอ?”

             “อืมม์ น่าจะซักช่วงปีสองปีนี้”

             “เห็นว่าเคยไปที่ร้านด้วย?”

             “ก็เคยมาสองสามครั้ง”

             “ล่าสุดเมื่อไหร่?”

             “สองอาทิตย์ก่อนมั้ง”

             มุคาเอดะลดแขนลง กระตุกตัวขึ้นนั่ง สีหน้าเย็นอีกรอบ

             “มันเมื่อเร็วๆ นี้ขนาดนั้นเลยเหรอ”

             โอโตนามิขำพรืด

             “ก็แค่ลูกค้ามากินกาแฟ”

             “ลูกค้าที่ชอบตัวเองขนาดนั้น มาเพราะอยากเจอตัวเองล้วนๆ ในตอนกลางวันที่ผมทำงาน แถมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจนเพิ่งได้ยินวันนี้เนี่ยนะ?”

             “โทโอรุ” โอโตนามิเขย่าแขนเรียกเบาๆ อดก้มลงไปประกบริมฝีปากไม่ได้

             “อย่าพูดอะไรที่มันน่ารักมาก เดี๋ยวไม่ได้กลับบ้าน”

             “...”

             โอโตนามิยื่นมือไปปลดเนคไทให้ ค่อยๆ รูดออกช้าๆ อย่างจงใจ แล้วปลดกระดุมเสื้อกั๊กออก มุคาเอดะไม่ได้ว่าอะไร หลุบตามองมือที่แกะกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในต่อ

             “จะว่าไป นายไม่เหมือนเด็กเที่ยวกลางคืนเลยนี่ ทำไมรู้จักค็อกเทลเยอะขนาดนั้น?” โอโตนามิถาม ก้มลงเอาริมฝีปากแตะช่วงคอตรงที่เพิ่งปลดกระดุมออก มุคาเอดะสะดุ้ง ตอบคำถามเบาๆ

             “...เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักไว้บ้างสิครับ เรื่องปกติ”

             “เน้นตรงเป็น `ผู้ใหญ่` จังนะ ต้องการบอกอะไร `เด็ก` เหรอ?”

             ใบหน้ามุคาเอดะกระตุก แก้มแดงวูบวาบ รีบส่ายศีรษะ

             “เปล่า... ผมไม่ได้...”

             “นายนี่นะ” โอโตนามิขยับตัวขึ้นไปคร่อม แทรกเข่าลงตรงกลางระหว่าง ขาสองข้างของคนนอนบนเตียง ยื่นมือไปจับคางให้หันข้าง จูบเบาๆ ที่ลำคอ “สงสัยนายจะไม่ได้กลับแล้วเนี่ยวันนี้”

             “ไม่ได้นะครับ” มุคาเอดะรีบแย้ง แต่ไม่ได้ว่าอะไรเรื่องเสียงตะครุบจูบ “มิสุเอะรออยู่”

             “อุตส่าห์เปิดห้องโรงแรมนะ แล้วโอกาสได้อยู่กันสองคนแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีนะ”

             มุคาเอดะหลบสายตา ทำหน้าอึกอัก

             “...ยังไงผมก็ต้อง เอามิสุเอะเป็นหลัก” เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะถามต่อ “คุณชินเคยคิดไหมครับ ว่าถ้าคบกับคนที่ไม่มี...”

             “หยุด” โอโตนามิก้มลงไปจูบปิดปากไม่ให้พูดต่อ “ไม่เคยคิด ไม่ต้องถามเลย” มุคาเอดะทำเสียงอู้อี้ เพราะอีกคนแทรกลิ้นเข้าไปป่วน ไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปด้วยหรือเปล่า แต่โดนแค่นี้ใบหน้าก็เห่อร้อน ดวงตาฉายแววเรียกร้อง จนคนที่ตอนแรกกะว่าจะทำแค่จูบ สุดท้ายก็เลิกไม่ได้

             “นายไม่ใช่คนที่มีภาระนะโทโอรุ” โอโตนามิปลดเข็มขัดกับตะขอ รูดซิปกางเกงมุคาเอดะลงช้าๆ เพิ่งมาคิดได้ว่าไม่เคยมีอะไรกันในตอนที่มุคาเอดะใส่ชุดสูทเลย เพราะปกติก็เจอกันหลังจากที่หมอนี่จัดการตัวเองทุกอย่างเรียบร้อยและกล่อมมิสุเอะหลับไปแล้ว ทั้งที่ทุกครั้งที่เห็นหมอนี่ในชุดสูทมันออกจะเซ็กซี่และดูดีมาก แล้วยิ่งวันนี้ดันใส่อะไรที่มันพิเศษอย่างเช่นเสื้อกั๊กที่เน้นแผ่นอกอะไรนี่อีก...

             “นายแค่มีครอบครัวที่มีนายกับมิสุเอะจัง ฉันแค่มาขอให้นับฉันเข้าไปด้วย”

             มุคาเอดะหอบหายใจร้อนผ่าว มองมือใหญ่ที่ดึงกางเกงชุดสูทลงครึ่งๆ กลางๆ เหมือนตั้งใจจะไม่ถอดให้หมด ไม่ต้องใช้นิ้วเกี่ยวขอบกางเกงในของเขาลงไป ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าของข้างในมันขยายตัวรออยู่ขนาดนี้ โอโตนามิยิ้มมองเจ้าของมันที่ส่ายหน้าแดงก่ำไม่ยอมรับ แค่มองใบหน้าที่ดูอายจัดนั่นก็โมเอะจะแย่แล้ว ตอนนี้ทั้งตัวยังอยู่ในสภาพที่ถูกปลดเสื้อผ้าออกแต่ไม่มีอะไรหลุดจากร่างกายซักอย่าง บอกไม่ถูกว่าสภาพแบบนี้มันปลุกอารมณ์เขาได้ขนาดไหน แต่มุคาเอดะก็น่าจะรู้สึกถึงความหื่นนี้ได้แน่นอน เพราะพอมือเขาจับเข้าที่ของใหญ่ได้ ก็รูดขึ้นรูดลงอย่างไม่ปรานีจนเจ้าตัวกระอักลมหายใจตัวเอง หางเสียงสั่น

             “คุณชิน... เดี๋ยวสูทเลอะ...”

             เหมือนกับโอโตนามิจะไม่ห่วงเรื่องนั้นเลย เรียกได้ว่าอยากเห็นมันเลอะไปด้วยคราบสีขาวที่ปลดปล่อยจากของตัวเองเร็วๆ ด้วยซ้ำ และทั้งที่รู้ว่าหมอนั่นห่วงเรื่องพวกนี้มาก แต่การได้เห็นว่าถึงห่วงก็ห้ามตัวเองไม่ได้มันยิ่งสนุกเหมือนได้แกล้ง มุคาเอดะบิดตัวจะหนี แต่คนให้บริการยิ่งเพิ่มความเร็วที่มือให้มากขึ้น แถมเซอร์วิสเป็นพิเศษให้ด้วยการก้มลงไปใช้ปากกับเม็ดสีชมพูที่บนยอดอก รู้อยู่แล้วว่าถ้าทำแบบนี้มุคาเอดะก็จะดิ้นพราดๆ  ก็ถ้านายไม่อยากให้เลอะก็ไม่ต้องปล่อยออกมาสิ อดทนได้หรือเปล่าล่ะ? // โอโตนามิ 

             “คุณชิน... คุณชิน... อ๊ะ...อ๊ะ...”

             มุคาเอดะจิกมือกับแขนโอโตนามิ เรียกชื่อแล้วเผลอร้องออกมาอย่างคนเตรียมตัวอะไรไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็นั่งหอบ ภาพสีขาวพร่ามัวในสมองค่อยๆ กลับมาเป็นแสงสีส้มภายในห้องโรงแรมที่นั่งอยู่ คราบสีขาวเหนียวเหนอะที่พุ่งออกจากของตัวเองเลอะตั้งแต่หน้าท้องไปถึงลำคอ เฉียดเสื้อกั๊กไปแค่นิดหนึ่ง

             สติสัมปชัญญะยังไม่ทันจะกลับมาดี ก็ต้องสะดุ้งขึ้นมาเพราะปลายลิ้นที่เขี่ยลงกับหัวนมอีกรอบ มุคาเอดะพลิกตัวหนี ทั้งที่เพิ่งสำเร็จถึงที่หมาย แต่พออีกคนออกแรงดูดก็กระตุกตัวส่ายหน้า มือสองข้างจับศีรษะโอโตนามิ ขยำเส้นผม ส่งเสียงหอบแหบพร่า ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรขึ้นมาอีกแล้ว

             “คุณชิน... ผมเพิ่งจะ...”

             ถึงจะพยายามแจงสถานการณ์ด้วยเสียงสั่น แต่ใจเขาก็รู้ดีว่าโอโตนามิรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่แค่ใช้ริมฝีปากเกาะดูดอย่างจงใจให้เกิดเสียง มือก็ยกขึ้นมาเขี่ยเม็ดแบบเดียวกันอีกข้างไปด้วย มุคาเอดะแอ่นอกร้องคราง พอได้โอกาสโอโตนามิก็เปลี่ยนมาไซ้ข้างลำคอ เอามือพลิกร่างให้นอนคว่ำ ดึงสะโพกขึ้นมาจัดท่า ปล่อยให้ทั้งกางเกงและกางเกงในอีกคนกองอยู่ที่เข่าอย่างนั้น

             มุคาเอดะหอบหายใจรัว สีหน้ากระตุกทันทีที่สัมผัสได้ว่ามีอะไรสอดเข้ามาทางช่องด้านหลัง ใบหน้าแดงก่ำหันขวับไปสบตากับโอโตนามิที่ส่งยิ้มให้เหมือนกำลังรอ ยกนิ้วให้ดูว่ากำลังจะเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งให้ดูต่อหน้า

             “คุ...ณ... ชิ...” มุคาเอดะอ้าปากตะครุบอากาศ เกร็งสะโพกขึ้นตามจังหวะที่อีกคนพลิกนิ้วกลับขึ้นมาแล้วสอดเข้าสอดออกช้าๆ... โอโตนามิมองสีหน้าหวานฉ่ำที่น่าจะเกิดจากฤทธ์แอลกอฮอล์ไหลเวียนด้วย เขาชอบเวลาที่ใบหน้าแดงจัดไปด้วยความอายแบบนี้ส่ายศีรษะไม่ยอมรับ แต่ถึงยังไงสะโพกก็ขยับรับสัมผัสจากเขาโดยอัตโนมัติ

             “พอแล้วครับ” แววตาอัปยศแต่ก็เคลิบเคลิ้มหรี่มอง “...ไม่เอานิ้วแล้ว”

             มาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ... น้ำตาคลอเกาะขอบตาอย่างนี้ ต่อให้คิดว่าอยากจะแกล้งต่อสักพักก็ทำไม่ได้ใช่มั้ย? นี่ตอนแรกเขารู้สึกผิดที่ทำให้หมอนี่หึงหน้ามืดจนดื่มนั่นนี่เข้าไปมากเลยกะว่าจะเซอร์วิสให้เป็นพิเศษ แต่สีหน้าหมอนี่ไม่เพียงทำลายความตั้งใจของเขา ยังจะทำลายไปถึงศีลธรรมด้วยแล้วมั้ย นาคากุจิ... ยะจิมะ... รอไปก่อนแล้วกันนะ

             โอโตนามิคาดว่ามุคาเอดะที่อยู่ในท่านี้คงไม่เห็นตอนที่เขางัดเอาของตัวเองออกมา ก็เลยใช้มันถูไปมาระหว่างร่องข้างหลังสักพัก เหมือนจะให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งถึงขนาดว่าที่ขยายขึ้นมาขนาดนี้มันเป็นความผิดของใครล้วนๆ ไม่ต้องหวังจะให้สำนึกผิด เพราะพออีกคนเข้าใจว่ากำลังถูกแกล้งก็ยิ่งส่งเสียงครางหอบ ขยับตัวเรียกร้องไปมาจนเขาทนไม่ได้ สุดท้ายก็จับกดเข้าไปในทางทีเดียวมิดด้าม

             บอกตามตรงว่าเขาชอบท่านี้มาก เพราะได้โน้มตัวลงไปกอดหมอนี่จากข้างหลัง ขณะที่สอดของตัวเองเข้าออกแล้วยังใช้อีกสองมือว่างๆ รังแกที่อื่นต่อได้ จะเอามือกอบกุมท่อนลำด้านหน้า หรือขยี้หัวนมสีสวยจากข้างใต้ หรือจะจูบข้างลำคอ ขบใบหูไปด้วยก็ได้โดยที่หมอนี่ต่อต้านอะไรไม่ได้ ยังมีหน้ามาส่งเสียงห้ามเบาๆ เหมือนตัวเองถูกบังคับขืนใจ ทั้งที่ขยับสะโพกเรียกร้องขอให้เพิ่มจังหวะเอาเข้าเอาออกเองอยู่เนี่ยนะ นายกะจะรีดของฉันให้หมดตัวในครั้งเดียวเลยหรือไง...

             “คุณชิน...” มุคาเอดะเรียกเสียงแผ่ว ตอนแรกโอโตนามิไม่ได้คิดจะตั้งใจฟังอะไรมาก เพราะในหัวไม่เหลือที่ว่างให้กับอย่างอื่นนอกจากคิดว่าจะทำอะไรกับร่างกายของหมอนี่ต่อ แต่เพราะปกติมุคาเอดะเป็นคนพูดน้อยมากเวลามีอะไรกัน ขนาดเขาถามว่าอยากให้ทำอะไรยังไงหรือชอบแบบไหน มุคาเอดะก็มักจะทำหน้าแดงแล้วส่ายศีรษะ ไม่ค่อยเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคำขอของหมอนี่ละก็ อะไรเขาก็ให้ได้ทั้งนั้นแหละ

             “อยากเห็นหน้า...”

             โอโตนามิก็ไม่คิดว่าแค่คำสั้นๆ เดียวมันจะมีพลังทำลายล้างเขาได้ขนาดนี้... นายจะอ้อนก็ต้องดูเวล่ำเวลาด้วยนะโทโอรุ ถ้าฉันเดินเครื่องเต็มที่แล้วของนายพังขึ้นมาจะว่ายังไงเฮอะ! 

             คนอยู่ข้างหลังถอนตัวออก เปลี่ยนมาพลิกร่างมุคาเอดะให้หันมาหา โถมลงไปจูบรุนแรงพลางดันให้ลงไปนอนกับเตียง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาพาดกับไหล่ มือจับท่อนแข็งๆ แรงไม่มีตกสอดกลับเข้าไป ขนาดว่าเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ใบหน้าและแผ่นอกของมุคาเอดะก็เต็มไปด้วยเหงื่อ ส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอรับจูบจากเขาในขณะที่ช่วงล่างมีแต่เสียงท่อนเนื้อกระทบกันตามจังหวะเข้าออก มุคาเอดะครางกระเส่า ก่อนจะกระตุกใบหน้าขึ้นตกใจ ส่ายศีรษะทำหน้าพิกล มือบีบแผงบ่าเขาแน่น

             “ไม่เอาตรงนั้น... ไม่ๆ”

             “ตรงนี้?”

             โทโอรุจะรู้ไหมว่าพูดแบบนี้แล้วมันจะได้ผลตรงกันข้าม ไม่รู้ใช่ไหมว่าเวลาไปแตะโดนจุดไหนที่ทำให้นายทำหน้าแบบนี้น่ะ มันโคตรจะปลุกของเขาให้ลุกขึ้นมาสู้ขนาดไหน ขนาดอยู่ข้างในอยู่แล้วก็ยังขยายใหญ่ขึ้นมาได้ยิ่งกว่าเดิมอีก ก็น่าจะรู้สึกได้ใช่มั้ย? แล้วนายจะทำหน้าตกใจทำไมน่ะเฮอะ มันเป็นแบบนี้ก็เพราะตัวเองไม่ใช่เหรอ เจ้าคนหื่น!

             ยิ่งมุคาเอดะพยายามส่ายหน้าปฏิเสธหรือผลักเขาออกด้วยแรงไม่จริงจังแค่ไหน ยิ่งเหมือนกำลังเรียกร้องให้เขาเร่งซอยถี่ๆ เพื่อช่วยปลดปล่อยความทรมานให้ สุดท้ายไม่รู้ว่ายอมถอดใจว่าทำอะไรไม่ได้ หรือยอมรับว่าไอ้ความรู้สึกดีจนแทบคลั่งนี่มันไม่ได้เลวร้ายอะไร ก็เลยใช้สองแขนตะครุบโอบรอบคอเขาเสียแน่น กระตุกตัวขึ้นมาเอาแผ่นอกแนบ จังหวะเดียวกับที่เขาก็ทนไม่ไหว ปล่อยทุกอย่างออกไปในขณะที่โดนล็อคตัวเอาไว้อย่างนั้น... ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยข้างในตัวนายเลยนะ แต่นายดันมาล็อคคอเอาไว้ทำให้ดึงออกไม่ทัน... ใครจะไปทนได้ถ้าเจอนายกอดแน่นซะขนาดนี้ แล้วยังเกร็งทุกส่วนของร่างกายขึ้นมาต่อหน้า ปล่อยไอ้อุ่นๆ พุ่งใส่แผ่นอกที่แนบกันอยู่ของทั้งคู่... แล้วตอนนี้ก็ยังจะส่งเสียงหอบหายใจอยู่ข้างหู รัดคอแน่นไม่ยอมปล่อยอีก...

             “โทโอรุ” มือใหญ่วางบนแผ่นหลังขาว ช้อนประคองวางตัวลงเบาๆ บนเตียง มุคาเอดะยอมคลายท่อนแขนที่รัดคอออก ยกแขนสองข้างขึ้นมาปิดตาเหมือนไม่อยากสู้หน้า ส่งเสียงหอบ แก้มสองข้างแดงเด่นชัด

             “มาอายอะไรตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว” ก็เป็นอย่างนี้ประจำเวลาสติกลับมา แต่เมื่อกี้นายออกจะทุ่มสุดตัวทั้งร่างกายทั้งเสียงเลยนะ

             โอโตนามิเหลือบมองแผ่นอกขาวเกลี้ยงเกลาที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบ แค่เห็นสภาพทั้งเสื้อเชิ้ตและเสื้อกั๊กยับยู่ระดับเดียวกับผ้าปูที่นอน กางเกงสูทค้างอยู่บนร่างหวาดเสียวครึ่งๆ กลางๆ ตามตัวเหนียวเหนอะไปหมดด้วยของเหลวขุ่นขาว... ก็ใจสั่นไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกแล้ว นี่มันภาพอะไรกัน เนี่ย! แบบทดสอบความหื่นของเขาจากพระเจ้าเหรอ แล้วเขาจะสอบผ่านได้ยังไงหือ เพราะพอหลุบตามองน้ำสีขาวที่หยดออกมาจากช่องทางด้านหลังนี่แล้ว ปุ่มสตาร์ทของเขาก็กำลังจะถูกกดลงไปใหม่อีกรอบ แต่เดี๋ยว เขาขอแอบถ่ายภาพนี้เก็บไว้หน่อยได้มั้ย...

             “ไม่แล้วนะครับ”

             สมกับที่เป็นหมอนี่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรียนจบเอกจิตวิทยา หรือมีพลังจิตอ่านใจ หรือแค่อ่านสีหน้าหื่นหอบของเขาออก ถึงได้รีบกระตุกตัวขึ้นมานั่ง ทำหน้าบึ้งใส่

             “ต้องรีบกลับแล้ว เกรงใจนาคากุจิกับยะจิมะมั่ง” มุคาเอดะดุ

             “สองคนนั่นก็อาจจะอยากให้เรากลับช้าๆ ก็ได้”

             “ใครจะทำอะไรได้ในห้องที่มีเด็กอยู่น่ะเฮอะ”

             นายถามตัวเองก่อนเลยมั้ย! // โอโตนามิ 

             “ว่าแต่นายจะใส่อะไรกลับน่ะหือ?”

             เป็นคำถามที่เรียกสายตาคนฟังให้หันมาค้อน มุคาเอดะถอดเสื้อกับกางเกงออกอย่างระวัง ประเมินความเสียหายแล้วผ่อนลมหายใจโล่งอก ที่เห็นว่านอกจากความยับเยินระดับแผ่นดินไหวห้าริกเตอร์แล้ว ตัวชุดไม่ได้เลอะคราบอะไรมากอย่างที่คิด

             แต่ว่าต่อไปนี้ฉันจะมองนายใส่ชุดสูทเหมือนเดิมอีกได้อย่างไร... // โอโตนามิ 

             โอโตนามิก้มลงจูบที่หัวไหล่ ไม่รู้กระเถิบตัวมานั่งซ้อนข้างหลังเขาตอนไหน

             “หายโกรธหรือยัง?”

             “...บอกว่าไม่ได้โกรธ” มุคาเอดะหรี่ตามอง ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาริมฝีปากแตะข้างแก้มต่อ “แค่โมโห... ในหัวมันเข้าใจนะว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็ไม่ถึงกับอยู่เฉยได้ขนาดนั้นนะครับ”

             “คราวหน้าถ้ามีอะไรแบบนี้ฉันจะบอกนายก่อนนะ”

             “ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอ”

             “มะ... ไม่มีครับ ไม่มี...” ชั่วแวบหนึ่งเขานึกว่าจะถูกสายตานั่นแทงตาย

             มุคาเอดะหลุบตามองท่อนแขนที่กอดตัวเองไว้หลวมๆ เอียงคอพิงกับลำคอของโอโตนามิ เอามือลูบท่อนแขนไปมาเบาๆ

             “จะเอาอีกรอบ?”

             “ไม่ครับ” มุคาเอดะตวัดตาใส่ “แค่นึกขึ้นมาได้ว่าเห็นน้องคนนั้นเกาะแขนไม่ปล่อย คงไม่อยากให้คุณชินตามผมออกมาด้วย”

             “ไทเซน่ะเหรอ? ดูนายจะหึงเด็กนั่นมากเป็นพิเศษเลยนะ” โอโตนามิหัวเราะ เอามือลูบศีรษะ “แค่เด็กมหาวิทยาลัยปีสามใสๆ หมอนั่นไม่ได้มาอะไรฉันขนาดนั้นหรอก ก็แค่มาชื่นชอบคาแรคเตอร์แบบนี้เฉยๆ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปชอบอย่างอื่นแล้ว”

             “เขาไม่ได้ตามอินสตราแกรมคุณชินเหรอ?”

             “นายคิดว่าแฟนตัวเองเป็นคนดังขนาดไหนกันฮึ” โอโตนามิเอามือขยี้หัว แค่คำว่า `แฟนตัวเอง` นายต้องหน้าแดงขนาดนั้นด้วยเหรอ... “มันเป็นแอคเคาน์ส่วนตัว มีแต่เพื่อนๆ และคนรู้จักเท่านั้นแหละ”

             “เข้าใจแล้วครับ” มุคาเอดะผ่อนลมหายใจ “ผมก็ไม่อยากหึงอะไรมากมาย มันดูไม่เป็นผู้ใหญ่...”

             “พูดอย่างนี้เหมือนกำลังว่าฉันเลย”

             มุคาเอดะเหลือบมอง

             “ถ้าเป็นเรื่องของนายฉันก็ไม่ยอมหรอกนะ”

             “ผมไม่เห็นมีเรื่องอะไรให้หึงเลย”

             อะหือ... นายก็กล้าพูดนะ ขนาดโผล่มางานครั้งแรก คนยังมองตามกันขนาดนั้น ถ้านายอยู่ต่ออีกซักสามสิบนาที ฉันคงได้ทุ่มโต๊ะฟาดกับใครบ้าง // โอโตนามิ 

             “เดินไหวหรือยัง? ไปอาบน้ำได้แล้ว”

             มุคาเอดะพยักหน้า ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินหายไปทางห้องอาบน้ำในห้อง

             

 

             เสียงเฮฮาจากห้องจัดเลี้ยงของทางโรงแรมยังดังต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ แต่จำนวนคนในงานก็ลดลงไปบ้างแล้ว เพราะหลายคนก็เดินออกจากงานไปเป็นคู่ หรือไม่ก็แลกเบอร์ติดต่อกันได้เป็นที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยปีสามออกมานั่งเงียบๆ ที่ล็อบบี้โรงแรมคนเดียวตั้งแต่เมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้ว เพราะโทคิวิ่งหน้าตื่นเข้าไปโวยวายกับใครต่อใครว่าเห็นโอโตนามิไม่ยอมปล่อยพ่อซาลารี่แมนปริศนาที่โผล่มาในงานคนเมื่อกี้กลับบ้าน ยื้อยุดอะไรกันอยู่ที่หน้างานสักพัก โอโตนามิก็ลากไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมแล้วเปิดห้อง

             พูดบ้าๆ... มันจะมีเรื่องบ้าๆ อย่างนั้นได้ยังไง คิดว่าเขาเทียวไปเทียวมาที่บาร์ของฮินุมะนั่นเท่าไหร่เพื่อที่จะให้ได้บังเอิญเจอหรือให้โอโตนามิจดจำหน้ากับชื่อเขาได้บ้าง ช่วงหลังๆ โอโตนามิก็ยอมพูดคุยกับเขามากขึ้นแล้ว แถมวันนี้ถือว่าดวงดีสุดๆ ที่ได้นั่งข้างๆ เขาคิดว่าอีเว้นต์นี้นี่ถือเป็นโอกาสในโอกาสอย่างที่สุด คิดดูสิว่าโอโตนามิไม่ได้ไปที่บาร์ของฮินุมะสักพักจนเขาตัดสินใจตามไปหาที่ร้าน เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งคุยนานๆ และเห็นโอโตนามิในอีกแบบที่ต่างจากเวลาที่เขาเจอที่บาร์นั่น กำลังคิดว่าจะเดินเกมยังไงต่อ ฮินุมะก็จัดงานปาร์ตี้นัดบอดนี่ขึ้นมา แถมยังมีโอโตนามิในรายชื่อแขกพิเศษผู้ร่วมงานทั้งที่ปกติเขาจะไม่มายุ่งกับงานแบบนี้แท้ๆ แบบนี้มันก็เหมือนใครบางคนบอกให้เขาใช้โอกาสนี้ลุยเต็มที่แล้วไม่ใช่เหรอ

             ทั้งที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวยแล้วแท้ๆ อยู่ดีๆ คนที่ชื่อโทโอรุอะไรนี่ก็โผล่มา ตอนแรกเขาก็ตะลึงกับรูปลักษณ์และท่าทางที่ดูดีของผู้ชายคนนั้นเหมือนทุกคนอยู่หรอก ออกจะชื่นชมในฐานะเนะโกะ[1]ด้วยกันด้วยซ้ำว่าทั้งหน้าตา บุคลิก การแต่งตัวดูดีชวนมองตามไปหมดทุกอย่างจนน่าอิจฉา แต่ก็เพราะในฐานะคนที่มากับคุณเรนเท่านั้นน่ะนะ ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นศัตรูกับตัวเองเลย

             แล้วท่าทีนั่นมันอะไร? สีหน้าที่ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็ดูเหมือนเหนือกว่าคนอื่น ขนาดโฮโซซากิ เรนที่เป็นถึงเจ้าชายของวงการก็ยังต้องเทียวเดินไปเอาเครื่องดื่มมาให้ มากับคนอื่นแท้ๆ แต่จ้องคุณชินด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่ายังไงอีกฝ่ายก็ต้องเป็นคนมาเข้าหาตัวเองเอง คิดว่าตัวเองเป็นใครเหรอ? ต้องมั่นใจในตัวเองขนาดไหนถึงเรียกเอาเครื่องดื่มที่คนอื่นเขาดื่มอยู่ไปกรอกปากตัวเองจนหมดแบบนั้นได้ นั่นมันอ่อยแบบผู้ใหญ่ขั้นสุดชัดๆ โคตรขี้โกง ไม่มีทางหรอกที่คุณชินจะชอบคนแบบนั้นได้น่ะ

             ไทเซเงยหน้ามองตามเสียงลิฟท์ แล้วก็รีบตวัดตัวลุกจากเก้าอี้ลงไปซ่อนตัว เพราะในที่สุดก็ได้เห็นคนสองคนที่ตัวเองกำลังรอดักเดินออกมา คิดว่าสองคนที่เดินออกจากลิฟท์มาด้วยกันนั้นไม่ทันเห็นเขาแน่นอนเพราะกำลังคุยกันเองสนิทสนมเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว ทำให้เขาต้องทำหน้าบึ้งมอง ยกมือถือขึ้นกดชัตเตอร์จากไกลๆ แต่ก็ซูมจนเห็นรอยยิ้มทั้งสองคนได้ชัด

             โอโตนามิปล่อยมือจากมุคาเอดะไปจัดการเรื่องเช็คเอาท์ เดินตามพนักงานที่แนะนำว่าเรียกแท็กซี่มารอที่หน้าโรงแรมให้เรียบร้อยแล้ว ตอนแรกคิดว่าโอโตนามิจะส่งผู้ชายคนนั้นขึ้นแท็กซี่กลับ แต่กลายเป็นว่าสอดตัวเข้าไปนั่งข้างกันซะงั้น ไม่รู้หรอกว่าคุยอะไรกัน แต่รูปที่เขาถ่ายได้แต่ละรูปก็เป็นภาพหน้าตาที่กำลังหัวเราะกันทั้งคู่ แค่เห็นโอโตนามิหัวเราะกับคนแบบนี้ก็รู้สึกเจ็บในอกแปลกๆ แล้ว อะไรกัน ยิ้มแบบคนปกติก็ได้นี่นา แล้วทำไมตอนอยู่ในร้านถึงดูเป็นคนละคนกับตอนนี้ขนาดนั้น มันก็คือการเสแสร้งสร้างคาแรคเตอร์เพื่อหลอกตกคนอื่นไม่ใช่เหรอ

             ไทเซยกมือถือขึ้นเช็คแต่ละรูปที่ถ่าย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองป้ายชื่อห้อยสายสีแดงในมืออีกข้าง เขียนด้วยลายมือเรียบร้อยชัดเจนว่า `โทโอรุ` กำมือขยำแน่น...

 

To be continue

****** ขออนุญาตแจ้งข่าวเล็กน้อยค่ะ เนื่องจากอีบุ๊กเรื่อง Single Dad is the best lover เล่ม 4 ได้ออกวางจำหน่ายเมื่อวานที่ Meb และจัดแคมเปญลดราคาครึ่งราคาเป็นเวลา 7 วัน เผื่อท่านที่สนใจจะซื้อตอนกำลังลดๆ ก็จะได้ไปซื้อในช่วงนี้ได้ค่ะ สามารถเข้า Meb และเสิร์ชจากชื่อนักเขียน Hanabidou ได้เลยนะคะ m(_ _)m *******

 

 

 

 

[1] ฝ่ายรับ ในมุมมองบุคคลที่สามจะชอบเรียกว่า `อุเคะ`

ความคิดเห็น