Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 19

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 740

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2563 16:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 19
แบบอักษร

19

             “ไม่เอาโพนี่เทล” 

             เด็กหญิงกอดอก ทำแก้มป่อง ขนาดยืนอยู่บนสตูลเด็กแล้วก็ยังต้องเขย่งตัวขึ้นนิดหนึ่งเพื่อดูหน้าตัวเองในกระจก

             “มิสุเอะมันจะไม่ทันแล้ว โพนี่เทลนี่แหละ ปะป๊าทำเก่งนะ” มุคาเอดะคาบยางรัดผมสีชมพู เอาหวีกวาดรวบเส้นผมยาวละเอียดไปข้างหลัง

             “ไม่เอาโพนี่เทลๆๆ” มิสุเอะทำหน้างอยิ่งกว่าเดิม เริ่มบิดตัวงอแง จนไอ้ที่รวบไว้ในมือก็หลุดลุ่ย

             “งั้นทวินเทล”

             “ทวินเทลก็ไม่เอา ไมจังบอกว่ามิสุเอะทำผมเหมือนกันทุกวัน!”

             ไมจัง... ก็ปะป๊าของมิสุเอะทำได้อยู่สองแบบ // มุคาเอดะ 

             “มานี่” โอโตนามิเดินเข้ามาจากในครัว ดึงหวีกับยางรัดผมในมือของมุคาเอดะออก คว้าแขนเด็กหญิงให้ยืนตรง “นายไปจัดการกล่องข้าวแล้วกัน”

             “อือฮึ”

             มุคาเอดะสบตากับนาคากุจิที่นั่งตาลอยมองอยู่บนโซฟา เอามือชี้ที่เซ็ทอาหารเช้าบนโต๊ะครัว

             “ไม่ใช่เวลามานั่งเหม่อนะ รีบกิน เดี๋ยวต้องออกพร้อมมิสุเอะ”

             “อ่า...”

             นาคากุจิหันมองตามมุคาเอดะที่เดินไปจ้องกล่องข้าวสามกล่องบนเคาน์เตอร์ครัว พลางตะโกนถาม

             “คุณชิน มีของหมอนี่ด้วยเหรอ?”

             “ใช่แล้ว จะไม่ทำได้ไง ไหนๆ ก็นอนค้างที่บ้านนายแล้ว ดีนะที่ฉันมีกล่องข้าวเก็บไว้หลายกล่อง”

             “เจลเย็นที่มีในตู้เย็นมันจะไม่พอ...”

             “เดี๋ยวไปเอามาให้”

             นาคากุจิมองมุคาเอดะปิดฝากล่องข้าวแล้วเอาผ้าผูก หันไปอีกทีเด็กหญิงก็กระโดดคึกคักออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ดูอารมณ์ดีทันทีกับกระจุกมวยผมตรงกลางศีรษะ โอโตนามิมองหน้าเขา แล้วก็โยนแปรงสีฟันใหม่แกะกล่องให้

             “เอ้อ... คุณชินทำผมเด็กได้ด้วยเหรอครับ...”

             “ฉันมีน้องสาวที่อายุห่างกันแปดปีนะ แค่นี้จะทำไม่ได้ได้ไง” ว่าพลางช้อนใต้รักแร้เด็กหญิงไปนั่งเก้าอี้เด็กตรงโต๊ะกินข้าว มิสุเอะจับตะเกียบนั่งเรียบ ร้อย เริ่มจัดการกับอาหารเช้า ส่วนโอโตนามิก็เดินไปตักซุปมิโซะมาวาง ต่อด้วยรินนมใส่แก้วเด็กให้

             นี่มันอะไร... โคตรเชี่ยวชาญ นี่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเขาขนาดนี้เลยเรอะ! // นาคากุจิ 

             มุคาเอดะเดินเอากล่องข้าวมาวางที่โต๊ะ ส่วนของเด็กหญิงเอาไปใส่กระเป๋าเตรียมไว้ โอโตนามิเอาน้ำใส่กระติกเด็กไปวางกองรวมกับของที่เตรียมจะเอาไปโรงเรียน เอามือแตะหลังมุคาเอดะเป็นเชิงบอกว่า `นายก็รีบไปกินได้แล้ว`

             “นาคากุจิ เร็วเข้า ฉันไม่รอนะ”

             พอมุคาเอดะพูดแบบนั้น นาคากุจิก็ยอมลุกจากโซฟาเบด เดินเลื่อนลอยไปจัดการตัวเองที่อ่างล้างหน้า แปรงฟันพลางมองสามคนในห้องที่ง่วนกันอยู่ตรงโต๊ะอาหาร โอโตนามิตักซุปมาเสิร์ฟให้มุคาเอดะแล้วย่อตัวเกาะขอบโต๊ะคุยอะไรด้วยต่อ ถึงไม่ได้ยินก็พอจะเดาได้ว่าพูดขออะไรบางอย่าง มุคาเอดะเหล่มอง แล้วยอมเอาตะเกียบคีบไข่ม้วนใส่ปากให้ มิสุเอะหัวเราะคิกคักจะยกไข่ม้วนให้บ้าง นี่มันภาพครอบครัวสุขสันต์ชัดๆ พวกแกลืมไปใช่มั้ยว่าฉันมาค้างด้วยน่ะเฮอะ!! นี่คนอกหักนะเว้ย! เมื่อวานโดนปฏิเสธจนไปต่อไม่ถูกแล้วก็เลยอยู่ดื่มเหล้าค้างด้วยนะเว้ย! // นาคากุจิ 

             แต่ว่า...

             เมื่อวานตอนที่เขาขอคบกับหมอนั่นไปก็ไม่ได้มีอิมเมจอะไรแบบนี้เลยซักกะนิด นึกภาพแบบนี้ไม่ออกจนเพิ่งมาเห็นนี่เหมือนกัน มันเป็นอย่างนี้หรอกเหรอ? ก็ดูไม่เห็นต่างอะไรกับคู่รักปกติทั่วไปนี่นา... ว่าแต่เรียกว่าคู่รักถูกไหมหว่า...?

             “นายคบกันตั้งแต่ตอนไหน แล้วไม่คิดจะบอกฉันเลยเหรอเฮอะ?” นาคากุจิประชด พุ้ยข้าวเข้าปาก

             “ไม่ได้คิดว่าจะไม่บอกนาย แต่คิดว่าจะไม่บอกใครเฉยๆ”

             “...”

             นาคากุจิหันไปมองโอโตนามิที่เป็นคนติดป้ายชื่อบนเสื้อเด็กหญิง จับสะพายกระเป๋าแล้วหมุนตัวมาคล้องกระติกน้ำให้ นี่มันพ่อบ้านชัดๆ...

             “มันดีไหมวะ?” อดถามไม่ได้

             “อะไร?”

             “ก็คบกับผู้ชายด้วยกันอะดิ”

             คนฟังหรี่ตามองตาขวาง แต่เห็นได้ชัดว่าแก้มสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดง บอกแล้วว่าหมอนี่น่ะมันผิวขาว

             “ไม่เคยเปรียบเทียบอะไรทำนองนั้น ฉันก็ไม่ได้คบกับผู้หญิงหรือผู้ชายเยอะพอที่จะเปรียบเทียบอะไรได้” มุคาเอดะยกมือประกบเหนือหน้าอก เป็นทำนองว่า `อิ่มแล้ว` “ในความเป็นจริงมันก็แค่มีคนที่ชอบกับคนที่ไม่ชอบไม่ใช่เหรอ แค่คนที่ชอบดันไม่ใช่เพศตรงข้ามกับนายก็เท่านั้น” ประโยคหลังจงใจลดเสียงลงอย่างมาก เพราะไม่อยากให้อีกคนได้ยิน

             “แล้วนายไม่คิดว่ามันลำบากบ้างหรือไง บอกใครก็ไม่ได้”

             “เรื่องที่ลำบากก็มี” มุคาเอดะตอบ “แต่ไม่ว่านายจะคบกับใคร ก็ต้องมีเรื่องที่ลำบากอยู่แล้ว แค่มีเรื่องที่ต้องยอมรับหรือทำใจเผื่อไว้หน่อย มันไม่ได้เรียกว่าเรื่องลำบากหรอก”

             “...”

             “จริงๆ เลย อยู่ดีๆ นายไปขอคบกับหมอนั่นทำไมเฮอะ ไหนบอกว่าจะขอให้ทำตัวเหมือนเดิมไง ทำอะไรคิดหน้าคิดหลังบ้างไหมหา?” มุคาเอดะถอนใจ

             “ไม่ได้คิด...” ยังมีหน้ามาบอกอีกนะ // มุคาเอดะ “คือจริงๆ ตอนแรกฉันก็กะว่าจะพูดแบบที่บอกนายไว้นะ แต่ตอนนั่งคุยกับหมอนั่นเมื่อวาน ...อยู่ดีๆ ก็อยากลองคบกับมันดูขึ้นมาเฉยๆ” ว่าพลางยกมือประกบเหนือหน้าอกด้วย แล้วก็เลื่อนเก้าอี้ยกจานชามไปเก็บ “ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นฝ่ายบอกว่าอยากให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเองน่ะเฮอะ”

             มุคาเอดะยกจานชามตัวเองซ้อนกัน ถือไปวางที่อ่าง ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดให้ขำ แต่อดหัวเราะออกมาไม่ได้

             “คนอย่างนายโดนแบบนี้บ้างก็ดี”

             “อย่ามาหัวเราะ เป็นเพราะนายกับคุณชินนั่นแหละ ดันพูดขึ้นมาได้ว่ายะจิมะน่ะชอบฉัน ชอบบ้าอะไรล่ะ! แถมมาคิดๆ ดูแล้วมันก็ไม่ได้บอกเลยซักกะคำว่าชอบ ทุกอย่างมันเริ่มมาจากนายสองคนคิดเอาเองแล้วดันมาบอกฉัน” นาคากุจิเหล่

             “ถ้านายขอคบเพราะแบบนั้น โดนปฏิเสธก็สมควรแล้ว”

             “มันก็ไม่ใช่... บอกแล้วไงว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...”

             “ยังไงนายก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

             “ก็เออมั้ง” ตอบแล้วค่อยเลิกคิ้ว หันมอง “...ฉันดูเป็นแบบนั้นเหรอ?”

             “ปกติเวลาบอกชอบใครแล้วเขาไม่สน แป๊บๆ นายก็ลืมแล้วนี่”

             “...”

             “ไปส่งมิสุเอะได้แล้ว เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการต่อเอง” โอโตนามิเดินมาจับเอวมุคาเอดะให้ออกห่างจากอ่างล้างจาน นาคากุจิก็เลยต้องเดินไปทางเด็กหญิงก่อนอย่างช่วยไม่ได้ ยังได้ยินเจ้าของห้องสั่งเสียอีกนิดหน่อย

             “คุณชิน วันนี้มิสุเอะเรียนเปียโนนะ”

             “จำได้” โอโตนามิตอบพลางทำหน้านึก “พรุ่งนี้มิสุเอะจะเปิดเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ มีลิสต์ของที่ต้องซื้ออยู่นะ เดี๋ยวเรียนเปียโนเสร็จฉันพาไปซื้อเลยแล้วกัน”

             “อ๊ะ... ลืมไปเลยครับ พอดีวันนี้คิดว่าคุณชินเป็นคนไปรับมิสุเอะแล้วพาไปเรียนเปียโน ผมก็เลยว่าจะทำโอทีเสียด้วย”

             “ก็ไปกันสองคนได้ แล้วถ้านายจะกลับดึกก็โทรมาบอกนะ เดี๋ยวฉันไปรับ”

             “เย้ เย้ ไปช็อปปิ้งกับคุณชิน”

             นาคากุจิขำพรืดกับเสียงน่ารัก เด็กหญิงหมุนตัวแกว่งกระติกไปมา จนต้องกระโดดถอยหลังทั้งท่านั่งยองๆ ก่อนมันจะฟาดเข้าหน้าแข้ง

             “มิสุเอะจังชอบคุณชินมั้ย?”

             “ชอบๆ ชอบพอๆ กับปะป๊าเลย”

             “เอ๋~ ปะป๊าไม่น้อยใจเหรอ ชอบพอๆ กับปะป๊าเลยเนี่ย” นาคากุจิแหย่เล่น มุคาเอดะที่กำลังเดินมาเหล่มอง ทำท่าจะปราม แต่เด็กหญิงเงยหน้ามองบิดา ถามด้วยดวงตาใสแป๋ว

             “ไม่เห็นต้องน้อยใจเลย ปะป๊าก็ชอบคุณชินนี่”

             คนเป็นพ่อเงียบกริบ นาคากุจิยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไม่ให้หลุดหัวเราะเพราะเห็นเพื่อนหน้าแดงพรวดพราด รู้แหละว่าคำว่าชอบของเด็กๆ ไม่ได้มีความหมายแฝงอะไรแปลกๆ แต่พอคิดว่าคนที่ยืนล้างจานตรงอ่างล้างจานก็ต้องได้ยิน... มันก็อดไม่ได้

             “ใช่ไหมคะ? ปะป๊าก็ชอบคุณชินเนอะ?” ยังอุตส่าห์ถามย้ำอีก... จากที่คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ยินเพราะเสียงเปิดน้ำ ก็กลายเป็นได้ยินกันหมดพอดีเพราะเสียงน้ำจากอ่างก็หยุดไปแล้ว ชายหนุ่มน่าจะกำลังเอาสกอตไบรท์ขัดจานอยู่

             มุคาเอดะพยักหน้าเบาๆ ด้วยท่าทีสงบ แต่เพราะหน้าแดงก่ำ เพื่อนก็เลยขำไม่หยุด

             “ชอบไหมคะ?”

             พยักหน้าอีกสองหงึก

             “ทำไมไม่พูดอ่า...”

             ลูก... // มุคาเอดะ 

             “ถ้าไม่พูดดังๆ เขาก็จะไม่รู้ว่าชอบนะ แล้วเธอจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

             “...ใครพูดคำนี้ฮึ?”

             “พิ้งค์กี้พิ้งค์”

             การ์ตูนตาหวานทำไมมันน่ากลัวอย่างนี้! // มุคาเอดะ 

             “ชอบใช่มั้ย! พูดออกไปสิ! เธอจะต้องพูดว่าชอบ!”

             “ชอบครับ...” ฉันจะไม่ซื้อบลูเรย์เรื่องนี้ให้อีกแล้ว คอยดู... // มุคาเอดะ 

             นาคากุจิหัวเราะจนท้องแข็ง คนที่อ่างล้างจานก็น่าจะด้วย

             มุคาเอดะสะบัดหน้าแดงก่ำ คว้ามือน้อยกับข้าวของไปทางประตู

             “ไปได้แล้วเดี๋ยวสาย ไปก่อนนะครับคุณชิน”

             ตะโกนบอกโดยที่ไม่ได้หันไปมองโอโตนามิ ซึ่งหันมาส่งยิ้ม แล้วก็โบกมือให้เบาๆ

 

             เมื่อตอนที่ยะจิมะเข้ามาทำงานเป็นอินเทิร์นในแผนกธุรการ มุคาเอดะเคยเห็นหน้าแค่ไม่กี่ครั้งและแทบไม่เคยพูดด้วย ตอนที่ได้ยินข่าวลือจากพวกสาวๆ ว่ามีน้องมหาวิทยาลัยวัยขบเผาะตัวเล็กหน้าตาน่ารักเข้ามาเป็นอินเทิร์น เขาก็ยังนึกไปเองตลอดว่าเป็นน้องผู้หญิง ตอนเจอกันครั้งแรกก็เลยแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ใช่อย่างที่อิมเมจไว้ แต่ก็ยอมรับได้ทันทีว่าเป็นไปตามข่าวลือทุกประการ ยะจิมะค่อนข้างจะตัวเล็ก ขนาดว่าเขาก็ไม่ได้สูงมาก แต่ยะจิมะสูงแค่ประมาณคอเขา ที่สำคัญคือหน้าตาเหมือนพวกไอดอลชายวัยกระเตาะในทีวี เลยไม่แปลกใจว่าทำไมถึงมีคำว่าน่ารักๆๆ จากพวกสาวออฟฟิศหลุดออกมาตลอดเวลาที่คุยด้วย เจ้าตัวจะดีใจหรือเปล่านี่ไม่รู้นะ แต่เพราะอย่างนี้ก็เลยเป็นที่เอ็นดูของสาวๆ หลายแผนกนั่นแหละ

             น่าจะเป็นเพราะท่าทางที่ดูเรียบร้อย ถ่อมตน แต่ภายนอกก็ดูร่าเริงไม่สร้างปัญหาให้ใคร ฝ่ายบุคคลก็เลยจองตัวให้เข้ามาทำงานหลังเรียนจบเอาไว้เลยหลังอินเทิร์นเสร็จ พอดีกับว่าแผนกเขามีคนลาออกไปคนหนึ่ง น่าจะเป็นเหตุผลที่ฝ่ายบุคคลเอายะจิมะมาลงที่แผนกนี้

             ตอนที่หัวหน้านิชิมุระบอกว่าพนักงานใหม่ของแผนกเป็นเด็กคนที่เคยมาทำอินเทิร์นระยะสั้นที่แผนกธุรการ เขาก็นึกหน้ายะจิมะออกได้เลยในทันที ทั้งที่ตอนนั้นเขากำลังยุ่งมากกับเรื่องหย่าและย้ายบ้าน แต่เพราะว่าเป็นน้องคนนี้ เขาถึงได้คิดว่าสามารถรับสอนงานให้ได้ไม่มีปัญหา ในความเป็นจริงยะจิมะก็ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้ ติดเขาเป็นตังเมในช่วงแรก เป็นเด็กจริงจังกว่าที่คิด พยายามจะเรียนรู้งาน สั่งอะไรไปก็ไม่เคยปฏิเสธ เขาถึงได้พยายามหาวิธีว่าจะทำยังไงให้น้องเลิกเกร็งเวลาทำงานกับเขาเสียหน่อย แล้วก็นั่นแหละ วิธีที่เขานึกออกคือเอาคนอย่างไอ้หมอนั่นเข้ามาอยู่ในแวดวงด้วย...

             นาคากุจิไม่ใช่แค่เป็นประเภทเข้ากับคนง่าย แต่ยังชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นทุนเดิม แล้วยังมีพลังเหลือเฟือที่จะเข้าหารุ่นน้องแถมพาไปไหนต่อไหนให้โดยที่เขาไม่ต้องขอ เขาคิดว่านิสัยคนละขั้วกับเขาแบบหมอนี่นี่แหละ น่าจะเป็นผลดีกับยะจิมะ นอกจากจะทลายอาการเกร็งๆ ในเรื่องงานให้แล้ว คนที่ต้องพบปะลูกค้ามากหน้าหลายตาอย่างหมอนั่นน่าจะสอนเรื่องจำเป็นในการทำงานรวมถึงเรื่องต่างๆ ในบริษัทให้ได้ดีกว่า แล้วนี่นายสอนอะไรหือ?... นาคากุจิ

             รุ่นพี่มุคาเอดะครับ สัมมนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรเชิงบวกที่จะจัดให้กับลูกค้าเดือนหน้ามีคนตอบรับประมาณ 180 คนน่ะครับ ให้ใช้ห้องประชุม หนึ่งไหมครับ จะได้ส่งใบจองเลย”

             มุคาเอดะเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค มองยะจิมะที่ยื่นเอกสารจองใช้งานห้องประชุมให้ดู คนที่ทำให้เขาทึ่งกว่านาคากุจิได้ก็คือหมอนี่ เพราะพอพูดทิ้งท้ายเมื่อวานว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ทุกอย่างที่เจอตั้งแต่เช้าวันนี้ก็เหมือนสับสวิตช์ย้อนกลับไปเป็นเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ไม่ใช่แค่ลักษณะการพูด แต่ทั้งน้ำเสียง สีหน้า ทุกอย่างดูเป็นปกติ

             มันเหมือนกับว่าช่วงเวลาสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา เขาไม่ได้สนิทหรือรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับน้องคนนี้เลย... คิดอะไรอยู่ก็เดาไม่ออก

             “จองฮอลล์ใหญ่ไปเลย” มุคาเอดะเอาปากกาวงให้

             “แต่ต้อง 200 คนขึ้นไปถึงจะจองได้ไม่ใช่เหรอครับ?”

             “วันจริงจะต้องมีสตาฟกับพวกผู้ติดตามที่หลงๆ มาอีก ตอนลงจำนวนกะประมาณในใบแจ้งใช้ห้อง นายก็ต้องเขียนว่า 200 นะ”

             “ครับผม”

             มุคาเอดะเท้าคางมองยะจิมะที่ก้มหน้าก้มตาเขียนรายละเอียดตามว่า เห็นแล้วก็อดถามขึ้นมาไม่ได้

             “ดีแล้วเหรอที่ตอบแบบนั้นน่ะ...?”

             “ครับ? อ๋อ เรื่องเมื่อวาน...” ยะจิมะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มจางๆ “ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้รุ่นพี่มุคาเอดะวุ่นวายไปด้วย”

             “นึกว่านายจะตอบรับเสียอีก”

             “จะไปตอบรับได้ยังไงละครับ ฮะ ฮะ”

             “ก็นึกว่านายชอบหมอนั่น”

             สีหน้าคนฟังไม่ได้เปลี่ยน ยังคงมีรอยยิ้มแบบเดิม แต่แววตาเหมือนอยากจะหนีออกไปจากท็อปปิค ถึงอย่างนั้นก็คงเตรียมตัวมาดีอยู่แล้ว... เพราะดูไม่สั่นคลอนจากอะไรทั้งนั้น

             “เห... ในสายตารุ่นพี่มุคาเอดะเห็นเป็นอย่างนั้นเหรอครับ?”

             “ก็เปล่า...” มุคาเอดะตอบ “อย่างน้อยก็จนถึงเมื่อวานน่ะนะ”

             “ตอนนี้ก็ไม่นะครับ” รุ่นน้องหัวเราะ แต่พอรุ่นพี่พูดต่อก็เงียบ

             “ตอนนี้ยิ่งเห็นชัดกว่าเดิมมากกว่า” มุคาเอดะถอนหายใจ “จะไม่ปรึกษาฉันจริงน่ะ?”

             “รุ่นพี่อยู่ข้างเดียวกับรุ่นพี่นาคากุจินี่”

             “ฉันไม่ได้อยู่ข้างใคร ถ้านายบอกว่าไม่ให้บอก นายจะพูดอะไรให้ฟัง ฉันก็จะไม่บอกหมอนั่นหรอก”

             ยะจิมะจ้องหน้ามุคาเอดะ เขาก็เชื่อว่าเป็นอย่างที่รุ่นพี่ว่า มุคาเอดะน่ะไว้ใจได้ แต่เรื่องที่เขามีมันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาขนาดที่จะต้องปรึกษาใครหรอก อีกอย่าง...เขาก็แก้ปัญหาไปได้แล้วนี่ จึงทำได้แค่สูดลมหายใจลึก แล้วแสดงท่าทีอึดอัดไม่อยากพูดต่อ

             “ขอโทษด้วยนะครับเรื่องที่เข้าใจผิดว่ารุ่นพี่มุคาเอดะกับรุ่นพี่นาคากุจิคบกันอยู่น่ะ ดันเข้าใจผิดไปแบบนั้นมันก็น่าอายเหมือนกัน”

             “ฉันผิดเองแหละ ตอบคำถามให้นายเข้าใจไปแบบนั้น” มุคาเอดะเอาปากกาแตะริมฝีปาก “แต่ในเมื่อนายรู้ความจริงเรื่องที่พวกฉันไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว มันก็น่าจะคลี่คลายแล้วไม่ใช่เหรอ?

             “มันก็ไม่เกี่ยวหรอกครับ รุ่นพี่จะเป็นหรือไม่เป็นอะไรกันมันก็ไปต่อไม่ได้อยู่แล้ว” ยะจิมะยิ้มให้ ตอบชัดเจน

             “แต่ว่า...” มุคาเอดะถามต่ออย่างลังเล “ระหว่างนายกับนาคากุจิก็ไปไกลกว่านั้นแล้วไม่ใช่หรือไง?”

             สีหน้ารุ่นน้องกระตุกไปอย่างเห็นได้ชัด เป็นครั้งแรกที่เห็นว่ามีปฏิกิริยา กับเรื่องที่พูด หลุบสายตาลง

             “...เล่าให้คนอื่นฟังถึงขั้นไหนกันน่ะ”

             “คนอย่างหมอนั่นไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าอายอะไรหรอก...”

             “ก็แค่นั้นแหละครับ” ยะจิมะถอนหายใจ ส่ายศีรษะเล็กๆ “มาคิดดูดีๆ แล้วผมเป็นคนชอบคนง่ายอยู่แล้ว แค่ตอนที่กำลังเครียดๆ กับที่ทำงานใหม่ รุ่นพี่นาคากุจิมาอยู่ด้วยบ่อยๆ พอดีก็เท่านั้นเอง ถ้าใครเข้ามาตอนนั้นก็ชอบหมดแหละ”

             “...งั้นเหรอ”

             “ช่วงเวลาที่ชอบใครข้างเดียวโดยที่เขาไม่รู้ตัวน่ะมันสนุกสุดแล้วนะครับรุ่นพี่ ยังไงล่ะ ไม่เคยเหรอครับ? ถ้าเขาเริ่มหันมามองเราด้วยเมื่อไหร่มันก็ไม่ใช่แล้ว ฮะ ฮะ”

             มุคาเอดะนิ่งมอง

             “ก็คือ...นายไม่ได้อยากให้หมอนั่นมาชอบตัวเองด้วยอย่างนั้นสินะ?”

             “ใช่ครับ จะทำอะไรก็ต้องคิดไกลๆ” ยะจิมะยิ้มต่อ “ไม่ต้องทำหน้าเป็นห่วงอย่างนั้นหรอกครับ ผมไม่เป็นอะไรเลย แค่เวลาไม่กี่เดือนจะไปชอบใครขนาด นั้นได้ยังไง”

             “ถ้างั้นก็ดี”

             “อย่างรุ่นพี่นาคากุจิแป๊บๆ ก็ลืมเรื่องนี้แล้ว”

             “ฉันก็ว่างั้น” มุคาเอดะก็ควรจะวางใจ ที่เห็นแววตาโล่งใจในดวงตาของอีกฝ่าย แต่มันก็แฝงความเหงาแปลกๆ ในประโยคสุดท้ายที่เขาพูด เขายิ่งเป็นพวกคิดมาก ประมวลผลมากเกินไปจนโอโตนามิปรามบ่อยๆ ก็เลยบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกนี้มันอะไรกันแน่... เหมือนไม่ใครก็ใคร ที่กำลังเลือกเดินหมากผิด

             “วันนี้ฉันเอาข้าวกล่องมานะ เลยว่าจะไปกินที่ห้องอาหาร นายไปด้วยกันไหม?”

             “งั้นเดี๋ยวผมไปซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อข้างล่าง แล้วไปนั่งกินด้วย”

             “แต่นาคากุจิก็อยู่ด้วยนะ เพราะหมอนั่นก็เอาข้าวกล่องมาเหมือนกัน”

             “ไม่มีปัญหาครับ” ตอนแรกนึกว่ารุ่นน้องจะมีปฏิกิริยาอะไรมากกว่านี้ แต่ยะจิมะพยักหน้าตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

             “ก็บอกแล้วไงครับ ว่ากลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว”

 

             “นายเพิ่งเคยเข้าทำงานบริษัทเราเป็นที่แรกใช่มะ? ตอนเรียนมหา`ลัย นายไม่เคยฆ่ารุ่นพี่ตายไปใช่มะ?”  

             มุคาเอดะใช้ตะเกียบคีบเนื้อผัดเข้าปาก มองนาคากุจิที่บ่นด้วยเสียงท้อ แต่รุ่นน้องที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็หัวเราะคิกคัก จะว่าเหมือนเดิมก็เหมือนเดิมอยู่หรอก... แค่การที่ยะจิมะซื้อข้าวกล่องมานั่งกินด้วยทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเมื่อวานเขาก็ทึ่งจะแย่แล้ว แต่ไอ้เพื่อนสนิทที่ถือกล่องข้าวมานั่งกินไปบ่นไปแบบนี้ได้เขาก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไงเหมือนกัน ไม่รู้จะชมใครก่อนดี หรือจริงๆ มันสองคนเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก??

             “รุ่นพี่นาคากุจิคงไม่ตายด้วยเรื่องแบบนี้หรอกครับ คนที่ปฏิเสธสาวๆ เกือบครบทุกแผนกโดยไม่ลงเอยกับใครสักคนจะมาตายด้วยเรื่องแบบนี้ได้ยังไง” ยะจิมะหัวเราะ

             “ก็นั่นน่ะสินะ ว่าแต่นายไปเอามาจากไหนว่าเกือบครบทุกแผนกน่ะเฮอะ”

             “มีแต่คนลือกันว่าสงสัยรุ่นพี่จะรอเก็บสถิติเป็นแสตมป์แรลลี่ก่อน ค่อยตัดสินใจคบกับใครสักคน”

             นาคากุจิหัวเราะ

             นายถูกหลอกด่าอยู่นะ นาคากุจิ... // มุคาเอดะ 

             “จะครบทุกแผนกได้ยังไง อย่างน้อยแผนกพัฒนาบุคลากรก็ไม่เคยมีใครมาชอ...”

             พูดแล้วก็หยุดไปแค่นั้นเพราะถูกถีบขาจากใต้โต๊ะ หันไปเห็นมุคาเอดะทำหน้ายักษ์ใส่ นายจะพูดทำไมฮะ! ไอ้บ้า // มุคาเอดะ 

             “อะ เอ้อ ใช่ ฉันเคยลั่นวาจาไว้แล้วไงว่าจะอยู่ขัดขวางการแต่งงานใหม่ของหมอนี่” นาคากุจิเปลี่ยนเรื่องพูด มุคาเอดะเก็บกล่องข้าวพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ “แต่ตอนนี้คิดว่ามันคงไม่มีแล้วละ ไอ้แต่งงานใหม่อะไรเนี่ย”

             คนฟังเผลอพ่นน้ำชาที่กำลังดื่มออกมาพรวด ใส่หน้าชายใส่แว่นหัวเถิกที่เดินเข้ามาหยุดหน้าโต๊ะพอดี

             “คะ... คุณคุสะโมริ...” มุคาเอดะหันไปทำตาโต ถือขวดชาค้างไปชั่ว ขณะเพราะไม่คิดว่าจะมีใครโผล่เข้ามายืนตรงนี้ ก่อนจะเลิ่กลั่กส่งผ้าเช็ดหน้าให้ “...ขอโทษด้วยครับ ว่าแต่มีอะไรอีกหรือเปล่า?”

             “ว่าจะมาขอบคุณที่ไม่เอาเรื่องเรื่องนั้นน่ะครับ” คนใส่แว่นเอาผ้าซับหน้า “แล้วก็แบบว่า... อยากคุยด้วย เพราะนานๆ จะเจอคนที่เป็นแฟนแฮมปิโกะเหมือนกันสักที”

             “อ่า...” มุคาเอดะมองเหงื่อแตกพลั่ก กลอกตานึก “คือพวงกุญแจนั่นมันไม่ใช่ของผมนะครับ... ผมไม่รู้จักแฮมปิโกะอะไรนั่นเลย”

             “ใช่ๆ นั่นมันพวงกุญแจของหมอนี่ต่างหาก” นาคากุจิชี้ไปที่ยะจิมะ เจ้าตัวหัวเราะ รีบเก็บข้าวของทำท่าจะหนี

             “ดะ เดี๋ยว... นายเป็นเจ้าของพวงกุญแจนั้นเหรอ? งั้นนายก็เป็นแฟนเรื่องแฮมแฮมวันเดอร์แลนด์เหมือนกันใช่มะ?” คุสะโมริคว้าแขน ยะจิมะหันมองใบหน้าตื่นเต้นเหมือนได้เพื่อนของอีกฝ่ายด้วยท่าทางระแวง แต่ก็ยอมตอบตามตรง

             “ครับ... แค่เคยดูสองสามครั้งแล้วเห็นว่ามันน่ารักดี ไม่ใช่ว่าเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้หรืออะไรหรอก”

             “ก็แปลว่านายต้องรู้จักดีน่ะสิ”

             “...ก็รู้จักอยู่”

             “งั้นนายก็รู้ใช่มะว่ามันจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อาทิตย์นี้น่ะ?”

             ยะจิมะทำหน้าอึกอัก

             “คือที่ฉันมาเนี่ย ก็กะว่าจะมาชวนคุณมุคาเอดะที่เป็นแฟนแฮมปิโกะเหมือนกันไปดูนี่แหละ! ไม่นึกเลยว่าจะมีคนที่ชอบเรื่องนี้เหมือนกันในบริษัทด้วย อาทิตย์นี้นายว่างใช่มะ?”

             “เอ้อ...”

             “ฉันมีตั๋วแล้วด้วยนะสองใบ คุณมุคาเอดะไม่ไปใช่มั้ย?”

             “ไม่ไปครับ... ตามสบาย” มุคาเอดะส่งยิ้มอ่อน ส่ายหน้า

             ยะจิมะมองตั๋วหนังในมือกับสีหน้าตื่นเต้นดีใจมหาศาลของอีกฝ่าย ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบเบาๆ

             “...ไปก็ได้ครับ ก็สนใจว่าจะไปดูอยู่เหมือนกัน”

             คุสะโมริทำหน้าดีใจสุดๆ รีบเดินตามพลางยกมือถือขึ้นมากดขอแลกเบอร์ติดต่อ ยะจิมะหยิบมือถือขึ้นมาด้วย เดินคุยกันก่อนจะออกจากห้องอาหารไป มุคาเอดะมองตาปริบๆ เหมือนเห็นพายุพัดผ่าน ก่อนจะหันไปเห็นนาคากุจิที่นั่งตะลึงอยู่กับที่ ราวกับเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากพายุ

             แต่หน้าตาเหมือนคนตายมากกว่ารอด

             “มุคาเอดะ”

             “อะไร?”

             “คือ...”

             “อือ”

             “นายก็ยืนยันใช่มะ ว่าฉันไม่เป็นไรหรอกเพราะไม่ได้จริงจังกับหมอนั่นขนาดนั้นอะ”

             “...ก็น่าจะอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”

             “เป็นโว้ย!! มันคืออะไร? เห็นภาพเมื่อกี้นายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ??”

             “...ไม่นี่”

             “นายคุสะโมริแผนกบัญชีนี่มันอะไรวะ?? ทำไมถึงยังมายุ่งกับพวกนายได้อีก เรื่องนั้นมันก็จบไปแล้ว ควรจะอับอายหรือไม่ก็สังวรณ์บ้างสิว่าต้องอยู่ห่างๆ ไม่ใช่เสือกเอาตั๋วหนังอะไรนี่มา แล้วยังชวนไปดูหนังด้วย ต้องหน้าด้านระดับไหน!”

             “ก็แค่เจอคนที่สนใจอะไรแบบเดียวกันโดยบังเอิญไม่ใช่เหรอ”

             “ก็ไปหาคนอื่นสิวะ เรื่องแบบนี้โพสต์หาเอาในเน็ทก็ได้ ใครสักคนก็ไปดูด้วยเองแหละ”

             “คงคิดว่าคนในบริษัทอันตรายน้อยกว่าละมั้ง”

             “มันนั่นแหละอันตราย!” นาคากุจิโวยวาย “นายควรจะไปห้ามรุ่นน้องนายเดี๋ยวนี้ จะปล่อยให้ไปกับคนที่เพิ่งรู้จักกันแบบนี้ได้ยังไงเฮอะ หมอนั่นเคยเป็นสตล์อกเกอร์คุณนานามิ แล้วยังแอบทำเรื่องแย่ๆ กับนายด้วยนะ! จะปล่อยให้ไปดูหนังสองคนกับคนอันตรายแบบนั้นไม่ได้นะเว้ยยย!”

             “แต่เจ้าตัวตอบตกลงไปเองนี่ น่าจะแค่รสนิยมตรงกันก็เท่านั้น คุณคุสะโมริคงแค่หาคนคุยเรื่องนี้ด้วย”

             “แต่มันก็ไม่ได้ปะวะ”

             “ทำไมล่ะ?” มุคาเอดะถอนหายใจ เก็บของเตรียมจะกลับห้องทำงาน “ใครจะไปรู้ อาจจะกลายเป็นเพื่อนที่คุยกันถูกคอก็ได้ หมอนั่นบอกเองว่าเป็นคนชอบคนง่าย”

             มือผูกห่อกล่องข้าวเสร็จ แล้วค่อยหันไปมองเพื่อนนิดๆ เพราะเห็นเงียบ นาคากุจินั่งหน้าซีด

             “ว่าไงนะ?”

             “หมอนั่นบอกเองว่าเป็นคนชอบคนง่าย น่าจะเพราะนายมาใจดีด้วยตอนที่กำลังใหม่กับงานพอดี ใครเข้ามาก็ชอบหมด”

             อุ... // นาคากุจิ  

             “เป็นอะไร?” ถามพลางหลุบตามอง เพราะเห็นเพื่อนยกมือขยำเสื้อตรงหน้าอก

             “...รู้สึกเสียวแปลกๆ”

             “ไปห้องพยาบาลไหม?” มุคาเอดะถามไปอย่างนั้น ทำท่าจะลุกขึ้น “อ้อ แล้วเห็นยะจิมะบอกว่าความสนุกกับเรื่องนี้มันก็แค่ตอนได้ชอบใครข้างเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าเขาตอบรับมามันก็จะไม่สนุกแล้ว ในเชิงจิตวิทยาก็มีคนที่เป็นอย่างนี้จำนวนไม่น้อยนะ เสพติดความตื่นเต้นเวลาที่ได้ชอบใครข้างเดียวมากกว่าไงล่ะ เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่คนกลุ่มนี้จะชอบใครสักคนได้มากๆ แล้วอุณหภูมิก็ซาลงทันทีถ้าเขาหันมาชอบตัวเองด้วย พวกนี้จะหาทางปลีกตัวออก มาและไปหาเป้าหมายอื่นให้ชอบใหม่ อ๊ะ ไม่ไปห้องพยาบาลจริงเหรอ?”

             นาคากุจิจ้องหน้าเพื่อนที่หันมามองตัวเอง มือขยำอกเสื้อยิ่งกว่าเดิม เหงื่อแตกพลั่ก

             มุคาเอดะ... นายนี่มันตัวร้ายชัดๆ // นาคากุจิ 

 

             เพราะวันนี้รุ่นพี่มุคาเอดะบอกว่าจะอยู่ทำโอที เขาก็เลยตัดสินใจอยู่ด้วยเพื่อช่วยงานของรุ่นพี่ให้เสร็จเร็วขึ้น สำหรับเขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว กลับบ้านเร็วหรือช้าก็ไม่มีผลอะไรกับใคร อย่างมากก็แค่แวะซุปเปอร์แถวบ้านที่ปิดตอนสองทุ่มไม่ทันก็เท่านั้น แต่วันนี้ถือว่าโชคดี เพราะแวะทันก่อนเวลาที่มันจะปิดสิบนาที เลยกวาดเอาพวกของลดราคามาได้เพียบ

             อพาร์ทเม้นท์ของเขาอยู่ห่างจากสถานีบริษัทประมาณสี่สถานี จากสถานีใกล้สุดก็ยังต้องเดินอีกประมาณเกือบๆ สิบนาทีกว่าจะถึงห้อง แต่เขาก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง โชคดีที่ได้งานในละแวกเดียวกันแถมยังเป็นบริษัทใหญ่มั่นคงมีชื่อเสียง ก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องย้ายออก เขาละโคตรจะดีใจตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าได้ไปฝึกงานเป็นอินเทิร์นที่บริษัทนี้แล้ว เพราะแค่เฉพาะเด็กที่เรียนคณะเดียวกับเขาก็ยื่นใบสมัครที่เดียวกันหลายคนแต่เขากลับได้รับเลือก ที่ดีใจยิ่งกว่าก็คือตอนช่วงท้ายของการอินเทิร์น ฝ่ายบุคคลของบริษัท มาถามว่าเขาสนใจจะมาเป็นพนักงานของบริษัทเต็มตัวหลังเรียนจบหรือไม่ จะไม่สนได้ยังไง ใครปฏิเสธบริษัทใหญ่และมั่นคงอย่างนี้ก็บ้าแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอมทำอะไรที่จะมีผลกระทบกับหน้าที่การงานเป็นอันขาด

             นั่นก็เรื่องหนึ่ง

             ยะจิมะเดินขึ้นบันไดเหล็กไปที่ชั้นสอง ไขประตูอพาร์ทเม้นท์เข้าไปในห้องได้ก็เปิดไฟสว่างโร่ ห้องที่เขาอยู่เป็นห้องเล็กๆ ที่มีครัวขนาดย่อมอยู่ติดกับประตูทางเข้า ข้างในเป็นห้องกว้างเหมาะสำหรับอยู่คนเดียว มีโต๊ะเขียนหนังสือ เตียงไซส์เล็ก และโต๊ะอุ่นขาวางตรงกลาง ตู้เก็บของแบบบิ้วอินใหญ่พอใช้ได้ และดีตรงที่มีห้องน้ำกับห้องอาบน้ำในตัวอยู่ภายในห้อง

             เจ้าของเดินไปที่ชั้นวางของเป็นอย่างแรก ก้มดูตู้กระจกที่มีหนูแฮมส -เตอร์ตัวสีน้ำตาลอ่อนนอนขดตัวอยู่ข้างใน จากใบหน้าเครียดๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย หลังจากเอามือหย่อนลงไปจิ้มพุงอ้วนๆ พลางเรียก

             “กลับมาแล้ว นิคกี้”

             เจ้าตัวเล็กสะดุ้งโหยง เรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของให้เปลี่ยนมาหยิบเนยแข็งสำหรับแฮมสเตอร์ออกจากห่อแล้วก็ยื่นให้ มองมันเอามือเล็กถือแทะแล้วก็ไล้นิ้วไปตามขนสีน้ำตาลพลางอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ ในหมู่แฮมสเตอร์ด้วยกัน คิงกุมะถือเป็นพันธุ์ที่เรียบร้อยและเลี้ยงง่ายพันธุ์หนึ่ง ตัวใหญ่ แถมยังค่อนข้างจะเชื่องกับเจ้าของ ก่อนหน้านี้เขาเคยเลี้ยงทั้งพันธุ์จังกาเรียนและโกลเด้น แต่สุดท้ายก็ยังคิดว่าไม่มีพันธุ์ไหนไหนน่ารักสู้คิงกุมะได้ ...เสียก็แต่พวกมันมีอายุขัยอย่างมากก็สองสามปี เจ้าตัวนี้เขาเลี้ยงมาตั้งแต่ช่วงขึ้นปีสามใหม่ๆ นี่ก็สองปีกว่า... ถือว่าแก่มากแล้ว

             ยะจิมะคลายปมเนคไท ทิ้งตัวลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยสินค้าตระกูลแฮมสเตอร์ทั้งหลาย เหลียวมองหมอนข้างแฮมปิโกะขนาดใหญ่เท่าแขนพลางคว้ามากอด เอาหน้าซุกเป็นอย่างแรกเหมือนจะให้ช่วยปลอบใจจากเรื่องเหนื่อยๆ ช่วงนี้ เหอะ... แค่เคยดูบ้าอะไรล่ะ รู้ไหมว่าเสียเงินตั้งเท่าไหร่กว่าจะชิงโชคไอ้หมอนข้างลิมิเต็ดนี่มาได้ ว่าแต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่บริษัทรู้จักแฮมปิโกะด้วย บ้าหรือเปล่าที่จู่ๆ ก็พูดออกมาท่ามกลางหมู่ชนอย่างนั้น มันใช่เรื่องควรพูดมั้ย! ใจหายหมด...ถ้ารุ่นพี่นาคากุจิคิดว่าเขาเป็นพวกแปลกๆ ขึ้นมาจะว่ายังไง... ใครเป็นแฟนแฮมปิโกะก็ต้องรู้ทั้งนั้นแหละว่าหนังมันจะเข้าวันอาทิตย์นี้ เขาก็กะจะไปดูคนเดียวอยู่แล้ว แต่ถ้ามีคนชวนก็นะ... ดีเหมือนกัน จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องไปดูคนเดียวด้วย 

             ก็ไม่รู้จะกลัวรุ่นพี่คนนั้นรู้เรื่องแบบนี้ไปทำไมอีก... เพราะตอนนี้ถึงรุ่นพี่นาคากุจิจะรู้เรื่องความชอบหรือรสนิยมอะไรของเขาไปมันก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้วนี่ เขาตัดสินใจตั้งแต่วันที่ออกจากห้องคอนโดฯ นั้นแล้วไงว่าจะตัดใจจากเรื่องนี้แล้ว ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เข้าใจผิดว่ารุ่นพี่นาคากุจิชอบรุ่นพี่มุคาเอดะหรอก ก็เพราะเหตุการณ์นั้นไงถึงได้รู้ตัวเองชัดๆ ว่าเป็นเอามากกับเรื่องนี้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะชอบรุ่นพี่คนนั้นขนาดนี้ มันผิดตั้งแต่ที่เขาไม่รักษาสัญญากับตัวเองว่าจะเก็บเป็นความลับและอยู่เป็นแค่รุ่นน้องที่ดีแล้ว ถ้าอดทนได้ไม่พูดจาประหลาด ออกไปเมื่อวันนั้น เรื่องราวมันก็ไม่ยุ่งยากถึงขั้นนี้ ไม่น่าปล่อยให้ตัวเองเมาเลย แต่วันนั้นมันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เขาช็อคจากเรื่องในงานบาร์บิคิวอยู่

             ถึงเรื่องที่รุ่นพี่นาคากุจิเป็นฝ่ายขอคบด้วยเมื่อวานจะเหนือความคาดหมายและทำเขาตกใจจนต้องรีบหนีออกจากร้านไปหน่อย แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ดีใจขนาดนั้นหรอก ดูก็รู้ว่ามันก็แค่พูดตามน้ำไปอย่างนั้น... เขาก็รู้แต่แรกว่าเป้าหมายความรักของรุ่นพี่นาคากุจิเป็นเพศตรงข้าม มันไม่มีหวังตั้งแต่แรก เขาถึงได้ชวนคุยแต่เรื่องไปนัดบอดและท็อปปิคเกี่ยวกับสาวๆ บริษัท ก็มันเป็นท็อปปิคที่รุ่นพี่จะกระตือรือร้นคุยด้วยทุกครั้งนี่

             ตอนที่รู้ว่ารุ่นพี่นาคากุจิอาจจะชอบรุ่นพี่มุคาเอดะครั้งแรก จะว่าดีใจก็ดีใจเหมือนกัน เพราะมันหมายความว่าเป้าหมายความรักของรุ่นพี่นาคากุจิไม่ได้มีแค่เพศหญิงอย่างที่ว่า แต่พอรู้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ก็หมายความว่าคนรักในความหมายของรุ่นพี่ก็ยังมีแค่ผู้หญิงอยู่ดี เพราะฉะนั้นการที่พูดตามน้ำขอลองคบดูก็หมายความตามนั้น... แค่แปลกใหม่ ไม่เคยลอง เปลี่ยนบรรยากาศดูบ้างก็น่าจะดี สำหรับรุ่นพี่คนนั้นก็แค่อะไรเทือกๆ นั้นแหละ...

             ถ้าคบกับเขาแล้วไม่เวิร์คก็แค่เลิกแล้วไปต่อ แต่สำหรับเขามันเป็นโอกาสสุดท้าย... เขาจะใช้โอกาสสุดท้ายนี้ได้ยังไง ถ้ารู้ว่าตอนทุกอย่างมันล่มสลายไปแล้วเขาจะกลับไปไม่ได้ ทำไมต้องมารู้ตัวเองตอนนี้ด้วยว่าชอบรุ่นพี่คนนั้นมากขนาดนี้ ถ้าแค่เล่นๆ ไม่ซีเรียสเหมือนกันได้ ก็คงตอบตกลงไปอย่างไม่ต้องลังเลแล้ว ทำไมเขาถึงไปชอบคนแบบนั้นได้นะ ก็แค่คนไฮเปอร์ที่เข้ากับใครก็ได้ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มองเขาพิเศษกว่าใครตรงไหน ถึงจะทรีตเก่ง ดูแลเก่ง ก็เป็นแค่นิสัยที่ติดมาจากการทำงาน ไม่ว่าจะกับใคร รุ่นพี่นาคากุจิก็ทรีตแบบนี้ทั้งนั้น

             ยะจิมะถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้นมาดูลูกตาบ้องแบ๊วของหมอนข้างแฮมปิโกะแล้วกอดแน่นๆ เหมือนจะชาร์จพลัง ก่อนจะปิดดวงตากลับลงไปใหม่

             ก็บอกแล้วใช่ไหมว่าเขารักงานนี้ อยากจะอยู่ที่นี่แบบนี้ไปนานๆ มันก็มีแค่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นแหละ...

 

             “กลับมาแล้วครับ” 

             เสียงกระดิ่งประตูร้านดังเบาๆ ตอนที่มุคาเอดะผลักเข้าไป ลูกสาวที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่เคาน์เตอร์ร้านยิ้มร่า รีบไต่เก้าอี้เด็กวิ่งไปหา ในร้านมีลูกค้าอื่นอีกสองสามคน แต่ที่เรียกสีหน้าประหลาดใจของมุคาเอดะ คือการที่เห็นมิกิกับนานามินั่งอยู่ด้วยกัน

             “แปลกจัง วันนี้คุณมุคาเอดะทำโอเหรอคะ?” นานามิถามเสียงร่าเริง

             “ใช่ครับ... มีงานด่วนนิดหน่อยน่ะ แผนกคุณนานามิไม่ยุ่งเหรอ?”

             “ฉันแวบมาดื่มกาแฟน่ะ เดี๋ยวกลับไปทำงานต่อ” หญิงสาวยักไหล่ตอบ มุคาเอดะอุ้มเด็กหญิงไปหย่อนไว้ที่เก้าอี้ตามเดิมพลางเลื่อนเก้าอี้นั่งข้างๆ โอโตนามิเดินเอาสลัดมาวางให้

             “เหมือนไม่เจอคุณมิกิตั้งนานแน่ะ ว่าแต่... คุณนานามิกับคุณมิกิไปรู้จักกันตอนไหนน่ะครับ?” มุคาเอดะหันไปถาม เพราะเหมือนรู้สึกไปเองว่าเกิดบรรยากาศของความสัมพันธ์แปลกๆ ให้เห็น

             “เมื่อกี้นี้เองค่ะ ยังไงตอนนี้ฉันก็ไม่เหลือเป้าหมายอะไรนอกจากกาแฟแล้ว พอลองคุยกับคุณมิกิดูก็ถึงได้รู้ว่าน่าจะเข้ากันได้ดีเลย” นานามิหัวเราะ

             “ใช่ ช่าย คุยถูกคอเพราะจะตั้งสมาคมผู้ประสบภัยจากนังชินกันสามคนนี่ไง”

             “รวมฉันด้วยเหรอคะ?” คิโกะยื่นหน้ามาจากในครัวด้านหลัง

             “เซนส์ในการตั้งชื่อห่วยเหมือนเดิม” โอโตนามิบ่น ยกอาหารจานอื่นที่เตรียมไว้ไปเสิร์ฟให้มุคาเอดะต่อ แทนที่จะท้วงที่ทุกคนเป็นผู้ประสบภัย แสดงว่าเธอยอมรับแล้วใช่ไหมว่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นน่ะ! // มิกิ 

             มิกิหมุนเก้าอี้หนีหน้า กวักมือเรียกอีกสองคนให้สุมหัวเข้ามาใกล้

             “นานามิจังคือผู้ประสบภัยนังชินคนล่าสุดสินะ แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ไม่ใช่นานามิจังคนเดียว ตอนฉันโดนปฏิเสธฉันก็เป๋ไปหลายวันเหมือนกัน”

             “หนูโดนบอกว่าเป็นเกย์นะคะ” คิโกะฟ้องรอบที่ร้อย

             “ฉันก็แย่นะ ฉันยังไม่ทันสารภาพอะไรเลย” นานามิทำเสียงฮึดฮัด “ตอนได้ยินว่ามีแฟนก็ช็อคแล้ว ยังไปเจอใน SNS เองว่าเป็นใครอีก ช็อคดับเบิ้ลช็อค”

             “นี่ แต่ฉันจะบอกให้นะว่า...” มิกิที่ตัวสูงกว่าคนอื่นหลุบตามอง ยิ้มมุมปากก่อนจะปรายตาเป็นเชิงบอกให้หันไปดู “มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก แล้วพวกเธอจะเห็นว่าเราอาจจะหาความสนุกแบบอื่นมาแทนกันได้”

             “ข้างนอกฝนตกเหรอ?” โอโตนามิขมวดคิ้ว ใช้ปลายนิ้วปัดหยดน้ำบนเส้นผมมุคาเอดะ

             “นิดหน่อยครับ ตกๆ หยุดๆ”

             “แล้วทำไมไม่โทรมาบอกให้ไปรับฮึ?”

             “วิ่งมาก็แค่แป๊บเดียว”

             “ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะว่ายังไง” เจ้าของร้านเอี้ยวตัวไปหยิบผ้าขนหนูบนชั้นมาโปะบนศีรษะ ขยี้เช็ดให้

             “ปะป๊าให้คุณชินเช็ดผมให้อีกแล้ว”

             “มิสุเอะ” มุคาเอดะตกใจวางตะเกียบ หันไปคว้าแขนสูกสาวที่ยืนขึ้นบนเก้าอี้แล้วยื่นจมูกมาดมศีรษะตัวเอง “แค่ฝนมันลงเม็ดน่ะ นั่งลงเดี๋ยวนี้”

             “เมื่อวานปะป๊าก็เพิ่งสระผม แล้วให้คุณชินเช็ดให้”

             “มิสุเอะก็ให้เช็ดให้...”

             “คุณชินอาบน้ำตอนไหน? ทำไมผมปะป๊ากลิ่นเดียวกับคุณชินตลอดเลย”

             “แชมพูห้องคุณชินใช้กลิ่นเดียวกันต่างหากล่ะ...”

             มุคาเอดะจับเด็กหญิงกลับลงไปนั่ง หันกลับมาจัดการกับอาหารต่อเงียบๆ หน้าแดงก่ำ อีกคนที่ขยี้ผมให้อยู่แค่ยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร

             โอเค เข้าใจละว่าความสนุกอะไร // นานามิ 

          ขอบคุณค่ะ... ที่ชี้ทางสว่างให้หนู // คิโกะ 

          เห็นไหมว่าสนุกกว่าตั้งเยอะ... // มิกิ 

             โอโตนามิไม่ได้รู้ว่าพวกสาวๆ คุยอะไรกัน เพราะพอยกจานชามเข้าไปเก็บข้างใน มิกิก็ลุกจากเก้าอี้แล้วตามเข้าไปด้วย เห็นชายหนุ่มกำลังเอาจานชามใส่ในเครื่องล้าง ก็ยืนกอดอกพิงผนัง

             “แป๊บๆ ก็จะหมดเดือนอีกแล้วนะ เห็นว่าไปทะเลกันมาเหรอยะ?”

             “ขนาดหายหน้าไปเป็นเดือนยังรู้ได้อีก”

             “ก็ดูจากในอินสตราแกรมเธอสิ แหม คนมีงานมีการทำมันก็ต้องยุ่งกันบ้าง หน้าร้อนนี่เป็นช่วงแห่งงานอีเว้นต์เลยย่ะ ไหนจะคอนเสิร์ตต่างๆ อีเว้นต์ตามชายหาด โฮ้ย”

             “ก็ดีแล้วนี่ ช่วงทำกำไรของบริษัท”

             “ช่าย แต่ก็จบเกือบหมดละ งานต่อไปก็ของเธอแล้วแหละ อาทิตย์นี้แล้วนะ”

             มือโอโตนามิหยุดกึก เหลือบมองพลางปิดฝาเครื่อง แล้วก็กดปุ่ม

             “อย่าบอกนะว่าลืม? พรุ่งนี้ก็เข้าเดือนกันยาแล้วจ้า~ โปสเตอร์งานที่มีรูปเธอก็โปรโมทไปหมดแล้ว สมกับที่เป็นโอโตนามิคนดังของวงการ ใครๆ ก็ชมฉันว่าไปเอามาได้ยังไง โอกาสที่เธอจะยอมไปงานหาคู่แบบนี้มีที่ไหน ทุกคนก็คงคิดแบบนี้ เลยรีบสมัครกันน่าดู คนสมัครเข้าร่วมงานเยอะกว่าที่ฉันคิดไว้อีก วันงานคงสนุกแหงมๆ” มิกิหัวเราะคิกคัก

             “ไม่ได้ลืม ว่าแต่นายเป็นคนบอกเองนะว่าฉันไปเป็นเกียรติเป็นศรีเฉยๆ น่ะ ฉันไม่ทำอะไรทั้งนั้นนะบอกก่อน”

             “คาแรคเตอร์เธอมันก็แบบนั้นอยู่แล้วนี่ ใครอยากได้ให้แย่งกันเอาเอง”

             “...”

             “แต่เธอคงไม่กล้าหิ้วใครกลับจากงานหรอกมั้ง ไม่งั้นตอนเอากลับมาจะบอกคุณมุคาเอดะเขายังไง” มิกิขำ

             “อย่าพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้...”

             “ว่าแต่เธอก็อย่าไปบอกคุณมุคาเอดะเขาล่ะ เดี๋ยวจะมีปัญหากันเปล่าๆ แล้วถ้าเขาบอกห้ามไม่ให้เธอไปขึ้นมามันก็ไม่ได้นะยะ เธอสัญญาแล้ว คนที่รอเจอเธอในงานมีเยอะแยะ ถ้าไม่ไปละก็ทางผู้จัดอย่างฉันเสียหายแย่”

             โอโตนามิมองเงียบๆ ยกมือขยี้ผม

             “รู้แล้วน่ะ สัญญาแล้วก็ต้องทำสิ หมอนั่นก็ไม่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว เพราะฉันแค่ไปร่วมงานเลี้ยงแล้วก็กลับ”

             “ช่าย อย่าไปทำให้คุณมุคาเอดะเขาเป็นห่วงดีกว่า” มิกิยักไหล่ “แล้วเจอกันที่งานย่ะ ใส่สูทไปนะยะอย่าลืม”

             มิกิเดินออกจากในครัว โบกมือบ้ายบายให้สาวๆ ในขณะที่มุคาเอดะหันมาผงกศีรษะให้เล็กๆ พอมิกิผลักประตูออกไปจากร้าน นานามิก็มองนาฬิกาแล้วคว้ากระเป๋าทำท่าจะกลับออฟฟิศไปทำงานต่ออีกคน โอโตนามิเดินกลับออกมาที่เคาน์เตอร์ เห็นมุคาเอดะกำลังเอาทิชชู่เช็ดปากให้เด็ก

             “คุณชิน อาทิตย์ที่จะถึงนี่เปิดร้านปกติหรือเปล่าครับ?”

             “เอ๊ะ?” โอโตนามิเลิกคิ้ว อะไรยังไง? หมอนี่มีพลังจิตเหรอ...? “ตอนค่ำๆ มีงานเลี้ยงที่จะไปกับมิกิน่ะ... นายมีอะไรหรือเปล่า?”

             “ว่าจะพามิสุเอะไปดูหนังหน่อยน่ะครับ พอดีว่านาคากุจิขอให้ไปเป็นเพื่อนนิดหน่อย หนังมันเป็นหนังเด็กๆ น่ะ”

             “ถ้าตอนกลางวันฉันไปได้นะ ไม่สิ ฉันก็ต้องไปอยู่แล้ว ใครจะปล่อยให้นายไปกับหมอนั่นสองคนได้เฮอะ”

             “เย้!! ดูหนัง ดูหนัง ดูหนังคืออะไรคะ?” มิสุเอะลงไปกระโดดกรี๊ดกร๊าด มุคาเอดะเลยต้องเอานิ้วชูที่ปากเป็นสัญญาณบอกให้เงียบ ไม่ให้รบกวนลูกค้าคนอื่น

             “ไปดูการ์ตูนในโรงหนังใหญ่ๆ น่ะ มิสุเอะจะกลัวหรือเปล่าไม่รู้ มันอาจจะมืดและเสียงดังหน่อยนะ อ้อ ไม่ใช่เรื่องพิ้งค์กี้พิ้งค์นะมิสุเอะ” เด็กหญิงพยักหน้า กระโดดโลดเต้นดีใจแม้จะยังไม่รู้อะไรมาก

             “เอ่อ... แต่ฉันต้องกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนรอบนึงนะ เพราะงานที่จะไปกับมิกินี่เขาระบุว่าต้องใส่สูทไปด้วย” โอโตนามิพูดต่อ จริงๆ เขาก็ไม่ควรจะรู้สึกผิดจนต้องหลบสายตาหรืออะไร เพราะก็แค่ไปร่วมงานเลี้ยงจริงๆ นี่ แล้วสำหรับเขามันก็คืองานที่เคยสัญญากับมิกิไว้ตั้งแต่ก่อนจะคบกับหมอนี่ด้วย

             “ก็คงไม่ไปทั้งวันขนาดนั้นหรอกครับ ว่าแต่งานเลี้ยงที่ว่านี่คือมีดื่มเหล้าไหม?”

             “...ก็น่าจะมีน่ะนะ แต่ฉันไม่ดื่มหนักอย่างนั้นหรอก นายไม่ต้องเป็นห่วง”

             “ไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ แต่ว่าจะได้ขับไปส่งให้ไง ขากลับอาจจะไปรับไม่ได้นะครับ เพราะมิสุเอะน่าจะหลับไปแล้ว ผมก็ไม่กล้าทิ้งมิสุเอะเอาไว้ที่ห้องนานๆ หรอก”

             “นายไม่ต้องไปส่งไปรับหรอก เดี๋ยวขากลับฉันก็กลับแท็กซี่”

             “รับทราบครับ”

             โอโตนามิมองมุคาเอดะที่ยกมือถือขึ้นมากดดูนู่นนี่ ยื่นมือไปแตะมือให้หยุด มุคาเอดะเหลือบมอง หันไปดูลูกค้าคนอื่นที่นั่งคุยกันไม่มีใครสนใจ มิสุเอะก็หมุนตัวเล่นไปมาอยู่ริมกระถางต้นไม้มุมห้อง

             ค่อยหันกลับมา มองมือใหญ่ที่จับมือตัวเองไว้อย่างนั้น

             “...อะไรครับ?”

             “ถ้านายเป็นคนไปงานเลี้ยง ฉันคงหึงน่าดู”

             “หือ?” มุคาเอดะเงยมอง หน้าแดง “พูดเรื่องอะไรน่ะครับ?”

             “อย่าไปนะ”

             “...ถ้าเป็นงานบริษัทก็ต้องไปสิ”

             “ฉันจะไปเฝ้าหน้าร้านเลย”

             “ครับ ครับ” มุคาเอดะยิ้มอ่อน “พูดเหมือนคุณชินกลัวว่าผมจะหึงเรื่องที่จะไปงานเลี้ยงอะไรนี่”

             “!!!!”

             “รู้สึกผิด?”

             “เปล่านี่...” มะ... หมอนี่... เออ ใช่ จบเอกจิตวิทยา! บ้าที่สุด // โอโตนามิ  

             “ไปเถอะครับ ผมไม่ใช่เด็กๆ นะ เรื่องแค่นี้แยกแยะได้น่ะ”

             “ก็ใช่... นายไม่หึงเรื่องอะไรพวกนี้หรอก” ถามแล้วก็เงียบไปชั่วครู่ “ว่าแต่... ตอนนายหึงนี่เป็นยังไงนะ?”

             “ไม่รู้สิ”

             ไม่รู้??? // โอโตนามิ 

             “ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นนี่นา” คนตอบหน้าแดงไปเล็กน้อย เสหลบตา “แต่ตอนที่เข้าใจผิดว่าคุณชินเจอคนที่ใช่แล้วก็รู้สึกอยากจะหายตัวไปเหมือนกัน”

             มือที่จับอยู่บีบแน่น

             “อย่าหายไปนะ”

             “อะไรครับ...” มุคาเอดะมองมือ “แต่ตอนนั้นคือไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้คิดว่ามีสิทธิ์อะไรในตัวคุณชินด้วย”

             “งั้นตอนนี้นายก็รู้ตัวว่ามีสิทธิ์?”

             “อือ... ก็น่ามีแต้มสะสมพอแลกอะไรได้บ้างมั้ง”

             โอโตนามิมองเจ้าของใบหน้าที่เงยมองพลางส่งยิ้มให้ เห็นลักยิ้มพร้อมกันสองข้าง นายกะจะขุดหลุมกลบฉันตรงนี้ ไม่ให้ไปไหนได้เลยใช่มั้ย...

             “แลกตอนนี้มะ?”

             “ไม่ครับ...”

             มุคาเอดะตอบเบาๆ ก่อนจะเหลือบมองลูกค้าในร้านอีกรอบ

To be continue

 

Meb E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น