facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 139 ยิ่งต่อสู้ ยิ่งแข็งแกร่ง!!

ชื่อตอน : ตอนที่ 139 ยิ่งต่อสู้ ยิ่งแข็งแกร่ง!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2563 16:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 139 ยิ่งต่อสู้ ยิ่งแข็งแกร่ง!!
แบบอักษร

ตอนที่ 139

 

หลังเอาชนะ ตู้เจี่ยเลี่ย ยังมีผู้หาญกล้าอีกคนที่เข้าท้าชิง... แต่ก็ถูกสยบราบคาบลงด้วยเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ท่ามกลางสายตานับร้อยเฉกเช่นเคย แต่ด้วยความที่ผู้ท้าชิงคนที่สามนี้ รีบประกาศขอยอมแพ้หลังจากระเบิดความสามารถทั้งหมดออกไปใน 5 กระบวนท่า ไม่กล้าเสี่ยงตะบี้ตะบันเกินควร หวั่นใจว่าจะมีสภาพอนาถเฉกเช่น ตู้เจี่ยเลี่ย ที่เวลานี้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใครด้วยซ้ำ... 

 

การท้าทายวันแรกจบสิ้นลง แน่นอนว่ายังมีอีกหลายคนที่คิดจะขึ้นท้าชิงชัย เพราะป้ายรับรองสิทธิ์มันช่างเย้ายวนใจ มิต่างโอกาสเบิกทางสู่การสร้างชื่อเสียงในยุทธภพ... ทว่าหลังจากเห็นพลังของ ซุน ที่ทุกคนต่างคิดเป็นไปในทางเดียวกันว่า ซุน มีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและทรงพลังมาก ต่อให้พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางก็ยากที่จะเปรียบวัด ซึ่งพอมันหลอมรวมเข้ากับขวานศิลา มันจึงเป็นทักษะที่น่ากลัวที่สุด 

 

ทว่าก็มิใช่จะไร้จุดอ่อน... ในยุทธภพยังมียอดฝีมือมากมายที่ฝึกฝนร่างกายกล้ามเนื้อจนแข็งแกร่งเทียบเท่าสัตว์อสูร แต่ก็ยังมีกลวิธีเอาชนะอยู่อีกไม่น้อย ขอเพียงไม่เข้าไปเผชิญหน้าตรง ๆ ดังนั้น การประเมิน ซุน ในวันแรก ทำให้ทุกคนเลือกที่จะกลับไปคิดหาหนทางเอาชนะ หากมีความมั่นใจย่อมกล้าที่จะเข้าท้าชิงในวันพรุ่ง... 

 

ซึ่งทุกคนหารู้ไม่ว่านั่นคือสิ่งที่ ซุน ต้องการจะแสดงมาแต่แรกแล้ว... การประลองในวันแรกนี้ ซุน จงใช้ไม่ใช้ท่าร่าง ไม่ใช้วรยุทธอื่นใด หรือแม้แต่ปราณธาตุใด ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจภายใต้การมองเห็น ว่า ซุน มีเพียงพละกำลังและพื้นฐานร่างกายที่สูงล้ำเพียงอย่างเดียว 

 

ในสายตาของผู้ที่รับชม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถประเมินได้ว่า ซุน เก็บงำความสามารถอีกมากมายเอาไว้... แต่แน่นอนว่ากลุ่มคนที่ประเมินแตกฉานเหล่านั้น โดยมากจะมิใช่ชนชั้นผู้เยาว์ในหน่วย แต่เป็นเหล่ามือปราบระดับสูง ไม่ก็หัวหน้าหน่วยที่มากไปด้วยประสบการณ์ในยุทธภพ และบังเอิญผ่านมาพบเห็น... ซึ่งก็ไม่มีใครคิดจะเข้ามายุ่มย่ามกับความวุ่นวายของกลุ่มผู้เยาว์ ลำพังงานของคนเหล่านี้ก็ล้นมืออยู่แล้ว... 

 

แม้ มู่เจี้ยน จะเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วย แต่ความแข็งแกร่งก็จัดอยู่ในระดับกลาง ๆ ของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์เท่านั้นเอง เป็นหัวหน้าหน่วยที่ควบคุมเฉพาะภายในกลุ่มผู้เยาว์...  

 

ทว่าสังกัดหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ยังมียอดฝีมือระดับสูง และมือปราบอาวุโสอยู่อีกไม่น้อย ที่แตกละคนล้วนเป็นขุมกำลังหลักของ ราชวงศ์ไป๋หู่ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผู้เยาว์ในสังกัดตรง ๆ ปล่อยให้เต็มโตไปตามลำดับขั้นที่สมควร 

 

ซุน ได้เข้ามาพักในเรือนเดียวกับของ มู่เจี้ยน ดังนั้นด้านความปลอดภัยจึงหายห่วงไร้กังวล... ภายในคืนนั้น ซุน ได้เข้าฌานสมาธิ ทบทวนเคล็ดวิชาต่าง ๆ ที่เผชิญหน้ายามประลอง เปรียบวัดชั่งน้ำหนักกับเคล็ดวิชาของสำนักสายลมประจิม ได้ข้อสรุปว่าเคล็ดวิชาของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์นั้นแข็งแกร่งจริง ๆ เทียบเท่าเคล็ดวิชาระดับสูงที่เหล่าศิษย์หลักฝึกฝน  

 

แม้ภายนอกจะเหมือนว่า ซุน กำราบคนเหล่านั้นได้ชะงักงัน แต่แท้จริงแล้วมันเกิดจากการที่ ซุน ก็ใช้เคล็ดวิชาระดับสูงจากตระกูลซ่งเช่นเดียวกัน ทั้งยังมีการเกื้อหนุนจากพื้นฐานร่างกายที่แตกต่าง ผลลัพธ์จึงดูคล้ายจะออกมาดี... แต่ลมปราณภายในของ ซุน ก็ปั่นป่วนอยู่ไม่น้อย การจะคงสภาพที่ยังดุดันสมบูรณ์เช่นนั้น ก็ถูกจำกัดเพียงแค่ 3 รอบประลองเท่านั้นเอง หากมีรอบที่ 4 และ รอบที่ 5 ผลลัพธ์อาจจะไม่ออกมาน่าครั่นคร้ามเช่นที่เห็น... 

 

“เส้นทางในยุทธภพช่างกว้างไกลไร้สิ้นสุด เคล็ดวิชาทั้งหมดล้วนไม่มีเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์แบบ ต่างก็มีจุดอ่อนจุดแข็งทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าผู้ใช้จะปกปิดจุดอ่อน และยกจุดแข็งขึ้นมาได้มากเพียงใด... ยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งเข้าใจมาก ยิ่งเข้าใจมากก็ยิ่งแข็งแกร่งมาก!!” ซุน เผยแววตาเจิดจรัสคล้ายรู้แจ้งสัจจะธรรมแห่งวรยุทธขึ้นไปอีกขั้น 

 

วงจรแห่งความซ้ำซ้อน แสวงหาความสมบูรณ์ ก่อเกิดขึ้นอีกครั้ง สร้างนิมิตการต่อสู้ในวันนี้ซ้ำซ้อนไปมาจนเกิดเป็นกระแสลำธารเพิ่มพูนประสบการณ์จากความทรงจำ ยิ่ง ซุน ใช้วงจรเช่นนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งปรากฏความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น ทดแทนการอ่อนประสบการณ์ของตนเอง ที่ยังเดินบนเส้นทางสายยุทธภพได้ยังไม่ถึง 1 ปี 

 

ภายใต้นิมิตจากวงจรซ้ำซ้อนเวลานี้ ซุน อาจมีประสบการณ์ต่อสู้ มากยิ่งไปกว่าเหล่าผู้เยาว์ที่ฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่แบเบาะแล้วด้วยซ้ำไป แต่แน่นอนว่าประสบการณ์ที่สร้างมาจากนิมิต ย่อมมีขอบเขตแตกต่างไปจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น เพราะมันจึงมิอาจแตกแขนงได้มากไปกว่าภาพประสบการณ์จริงที่ได้รับมา  

 

ทำได้เพียงเพิ่มพูนความเฉียบคม...  

แต่มิอาจเพิ่มพูนด้านไหวพริบ... 

 

หากเผชิญหน้ารูปแบบการต่อสู้เก่า ๆ ซุน จะมีความได้เปรียบมาก ประหนึ่งสั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชนแล้ว... ทว่าหากเป็นรูปแบบการต่อสู้ใหม่ ๆ ซุน ก็ยังจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอดตนเองในสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 

 

“ยิ่งต่อสู้มาก ยิ่งแข็งแกร่งมาก!!” ดวงตาของเด็กหนุ่มมีประกายฮึกเหิม 

 

วันที่สอง...  

 

หลังจาก ไป๋หู่จิวหรง ออกมาหน้า ขอเลื่อนการเข้ายืนยันตัวตนของ ซุน กับทางแผนกส่วนกลางในการประลอง แน่นอนว่าเมื่อองค์รัชทายาทอย่างนางออกหน้า โดยให้เหตุผลว่าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์กำลังตรวจสอบคุณสมบัติความพร้อมของ ซุน... ทางแผนกส่วนกลางแม้จะกระอักกระอ่วนในเรื่องที่ผู้เข้าประลองคนสุดท้ายยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่เมื่อ ไป๋หู่จิวหรง ถลึงตาใส่ คนของแผนกส่วนกลางก็หมดสิ้นคำพูด ได้แต่น้อมรับฟัง... 

 

ซึ่งที่นางยอมออกหน้าเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะนางยังอยากเห็นความสามารถของ ซุน อีกสักระยะ หากรอชมเฉพาะที่การประลองใหญ่ เกิด ซุน โชคไม่ดี ต้องไปเผชิญหน้ากับอัจฉริยะรุ่นเยาว์เสียตั้งแต่รอบแรก ๆ นางอาจพลาดที่ได้เห็นการต่อสู้ในรูปแบบที่แตกต่างเช่นนี้อีก 

 

ในใจของนาง แม้จะยอมรับในตัว ซุน ไปแล้ว ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าร่วมการประลอง 32 คนสุดท้าย ทว่านางก็ไม่คิดว่า ซุน จะเหนือล้ำกว่าระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้ง 7 ที่เวลานี้ ตามข้อมูลที่นางรับรู้มา ทั้ง 7 คนได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายไปแล้ว  

 

ทั้งยังมีอัจฉริยะหน้าใหม่ไร้ตำแหน่งอย่าง ลั่วชิงเหอ จากสำนักสายลมประจิม และ ซางกวานเฉิน แห่งพรรคมังกรฟ้า ที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายไปแล้วเช่นกัน ทั้ง 9 คนนี้ ไม่ใช่ระดับที่ ซุน จะสามารถเผชิญหน้าได้จากการคาดคะเนของนาง... 

 

“ซุน... คราแรกข้าก็เห็นว่าวิธีการของเจ้า ที่ใช้การเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้องมันออกจะเกินเลยไปหน่อย ทว่าพอมาคิด ๆ ดูแล้ว การตั้งเงื่อนไขของเจ้าก็นับว่าไม่เลวเลย หลายคนคงชั่งใจและตั้งความหวังเอาไว้ไม่น้อย แต่อีกหลายคนก็เริ่มที่จะให้การยอมรับเจ้าบ้างแล้ว...” ไป๋หู่จิวหรง กล่าวกับ ซุน อย่างเป็นกันเอง นางที่ชื่นชอบในสายวรยุทธ ไม่ค่อยคิดหยุมหยิมจุกจิกเกี่ยวกับเรื่องสถานะอันสูงศักดิ์ของนางเท่าใดนัก 

 

แต่ต่อให้นางมีความเป็นกันเองเช่นนี้ ก็ใช่ว่าคนรอบข้างจะสามารถเห็นนางมีศักดิ์ฐานะเท่าเทียมกันได้ ซุน จึงประสานมือโค้งตัวสุภาพ เอ่ยวาจารักษาระยะห่างกันอีกเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวกลับเข้าไปในม่านแสงอีกครั้ง เพื่อเฝ้ารอว่าวันนี้จะมีใครกล้าท้าชิงป้ายรับรองสิทธิ์อีกหรือไม่... 

 

ทว่าในครั้งนี้ก่อนจะเข้าไปในม่านแสง ซุน ได้หยิบเอาทวนยาวไร้คมเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอาวุธสำหรับฝึกฝนในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์เข้าไปพร้อมกันด้วย สร้างความฉงนใจให้กัน ไป๋หู่จิวหรง และคนอื่น ๆ อีกไม่น้อย... 

 

แน่นอนว่าเมื่อ ซุน แสดงตัวว่าพร้อมเริ่มการประลองท้าชิง... ในกลุ่มผู้เยาว์หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ก็ได้มีคนสามคนที่เฝ้ารอเวลานี้อยู่ก่อนแล้วพุ่งทะยานออกมาในทันที เผยความมั่นใจที่เปี่ยมล้นผ่านสีหน้าและแววตา ราวกับทั้งสามใช้เวลาตลอดทั้งคืนคิดแผนการเอาชนะไว้เรียบร้อยแล้ว... 

 

ทั้งสามมองหน้าสบตากันเล็กน้อย การพุ่งออกมาแม้จะเหมือนว่าพร้อมเพียง แค่ยังมีลำดับก่อนหลังที่ค่อนข้างชัดเจนให้ได้เห็น ดังนั้นอีกสองคนที่ช้ากว่าคนแรก จึงกัดขบฟันด้วยความเจ็บใจที่พลาดโอกาสแรกในส่วนนี้... 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้า เฉิงมู่ คือผู้ท้าชิงคนแรกของวันนี้” เฉิงมู่ เปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม ในมือถือมีขวานใหญ่เล่มหนึ่งแผ่พลานุภาพออกมาน่ากลัว แม้จะไม่ถึงขั้นอาวุธอักขระ แต่ก็นับเป็นขวานโลหะที่ถูกตีขึ้นอย่างละเอียดลออ ประณีตถึงขีดสุด เผยความคมกล้าฉายแวว... 

 

“ด้วยเพลงขวานสะท้านกังวาน... ถือเป็นเคล็ดวิชาที่มีขึ้นเพื่อสยบเพลงขวานด้วยกันอย่างชะงักงัน!! ก่อนหน้านี้ข้าไม่ค่อยได้ฝึกปรือนัก เพราะมันคล้ายเป็นเคล็ดวิชาเฉพาะมากเกินไป แต่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ข้านั้นทบทวนอย่างถี่ถ้วน มาเพื่อพิชิตขวานศิลาของจะ...จะ...เจ้า” ยังไม่ทันได้กล่าวจบประโยค สายตาของ เฉิงมู่ ก็เบิกโพรง เพราะในมือของ ซุน ในเวลานี้ ไม่ใช่ขวานศิลาเฉกเช่นเมื่อวาน แต่เป็นทวนยาวเล่มหนึ่ง!!  

 

ไม่ต้องกล่าวถึง เฉิงมู่ แม้แต่อีกสองคนที่ทะยานร่างหมายท้าชิงในลำดับถัดไป ต่างก็แสดงสีหน้าโง่งม ประหนึ่งพบเจอเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อ... คนหนึ่งถือหน้าไม้ศรโลหะ ตั้งใจจะใช้การโจมตีนอกระยะในการพิชิตขวานศิลา ส่วนอีกคนพกเอาโล่เหล็กข้างหนึ่งและดาบในมืออีกข้างหนึ่ง เสริมการป้องกันไปพร้อมโจมตีตามกลยุทธที่คิดมาตลอดทั้งคืน... 

 

ชัดเจนมากว่าทั้งสามคน วางกลยุทธรับมือขวานศิลามาอย่างเต็มกำลัง!! แต่กลับถูก ซุน ดัดหลัง ไม่ยอมเอาขวานศิลาขึ้นมาต่อสู้!! เลือกที่จะใช้ทวนยามไร้คม อันเป็นอาวุธที่แตกต่างไปจากขวานศิลาอย่างสิ้นเชิง... 

 

ซุน ปริยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะยื่นมือออกมา ตวัดปลายนิ้วเชื้อเชิญ... 

“เข้ามา...” 

 

เฉิงมู่ ใบหน้าอึ้งงัน หนังศีรษะด้านชาไปในทันที เพราะแผนที่เตรียมการรับมือ พังทลายตั้งแต่ยังไม่ริเริ่ม!! สำคัญกว่านั้นด้วยศักดิ์ศรีของตน ท่ามกลางสายตามาสมาชิกหน่วยนับร้อยที่เฝ้ามอง ไหนเลยจะสามารถเลือกถอนตัวออกไปได้!! 

 

เฉิงมู่ กัดฟันดังกรอด... วาดแขนออกไปเพียงครั้ง เหรียญทองจำนวนกว่าแปดแสนเหรียญร่วงกรูออกมาจากแหวนมิติ... 

 

“เป็นไงเป็นกัน!! เจ้านั่นแม้จะมีเพลงขวานอันทรงพลังน่ากลัว แต่ใช่ว่ามันจะเชี่ยวชาญเพลงทวน!! อย่างไรเสียอาวุธทั้งสองชนิดย่อมแตกต่าง ไม่มีทางที่มันจะเชี่ยวชาญทั้งคู่ไปได้!! อีกทั้งทวนในมือของมัน ก็ยังเป็นเพียงทวนไร้คมสำหรับฝึกฝน ของแบบนั้นมันจะแสดงอานุภาพออกมาได้เยี่ยงไร!!” 

 

เฉิงมู่ หอบหิ้วความฮึกเหิมและความเชื่อมั่น พุ่งทะยานเข้าไปภายในม่านแสงสีฟ้า กวัดแกว่งขวานในมือก่อเกิดเป็นรังสีคมอาวุธกระจัดกระจาย บ่งบอกถึงความชำนาญในเพลงขวานระดับหนึ่ง... 

 

ทว่า... พริบตาที่ เฉิงมู่ ก้าวเข้ามาในลานประลองนี้ จิตวิญญาณแห่งทวนจอมทัพ 1 ใน 3 จิตวิญญาณแห่งศาสตราต้องสาปจากสุสาน ก็พรุ่งพรูออกมาครอบคลุมร่างของ ซุน จนดำมือแผ่ไอทมิฬดุจจอมทัพโบราณที่ผ่านศึกโชกโชน รังสีของทวนที่กระจัดกระจายแทบมิด้อยไปกว่า รังสีของขวานเมื่อวานก่อน... 

 

เมื่อมันผสานเข้ากับเคล็ดวิชาเพลงทวนอัสนีฟ้า หนึ่งในเคล็ดวิชาระดับสูง จากหอศาสตราของสำนักสายลมประจิม ซึ่งตัวของ ซุน ก็ใช้เวลานับเดือนฝึกปรือมาอย่างช่ำชอง แผ่พลานุภาพสยบที่แม้จะเป็นทวนไร้คมในมือ ก็ยังสามารถสร้างปราณทวนที่แหลมคมรอบกายขึ้นมาได้ 

 

ดวงตาของ ซุน เผยความเหี้ยมเกรียม ชี้ทวนขึ้นฟ้าเพียงครั้ง เกิดเสียงดังกัมปนาทราวกับอัสนีบาตที่ฟาดผ่าลงมายังพื้นดิน ม่านแสงสีฟ้าสั่นไหวรุนแรง บรรยากาศโดยรอบถูกฉีกกระชากในฉับพลัน 

 

บัดนี้ใบหน้าของ เฉิงมู่ จากที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและเบ่งบานในคราแรก พลันซีดเผือดไร้เลือดฝาด ทั้งใบหน้ายังหดแคบลงเหลือเท่าฝ่ามือ ขนลุกชูชันไปทั้งร่าง จิตวิญญาณกรีดร้องโหยหวน ขวัญกำลังใจกระเจิดกระเจิง 

 

.................................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว