email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 115

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2563 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

คืนที่สองในเมืองเซียน่าของอลิสาผ่านเลยไปอย่างยากเย็น เวลานับเป็นชั่วโมงๆของนิสิตชาวไทยถูกใช้ไปกับการครุ่นกังวลถึงการทดสอบภูมิความรู้ในวันพรุ่ง ซึ่งครูของเธอเคยขู่นักขู่หนาว่าข้อสอบของที่นี่ไม่ง่าย และโดยมากรุ่นพี่ของเธอที่มาเรียนซัมเมอร์ที่นี่มักสอบได้ระดับ A2 หรือ B1 อันเป็นระดับชั้นที่สองและที่สามของมหาวิทยาลัยสอนชาวต่างชาติแห่งนี้

การจัดคอร์สของมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเซียน่าถือเอาระดับความยากง่ายของการสอบรับรองวิทยฐานะภาษาอิตาเลียนในฐานะภาษาต่างประเทศหรือที่เรียกย่อๆว่า CILS เป็นต้นแบบ โดย CILS จะแบ่งออกเป็นหกระดับ ไล่จากง่ายไปหายาก ได้แก่ A1, A2, B1, B2, C1 และ C2…นี่คือความรับรู้ที่ติดหัวเธอมาจากเมืองไทย แม้จะรู้จักชื่อระดับชั้นเหล่านี้อยู่แล้ว แต่อลิสาก็ยังมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองอยู่ดีว่าความรู้ภาษาอิตาเลียนที่สั่งสมมาสองปีถ้วนในมหาวิทยาลัยดังของบ้านเกิด จะส่งเสริมเธอให้ได้เรียนระดับชั้นไหน เมื่อมาอยู่ประเทศเจ้าของภาษาเช่นนี้ 

“ส่วนมากนิสิตที่เพิ่งจบปี 2 พอมาเรียนที่นี่ก็สอบได้ A2 ไม่ก็ B1 กัน” สาวไทยใคร่ครวญคำพูดของผู้เป็นครูในห้องนอนที่มืดสนิท “สองเดือนของหนูที่เมืองนี้จะได้เรียนชั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับเทสต์นี้ล่ะ ดังนั้นก็เต็มที่นะจ๊ะ มาเรียนทั้งที เรียนให้สูงเข้าไว้ดีกว่า ตั้งใจสอบนะ อย่าให้เสียชื่อครูทุกคนที่สอนหนูมา” 

อลิสายกมือวางก่ายหน้าผากราวกับเชื่อว่าการกระทำนี้จะช่วยปลดเปลื้องความวิตกจริตไปจากหัวสมองอันสับสนได้ ทีแรกเธอก็กะจะมาเรียนๆเล่นๆตามสไตล์นักเรียนไทยไปเมืองนอกอยู่หรอก แต่ครั้นนึกถึงคำสั่งเสียของครูวัฒน์ และมาตรการรัดเข็มขัดของพ่อแม่เพื่อหาทุนส่งเธอมาที่นี่ เธอก็ต้องคิดใหม่ 

ความกังวลใจเป็นดั่งเขาวงกตที่เมื่อตกอยู่กลางมันแล้วหาทางออกได้ยากยิ่ง หนำซ้ำยังต้องวนเวียนอยู่ภายในไม่รู้จบ ความคิดของอลิสากระเจิดกระเจิงอย่างไร้จุดหมาย จากเรื่องสอบไปถึงเรื่องโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่โรงแรมนั้นยังไม่ตอบอีเมลเธอ จากเรื่องมือถือที่หล่นหายไปถึงเพื่อนใหม่ที่นอนหลับอยู่ไม่ไกล และจากเพื่อนคนนี้ไปถึงอีตาธัชทวี...ผู้ชายที่เธออยากจะลืมที่สุดในสามโลก 

ดวงหน้าทะเล้นของอดีต ‘คนคุย’ ของเธอเลือนลับไป ก่อนที่ดวงหน้าของฝรั่งอิตาเลียนที่เธอเพิ่งพบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าจะกระจ่างขึ้นมาในความทรงจำ ตามมาด้วยบทสนทนาที่ยังตามหลอกหลอนเธอมาจนบัดนี้ 

“เปิดห้องได้แล้ว หมดหน้าที่ฉันแล้วนะ” มัตเตโอกล่าวด้วยน้ำเสียงออกจะหงุดหงิดปนรำคาญ หลังจากที่เขาแนะนำตัวเองเสร็จลุล่วง 

“ค่ะ คุณมัตเตโอ ขอบคุณมากนะคะ” เธอพร่ำย้ำคำเดิมตามมารยาท 

“เธอควรจะบอกตัวเองให้มีสติหน่อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลากล่าวคำขอบคุณพร่ำเพรื่อแบบนี้” ถ้อยคำติเตียนนั้นอลิสาคาดไม่ถึง เธอไม่เข้าใจว่าการที่ตนทำกุญแจหายมันเลวร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ เมื่อสีหน้าอารมณ์ของเขามันฟ้องว่าเธอได้ก่อกรรมมหันต์ยังกับบุกไปปล้นฆ่ายกครัวใครมายังไงยังงั้นแหละ! 

“อีตาบ้า! คนผีทะเล!” เด็กสาวก่นด่าเขาลับหลังเป็นภาษาแม่ของตน “หน้าตาดีซะเปล่า ไม่น่าสันดานไม่ดีเลย” 

อลิสาหลับตาปี๋ พยายามกลบกลืนใบหน้าหล่อๆของคนดูแลหอพักปากปีจอคนนั้น แต่เธอก็ทำไม่ได้ กระทั่งเผลอหลับไปทั้งที่ยังคิดถึงไอ้หมอนั่นอยู่ 

 

รุ่งเช้าวันต่อมา อินซุกยอมแหกขี้ตาตื่นแต่ไก่โห่เพื่อพารูมเมทคนไทยไปหาสนามสอบ เพราะถูกเด็กใหม่อ้อนวอนจนทนนอนต่อไม่ไหว

ผู้มาจากเมืองหนาวเดินนำมิตรใหม่ไปตามเส้นทางที่โรยด้วยหมอกครึ้มอย่างสบายเฉิบ ขณะที่คนกำลังจะไปสอบห่อไหล่เดินตัวแข็งประหนึ่งมัมมี่ ถ้าไม่บอกว่ามาเรียน ‘ซัมเมอร์’ เธอก็คงลืมไปแล้วว่าฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในไม่ช้า 

“คงหนาวอย่างนี้อีกแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็ร้อนยาวๆแล้ว” สาวเกาหลีบอกเหมือนกับเดาใจอีกฝ่ายออก มือยกขึ้นป้องปากหาว “ที่จริงนี่ก็ยังไม่เรียกว่าหนาวอะไร ถ้าหน้าหนาวจริงๆ หนาวกว่านี้อีกสิบกว่าองศาโน่นแน่ะ” 

อลิสาพยักหน้ารับรู้เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งสองมาถึงป้ายรถเมล์ เธอนึกในใจว่าถ้าเธอมาที่นี่ในฤดูหนาวของแท้ เธอคงได้แข็งตายตั้งแต่วันแรก 

สองสาวยืนแช่หมอกบนยอดเขาอยู่พักใหญ่ ปล่อยให้ไอเย็นของน้ำค้างซึมซาบผิวกายร่วมสิบนาที รถประจำทางคันน้อยก็แล่นมาจอดเทียบท่า 

“ตั๋วพร้อมนะ” อินซุกถามให้แน่ใจขณะก้าวขึ้นรถ เสียบตั๋วที่ซื้อมาจากร้านบุหรี่เข้าไปในเครื่องตีตั๋วอัตโนมัติ จากนั้นจึงสอนอลิสาทำตาม 

การซื้อตั๋วรถประจำทางนับเป็นเรื่องคัลเจอร์ช็อกแรกๆของอลิสาเมื่อเธอมาถึงดินแดนมะกะโรนี ที่นี่ไม่มีกระเป๋ารถเมล์คอยบีบกระบอกตั๋วดังแก๊บๆเพื่อจำหน่ายตั๋วบนรถเมล์แต่ละคัน หากต้องการจะซื้อตั๋วรถเมล์ วิธีที่ง่ายที่สุดคือมองหาร้านบุหรี่หรือตาบัคเคเรีย ที่มักมีป้ายไฟรูปตัว ‘T’ หรือ ‘Tabacchi’ เป็นสัญลักษณ์  

ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นร้านขายบุหรี่ แต่เอาเข้าจริง ร้านพวกนี้ก็ขายของจิปาถะทุกชนิด ตั้งแต่บุหรี่ ลูกอม ขนมขบเคี้ยว เกลือ ตั๋วรถประจำทาง โปสการ์ด หรือแม้แต่บัตรเติมเงินมือถือ...ตอนไปซื้อตั๋วรถเมล์ใบนี้อลิสาออกจะงงไม่น้อยที่ร้านพวกนี้ถูกเรียกว่าร้านบุหรี่ เพราะสำหรับเธอ มันก็คือร้านขายของชำดีๆนี่เอง 

“อย่าลืมตีตั๋วทุกครั้งที่ขึ้นรถเมล์นะอาลิซ่า เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนตรวจตั๋วขึ้นมาเจอว่าเธอไม่ได้สแกนตั๋วกับเครื่องนั้นแล้วล่ะก็ เธอจะรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘แพงหูฉี่’ เลยทีเดียว” อินซุกถลึงตาตี่ๆให้ดูน่ากลัว 

“ได้เลย” สาวไทยรับคำทั้งที่ยังงุนงงไม่หาย ตามองตั๋วรถเมล์ที่ขณะนี้มีข้อความดิจิทัลประทับอยู่ “อินซุก เธอช่วยบอกฉันทีได้มั้ยว่าทำไมเราถึงต้องตีตั๋วด้วย ก็เราซื้อมันมาแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปใส่เจ้าเครื่องนั่นอีก” 

คำถามนั้นทำคนอยู่ที่นี่มานานกว่าบิดริมฝีปากใส่อย่างดูแคลน  

“นี่เธอไม่รู้จริงหรือว่าอำฉันเล่นมิทราบ” เธอถามพร้อมพรายยิ้มสมเพชในหน้า ไม่นึกเลยว่าตนจะมีรูมเมทด้อยปัญญาขั้นนี้ “ก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเธอไม่ตีตั๋วมันจะเกิดอะไรขึ้น ตั๋วใบนั้นก็ยังถูกใช้ซ้ำได้เรื่อยๆถูกมั้ยล่ะ การตีตั๋วก็คือการยืนยันว่าตั๋วใบนั้นถูกใช้แล้ว และจะไม่ใช้ซ้ำอีก เป็นการบังคับให้คนซื้อตั๋วใหม่เรื่อยๆ ถ้าไม่ตีตราให้ถูกต้อง คนก็ซื้อตั๋วครั้งเดียวและเวียนใช้ต่อไปเรื่อยๆได้สิ” 

เด็กสาวชาวกรุงโซลอดจะพล่ามต่อเพราะคิดว่าคงเปล่าประโยชน์ ในเมื่อทักษะการฟังของอลิสายังอยู่ในระดับที่ตื้นเขินมากจนนึกเวทนา 

อินซุกเอ่ยต่อเมื่อความสมเพชในอกเริ่มลดลง “เอาเถอะ อยู่ๆไปแล้วเธอก็จะเข้าใจเอง ฉันน่ะเคยลักไก่ขึ้นรถเมล์โดยที่ไม่มีตั๋ว เสียค่าปรับไปตั้ง 42 ยูโร หลังจากนั้นมาก็ไม่กล้าตุกติกตอนขึ้นรถสาธารณะอีกเลย” 

นิสิตใหม่คิดคำนวณตัวเลขที่เพื่อนพูดถึงเป็นเงินไทยด้วยความสะพรึงกลัว พลางทบทวนความจำว่ามีกี่อย่างแล้วที่เธอถูกเตือนให้ระวัง 

 

รถมินิบัสสาย 52 คันนั้นวิ่งวนรับส่งผู้โดยสารเฉพาะบนยอดเขา ผ่านประตูเมืองเก่าประตูหนึ่งไปอีกประตูหนึ่ง อินซุกพาอลิสาลงที่ประตูเมืองชื่อ ปอร์ตา ตูฟี่ เพื่อต่อรถเมล์คันใหญ่สาย 3 ลงไปยังมหาวิทยาลัยที่เนินเขาอีกทอดหนึ่ง

มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเซียน่า หรือ อูนีแวร์ซิต๊ะ แปร์ สตรานีเยรี ดิ เซียน่า มีบรรยากาศเหมือนกับโรงเรียนไฮสกูลเมืองนอกที่พบได้ทั่วไปในซีรีส์วัยรุ่นอเมริกัน ฝ้าเพดานทีบาร์สว่างจ้าด้วยไฟดาวน์ไลท์ที่ติดอยู่ตลอดแนว ผนังทูโทนทาสีครีมและเทา บอร์ดผลงาน กระถางต้นไม้ ตู้กดน้ำ และตู้ขายอาหารอัตโนมัติ มีให้เห็นเป็นระยะตลอดโถงทางเดิน เช่นเดียวกับนิสิตหลากเชื้อชาติที่นั่งสุมหัวกันเป็นหย่อมๆตามโต๊ะเลคเชอร์และม้านั่งหน้าห้องเรียน 

“ดูดีใช่มั้ยล่ะ” คนพามาถามขึ้นกลางคัน ขณะที่เพื่อนร่วมห้องของเธอกวาดสายตามองไปรอบๆด้วยความตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อม 

“ดูดีจริงๆ บรรยากาศน่าเรียนมาก” อลิสาตอบอย่างที่คิด 

“ถ้าอยากเรียนที่นี่ เธอก็ต้องสอบให้ได้เรียนชั้น B1 ก่อน”  

อินซุกลอยหน้าพูด น้ำเสียงนั้นเหมือนจะสบประมาทกลายๆว่า B1 เป็นระดับที่สูงเกินเอื้อมสำหรับอลิสา ทว่าคนไม่สันทัดในการสนทนากลับไม่ใส่ใจกับท่าทีดังกล่าว เท่ากับข้อมูลที่ได้เพิ่งได้ยินจากปากเพื่อน 

“อะไรนะ ต้องสอบให้ได้เรียนชั้น B1 ก่อน ไม่ใช่ว่าทุกระดับชั้นเรียนที่นี่หมดหรือ” สาวไทยงงงัน...ที่นี่ออกใหญ่โต แต่มีแค่ห้องเรียน B1 เองหรือ 

“นอ” คนเรียนที่นี่ปฏิเสธ “สำหรับคนมาเรียนคอร์สภาษาอย่างเรา ที่นี่มีเฉพาะห้องเรียนของ B1 กับ B2 นอกนั้นเป็นคลาสสอนวัฒนธรรมกับห้องเรียนของพวกนิสิตประจำ ถ้าเป็นระดับ A หรือ C เขาแยกไปเรียนที่อื่น อย่างของ A2 ที่ฉันเคยเรียนก็อยู่ในเมือง เป็นห้องเรียนเก่าๆ ไม่ได้ดูดีอย่างนี้” 

“แปลกจริง ทำไมห้องเรียนถึงไม่อยู่ที่เดียวกันล่ะ” 

“มหาลัยในอิตาลีก็งี้แหละ” อินซุกตอบเหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติ 

อลิสายกมือลูบคางอย่างใช้ความคิด พลันนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ชาวไทยของเธอก็เคยเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์สมัยเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโบโลญญาอันเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่สุดในยุโรป เมื่อแรกไปถึงคุณครูก็พยายามมองหาป้ายชื่อมหาวิทยาลัยเพื่อถ่ายเก็บเป็นที่ระลึก ทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ก่อนมาถึงบางอ้อว่ามหาวิทยาลัยในอิตาลีหลายแห่งไม่มีอาณาเขตแน่ชัด ห้องเรียนของแต่ละคณะ แต่ละสาขา กระจายตัวทั่วทุกมุมเมือง มิได้รวมกันเป็นหลักแหล่งอย่างมหาวิทยาลัยตามความเข้าใจของคนไทย ที่นี่ก็คงอีหรอบเดียวกันกระมัง 

“หมดหน้าที่ฉันแล้วสินะ” คำถามของอินซุกปลุกเธอจากภวังค์มาเผชิญหน้ากับจำนวนนิสิตใหม่ที่ดูหนาตาขึ้นกว่าก่อนหน้านี้      

“ซิ” อลิสารับคำอย่างลุกลน ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูว่านั่นคือคำถาม แต่เด็กสาวก็จับอะไรบางอย่างในน้ำเสียงได้ว่ารูมเมทต้องการให้เธอตอบว่าใช่ “นี่ก็ใกล้เวลาสอบแล้ว เธอกลับไปเถอะอินซุก ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์ฉันพามา” 

“ดี ฉันง่วงนอนจะตายชักอยู่แล้ว” นักเที่ยวกลางคืนตัวยงยกมือป้องปากหาวราวจะเน้นให้เห็นว่าง่วงจริงๆ “ตั้งใจสอบแล้วกัน ฉันไปก่อนล่ะ” 

“อาร์รีเวเดชี...แล้วเจอกันนะ อินซุก” สายตาของอลิสาทอดมองเพื่อนร่วมห้องของตนที่มุ่งออกนอกอาคารจนลับตา ก่อนจะหันหน้ากลับมาทางห้องเรียนเมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกเข้าห้องสอบจากเครื่องอินเตอร์คอม 

 

สองชั่วโมงในห้องสอบและอีกสองชั่วโมงในการรอฟังผลถือเป็นสี่ชั่วโมงที่เชื่องช้าและลุ้นระทึกที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของนิสิตชาวสยามเมืองยิ้มคนเดียวในเซียน่า เพราะมันเป็นตัวชี้ชะตาชีวิตของเธออีกสองเดือนต่อจากนี้...ชีวิตนักเรียนนอกที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ และจะดำเนินไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึง

เธอจะได้เรียนเลเวลไหนหนอ ประสบการณ์การเรียนอิตาเลียนมาสองปีของเธอเทียบได้กับเลเวลไหนของระบบการเรียนการสอนที่นี่ คนได้เกรด D+ อิตาเลียนเทอมล่าสุดที่ไทยอย่างเธอดีพอจะสอบได้ B1 ของที่นี่ไหม และครูวัฒน์จะตำหนิโทษเธอหรือเปล่า หากผลสอบออกมาไม่เป็นไปดังที่หวัง 

คิ้วดกเข้มของอลิสาขมวดเข้าหากันไม่ยอมคลาย ร่างกายตรึงนิ่งอยู่หน้าห้องสอบสัมภาษณ์ คงมีแต่ความคิดต่างๆนานาในหัวซึ่งจรลิ่วระเรื่อย นอกจากตัวเธอแล้ว รอบกายยังรายล้อมด้วยเหล่าบรรดานิสิตใหม่อีกร่วมสามสิบชีวิตที่คลาคล่ำรอคำเรียกจากอาจารย์ผู้สอบสัมภาษณ์ หลายคนยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม บ้างหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ด้วยมากับเพื่อนที่พูดจาภาษาเดียวกัน ผิดกับเธอซึ่งไม่มีใคร  

“อาลิซ่า บูนน์ปรายูนเหนอะ”  

เสียงขานชื่อต้นและนามสกุลด้วยสำเนียงอิตาเลียนจ๋า ดังขึ้นพร้อมชุดข้อสอบลายมือเธอที่ถูกถือออกมานอกห้องสอบสัมภาษณ์ พออลิสามองตามเสียง ก็พบใบหน้าที่ดูมีเมตตาของอาจารย์ชายสูงอายุ จมูกงุ้ม ใส่แว่นกลมหนาเตอะ ผมสีดอกเลายาวหยิกหยอยเหมือนอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เหลือบมองมา 

“ซิ” อลิสารีบยกมือแสดงตัว “หนูเองค่ะ” 

“ตามฉันมาเลย” เขากวักมือเรียก และเดินนำหน้าเธอไปนั่งในห้องเรียนที่วันนี้ถูกใช้เป็นห้องสอบพูดโดยเฉพาะ 

“นั่งก่อนสิ” ผู้สูงวัยผายมือเชื้อเชิญ ยิงคำถามแรกทันทีที่นิสิตใหม่ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามตนเสร็จสรรพ “ชื่อของเธอสะกดยังไงนะ” 

“อา-เอเล-อี-เอสเซ-อา ค่ะ” ตอบหลังจากอึ้งไปสองสามอึดใจ 

“A-L-I-S-A” อาจารย์เขียนตามพลางอมยิ้มนิดๆ นึกในใจว่าเธอคงไม่รู้ว่าเขากำลังวัดภูมิความรู้เรื่องคำเรียกพยัญชนะอิตาเลียนของเธออยู่ 

“ถามทำไมหรือคะ” อลิสาเลิกคิ้วฉงน...ก็ไม่รู้จริงๆนี่ว่าจะถามไปเพื่ออะไร ในข้อสอบชุดนั้นเธอก็เขียนชื่อตัวเองอยู่ตัวเบ้อเร่อ 

“ฉันแค่เอะใจว่าชื่อเธอดูละม้ายภาษาอิตาเลียนชอบกล” คนผอมหงอกหัวเราะหึๆ เดิมทีเดียวเขาเข้าใจว่าเจ้าของชื่อ ‘อาลิซ่า’ คนนี้คงเป็นสาวลูกครึ่งไทย-อิตาลีอย่างที่เคยรู้มาว่าผู้หญิงไทยจำนวนมากสมรสกับชายตะวันตก จนเมื่อได้เห็นหน้าตาผิวพรรณที่ดูเป็นไทยแท้ของเธอ ประกอบกับสำเนียงการพูดที่ไม่มีเค้าของการมีพ่อหรือแม่เป็นเจ้าของภาษาเลย เขาก็โยนความเข้าใจนั้นทิ้งเสีย 

“เธอเป็นคน ‘ตายลานเดเซ่’ ใช่มั้ย”  

“ซิ” อลิสาตอบรับเพราะจับใจความได้ว่าเขากำลังถามเธอว่าเป็นคนไทยใช่หรือไม่ คำตอบรับและปฏิเสธพื้นฐานอย่าง ‘ซิ’ กับ ‘นอ’ เป็นบทสนทนาง่ายๆที่เธอเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกที่เรียนภาษานี้ ซึ่งเธอยึดถือคติเดิมเสมอมาว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะยิงคำถามอะไร เธอจะตอบ “ซิ” ไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายยาว 

“เคยเรียนอิตาเลียนมาก่อนหรือเปล่า” อาจารย์ถามเร็วขึ้น 

“ซิ” เธอตอบตามเดิม พยักหน้าหงึกหงัก 

“เคยเรียนภาษาอิตาเลียนมาแล้วกี่ปี”    

“ซิ” นิสิตหญิงตอบรับอีก คราวนี้เธอได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะ 

“ฉันถามให้เธอตอบมาเป็นระยะเวลา ไม่ใช่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่” เขาชี้แจงอย่างสมคะเน จากประสบการณ์การสอนที่มหาวิทยาลัยนี้มานานกว่ายี่สิบปีของ เขาเจอลูกศิษย์มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนแล้วที่พูดได้งูๆปลาๆ แล้วอาศัยตีเนียนตามน้ำตอบรับไปโดยที่ฟังคำถามไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ 

“หนูหมายความว่า...สองปีค่ะ” เธอแก้ตัวอ้อมแอ้ม 

“ไหน แนะนำตัวเองให้ฉันรู้จักหน่อยซิ”  

“หนูชื่อ อลิสา บุญประยูร มาจากตายลานเดียค่ะ เรียนอิตาเลียนเป็นวิชาเอกที่มหาวิทยาลัยของหนู ตอนนี้เรียนมาได้สองปีแล้ว...” 

“แล้วทำไมถึงมาเรียนภาษาอิตาเลียน”  

“หนูชอบประเทศอิตาลี...” ประโยคนั้นเธอยังตอบไม่ทันจบดี ผู้ทดสอบก็ยกนิ้วชี้ขึ้นและส่ายไปมาอย่างยั่วล้อ 

“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ตอบฉันให้ชัดเจนนะอาลิซ่า เธอชอบประเทศอิตาลี หรือว่าเธอชอบหนุ่มๆอิตาเลียนกันแน่น่ะ”    

“ชอบประเทศอิตาลีสิคะ” ผู้อ่อนวัยยิ้มแหยๆ ใจประหวัดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ตนเพิ่งฮึ่มๆกับหนุ่มอิตาเลียนจอมวางมาดมาหยกๆ  

“เอาล่ะ ทีนี้มาเข้าเรื่องของเรากันเถอะ” อาจารย์ที่เธอตั้งสมญาในใจให้ว่า ‘อาจารย์ไอน์สไตน์’ เลื่อนข้อสอบบนโต๊ะมาให้ดู “เท่าที่ฉันได้ดูข้อสอบของเธอคร่าวๆ ดูเหมือนเธอจะเรียนไวยากรณ์อิตาเลียนชั้นสูงมาแล้วหลายอย่าง ฉันเลยคิดว่าทีมงานตรวจข้อสอบของเธอจัดให้เธอเรียนในระดับต่ำเกินไป” 

อลิสามองเห็นเครื่องหมายวงกลมที่ช่อง B1 ในกระดาษแผ่นนั้น 

“ฉันจะเลื่อนชั้นให้เธอไปเรียน B2 เธอคิดว่าดีไหม” 

รูม่านตาของเด็กสาวจากดินแดนแห่งรอยยิ้มขยายกว้างจนเหลือกลาน ความตื่นเต้นและความปลื้มปีติไหวระริกอยู่ในตาคมคู่นั้น อลิสารู้สึกว่าตัวเองหูอื้อไปชั่วขณะ ไม่อยากเชื่อว่าที่อาจารย์เสนอมาจะเป็นความจริง 

“อาจารย์พูดจริงหรือคะ” เธอถามทั้งที่ไม่คลายจากอารมณ์ดังกล่าว 

“ก็จริงน่ะสิ ฉันจะโกหกเธอทำไม” ‘อาจารย์ไอน์สไตน์’ ยืนกราน 

“ดีสิคะ” เธอละล่ำละลัก “กรัซซีเย มิลเล…ขอบคุณมากๆเลยค่ะ” 

อลิสา บุญประยูร เขม้นมองอาจารย์ผมขาวจรดปากกาหมึกซึมลงบนกระดาษแผ่นนั้นเพื่อขีดฆ่า B1 และเปลี่ยนไปวงรอบ B2 ด้วยใจเต้นโครมคราม คำพูดที่ว่ารุ่นพี่ของเธอส่วนมากจะสอบได้ A2 และ B1 พรูพรั่งออกมาจากห้วงสำนึก สุดจะเชื่อได้ว่านิสิตที่มีผลการเรียนระดับกลางๆของเอก อีกทั้งไม่เคยเป็นเด็กแลกเปลี่ยนอิตาลีอย่างเธอ จะมาได้ไกลกว่าบรรดารุ่นพี่เหล่านั้นเสียอีก       

นิสิตชาวไทยย่างเท้าออกห้องสอบด้วยท่าทางที่แสดงถึงความตื้นตันไม่หาย สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อตั้งสติได้คือหยิบมือถือโทรหาครูวัฒน์ 

ความคิดเห็น