Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 20

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 699

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2563 18:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 20
แบบอักษร

20

             “มิสุเอะจังรอตรงนี้แป๊บนะ” 

             โอโตนามิอุ้มเด็กหญิงในชุดว่ายน้ำห่อผ้าเช็ดตัวเข้ามาในห้องตัวเอง วางบนพื้นก่อนจะเดินเท้าเปล่าเข้าไปสาละวนหาของข้างใน ถึงจะบอกว่าเข้าเดือนกันยาฯ แล้ว แต่อากาศตอนกลางวันก็ยังคงร้อน และเสียงจั๊กจั่นก็ยังดังแรงอยู่ มิสุเอะหมุนตัวที่เปียกโชกเล่นไปมา มุคาเอดะเคยพาลูกสาวมาเล่นที่ห้องโอโตโนมิบ้างสองสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้อยู่นานมากเพราะไม่มีของเล่นอะไรเหมือนห้องตัวเอง อย่างวันนี้ที่เป็นวันเสาร์ บิดาเป็นคนหอบเอาผ้ากองโตที่ซักเสร็จไปอบในตู้หยอดเหรียญใกล้ๆ กับสถานี โอโตนามิเลยรับหน้าที่ดูแลสาวน้อยให้ โดยการเอาสระว่ายน้ำเล็กๆ ออกมาเป่าลมให้เล่นในสวนข้างๆ ลานจอดรถ

             “เจอละ ตอนซื้อสระมันมีลูกบอลแถมมาด้วย อ๊า------ มิสุเอะจัง...” โอโตนามิหันมาร้อง เพราะไม่คิดว่าเด็กหญิงที่อยู่กลางห้องจะรื้อของบนชั้นที่เขาวางเอาไว้ออกมาเล่น แล้วก็นั่นแหละ ถุงยางจากในกล่องถูกเทออกมาฉีกเล่นเสียสี่ห้าซอง ชายหนุ่มต้องรีบก้าวเท้ายาวๆ ไปคว้าตัวเด็กน้อยขึ้น ช้อนรักแร้ขึ้นมาแล้วจ้องหน้า

             “คุณชินบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปหยิบของอะไรเล่น ถ้ามันเป็นของอันตรายขึ้นมาจะว่ายังไงหือ?”

             “มิสุเอะจังจะกินขนม”

             “มันไม่ใช่ขนม” แต่เขาก็ไม่เถียง... เพราะไม่ว่าจะรูปทรงกล่อง สี ลักษณะซอง และกลิ่นผลไม้ที่ติดอยู่ มันก็ชวนให้คิดแบบนั้น ก็เพราะอย่างนี้ที่กล่องเขาถึงบอกให้เก็บให้พ้นจากมือเด็ก นี่ก็ไม่ได้ประมาทนะ จริงๆ แล้วห้องเขาไม่มีเด็กนี่หว่า...

             โอโตนามิเก็บซองถุงยางที่เหลือรอดเข้ากล่อง เปลี่ยนที่วางไปไว้บนตู้หนังสือที่สูงขึ้น รวบไอ้ที่เสียหายโกยใส่ถังขยะลวกๆ ก่อนจะคว้าตัวเด็กหญิงเดินกลับลงบันไดไปข้างล่าง ร้านเปิดปกติโดยมีคิโกะเฝ้า ถ้ามีลูกค้าที่สั่งอาหารถึงจะมาเรียก แต่ส่วนใหญ่พวกที่มานั่งร้านเวลานี้ก็จะสั่งแต่กาแฟหรือไม่ก็ชุดอาหารเช้าง่ายๆ เด็กพาร์ทไทม์คนนั้นทำได้อยู่แล้ว

             โอโตนามิวางเด็กหญิงกลับลงไปในสระก่อนจะเป่าลมลูกบอลโยนให้ ถอนหายใจเบาๆ พลางมองเด็กหญิงหัวเราะกรี๊ดกร๊าดเล่นน้ำสนุกสนาน เขาถอยตัวไปนั่งดูที่เก้าอี้ จะสูบบุหรี่ก็ไม่ได้เพราะมุคาเอดะซีเรียสเรื่องนี้มาก เลยได้แต่นั่งเท้าคางมองเงียบๆ จนรถโตโยต้า CH-R สีดำของตัวเองเลี้ยวกลับเข้ามาในเขตรั้ว เขาหันมองตามเสียงล้อบดกรวดที่ปูในที่จอดรถก่อนมุคาเอดะจะถอยเข้าที่จอดอย่างสวยงาม ตอนแรกก็บอกว่ารถมันคันใหญ่ แต่ก็เห็นขับคล่องดีอยู่นี่นา

             “สนุกมั้ยมิสุเอะจัง” มุคาเอดะถือตะกร้าผ้าที่พับไว้แล้วลงจากรถ จริงๆ ไม่ต้องถามก็รู้ เพราะเด็กหญิงออกจะกรี๊ดกร๊าดจนลืมเขาขนาดนั้น แต่พอหันมาเห็นก็ทำท่าจะออกจากสระวิ่งมาหา โอโตนามิเลยต้องวิ่งตามเอาผ้าเช็ดตัว คลุมให้

             “เสื้อผ้าคุณชินเดี๋ยววางให้ที่ห้องนะครับ มิสุเอะไปเล่นต่อก็ได้ เดี๋ยวปะป๊าลงมา” มุคาเอดะลูบหัวเด็กหญิง เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองแล้วก็เปิดประตูเข้าห้องโอโตนามิไปอย่างที่ทำเป็นปกติ โอโตนามิจูงเด็กหญิงกลับมาที่สระ เปิดน้ำจากสายยางเติมน้ำในสระให้อยู่ดีๆ มุคาเอดะก็เปิดประตูห้องกลับออกมายืนมองจากหน้าห้อง ตอนแรกกำลังเงยหน้าจะส่งยิ้มให้ แต่สีหน้าอีกคนไม่ใช่แบบนั้น ขนาดอยู่ไกลเป็นสิบเมตรยังจับกระแสขุ่นมัวอะไรบางอย่างได้ เอ๊ะ... เมื่อกี้ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดีไม่ใช่เหรอ? เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองนาทีใช่มะ? 

             “คุณชิน”

             โอโตนามิทำตาปริบๆ แต่ลางสังหรณ์บอกให้เอาผ้าเช็ดตัวห่อเด็ก หญิงแล้วก็อุ้มขึ้น มิสุเอะงอแงเหมือนยังไม่อยากจะขึ้นจากน้ำ แต่พอโอโตนามิบอกว่าปะป๊าเรียกก็ยอมแต่โดยดี จริงๆ ก็ควรจะกลับห้องมุคาเอดะ แต่เพราะมุคาเอดะยังยืนรออยู่ตรงนั้นจนเขาเดินขึ้นบันไดไป แถมยังหลุบตามองเยือกเย็นก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องเขา เจ้าของห้องก็เลยต้องเดินตามเข้าไปด้วย เขาวางเด็กหญิงลงบนพื้นก่อนจะเช็ดตัวให้แห้งอีกรอบ แล้วค่อยเหลือบมองตะกร้าผ้าแห้งหอมกรุ่นที่มุคาเอดะวางให้ใกล้ๆ กับถังขยะในห้องรับแขก

             อ๊ะ... 

             “มีใครมาที่ห้องหรือเปล่าครับ?”

             เสียงเย็นมากกก หน้าตาก็ไม่ยิ้ม... เดี๋ยวๆๆๆ // โอโตนามิ 

             “เอ่อ จะมีได้ยังไง นายไปอบผ้าแค่ชั่วโมงกว่าๆ เองนะ... แล้วฉันก็ดูมิสุเอะจังตลอดนี่ไง”

             “แค่ปล่อยให้เล่นสระน้ำหน้าร้าน คิโกะจังก็ดูให้ได้นี่ครับ”

             “ใครจะปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียวได้ล่ะหือ”

             “ถ้าจำไม่ผิด เมื่อคืน...” อย่าว่าแต่สายตาที่จ้อง น้ำเสียงก็เย็นลงไปอีก ตอนที่ชี้ไปที่ถังขยะซึ่งมีซองถุงยางฉีกเอาไว้สี่ห้าซอง “เมื่อคืนก็ไม่ได้ใช้ไปขนาดนี้ไม่ใช่หรือครับ?”

             “...” โอโตนามิเหลือบมองเด็กหญิงพูดอะไรคนเดียวแล้วนอนเกลือกกลิ้งกับพื้น มิสุเอะจัง... หาเรื่องให้ฉันแล้วเห็นมะ!!  

          ว่าแต่นายโกรธขนาดนั้นจริงเหรอเนี่ย โทโอรุ...? // โอโตนามิ 

             “หรือจริงๆ ใช้ไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้น? เมื่อวาน? หรือวันไหน?”

             “จะบ้าหรือไง ฉันจะไปใช้กับใครนอกจากกับนายน่ะเฮอะ” โอโตนามิรีบตอบ “เมื่อกี้ขึ้นมาหาของ เลยต้องพามิสุเอะจังขึ้นมาด้วย พอดีฉันวางกล่องเอาไว้บนชั้น มิสุเอะจังเลยหยิบออกมาฉีกซองเล่น”

             มุคาเอดะไม่ตอบ มองเงียบๆ ด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากเมื่อครู่ ไม่ต้องพูดอะไรก็กลัวแล้วจ้า...คิดว่าโดนคนมองด้วยสายตาแบบนี้แล้วจะกล้าโกหกเรอะ! // โอโตนามิ 

             “ไม่เชื่อก็ดูสิ... ไม่ได้ใช้อะไรจริงๆ มิสุเอะจังฉีกเอาออกมาเล่น ก็เลยต้องทิ้งไปทั้งอย่างนั้นเฉยๆ...”

             โอโตนามิก้มลงไปคว้าถังขยะขึ้นมา หยิบซองที่ถูกฉีกกับของข้างในที่ยังอยู่ในลักษณะเดิมขึ้นมาให้ดู มุคาเอดะหลุบตามองเงียบๆ ถึงจะยังไม่พูดอะไร แต่สายตาที่จ้องในถังขยะก็ดูผ่อนความเข้มงวดลงนิดหนึ่ง โอโตนามิถอนหายใจ วางถังขยะกลับลงที่ก่อนจะดึงแขนอีกคนให้เข้ามาใกล้ มุคาเอดะปัดสายตาหนี นิ่งเงียบ

             “ความสัมพันธ์กับนายก็ออกจะดี ฉันจะไปทำลายมันทำไมฮึ”

             มุคาเอดะบีบโคนจมูก ระหว่างที่ปิดดวงตาลงแล้วก็ผ่อนลมหายใจ อีกคนก็ดึงตัวเข้าไปกอดแล้ว

             “...ขอโทษครับ” มุคาเอดะไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัวว่ามันออกจะเป็นไปไม่ได้อยู่ แต่ตอนที่วางตะกร้าผ้าแล้วก็เห็นซองพวกนั้นกองทิ้งอยู่ในถังขยะมันก็พูดอะไรไม่ออก ในหัวโหวงเหวงเหมือนเมื่อตอนเข้าใจผิดเมื่อคราวก่อน ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดว่าต้องพูดเรื่องนี้หรือถามอะไร แต่พอผลักประตูออกไปแล้วเห็นโอโตนามินั่งอยู่ข้างล่าง จากนั้นเขาก็จำไม่ค่อยได้ ว่ามองโอโตนามิด้วยสายตายังไงหรือพูดอะไรออกไปมั่ง

             “...มือนายเย็นเฉียบเลย” โอโตนามิยื่นมือไปจับมือมุคาเอดะที่บีบโคนจมูกออก “ไม่เป็นไรแน่นะ?”

             “ไม่เป็นไร... ขอโทษครับที่ทำตัวไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่”

             “ฮะฮะ จะว่าดีใจก็ดีใจอยู่ ที่นายหึงฉันขนาดนี้”

             “...”

             มุคาเอดะไม่ตอบ หลุบดวงตามองพื้นห้องเงียบๆ โอโตนามิเลยนึกขึ้นมาได้ว่าวันก่อนเพิ่งคุยเรื่องนี้กัน แล้วหมอนี่ก็พูดว่าไม่รู้เหมือนกันว่าตอนที่ตัวเองหึงจะเป็นยังไงเพราะไม่เคย... นี่มันอาการหนักเหมือนกันนี่หว่า // โอโตนามิ 

             “พามิสุเอะกลับห้องกันดีกว่า รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวเป็นหวัด” โอโตนามิชวน

             “อือ”

             “มีอะไรไม่สบายใจอีกหรือเปล่า?”

             “แค่กลัวตัวเองขึ้นมาเฉยๆ...” มุคาเอดะส่ายหน้า ถอนหายใจอีกรอบ “ถ้าคุณชินมีคนอื่นขึ้นมาจริงๆ... ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกัน”

             “พูดบ้าๆ จะมีเรื่องอย่างนั้นได้ยังไง” โอโตนามิหัวเราะ เปลี่ยนมือจากที่จับไหล่มาลูบศีรษะ “นายดูไม่ออกเหรอว่าฉันติดนายออกจะขนาดนี้”

             มุคาเอดะไม่ตอบ หรือไม่ก็เพราะไม่มีอะไรจะเถียง มันก็ตามนั้นแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจออะไรก็จะไม่คิดเลยได้นี่นา... ถือว่ามันก็ดีแล้วไหม ที่สงสัยอะไรก็ถามตามตรง

             โอโตนามิมองศีรษะที่ซบอยู่กับต้นคอ ไม่รู้ว่ามุคาเอดะคิดอะไรอยู่ แต่ที่สำคัญเขากำลังคิดอะไรออกบางอย่าง... ก็เลยก้มลงไปแตะริมฝีปากที่ศีรษะเงียบๆ

 

             “ว่าไงนะ จะบ้าหรือไงยะ มันแคนเซิลอะไรไม่ได้แล้วทั้งนั้น งานมันพรุ่งนี้แล้วย่ะ ต่อให้เป็นอะไรก็ต้องมาให้ได้นะนังชิน!”  

             มิกิโวยวายหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์จากโอโตนามิตอนสามทุ่ม

             “ฉันพูดจริงนะ! ถ้าโทโอรุรู้เรื่องนี้ทีหลังฉันว่าไม่รอดแน่ๆ ศพฉันไม่สวยแน่นอน นายต้องทำอะไรสักอย่างสิวะ!” โอโตนามิด่า เลื่อนบุหรี่ออกห่างจากปากพลางพ่นควันไปด้วย คิ้วขมวดเข้าหากันเครียด

             “เกิดจะมาจิตตกอะไรตอนนี้ เธอก็บอกคุณมุคาเอดะเอาไว้แล้วว่าจะไปงานเลี้ยงพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือไง?”

             “ก็ใช่ แต่ไม่ได้บอกว่ามันเป็นงานนัดบอดหาคู่ชาวเกย์บ้าบอของนาย! แล้ววันนี้ก็มีเรื่องนิดหน่อยที่ทำให้หมอนั่นหึงฉันขึ้นมา ดูแล้วมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะเว้ย! ฉันไม่รอดแหงมๆ”

             “นี่แกโทรมาอวดฉันเหรอนังชิน”

             “จะอวดทำบ้าอะไร!” โอโตนามิด่า “ทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวนี้ ถ้าฉันมีปัญหากับหมอนั่นขึ้นมานายจะรับผิดชอบยังไงน่ะเฮอะ”

             “อย่าเว่อร์น่ะ คุณมุคาเอดะไม่รักแกขนาดนั้นหรอก อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”

             “ไอ้...” ด่ายังไม่ทันจบคำ เพราะได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาในห้อง โอโตนามิหันไปมองมุคาเอดะที่ถอดรองเท้าแตะเดินเข้ามา เลยรีบกดตัดโทรศัพท์แล้วดับบุหรี่ลงในที่เขี่ย ก่อนจะเปิดประตูกระจกระเบียงกลับเข้าไป

             “มิสุเอะจังหลับแล้วเหรอ?”

             “ครับผม” มุคาเอดะยิ้มให้ ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่อีกคนก้มลงมากอดจากข้างหลัง มุคาเอดะแหงนหน้ามอง มือแตะคออีกฝ่ายดึงลงมาใกล้ เอียงคอรับจูบเบาๆ

             “พรุ่งนี้นัดนาคากุจิกี่โมงนะ?” โอโตนามิถาม

             “หนังรอบบ่าย ก็คงเจอกันประมาณบ่ายโมงน่ะครับ”

             “ฉันอาจจะต้องกลับก่อน นายเอารถไปสิ ขากลับจะได้กลับกับมิสุเอะจังสบายๆ”

             “ไปรถไฟน่าจะสะดวกกว่า... คุณชินไม่ต้องให้ไปส่งจริงเหรอ?”

             “ไม่ต้องห่วงฉันหรอก นายกินข้าวเย็นกับพวกนาคากุจิแล้วค่อยกลับก็ได้ ฉันไม่อยู่จนงานเลิกหรอก ถ้าสบโอกาสก็จะกลับมาก่อน”

             “ไม่รู้นาคากุจิจะยังไงเหมือนกันครับ อ๊ะ แต่ถ้าคุณชินไม่กลับดึกก็ไปรับได้อยู่นะ”

             โอโตนามิยิ้มให้ จูบอีกรอบก่อนจะสอดมือเข้าไปในเสื้อ

 

             “จะซื้ออะไรเข้าไปไหม?”  

             “คาราเมลป๊อบคอร์นกับโคล่า...ครับ” ยะจิมะเงยหน้ามองเมนูบนบอร์ดเหนือเคาน์เตอร์สั่งอาหารหน้าโรงหนัง คนพลุกพล่านสมกับเป็นวันอาทิตย์ แต่ส่วนใหญ่ก็มาเป็นครอบครัว เพราะหนังรอบที่กำลังจะเริ่มฉายรอบนี้เป็นอนิเมะสำหรับเด็ก คนดูที่เป็นผู้ชายต่างวัยอย่างเขากับคุสะโมริแบบนี้ คือแทบไม่เห็น...

             นาคากุจิเข้าแถวอยู่ข้างหลังห่างไปอย่างน้อยก็เป็นสิบคน กอดอกหงุดหงิดกับครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกข้างหน้า ที่ตาพ่อเอาลูกขึ้นมาขี่คอซะสูง แถมยังขยับตัวยุกยิก อยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ยินอยู่แล้วว่ายะจิมะกับคุสะโมริคุยอะไรกัน ยังจะมองไม่เห็นเพราะมีคนแบบตาพ่อนี่โยกตัวมาบังอีก  

             นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก ที่เขาเห็นยะจิมะใส่ชุดไปรเวท เมื่อตอนงานบาร์บิคิว มันก็ใส่แค่เสื้อยืดเรียบง่ายกับกางเกงขายาวดูสุภาพเพราะต้องรักษาภาพพจน์กับคนในบริษัท แต่วันนี้ใส่เสื้อยืดแขนสั้นตัวยาวกับกางเกงสีขาวเจ็ดส่วนที่พับขาขึ้นเห็นลายสก็อตข้างใน สะพายกระเป๋าเป้สีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว ใส่ถุงเท้าสั้น นี่มันคนทำงานหรือเด็กม.ปลายน่ะหือ...

             อีกคนที่มาด้วยกันใส่ชุดสูทแทบไม่ต่างจากตอนอยู่บริษัท ถึงจะถือว่าเป็นรุ่นพี่อาวุโสในบริษัทที่อายุห่างจากเขาเป็นรอบ แต่ขอพูดหน่อยเพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้มาดูหนังเฮอะ! มันเหมือนตาลุงที่หลอกเด็กม.ปลายใสๆ สุดจะน่ารักให้มาเที่ยวด้วยกันชัดๆ ขนาดเขาที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเห็นแล้วก็ยังหงุดหงิด คนที่มองสองคนนี้มาด้วยกันเขาจะนึกยังไงกันหือ ยิ่งคุสะโมริเป็นคนจ่ายค่าขนมกับเครื่องดื่มให้ แล้วยะจิมะก็ก้มศีรษะขอบคุณงกๆ ตามประสาคนเป็นรุ่นน้อง เห็นแล้วก็อยากจะไปกระชากแล้วก็จับแยกออก ติดก็แต่ที่มาวันนี้ก็แค่แอบตามมาดูก็เท่านั้น...

             นาคากุจิจึ๊ปาก ไอ้ครอบครัวข้างหน้าขยับตัวบังเขาอีกแล้ว เพราะอย่างนี้เขาถึงได้เกลียดโรงหนัง แต่ต้องรีบดึงหมวกแก๊ปที่ใส่ลงมาปิดหน้าเพราะกลัวสองคนที่ซื้อของเสร็จแล้วออกจากแถวมาจะเห็น แต่โชคดีที่ทั้งยะจิมะและคุสะโมริมัวแต่ไปมุงดูตรงมุมขายของพรีเมี่ยมกับพวกสินค้าที่เกี่ยวข้อง ยะจิมะตาเป็นประกายกับสินค้าเกี่ยวกับเรื่องที่จะมาดู นั่งยองๆ เกาะตู้จ้องตุ๊กตาแฮมสเตอร์ขนาดนั้น นายยังกล้าบอกว่าแค่รู้จักเรื่องนี้และเคยดูมาบ้างนิดๆ อีกเหรอ!

             เสียงหัวเราะของเด็กหญิงเรียกให้นาคากุจิหันไปมองข้างหลัง แล้วทำหน้าช็อคที่มิสุเอะขึ้นไปขี่คอโอโตนามิแบบเดียวกับครอบครัวข้างหน้าเป๊ะๆ นี่เข้าใจหรือเปล่าว่ากำลังแอบสะกดรอยตามคนกันอยู่น่ะ?? ควรจะทำตัวแอบๆ กันไหมวะ ไม่ใช่ทำตัวเด่นที่สุดในแถวอย่างเน้! สังวรณ์บ้างไหมว่าอยู่เฉยๆ หน้าตาตัวเองก็ดีอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาปล่อยออร่าพ่อบ้านกลางแถว ดูสิ สาวๆ มองกันไปถึงไหนแล้ว!

             “ทำอะไรอะครับคุณชิน...”

             “ก็มิสุเอะจังบอกอยากขี่คอเหมือนคนข้างหน้า” โอโตนามิตอบหน้าตาเฉย นาคากุจิไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าพูดถึงคนข้างหน้าคนไหน ก็เข้าใจหรอกนะว่าเด็กเห็นอะไรก็อยากเลียนแบบ... แต่ก็ไม่ควรจะเป็นเวลาที่มาตามเสือก เอ๊ย สืบเรื่องชาวบ้านปะวะ? แล้วนี่มุคาเอดะไปไหน!

             “ห้องน้ำคนเยอะเหมือนกันนะครับ”

             อ้อ ไปเข้าห้องน้ำ // นาคากุจิ 

             นาคากุจิถอนหายใจโล่งอกที่มุคาเอดะเดินกลับมาพร้อมอ้ามือไปหาบุตรสาวที่ขี่อยู่บนคอโอโตนามิ เด็กหญิงทำหน้างอ บิดตัวไปมาจะไม่ยอมลง มือจับศีรษะโอโตนามิแน่นจนไปทำผมยุ่ง แต่น่าจะเจอสายตาพิฆาตของมุคาเอดะเข้า ก็เลยยอมโน้มตัวลงมาเข้าอ้อมแขนคนเป็นพ่อแต่โดยดี กำลังคิดว่ามุคาเอดะทำได้ดีมากที่เอาตัวเด็กหญิงลงมาได้ แต่มันก็ดันยื่นมือไปปัดๆ จัดๆ ผมให้อีกคนจนคนรอบข้างมองด้วยบรรยากาศฟุ้งๆ เหมือนมีทุ่งลาเวนเดอร์อยู่ข้างหลัง เข้าใจไหมเนี่ยว่าคนหล่อสองคนทำแบบนี้กลางโรงหนังมันยิ่งดูเด่นกว่าเดิมเข้าไปอี๊ก! พวกแกมาทำอะไรกันหือ? เดทกันแบบครอบครัว? แล้วคือพวกแกไม่คิดจะปกปิดอะไรฉันกันอีกแล้วใช่มะ?

             “มิสุเอะ ไปเข้าห้องน้ำก่อนไหม เดี๋ยวหนังเริ่มแล้วจะออกมาลำบากนะ” มุคาเอดะถาม แต่เด็กหญิงส่ายหน้า

             “ไม่ปวดค่ะ”

             พอว่าอย่างนั้น ก็เลยซื้อขนมกับน้ำดื่มคนละเซ็ทเข้าไปในโรง เด็กหญิงดูตื่นเต้นกับการมาโรงหนังครั้งแรก พอพนักงานประกาศให้เข้าไปนั่งในโรงได้ นาคากุจิก็เลยพาเดินตามยะจิมะกับคุสะโมริเข้าไปนั่งข้างหลัง เขาเป็นคนมาก่อนและจองตั๋วให้เอง คิดว่าต้องใช้ความสามารถขนาดไหนในการตามส่องสองคนนั้นที่หน้าตู้ขายตั๋วแล้วจองได้ที่นั่งข้างหลังสองคนนั้นมาน่ะเฮอะ พวกนายก็ควรจะอยู่เงียบๆ กันหน่อยมะ เดี๋ยวความแตก

             มุคาเอดะส่งแก้วเครื่องดื่มให้โอโตนามิ ปัดข้าวโพดคั่วที่ตกลงบนชุดเด็กหญิงออกพลางคุยกับนาคากุจิไปด้วย

             “นึกว่าเป็นอนิเมะเด็กๆ ที่มีแต่เด็กมาดูกันเสียอีก มีผู้ใหญ่มาดูคนเดียวเยอะอยู่เหมือนกันนะ” มุคาเอดะมองสำรวจ ถึงจะว่าอย่างนั้นแต่โดยรวมก็ยังมีเด็กๆ ในโรงเยอะอยู่ดี ก็เลยโชคดีที่ยังมีเสียงพูดคุยกันตลอดเวลาที่หนังยังไม่ฉาย ยะจิมะก็ไม่น่าจะเอะใจเสียงของเด็กหญิงหรือตัวตนพวกเขาที่คุยกันอยู่ข้างหลัง

             “ฉันเสิร์ชมาเรียบร้อยแล้ว มันค่อนข้างจะดังในหมู่สาวๆ อยู่นะ แฟนๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ก็มีเยอะอยู่” นาคากุจิตอบ ตามองยะจิมะที่หันไปคุยอะไรกับคุสะโมริตรงหน้า

             “ใครดัง?” มุคาเอดะถามต่อ

             “ก็แฮมปิโกะน่ะสิ”

             “...นายเสิร์ชเรื่องแฮมปิโกะเหรอ?”

             “เออสิ เนื้อเรื่องมันดราม่าซึ้งกินใจบางตอนเหมือนกันนะ โดยเฉพาะภาคหนังที่แยกออกมาจากซีรีย์ที่ฉายทางทีวีเมื่อปีที่แล้ว”

             “นายดูด้วยเหรอ...?”

             “ไปเช่ามาดูตั้งแต่ซีซั่นแรก ตอนนี้ขาดแค่ภาคที่เข้าโรงสองภาค”

             ตาก็เลยแดงอย่างนี้สินะ... นายไม่ได้นอนใช่มั้ย? // มุคาเอดะ 

             แต่จะเรียกว่าเป็นข้อดีของหมอนี่ก็ได้ เพราะพอสนใจอะไรขึ้นมาแล้ว นาคากุจิเป็นประเภทที่ต้องลงลึกและต้องเต็มที่ เอาจริงเอาจัง และไม่ค่อยยอมถอดใจ ก็เพราะนิสัยแบบนี้ ถึงได้เป็นตัวเต็งหนึ่งเสมอของแผนกเซลล์

             “ตอนหนังเข้าโรงภาคที่แล้วนายได้มาดูไหม?”

             นาคากุจิได้ยินเสียงคุสะโมริถามยะจิมะตอนที่ไฟในโรงหนังหรี่ลง พอเริ่มฉายพวกหนังโฆษณา เสียงก็ดังจนทำให้ไม่ค่อยได้ยินที่ยะจิมะตอบ นาคากุจิก็เลยต้องกระเถิบตัวเข้าไปใกล้

             “เอ่อ... ก็ดูครับ” ยะจิมะตอบตามตรง “ทำไมรุ่นพี่คุสะโมริถึงชอบอนิเมะเรื่องนี้ได้ล่ะ?”

             “บังเอิญเปิดเจอตอนมันเอามาฉายทางทีวีน่ะ แล้วก็รู้สึกว่าแฮมปิโกะมันน่ารักมากเลย จากนั้นเลยตามดูทุกซีซั่น”

             “ใช่ไหมครับ ผมเองก็ดูเพราะเพื่อนที่มหาวิทยาลัยแนะนำเหมือนกัน”

             นาคากุจิที่นั่งกอดอกข้างหลังพยักหน้าหงึกๆ จะว่าเข้าใจก็เข้าใจอยู่ เขาเองก็เริ่มจากเช่าไอ้หนังโรงภาคก่อนมาดูเหมือนกัน แล้วก็เลยขับรถไปเช่าไอ้ซีรี่ย์ที่ฉายทางทีวีมาดูต่อ สรุปว่าติดหนึบดูจนเกือบถึงเช้าแน่ะ...

             “พอดูไปแล้วก็รู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่าที่คิดนะ อย่างฉากตอนที่แฮมปิโกะต้องเลือกระหว่างจะกลับแฮมแฮมวันเดอร์แลนด์หรืออยู่กับเจ้าของต่อ ฉากนั้นมันกินใจมาก” คุสะโมริพูดต่อ แค่พูดถึงยังน้ำตาคลอ เสียงสั่น

             อึมๆ ฉากนั้นฉันก็ร้องไห้ // นาคากุจิ 

             “อ้า ใช่ครับ รู้ไหมครับว่าตอนแรกฉากนั้นไม่ได้กะจะให้เป็นแบบนั้นนะ จริงๆ ผู้กำกับกะให้แฮมปิโกะเลือกกลับแฮมแฮมวันเดอร์แลนด์ แต่มาเปลี่ยน ใจทีหลังเพราะรู้สึกว่าไม่ควรจะจบแบบนี้ แล้วก็เลยมีซีซั่นสองต่อ” ยะจิมะยิ้มตอบ

             เอ๊~~ จริงเหรอ! ถ้ากลับจริงฉันคงร้องไห้ไปสองวันแน่เลย // นาคากุจิ  

             มุคาเอดะเหลือบมองเพื่อน เห็นพยักหน้าหงึกๆ นั่งหมิ่นเหม่ขอบเก้าอี้ หูแทบจะแนบกับพนักพิงของคนข้างหน้า ดูยังไงก็คือคนกำลังแอบฟังชาวบ้านเขาคุยกันชัดๆ ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ทำหน้าขยะแขยงรังเกียจขนาดนั้น นายรู้ตัวหรือไม่...

             “จริงเหรอ ยะจิมะคุงไปรู้จากไหนล่ะ?” คุสะโมริถามต่อ

             “มันลงในนิตยสารแฮมแฮมแฟมิลี่ฉบับพิเศษน่ะครับ เป็นฉบับที่พูดถึงประวัติตัวละครแต่ละตัว แล้วก็มีสัมภาษณ์นักวาดกับเบื้องหลังการทำงานด้วย”

             ยะจิมะ... นายมันไม่ใช่คนที่แค่เคยดูเรื่องนี้ นายมันแฟนพันธุ์แท้แล้วเว้ย... // นาคากุจิ 

             ไฟในโรงหนังมืดลงอีกระดับท่ามกลางเสียงเด็กๆ ที่เริ่มจะเงียบ มิสุ เอะเหมือนจะกลัวเล็กน้อยก็เลยเอียงตัวไปเกาะแขนมุคาเอดะ คนเป็นพ่อเอียงตัวไปกอดด้วยท่าทางเอ็นดู พอผ่านไปสักพักเด็กหญิงก็เริ่มชินกับเสียงดังและถูกทั้งภาพและเสียงตรึงให้จ้องอยู่แต่จอสกรีนใหญ่ตรงหน้า มุคาเอดะนั่งดูเงียบๆ จนรู้สึกว่ามือใหญ่ของอีกคนยื่นมาจับมือเขาที่โอบมิสุเอะอยู่ มุคาเอดะหันมอง แสงจากหน้าจอสกรีนจับหน้าโอโตนามิพอให้เห็นว่ายิ้มให้ ก็เลยไม่ได้ตอบอะไรนอกจากพลิกมือให้จับดีๆ อีกคนสอดนิ้วเข้าแทรกระหว่างกลาง บีบเข้ามาเบาๆ

             “ปะป๊า”

             มุคาเอดะมองตามเสียงลูกสาวเรียก

             “ปวดฉี่”

             ว่าแล้ว... // มุคาเอดะ 

             เมื่อกี้เขาก็บอกแล้วมั้ย ว่าให้ไปเข้าห้องน้ำก่อน แต่ลูกสาวก็บอกไม่ปวด แล้วนี่ยังดูได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องเลยด้วยซ้ำ

             แต่ก็อย่างว่า... ไม่มีเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เด็ก

             “เดี๋ยวผมพามิสุเอะไปเข้าห้องน้ำหน่อย” บอกโอโตนามิว่าอย่างนั้นแล้วก็อุ้มลูกสาวก้มๆ ตัวออกไป นาคากุจิหันมองมุคาเอดะที่เดินออกไปแวบหนึ่ง พอจะหันกลับไปใช้สมาธิกับข้างหน้าต่อ แถวหน้าก็มีผู้ชายตัวสูงใหญ่สอดตัวเข้ามาในแถวที่ยะจิมะนั่ง แล้วก็นั่งลงตรงที่นั่งข้างยะจิมะที่ว่างอยู่

             ทีแรกนาคากุจิก็วางใจว่าคงไม่มีใครนั่งที่นั่งข้างยะจิมะแล้ว เพราะถึงหนังจะเริ่มฉายไปสักพักก็ไม่เห็นจะมีใครเข้ามานั่ง เพราะอย่างนั้นสายตาเขาถึงได้เผลอจับจ้องเป็นพิเศษตอนที่คนนั่งพยายามจะวางแขนเบียดกินที่เข้าไปทางยะจิมะ เขาสังเกตได้ว่ารุ่นน้องเลื่อนตัวหลบแปลกๆ เหมือนว่าจะกระเถิบตัวไปทางคุสะโมริจนผิดปกติ

             นาคากุจิหรี่ตามองช่องระหว่างพนักเก้าอี้ ไม่ได้คิดไปเองที่เห็นเงามือของคนนั่งข้างๆ เลยเข้าไปในเขตเก้าอี้ของรุ่นน้องที่กระเถิบไปชิดอีกข้าง ด้วยความรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล เขาก็เลยกระเถิบตัวไปข้างหน้าแล้วพยายามเพ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันทันที่เห็นว่ามือนั่นลูบขาของคนใส่กางเกงสีขาวไปมา แค่นั้นก็ทำเอาเกือบจะสบถคำหยาบคายออกมาแล้ว ยังเห็นเงาของร่างสูงค่อยๆ โน้มตัวเข้าหายะจิมะ เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีก็เห็นทุกสายตาแถวนั้นจับจ้องมาทางเขาซึ่งลุกขึ้นยืนพรวดกลางโรงหนัง ยื่นมือไปกันริมฝีปากของชายหนุ่มที่เขาเองก็ไม่รู้จักก่อนจะแตะกับศีรษะของรุ่นน้อง แม้จะอยู่ในความมืดที่มีแค่แสงจากสกรีนหนัง แต่ก็เด่นจนคนรอบข้างต้องหันมอง แม้แต่ยะจิมะก็ตกใจหันไปสบตา อ้าปากไม่ทันจะอุทานอะไร ชายร่างสูงก็ลุกพรวดพราด วิ่งหนีตะเกียกตะกายออกจากแถวที่นั่งท่ามกลางสายตางงงวย และเสียงอุทานของผู้คน

 

             มุคาเอดะเลื่อนประตูห้องน้ำสำหรับรถเข็นออก ความลำบากอย่างหนึ่งของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกวัยนี้ก็เรื่องพาเข้าห้องน้ำนี่แหละ จะปล่อยให้ไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงคนเดียวก็ยังไม่ได้ แต่จะพาเข้าห้องน้ำชายก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะ ห้องน้ำสำหรับรถเข็นจึงช่วยได้มาก อย่างน้อยก็จนกว่ามิสุเอะ จะเข้าห้องน้ำคนเดียวเองได้

             ชายหนุ่มเอาผ้าเช็ดมือให้แล้วจูงเด็กหญิงจะกลับเข้าไปในโรงหนัง แล้วก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ที่เห็นโอโตนามิยืนกอดอกอยู่ข้างนาคากุจิกับยะจิมะอยู่ข้างนอก คุสะโมริยืนห่างออกมาด้วยท่าทางเลิ่กลั่กเหมือนไม่อยากจะเกี่ยวข้องด้วย จะว่าออกมาเข้าห้องน้ำกันหมดก็คงไม่ใช่เด็ดขาด เพราะสายตาของคนรอบข้างล้วนหันมามองกันว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากกลุ่มของเขาแล้วก็ยังมีผู้ชายวัยสามสิบกว่าๆ ที่เขาไม่รู้จักอีกคนยืนหลุกหลิก แล้วก็ยังมีคนในชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกสามคนล้อมอยู่ ใครไม่มองก็บ้าแล้ว...

             “เอ่อ...” ขนาดเขาไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้าย ก็ยังรู้ได้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น

             “ไม่มีอะไรหรอก จับพวกโรคจิตที่เที่ยวหาเหยื่อลวนลามในโรงหนังได้น่ะ” โอโตนามิไขปริศนาให้

             “อย่ามาเรียกคนอื่นว่าโรคจิตนะ!” ชายคนที่น่าจะเป็นคนก่อเรื่องเถียง มองหน้าทั้งโอโตนามิและนาคากุจิด้วยท่าทางเคียดแค้น ก่อนจะหันไปทำตาน่ากลัวใส่ยะจิมะ “ไอ้นี่มันตั้งใจหลอกล่อฉันชัดๆ มันส่งสายตาให้ฉันตอนที่อยู่ตรงตู้กระจกนั่น!”

             ยะจิมะหน้าซีด ถอยตัวหลบหลังรุ่นพี่ นาคากุจิมองตู้กระจกที่หมอนั่นชี้แล้วก็รู้ดีว่าเป็นตอนที่รุ่นน้องทำตาเป็นประกายเพราะมองสินค้าในกระจก ใจก็อยากจะกระชากคอมันมาแล้วด่า แต่ใครเห็นก็รู้ว่าสมองมันคงไม่ค่อยปกติ

             “ขอบคุณที่ช่วยจับให้นะครับ หมอนี่เคยก่อเรื่องแบบนี้มาสองครั้งแล้ว คราวที่แล้วเราก็ให้สัญญาว่าจะไม่มาที่นี่แล้ว แต่ก็ยังปลอมตัวมาอีก คราวนี้ก็คงต้องแจ้งตำรวจแล้วครับ” พนักงานคนหนึ่งกล่าว อีกสองคนพยายามดันคนก่อเรื่องที่ทั้งสะบัดตัวและสบถด่าให้เข้าไปในห้องข้างหลัง

             “ต้องขอโทษที่ทำให้เสียเวลาและเสียโอกาสในการดูหนังด้วยครับ ทางเราออกตั๋วพิเศษให้ใหม่แล้ว สามารถใช้จองมาดูใหม่ได้ เมื่อไหร่ก็ได้เลยครับ”

             โอโตนามิรับตั๋วพิเศษพอดีกับจำนวนคนในซองที่พนักงานส่งให้ พอคนในเครื่องแบบพนักงานรักษาปลอดภัยก้มศีรษะให้แล้วห่างออกไป สายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ค่อยหายไปจากพวกเขา ทุกอย่างกลับมาดูเป็นปกติ

             “การ์ตูนจบแล้วเหรอคะ?” มิสุเอะกระตุกขากางเกงบิดาถามอย่างงงๆ ก็คงนึกว่าตัวเองออกมาเข้าห้องน้ำจนหนังจบไป แต่ให้อธิบายก็ยาว มุคาเอดะเลยปล่อยไปอย่างนั้นแหละ

             “คุณคุสะโมริ” นาคากุจิเรียกชื่อด้วยเสียงไม่พอใจ “คุณมาด้วยกันแท้ๆ ไม่สังเกตเลยเหรอครับว่าคนมาด้วยกันขอความช่วยเหลือน่ะ ผมเห็นยะจิมะกระเถิบไปหาแล้วก็พยายามสะกิดเรียกอยู่นะ ทำไมไม่ช่วยสักหน่อย”

             “อ่า เอ่อ ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย” คุสะโมริตอบ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ “ตะ... แต่คราวหน้าก็ต่างคนต่างดูแล้วกันนะ ยะจิมะคุงตัวเล็กๆ ดูๆ ไปแล้วก็น่ารักคล้ายๆ แฮมปิโกะด้วย อาจจะดึงดูดคนที่ชอบแฮมปิโกะให้เข้ามาใกล้ นายไม่ควรจะมาดูหนังเรื่องนี้นะ”

             โอโตนามิหันมองเจ้าตัวที่ทำหน้าช็อค ...ตาโต ผิวขาว ผมออกน้ำตาล เออว่ะ ไอ้นี่มันก็ไม่ได้พูดผิดเสียทีเดียว

             นาคากุจิกำหมัดทำท่าอยากจะกระชากคอเสื้อ แต่มุคาเอดะดึงแขนเอาไว้ คุสะโมริเลยรีบถอยเท้า หน้าซีด โบกมือให้แล้วจ้ำอ้าวออกไปพลางซับเหงื่อไปด้วย

             “วะ... วันนี้ฉันกลับเลยแล้วกัน แล้วเจอกันที่บริษัท” คุสะโมริตะโกนลา “แล้วก็อย่าเข้าใจผิดนะ ที่ฉันก็คุยกับนาย ก็เพราะคิดว่านายเหมือนแฮมปิโกะเหมือนกัน!”

             ใช่เรื่องที่ต้องบอกก่อนจะลามั้ย! // นาคากุจิ 

             คนที่เหลือหันมองยะจิมะที่ยืนอึ้งท่ามกลางสายตาประชาชนโดยมี สแตนด์โฆษณาหนังเรื่องที่เพิ่งเข้าไปดูตั้งอยู่ข้างหลัง แล้วก็เลยอดมองเทียบกับคาแรคเตอร์แฮมสเตอร์ผูกริบบิ้นสีแดงที่เด่นสุดไม่ได้

             “มองอะไรครับรุ่นพี่...”

             “ปละ...เปล่า...” นาคากุจิรีบตอบ ถึงจะไม่ได้คิดว่าสาเหตุที่มีไอ้โรคจิตที่แค่เจอกันข้างหน้าตามเข้าไปจับถึงในโรงหนังเป็นเพราะความน่ารักระดับเดียวกับแฮมปิโกะอะไรนี่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไอ้ความตัวเล็ก ผิวขาว หน้าตาแบบนี้มันค่อนข้างจะล่อลวงพวกจิตใจไม่ปกติได้มากอยู่ เพราะอย่างนั้นตอนที่มาห้องเขาคราวก่อนเขาก็เลย เอ๊ย ไม่ใช่ เขาจิตใจปกติ!

             “รุ่นพี่มาทำอะไรที่นี่กันครับ? ทำไมถึงมาดูหนังเรื่องนี้ได้ล่ะ” น้ำเสียงยะจิมะไม่ถึงกับไม่พอใจ เพราะอย่างน้อยนาคากุจิก็เป็นคนช่วยเหลือตอนถูกไอ้บ้านั่นพยายามจะแตะต้องตัวเขาในโรงหนัง ถึงคนที่ลุกพรวดแล้ววิ่งตามไปจับไอ้คนก่อเหตุนั่นได้จะเป็นโอโตนามิก็เถอะ

             “ก็แบบว่า นี่ไง มิสุเอะจัง” นาคากุจิหันไปช้อนตัวลูกสาวเพื่อนมาอุ้มหน้าด้านๆ “มิสุเอะจังน่ะอยากดูหนังเรื่องนี้ พวกฉันก็เลยพากันมาดูหมดนี่”

             เอาเด็กไปอ้างปิดบังความเป็นสตอล์กเกอร์ของตัวเอง นายมีความอายบ้างมั้ย นาคากุจิ // มุคาเอดะ 

             “ถ้ามิสุเอะจังอยากดู รุ่นพี่มุคาเอดะกับคุณชินพามาสองคนก็พอแล้วนี่ครับ”

             “คนมันเยอะ มีผู้ใหญ่สามคนจะได้ช่วยกันดูไงล่ะ เนอะ มิสุเอะจัง เนอะ” หันไปพยักเพยิดกับเด็กหญิง มิสุเอะทำท่าคิด แล้วพยักหน้าอย่างไม่ค่อยรู้เรื่อง

             “ก็ดีแล้วที่ไม่มีใครเป็นอะไรน่ะนะ ฉันต้องไปแล้ว” โอโตนามิยกมือถือขึ้นดู หันไปหามุคาเอดะ “นายก็ไปกับสองคนนี้ต่อสิ กินข้าวเย็นด้วยกันแล้วค่อยกลับ”

             “ไม่หรอกครับ เดี๋ยวผมพามิสุเอะกลับพร้อมกันเลยดีกว่า”

             “ไปด้วยกันเถอะครับ รุ่นพี่มุคาเอดะ” ยะจิมะชวน ตอนแรกมุคาเอดะก็อ่านบรรยากาศว่าควรจะปลีกตัวแล้วให้นาคากุจิมีโอกาสอยู่กับยะจิมะสองคน แต่พอเห็นสีหน้าลำบากใจของรุ่นน้องที่ไม่อยากไปด้วยกันสองคนขนาดนั้น ก็อดตกปากยอมช่วยไม่ได้

             “เอางั้นเหรอ... งั้นฉันอยู่อีกสักพักก็ได้”

             ฉันจะแค้นนายไปจนถึงวันจันทร์หน้าเลยคอยดู มุคาเอดะ // นาคากุจิ 

             “ถึงบ้านแล้วเมสเสจบอกฉันด้วยนะ” โอโตนามิยิ้มให้ ตบไหล่มุคาเอดะเบาๆ ก่อนจะผละตัวออก ยะจิมะเหลือบมองนาคากุจิ แล้วหันไปหามิสุเอะแทน

             “มิสุเอะจังอยากไปไหน ไปเดินซื้อของกันไหม?”

             “ไปค่ะ”

             “งั้นออกไปเดินข้างนอกกันดีกว่าไหมครับ” ยะจิมะเงยหน้าถามมุคาเอดะแล้วก็จูงเด็กหญิงให้ออกเดิน เห็นได้ชัดว่าอยากจะเลี่ยงๆ นาคากุจิไป มุคาเอดะก็เลยเดินตามออกจากโรงหนังอย่างช่วยไม่ได้ ข้างนอกเป็นถนนคนเดินวันอาทิตย์ คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาเดินเล่นหาซื้อของจากร้านค้าสองฝั่งฟากที่เต็มไปด้วยสินค้าวัยรุ่นและของกินอินเทรนด์ จะว่าไปก็เหมาะสำหรับคนมาเดทกันมากกว่าผู้ใหญ่วัยทำงานสามคนจะมาเดินช็อปปิ้ง แต่นานๆ ทีได้เห็นอะไรแปลกใหม่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

             “นายจะเอายังไงของนายน่ะหือ ตอนแรกไหนว่าจะมารักษาความปลอดภัยให้เฉยๆ” มุคาเอดะถามเพื่อนเบาๆ ขณะเดินเคียงตามหลังรุ่นน้องที่จูงบุตรสาวแล้วชี้ชวนให้ดูนั่นดูนี่

             “จะไปรู้ได้ยังไง ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกตัวอะไร แค่ตามมาเพราะคิดว่าคุณคุสะโมริน่ะอันตราย ที่ไหนได้ ดันมาเจอไอ้คนที่อันตรายกว่าอีก” นาคากุจิบ่น

             “ปกติคาแรคเตอร์ยะจิมะก็ดูเป็นประเภทน้องชายน่าแกล้งอยู่แล้ว พอแต่งไปรเวทแล้วยิ่งไม่เหมือนคนวัยทำงานเลยด้วย”

             “ก็ใช่... แต่ว่าคนอย่างนายไปเอาคำว่าคาแรคเตอร์น้องชายน่าแกล้งมาจากไหน...” แล้วพูดด้วยสีหน้านิ่งขรึมด้วยนะ // นาคากุจิ 

             “พิ้งค์กี้พิ้งค์”

             โอเค ฉันเป็นกำลังใจให้คุณพ่ออย่างนายนะ... // นาคากุจิ 

             “หมอนั่นก็ปฏิเสธนายไปแล้วนะ” มุคาเอดะพูดต่อ “แล้วก็ขอให้นายช่วยกลับไปทำตัวเหมือนเดิมด้วย ทำแบบนี้มันจะยิ่งทำให้ยะจิมะลำบากใจรู้ไหม”

             “ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ได้กะจะอะไร ถ้าไม่มีเรื่องเมื่อกี้ฉันก็แค่ตามมาดู ตามไปส่งถึงบ้านแล้วก็กลับ ใครจะไปคิดว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถ้ามันถามอะไรนายก็ช่วยฟอโลว์ให้หน่อยสิวะ”

             “นายจะให้ฉันฟอโลว์ว่ายังไงล่ะ” มุคาเอดะเหล่ “ถามตัวเองก่อนไหมว่านายห่วงหมอนั่นขึ้นมาเพราะอะไร? เพราะเป็นรุ่นน้องที่สนิท? เพราะรู้ว่ายะจิมะเคยชอบนาย? เพราะศักดิ์ศรี? อยากเอาชนะ? รู้สึกผิดเรื่องคราวก่อน? หรือเพิ่งมาคิดได้ตอนที่สูญเสียอะไรไปแล้ว?”

             พูดหน้าตายแต่เจ็บทุกข้อเลยไอ้บ้า... // นาคากุจิ 

             “ไม่อย่างนั้น ไปอยู่ใกล้ก็ทำเขาเจ็บอีก ไม่แปลกที่เขาจะเลี่ยงนายน่ะ”

             “มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมีคำตอบชัดเจนอย่างนั้นปะวะ” นาคากุจิยกมือขยี้หัว “เออ ก็ยอมรับว่ายังตอบไม่ได้ แต่นิสัยฉันไม่ชอบอะไรที่มันอึมครึมนายก็รู้ ถ้าต้องคิดอะไรที่ย่ำอยู่กับที่ สู้ลุยไปข้างหน้าก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”

             “แต่ยะจิมะเป็นคนที่ก้าวเท้าอย่างระวังนี่” มุคาเอดะวิเคราะห์ “นายจะบอกให้คนที่ระวังตัวขนาดที่เก็บเรื่องที่ชอบใครข้างเดียวไว้นานๆ ได้เนียนขนาดนั้นว่าให้เดินๆ ด้วยกันไปก่อนมันไม่ได้หรอกนะ จะเข้าหาใครลักษณะไหน มันก็ต้องคิดถึงนิสัยคนอื่นด้วย”

             นาคากุจิหันมอง

             “เพราะเห็นว่านายเป็นเพื่อน ฉันจะบอกอะไรเท่าที่ฉันรู้สึกได้ให้แล้วกัน” มุคาเอดะถอนหายใจ “ที่หมอนั่นพูดว่าเป็นคนชอบคนง่าย แล้วก็ชอบนายเพราะว่าเป็นรุ่นพี่ที่มาใจดีด้วยในช่วงที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ อะไรพวกนั้นน่ะ มันเป็นกลไกป้องกันตัวเอง”

             “กลไก...ป้องกันตัวเอง?”

             “พูดง่ายๆ ก็คือ แค่เพราะไม่อยากเจ็บกับเรื่องของนายแล้ว”

             ฟังแล้วก็ได้แต่เงียบไปชั่วขณะ ค่อยถามต่อ

             “แล้วต้องทำไง?”

             “ก็อย่างที่บอก ถ้านายไม่ชัดเจนกับเหตุผลในการไปเข้าใกล้เขา อีกฝ่ายก็จะรู้สึกว่ายังไงความสัมพันธ์กับนายก็ไม่ใช่แบบเดียวกับของตัวเอง ยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่ก็จะยิ่งกางปีกปกป้องตัวเองเอาไว้เท่านั้น” มุคาเอดะหยุดเว้นวรรค มองหน้า “กับคนแบบนี้ต้องใช้เวลา เพราะเป็นคนละประเภทกับนาย ที่จะทำอะไรก็ต้องการจะให้เห็นผลเร็ว”

             นาคากุจินิ่งอึ้ง ทำท่าครุ่นคิดจริงจังก่อนจะตอบ

             “โอเค ตัดเรื่องเพราะศักดิ์ศรี หรืออยากเอาชนะออกไปก่อนได้เลย” ยกนิ้วขึ้นมานับ “เรื่องที่รู้สึกผิดจากเรื่องคราวก่อนก็คงมีบ้าง... เพราะเป็นรุ่นน้องที่สนิทก็ใช่ หรือเรื่องที่เพราะรู้ว่าหมอนั่นเคยชอบฉันมาก่อน ..ก็คงใช่อีก”

             มุคาเอดะยิ้มอ่อน

             “ดีแล้วที่นายยอมรับตามจริง”

             “แต่ว่า... มันก็มีอย่างอื่นที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน” นาคากุจิค้างนิ้วที่นับเอาไว้อย่างนั้น “คือมันหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้ ก็เลยอยากหาคำตอบให้มันจบไปเร็วๆ นายเข้าใจไหม... ฉันไม่ค่อยชอบให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มันอึดอัด”

             ทำไมจะไม่เข้าใจ นั่นมันนิสัยของนายเลยแหละ... // มุคาเอดะ 

             “กับยะจิมะนายต้องช้าๆ” เขาแนะนำได้แค่นี้ “ถ้านายหงุดหงิดที่อธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้ ก็รอจนกว่าจะอธิบายได้ก่อน เพราะถ้านายอธิบายตัวเองไม่ได้ นายก็อธิบายหมอนั่นไม่ได้หรอก”

             “มุคาเอดะ...” นาคากุจิหันไปทำหน้าซึ้ง เขาก็อยากจะกระโดดกอดมุคาเอดะอีกในฐานะเพื่อน แต่โอโตนามิอาจจะแอบมองอยู่จากที่ไหนก็ได้ คนแบบนั้นอาจจะซ่อนตัวอยู่ตามเสาหรือกำแพงแล้วพุ่งออกมาถีบเขาได้สบายๆ ใช่ โอโตนามิเป็นคนอย่างนั้นแหละ...

             นาคากุจิ ที่นายควรห่วงคือยะจิมะจะหันมาเห็น... // มุคาเอดะ 

             มุคาเอดะเกือบชนแผ่นหลังของยะจิมะที่หยุดเท้าลงกะทันหัน พอหันมองถึงได้เห็นว่ารุ่นน้องยืนนิ่งอยู่กับที่ มือหนึ่งจูงลูกสาวเขาอยู่ อีกมือยกมือถือขึ้นมาจ้อง ขมวดคิ้วทำหน้าเครียด

             “...มีอะไรหรือเปล่า ต้องรีบกลับหรือเปล่า?” มุคาเอดะถามจากการเดาสีหน้า

             “เอ่อ...” ยะจิมะหันมองเขาแปลกๆ ตอนแรกเหมือนจะรีบยกมือถือลงไม่ให้ดู นาคากุจิที่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติก็เลยคว้าข้อมือรุ่นน้องขึ้นมาดูแทนแล้วก็อึ้งไปอีกคน แต่เพราะเป็นคนนิสัยโผงผาง ก็เลยอดโพล่งออกมาไม่ได้

             “นี่มันคุณชินไม่ใช่เหรอ? โคตรหล่อเลย รับงานโมเดลอะไรอย่างนี้ด้วยสินะ ว่าแต่ชื่องานอะไรวะเนี่ย ห่วยสิ้นดี”

             ยะจิมะทำหน้าอึกอัก ยอมปล่อยมือถือให้นาคากุจิดึงไปดูอย่างช่วยไม่ได้ มุคาเอดะยื่นหน้าไปมองด้วย ขมวดคิ้วกวาดสายตาอ่านรายละเอียดเงียบๆ

             “โปสเตอร์พีอาร์งานปาร์ตี้น่ะครับ เป็นจดหมายแจ้งข่าวจากคอมมิวนิตี้เซะขุไมที่ผมลงทะเบียนเอาไว้อยู่... ปกติก็กดทิ้งไปไม่ได้เปิดดูหรอกครับ พอดีมือไปโดนเมื่อกี้พอดี” ยะจิมะตอบเลี่ยงๆ

             “เซะขุไม?”

             “...เซ็กชวลไมนอริตี้” คนตอบเบี่ยงหน้าหลบ เหมือนไม่ค่อยอยากจะตอกย้ำว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มนั้น แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นความจริงนี่ “เป็นคอมมิวนิตี้ของกลุ่มหลากหลายทางเพศน่ะ รุ่นพี่ไม่รู้จักหรือเกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มนี้หรอก”

             “เห...” นาคากุจิไม่รู้จะตอบอะไร ก็เลยก้มหน้าอ่านรายละเอียดแทน “คุณชินก็คงอยู่ในคอมมูนิตี้อะไรแบบนี้ด้วยสินะ เลยเป็นนายแบบให้กับงานแบบนี้ด้วย แต่ชื่องาน `ซุปเปอร์เกย์` นี่มันอิมแพคสุดยอดเลย ใครคิดวะ? จะถ่ายแบบอะไรก็น่าจะเลือกงานมั่ง นายไม่เตือนบ้างวะว่าอย่าไปรับงานแบบนี้”

             “ฉันก็เพิ่งเห็นพร้อมกับนายนี่” มุคาเอดะตอบเรียบๆ

             “ห้ะ? จิงดิ คุณชินไม่ได้บอกนายเลยเหรอ??”

             ยะจิมะเหลือบมองนาคากุจิด้วยท่าทางเหงื่อตก เขาก็รู้อยู่แล้วว่ารุ่นพี่คนนี้เป็นคนมืดบอดในการอ่านบรรยากาศทำนองนี้ แต่ก็ไม่ควรเอาน้ำมันไปราดในกองเพลิงไหม ดูหน้ารุ่นพี่มุคาเอดะบ้างหรือเปล่า? หรือไม่ก็น่าจะสังเกตรังสีอึมครึมที่แผ่ซ่านนี่ได้บ้าง...

             “แล้วมันเป็นงานแบบไหนอะ ปาร์ตี้นัดบอดเหรอ? เห็นมีแต่คนหล่อๆ อยู่บนโปสเตอร์ คือเป็นจุดขายของงานว่างั้น อึ๊ม? แต่วันเวลางานกับสถานที่มันที่เดียวกับที่คุณชินบอกจะไปร่วมวันนี้เลยนี่นา ที่ปลีกตัวไปเมื่อกี้นี้อะ”

             นั่น... // ยะจิมะ 

             “ก็น่าจะงานนี้แหละมั้ง เพราะชื่อโรงแรมเดียวกันนี่นา” มุคาเอดะกอดอกตอบ

             “อ้าว แล้วคุณชินจะไปงานนัดบอดทำไมอะ? หาแฟนเพิ่มเหรอ?”

             “รุ่นพี่นาคากุจิ” ยะจิมะรีบเรียก “ไปห้องผมไหมครับ?”

             ฮะ??!! // นาคากุจิ 

             นาคากุจิหันขวับไปทำตาเหลือก แต่รุ่นน้องก็ย่อตัวนั่งลงไปในระดับเดียวกับเด็กหญิงข้างๆ แล้ว พลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้

             “มิสุเอะจัง ไปดูแฮมสเตอร์ที่ห้องอาไหมครับ? เดี๋ยวค่ำๆ อากับลุงนาคากุจิไปส่งให้ที่บ้านนะ”

             “ยะจิมะ” มุคาเอดะเรียกด้วยเสียงตกใจ ยื่นมือไปจับเด็กน้อยที่ทำหน้างงๆ “ไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ได้เป็นไร...”

             “รุ่นพี่มุคาเอดะครับ ไปดูหน่อยดีกว่า” ยะจิมะยืดตัวขึ้นยืน จ้องหน้า “ไม่งั้นมันจะคาใจไปตลอดนะครับ เดี๋ยวเราสองคนดูมิสุเอะจังให้เอง”

             “คิดมากไปแล้ว” มุคาเอดะหัวเราะ “กับคุณชินก็ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ ที่จริงจังขนาดนั้น คือไม่ได้คาดหวังอะไรขนาดนั้นด้วย มันก็อิสระน่ะนะ นายก็น่าจะรู้อยู่แล้ว แต่เดิมฉันก็ไม่ได้เป็น...”

             พูดแล้วก็เงียบไปเอง เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเรื่องที่ตัวเองบอกนาคากุจิเมื่อครู่มันกลับมาแทงตัวเองดังฉึก...

             `ที่หมอนั่นพูดว่าเป็นคนชอบคนง่าย แล้วก็ชอบนายเพราะว่าเป็นรุ่นพี่ที่มาใจดีด้วยในช่วงที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ อะไรพวกนั้นน่ะ มันเป็นกลไกป้องกันตัวเอง` 

             ไม่รู้ว่านิ่งไปนานแค่ไหน แต่รู้สึกตัวตอนยะจิมะเขย่าแขน

             “รุ่นพี่”

             “อะ... อื้อ เดี๋ยวฉันพามิสุเอะกลับก่อนแล้วกัน”

             “ต้องไปนะครับ” ยะจิมะยืนยัน “ถึงคุณชินจะเป็นคนเชื่อใจได้แค่ไหน แต่คนอย่างรุ่นพี่มุคาเอดะก็ไม่เชื่ออะไรที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรอก มันจะกลายเป็นรอยร้าวนะครับ”

             มุคาเอดะนิ่งไปชั่วขณะ เบี่ยงสายตาลงอัตโนมัติ ถึงเขาจะเป็นคนช่างสังเกตคนอื่นแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ได้สังเกตเขาด้วยว่าเป็นคนอย่างไร ยะจิมะน่าจะคอยมองและวิเคราะห์เขาอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเช่น กันด้วยหลายๆ เหตุผล แต่ไม่คิดว่าจะรู้ถึงขนาดว่าจริงๆ เขาเป็นคนค่อนข้างวิตกกังวลกับท่าทีของรอบข้าง เพราะไม่ค่อยมีความมั่นใจในเรื่องความสัมพันธ์กับใคร อันเนื่องมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่...

             ต้องทำให้ถูกต้องตามแบบแผนและเป็นทางการทุกอย่างถึงจะสบายใจ กังวลว่าถ้าทำไม่ถูกแล้วคนจะมองว่าอย่างไร เหมือนที่ไม่อยากให้สองคนนี้มองว่าเขาเป็นคนเอาจริงเอาจังอะไรกับเรื่องของโอโตนามิมาก หรือที่กังวลว่าแล้วโอโตนามิจะมองอย่างไร หากว่าเขาเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวขนาดนั้น...

             ตอนฟุซาโกะ เขาก็พยายามรักษาระยะห่างและความเป็นส่วนตัวของกันและกันเอาไว้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ลำบาก เพราะไม่เคยนึกอยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่นั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟุซาโกะมองว่าเขาเป็นคนเฉยชาไม่สนใจ แล้วก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไปกันไม่ได้ในจดหมายร่ายยาวถึงทนายอย่างนั้น

             กับโอโตนามิ ทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปตามธรรมชาติ เขาเป็นตัวของตัวเองดี แต่ไอ้ตัวของตัวเองนี่แหละ ที่เขาไม่เคยได้เป็นมาก่อน เลยไม่รู้ว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเปล่า ปกติเขาจะพยายามอ่านสถานการณ์และทำตัวตามคำตอบเหมาะสมที่อีกฝ่ายคาดหมายเสมอ แต่พอไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง เขาก็ไม่มั่นใจจริงๆ ว่าทำไปแล้วผลมันจะเป็นอย่างไร เขากลัวว่าจะตอบผิด

             เมื่อวานก็เพิ่งมีเรื่องแบบนั้นกับโอโตนามิ เขายิ่งอยากจะแก้อิมเมจเรื่องนั้นอยู่ว่าไม่ได้อะไรขนาดนั้นเสียหน่อย ไม่อยากให้โอโตนามิคิดว่า...

             “ปะป๊า” มิสุเอะกระตุกขากางเกงให้ตื่นจากภวังค์ มุคาเอดะหันไปยิ้ม เอามือลูบศีรษะลูกสาว เก็บอาการมิดชิด

             “หือ?”

             “มิสุเอะอยากไปดูแฮมสเตอร์อะค่ะ”

             ไม่รู้ว่าหนังที่ดูครึ่งๆ กลางๆ เมื่อครู่มีผลต่อจิตใจเด็กหญิงหรือเปล่า แต่มิสุเอะก็เป็นคนพูดขึ้นมาเองด้วยสีหน้าตื่นเต้น

             ยะจิมะรีบก้มลงไปจับมือเด็กน้อยให้หันมามองหน้า ยิ้มพูดด้วยทันที

             “เดี๋ยวปะป๊าจะไปรับคุณชิน มิสุเอะจังไปดูแฮมสเตอร์กับอาแล้วก็คุณลุงนะ เดี๋ยวอาจะไปส่งให้ที่บ้าน”

             เด็กหญิงพยักหน้ารับแต่โดยดี นาคากุจิก็เลยรีบอุ้มขึ้น

             “โอเคร~ ข้าวเย็นลุงก็เป็นคนเลี้ยงด้วย”

             “แต่ว่า...” มุคาเอดะยังทำท่าอึกอัก แต่อีกสองคนช่วยกันปัดมือไล่

             “ครูอนุบาลไม่ได้บอกหรือไงเวลาฝากเด็กต้องรีบฝากรีบไปน่ะ พ่อแม่ลังเลมันมีผลกับจิตใจลูกนะเว้ย” นาคากุจิหมุนตัวหนีไปพร้อมเด็กหญิง เหมือน ว่ายังไงก็จะไม่คืนให้แล้ว

             “ไม่ต้องห่วงครับ สองคนช่วยกันดูสบายมาก” ยะจิมะเสริม

             มุคาเอดะไม่รู้จะว่ายังไง เลยตัดสินใจล้วงกุญแจห้องออกมายื่นให้

             “เข้าไปนั่งๆ นอนๆ รอในห้องได้เลย ของในตู้เย็นก็กินดื่มได้ทุกอย่างเลยนะ”

             ยะจิมะยกมือตะเบ๊ะให้เป็นทำนองรับทราบ มุคาเอดะยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาวเหมือนจะสั่งย้ำว่าให้เป็นเด็กดี แล้วค่อยหันหลังเดินไปทางสถานี พอเหลือกันสองคนกับเด็กหญิง นาคากุจิก็ค่อยสำนึกได้ว่าบรรยากาศมันพิกล แต่ไม่รู้จะว่ายังไง เขาเองก็ตกใจเหมือนกันที่จู่ๆ ยะจิมะเป็นคนชวนให้เขาอยู่ด้วย

             “ห้องนายมีแฮมสเตอร์ด้วยเหรอ?”

             “ครับ...” ยะจิมะตอบพลางหันหลังกลับไปเดินต่อ นาคากุจิอุ้มมิสุเอะเดินตาม

             “แล้วนายเลี้ยงเด็กเป็นเหรอ?”

             “เป็นสิครับ ผมก็มีน้องสาวเหมือนกัน”

             “อ้าว นึกว่าให้ฉันอยู่ด้วยเพราะอยากให้ช่วยเลี้ยงมิสุเอะจัง”

             ยะจิมะเหล่

             “...จริงๆ ก็คิดว่าน่าจะมีใครสักคนไปกับรุ่นพี่มุคาเอดะเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยห้าม แต่คิดแล้วว่ารุ่นพี่นาคากุจิไปก็น่าจะไปเพิ่มเรื่อง เลยเรียกให้อยู่ทางนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นพี่มุคาเอดะมากกว่า”

             นาคากุจิอ้าปากพะงาบๆ

             “ถะ... ถ้าอย่างนั้นนายไปกับมุคาเอดะก็ได้นี่ ฉันอยู่ดูมิสุเอะจังเองก็ได้”

             “อย่างรุ่นพี่นาคากุจิดูมิสุเอะจังคนเดียวก็ไม่ไหวอยู่ดี”

             “ฉันไร้ประโยชน์ไม่ว่าจะทางไหนเลยใช่มะ...” นาคากุจิบ่น “แต่นายเดาผิดเรื่องมุคาเอดะนะ อย่างมุคาเอดะน่ะ ไปไหนทำอะไรคนเดียวได้สบายๆ หมอนั่นถนัดทำอะไรคนเดียวอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงมันหรอก นายยังเคยชมมันเลยไม่ใช่เหรอไง ว่าเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนน่ะ”

             “ก็ถ้าเวลาปกติน่ะนะครับ” ยะจิมะตอบ

             “เวลาปกติ?”

             “ดูแล้วน่าจะเป็นประเภทถ้าหึงขึ้นมาก็น่ากลัวไม่ใช่เหรอ?”

             “ถ้าหึง...? ห้ะ?...” นาคากุจิทำตาปริบๆ “หมอนั่นถ้าหึงขึ้นมาจะน่ากลัวเหรอ?”

             “คิดว่างั้น เวลาโกรธก็น่ากลัวไม่ใช่เหรอครับ?”

             “ใช่ ใช่” อันนี้เขาพยักหน้าโดยไม่มีข้อโต้แย้ง แม้แต่เด็กหญิงที่อุ้มอยู่ยังลอบพยักหน้าด้วย

             “ไปนั่งเล่นห้องฉันดีกว่าไหม? ใกล้บ้านหมอนั่นมากกว่าด้วย เดี๋ยวถึงเวลาก็ขับรถไปส่งให้ง่ายๆ” นาคากุจิเสนอ

             ยะจิมะเหล่มองอีกรอบ ตัดสินไม่ได้ว่าใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงแวบหนึ่งด้วยหรือเปล่า แต่หันหน้าหนีเขาแน่นอน แล้วดูทอดถอนใจกับคำพูดไม่คิดอะไรของเขาชอบกล

             “รุ่นพี่หัดอ่านบรรยากาศรอบข้างบ้างนะครับ หรือคิดอะไรก่อนจะพูดบ้าง” บ่นโดยไม่มองหน้า

             “ใครจะไปห้องนั้นได้อีกน่ะเฮอะ...”

 

To be continue

 

MEB E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น