facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 140 ความลับของข้า...

ชื่อตอน : ตอนที่ 140 ความลับของข้า...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 207

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2563 00:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 140 ความลับของข้า...
แบบอักษร

ตอนที่ 140

 

ซุน ดวงตาเจิดจรัสขึ้นมีประกายสายฟ้าในดวงตา... เคล็ดวิชาเพลงทวนอัสนีฟ้า แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเคล็ดวิชาของสำนักสายลมประจิม ทว่ามันกลับเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่แพร่พราย ต่อให้นำออกมาใช้ก็ยากที่จะมีใครเชื่อมโยง เหตุก็เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ไม่มีผู้ฝึกมันเลยแม้แต่คนเดียว!! 

 

ซึ่งสาเหตุมาจากการใช้เคล็ดวิชานี้ จำต้องมีพื้นฐานปราณอัสนีเป็นที่ตั้ง จึงจะเกิดการผสานขับขานเป็นเพลงทวนในภายหลัง แน่นอนว่าพอเป็นเคล็ดวิชาที่ต้องใช้ทักษะจากทั้งสองแผนกวรยุทธที่แบ่งแยกชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมิใช่เรื่องง่ายที่ผู้ใดจะฝึกสำเร็จ อีกทั้งผู้ใช้ปราณอัสนีก็หาได้ยากยิ่ง กลุ่มคนเหล่านั้นก็มักจะมุ่งเน้นไปที่เคล็ดวิชาปราณธาตุ ผลักดันให้ไปจนถึงระดับสูงสุดเสียมากกว่า 

 

ซุน มีคุณสมบัติที่พร้อมสรรพในการฝึก จึงไม่ลังเลที่จะหยิบยกเอาเคล็ดวิชานี้มาฝึกฝน ผสานเพลงศาสตราเข้ากับปราณธาตุอย่างสมบูรณ์ ก่อเกิดพลานุภาพเกรียงไกรไร้ขีดจำกัด เสียงอัสนีดังเปรี๊ยะ ๆ แล่นผ่านและห่อหุ้มทวนยาว เพียงแค่จดจ้องยังดูครั่นคร้ามสะท้านสะเทือน 

 

ไป๋หู่จิวหรง จิตใจสั่นไหว เผยดวงตาที่ลุกโชนเป็นประกายตื่นเต้น... 

“นอกจากเพลงขวานอันทรงพลังนั้นแล้ว ยังมีเพลงทวนอัสนีที่น่าสะพรึงเช่นนี้ด้วยหรือ!! ขอบเขตด้านพรสวรรค์ในการฝึกฝนของ ซุน อยู่ที่ใดกัน!!” 

 

แม้แต่ มู่เจี้ยน ยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ รังสีศาสตราที่แผ่ล้นออกมา เต็มไปด้วยความโบราณเก่าแก่ จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ต้องสาปเด่นชัดมาก ทั้งยังเกื้อหนุนพอกพูนจนรู้สึกราวกับว่า ซุน เป็นหนึ่งเดียวกับทวนยาวเล่มนั้นจริง ๆ 

 

สมาชิกหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์รุ่นเยาว์อีกหลาย ๆ คน รวมไปถึง โจวคุนหมิง และ ตู้เจี่ยเลี่ย ที่พ่ายแพ้ไปเมื่อวาน ยังหนังศีรษะด้านชาเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ทั้งสองใช้เวลาตลอดทั้งคืนหาทางรับมือขวานศิลาเช่นเดียวกัน หมายมั่นจะล้างแค้นที่พ่ายแพ้ไปเมื่อวาน...  

 

เมื่อยามที่ ซุน ก้าวเข้าไปในลานประลองม่านแสง ทั้งสองคนก็ล้วนลังเลใจที่จะก้าวออกไปเช่นกัน แต่เมื่อเห็น เฉิงมู่ และ อีกสองคนทะยานร่างพุ่งออกไปก่อน ทั้งสองจึงต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้... 

 

ซึ่งพอได้มาเห็นว่า ซุน เปลี่ยนชนิดศาสตราที่ใช้ในการประลอง กลับรู้สึกโชคดียิ่งนัก ที่พวกตนมิได้ก้าวออกไปในตอนแรก มิเช่นนั้นภาพความอเนจอนาถของเมื่อวันวาน คงหวนย้อนกลับมาอีกครั้งเป็นแน่ หรืออาจจะย่ำแย่ยิ่งไปกว่าเดิม!! 

 

ผู้น่าสงสารมากที่สุดในตอนนี้ เห็นทีจะเป็น เฉิงมู่!! การทะยานก้าวเข้ามาเป็นคนแรกสุด เพียงเพราะความมั่นใจต่อกลยุทธที่จัดเตรียมไว้ และยังเป็นการวางเงินเดิมพันที่ต่ำที่สุดของวันนี้ กลับกลายเป็นความผิดพลาดที่น่าเจ็บปวดใจที่สุด 

 

แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ไหนเลยที่จะสามารถถอยหลังกลับโดยไม่เสี่ยงเผชิญหน้า เฉิงมู่ แผดเสียงคำรามดังก้องไปสี่ทิศ ปลุกขวัญและพลังใจในการต่อสู้มิให้ถูกกลืนกินโดยภาพลักษณ์ที่ ซุน แสดงออกมา 

 

“ข้าไม่กลัวเจ้า!! ป้ายรับรองสิทธิ์จะต้องเป็นของข้า!!”  

 

เฉิงมู่ ระเบิดท่าร่างห้อทะยานเข้าหา ซุน ด้วยใจฮึกเหิม ขวานในมือสั่นไหวจากการแทรกซึมลมปราณปกคลุม เปล่งรังสีดุดันอยู่ไม่น้อย การตวัดแกว่งขวานใหญ่ก่อเกิดเป็นความรุนแรง เพียงพอจะบดภูผาล้างผืนป่าในกระบวนท่าเดียว 

 

“เพลงขวาน กังวานสยบภูผา!!” 

 

ซุน หดนัยน์ตาแคบลงเล็กน้อย จับทวนยาวด้วยสองมือขับขานเคล็ดวิชาทวนอัสนีฟ้า พลางเสือกแทงทวนออกไปข้างหน้า ก่อเกิดเป็นเงาทวนอัสนีแยกออกเป็น 5 สาย จริงลวงไม่ชัดเจน ปลายทวนทั้ง 5 ยังงุ้มลงโค้งงอ ดุจกงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ 5 เล็บแหลมคม 

 

“เพลงทวนอัสนีฟ้า กงเล็บพยัคฆ์ฉีกนภา!!” 

 

ตูม!! 

 

การปะทะรุนแรงไร้ที่เปรียบ เพลงขวานของ เฉิงมู่ มิได้อ่อนด้อยแม้สักนิด แต่ทว่ามันกลับทำลายหักล้างได้เพียงแค่ 1 ใน 5 สายของปลายทวนที่พุ่งเข้ามาเท่านั้น!! อีก 4 สายที่เหลือระเบิดพลังฉีกกระชากรุนแรงราวเทพพยัคฆ์ตะปบ อาภรณ์มือปราบฉีกขาดเป็นผ้าขี้ริ้ว ทั้งยังเฉือนหนังเรียกโลหิต แต่ขณะเดียวกันก็เกิดเป็นรอยไหม้ดำจากปราณอัสนี ความแสบสันสะท้านไปทั้งเรือนกายของ เฉิงมู่ 

 

จากเสียงคำรามฮึกเหิมของ เฉิงมู่ ก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งดิ้นพล่าน จากปราณอัสนีที่เผาไหม้ผิวหนังบางส่วน แม้ว่าปลายทวนเล่มนี้จะไร้คม แต่พอมันถูกห่อหุ้มด้วยปราณอัสนีก็สามารถฉีกกระชากทุกสิ่ง ด้วยความร้อนจากปราณอัสนีอันเข้มข้น 

 

ในจังหวะสุดท้ายก่อนกระทบร่าง ทุกคนเห็นได้ชัดว่า ซุน ออมมือโดยการเบี่ยงปลายทวนให้เฉือนเพียงแค่ผิวหนังบาง ๆ ด้านนอก มิเช่นนั้นกระบวนท่านี้ยังเพียงพอจะสังหาร เฉิงมู่ ได้ด้วยซ้ำ!! 

 

รอบด้านเงียบกริบไร้ซุ่มเสียง มีเพียงเสียงร้องโหยหวนของ เฉิงมู่ ที่ดังระงมหลายอึดใจกว่าจะนิ่งสงบ เหล่าผู้ชมโดยรอบสูดลมหายใจลึกยาว แต่กลับลืมวิธีการถอนหายใจเพราะความตื่นเต้นจากสิ่งที่เห็น ความแข็งแกร่งของ ซุน บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามิใช่เพียงแค่พละกำลัง แต่รวมไปถึงทักษะควบคุมลมปราณที่เหนือชั้น ทั้งยังเพลงยุทธที่ล้ำเลิศ 

 

“เฉิงมู่ หมดสภาพสู้ต่อ... พาตัวออกมา...” ไป๋หู่จิวหรง ประกาศขึ้น ดวงตาของนางสุกประกายคล้ายตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าการเอาชนะ เฉิงมู่ ในการปะทะเดียวเช่นนี้ นางเองก็ทำได้ หรือผู้โดดเด่นทั้งสามข้างกายนาง ก็ทำได้เช่นเดียวกัน... 

 

ทว่าการจะทำให้ออกมาดูตื่นตาตื่นใจเช่นนี้นั้น มิใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้... ซุน แสดงให้เห็นแล้วว่าเก่งกาจรอบด้าน ความสามารถและพรสวรรค์ยังไร้ที่ติ บัดนี้เหล่าสมาชิกรุ่นเยาว์หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ต่างก็สำลักลมหายใจ ความรู้สึกเป็นปกปักษ์ไม่ยอมรับในตัว ซุน เลือนหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ รู้ตัวอีกครั้งก็พลันมีความรู้สึกชื่นชม และริษยาในพรสวรรค์จนไม่อาจอธิบายเป็นถ้อยวาจา...  

 

เมื่อร่างของ เฉิงมู่ ผู้อนาถที่สุดในหมู่ผู้ท้าชิงที่ผ่านมา ถูกหิ้วร่างพาไปรักษาตัว ซึ่งบาดแผลนั้นมิได้ใหญ่โตอะไร แต่เพราะความร้อนจากรอยไหม้จึงทำให้ดูน่าสังเวชใจเช่นนี้ และเมื่อ เฉิงมู่ พ่ายแพ้ ผู้ที่สั่นสะท้านมากที่สุด คงหนีไม่พ้นอีกสองลำดับที่จะขึ้นประลองแทน ทั้งสองคนเผลอตัวก้าวถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด 

 

ทว่าจังหวะนั้น ดวงตาของ ไป๋หู่จิวหรง ก็ฉายความไม่พอใจอย่างที่สุด ตวาดเสียงลั่นดังขึ้น... 

“ในฐานะสมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์ที่ทรงเกียรติ เมื่อก้าวสู่สนามรบแล้วย่อมไม่อาจถอยกลับ!! หากพ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งย่อมไม่มีใครกล้าครหา แต่หากหลบหนีการต่อสู้เพียงเพราะความหวาดกลัว ถือเป็นการหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีของทุกคนในหน่วยเรา!!” 

 

เมื่อ ไป๋หู่จิวหรง ลั่นวาจา สายตาของเหล่าสมาชิกทั้งหมดล้วนคมกล้าดุดัน เพ่งมองมายังทั้งสองคนที่บัดนี้ต้องชะงักงันไม่กล้าถอยอีก ยามนี้ทั้งคู่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รู้สึกว่าตนนั้นโชคร้ายยิ่งนัก สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายเงินเดินพัน และโดดลงสนามเพื่อรับความพ่ายแพ้... 

 

เพียง 2 วัน ใน 6 การประลอง ฝีมือของ ซุน กลายเป็นที่ประจักษ์ไม่มีใครเคลือบแคลงอีกแล้ว แม้ว่าลึก ๆ ไป๋หู่จิวหรง ยังอยากเห็นฝีมือของ ซุน มากไปกว่านี้อีก ทว่ายอดเดิมพันก็สูงล้ำหลายล้านเหรียญทอง เกินกำลังที่ระดับผู้เยาว์จะจ่ายไหวไปแล้ว 

 

ซึ่งจากการประเมินเท่าที่เห็น ซุน มีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลาง... และชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางในหมู่ผู้เยาว์ ก็มีเพียงผู้โดดเด่นทั้งสามคนข้างกายของนางเท่านั้น ซึ่งทั้งสามคนก็จะต้องขึ้นประลองใหญ่ครั้งนี้ด้วย จึงไม่เหมาะที่จะลงไปประมือกับ ซุน ณ ตอนนี้... 

 

“พรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่า กังเฉิง เลย หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป... เหตุใดคนเช่นนี้จึงเพิ่งจะมาปรากฏตัวได้กันนะ...” เปียวเฟิงหง หนึ่งในสามผู้โดดเด่น เอ่ยขึ้นแผ่วเบา 

 

“ฝีมือระดับนี้ หากไม่มีขุมกำลังใดอยู่เบื้องหลัง สมควรอย่างยิ่งที่จะดึงเข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ของเรา รับใช้ราชวงศ์ไป๋หู่...” จ้านเซี่ยวหลง ผู้โดดเด่นอีกคนกล่าวเสริม 

 

“พอได้เห็นกับตาเช่นนี้แล้ว องค์รัชทายาท ทรงมีสายพระเนตรที่เฉียบคมยิ่งนัก ถึงได้ให้ป้ายรับรองสิทธิ์กับเด็กหนุ่มผู้นี้...” กงซุนฉี ผู้โดดเด่นอีกคนยังอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น ให้ความเลื่อมใสของ ไป๋หู่จิวหรง อย่างออกนอกหน้า 

 

ไป๋หู่จิวหรง หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา เพราะแท้จริงแล้ว นางเพียงแค่เชื่อในคำพูดของ มู่เจี้ยน เท่านั้นเอง จึงยอมมอบป้ายรับรองสิทธิ์ให้กับ ซุน ไป แต่ในเมื่อนางถูกเข้าใจด้วยความชื่นชมเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ... 

 

“เอาเถอะ อย่างน้อยในการประลองใหญ่ครั้งนี้ พวกเราก็จะได้เห็นม้ามืดปรากฏตัวขึ้นแล้ว พวกเจ้าทั้งสามคนก็ระวังตัวไว้เถอะ หากในสายประลองต้องเจอกับ ซุน ขึ้นมา ต่อให้เอาชนะได้ ก็คงจะบาดเจ็บกลับไปไม่น้อย รอบต่อไปก็คงจะพ่ายแพ้ตามลำดับ เช่นนั้นก็คงภาวนาอย่าได้ให้เจอ ซุน ตั้งแต่ในรอบแรก ๆ ก็แล้วกัน...” 

 

ทั้ง 4 ที่มีสิทธิ์เข้าประลองใหญ่ ต่างก็พากันมอง ซุน ด้วยสายตาที่ชื่นชม ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นคู่มือที่มีเกียรติสมศักดิ์ศรี และจะไม่รู้สึกแย่เลยสักนิดหากต้องพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ ประจักษ์แจ้งต่อฝีมือที่อีกฝ่ายได้แสดงให้เห็น... 

 

ไป๋หู่จิวหรง ลุกยืนขึ้นโบกมือเป็นสัญญาณออกคำสั่ง ทำให้สมาชิกระดับผู้เยาว์ในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ทั้งหมด รวมถึง ซุน ต้องคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม... 

“เรื่องการประลองท้าชิงที่เกิดขึ้นมาตลอดสองวันนี้ ข้าไม่อนุญาตให้มีใครแพร่งพรายออกไปยังด้านนอก เพราะถือเป็นความลับภายในหน่วยของเรา และตอนนี้ทุกคนก็น่าจะยอมรับในเรื่องป้ายรับรองสิทธิ์ของ ซุน กันแล้ว  

 

อีก 5 วันจะถึงงานประลองใหญ่ หน่วยของเรามีสมาชิก 4 คน ซึ่งร่วมตัวข้าเองด้วย ที่มีโอกาสได้ขึ้นไปประลอง ดังนั้นสมาชิกทุกคนที่ไม่มีโอกาส จะต้องช่วยฝึกฝนในด้านการฝึกฝนเพื่อเป็นเกียรติภูมิของหน่วยเรา 

 

ส่วน ซุน ข้าจะขอแต่งตั้งให้เข้าเป็นสมาชิกพิเศษชั่วคราวช... และเพื่อชดเชยเรื่องที่ในหน่วยของเราเคยครหาว่าร้ายกับ ซุน ในเรื่องป้ายรับรองไม่เหมาะสมก่อนหน้านี้ จะตอบแทนด้วยการช่วยฝึกฝน ซุน มิต่างสมาชิกหน่วยเดียวกัน พวกเจ้าทุกคนตกลงหรือไม่!!” 

 

“รับบัญชา!!” เสียงตอบรับของทุกคนดังกระหึ่มขึ้นทันที 

 

ไป๋หู่จิวหรง จัดการเรื่องราวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังยัดเยียนตำแหน่งสมาชิกพิเศษชั่วคราวให้กับ ซุน โดยที่เจ้าตัวย่อมมิอาจปฏิเสธ เพราะยังต้องพึ่งบารมีหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ในการหลบซ่อนตัวในวังหลวง 

 

แน่นอนว่า ไป๋หู่จิวหรง นางมีเป้าหมายลึก ๆ อยากจะดึง ซุน เข้ามาในหน่วยนี้ ทว่าหากนางเอ่ยออกไปตรง ๆ ก็ดูจะไม่เป็นการดีนัก เพราะนางมิชอบการบังคับขืนใจผู้ใด เว้นเสียแต่ว่า ซุน จะรู้สึกผูกพันเกิดพันธะในใจจากความสัมพันธ์เล็ก ๆ ในช่วงเวลานี้ และยอมเข้าหน่วยด้วยตนเอง... 

 

หลังจากมีคำสั่งออกมา และ ซุน ก็ได้แสดงฝีมือจนทุกคนในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ให้การยอมนับ ก็เริ่มมีสมาชิกหน่วยเข้าหาและมาทำความรู้จักกับ ซุน มากยิ่งขึ้น หลายคนเผยความเลื่อมใสออกมาอย่างชัดเจน ทั้งที่พื้นฐานลมปราณของ ซุน ต่ำกว่าสมาชิกเกือบทั้งหมดในหน่วย แต่กลับแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้เยาว์ชั้นแนวหน้า มีใครบ้างไม่อยากทราบเส้นทางการฝึกฝนที่ล้ำเลิศเช่นนี้ 

 

หลายคนจึงเอ่ยปากคาดคั้น อยากทราบที่มาของความแข็งแกร่ง 

 

ซุน กระแอมไอเบา ๆ ฉุกคิดบางอย่างก่อนจะเริ่มกล่าวขึ้น... 

“อันที่จริง... ข้ามีวิธีการดี ๆ ที่ช่วยเพิ่มพูนร่างกายให้กระชับกระเฉง สามารถฝึกฝนล้ำลึกได้เกินขอบเขตความน่าจะเป็น สร้างเส้นทางการฝึกที่แตกต่าง แต่ส่งผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงขึ้นมาได้ บอกตามตรงว่านี่เป็นความลับของข้าเชียวนะ!! 

 

แต่เพราะเห็นแก่น้ำใจที่พวกท่านหยิบยื่น ให้การช่วยเหลือข้าฝึกฝน ทั้งยังส่งมอบไมตรีล้ำค่าที่น่าซาบซึ้งใจ ทำให้ข้านั้นรู้สึกติดค้างพวกท่าน ข้าจึงอยากจะแนะนำกับพวกท่านทุกคน ให้ได้สัมผัสถึงความเคลิบเคลิ้มเผลอไผลไปกับความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูน...” 

 

ซุน เอ่ยพรรณนาออกมาอย่างไม่ติดขัด แน่นอนว่าเมื่อหลอมรวมเข้ากับภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของ ซุน ก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนย่อมใจเต้นระส่ำ มีความสนอกสนใจเป็นที่ตั้ง!! แม้แต่ โจวคุนหมิง สมาชิกหน่วยคนแรก ๆ ที่เป็นตั้งตนเป็นศัตรูกับ ซุน ตั้งแต่ยังไม่พบหน้า บัดนี้ยังแทรกฝูงสมาชิกเข้ามาเพื่ออยู่ด้านหน้าสุด มีดวงตาที่เจิดจรัสใคร่รู้... 

 

“เจ้ามีวิธีการอะไรดี ๆ เป็นความลับ งั้นหรือ?!” 

 

ซุน เผยรอยยิ้มเขินอายขึ้นมาจาง ๆ ก่อนจะหยิบเอา เต้าสุราเต้าหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ... 

“นี่ยังไงความลับของข้า... เห็นแก่ที่พวกเราคนกันเอง ข้าจะยอมขายสุราลมปราณคุณภาพคับเต้านี้ ให้พวกท่านในราคาย่อมเยา รับรองว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หากติดใจขึ้นมาขอเพียงมีเวลา ข้ายังหามาเพิ่มให้พวกท่านได้อีก!!” 

 

………………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว