email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 143

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2563 12:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

ลมเย็นโชยชาย ในระหว่างที่รูจมูกบานๆของฝูงหมูพันธุ์ชินต้า เซเนเซ่ สูดดมฟืดฟาดไปตามลานดินอย่างจะเสาะหาเศษอาหารตามธรรมชาติ แต่แล้วในบัดดลที่ประสาทสัมผัสในตัวพวกมันจับได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของก้อนกรวดและพื้นดินที่ยืนอยู่ เหล่าสุกรพันธุ์ดีประจำถิ่นเซียน่าก็รีบแตกฝูงอย่างไม่คิดชีวิต เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนที่ม้าแข่งตัวโตจะโดดผลุงออกมาจากแนวป่าใกล้ๆ พานให้พุ่มไม้ยวบระเนน

เสียงคำรามของม้าตัวนั้นกังวานลั่นในชั้นอากาศ ผสานกับเสียงลงแส้ เสียงเกือกกระทบพื้นดิน รวมถึงเสียงถอนหายใจแรงๆของผู้กุมบังเหียน...ความที่ไม่ได้สวมอานรองนั่ง ทำให้ส่วนล่างของเขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้ออันบึกบึนทุกมัดตลอดจนเส้นขนทุกเส้นของม้าแข่งตัวที่ตนบังคับอยู่ จนชายหนุ่มอดจะหันไปมองฝูงหมูสีดำขาวที่ตนเพิ่งควบผ่านไปด้วยความสะเทือนใจกับเหตุการณ์ในอดีต 

การหัดขี่ม้าหลังเปล่านั้นไม่ง่ายนักสำหรับคนที่เคยขี่บนอานมาแต่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการขี่นั้นเป็นไปเพื่อแข่งขันความเร็ว บ่อยทีเดียวที่เขาควบคุมการทรงตัวไม่ได้ ถูกสลัดตกจากหลังนับครั้งไม่ถ้วน ถูกเหวี่ยงกระเด็นไปนอนจมกองขี้หมูในฟาร์มเปิดแห่งนั้นก็เคยมาแล้ว ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่ทำให้เขาโดนหัวเราะเยาะจากเพื่อนและคู่แข่งหมายเลขหนึ่ง หากยังทำให้เขาต้องบอกลาเสื้อผ้าชุดนั้นไปตลอดกาล เนื่องจากกลิ่นเหม็นของมันช่างรุนแรงเกินจะเยียวยา  

แม้จนบัดนี้เขาก็ยังจำกลิ่นตุๆนั้นได้ดี และพานเสียวไส้จนอยากขย้อนทุกครั้งที่ขี่ม้าผ่านหน้าฟาร์มที่ว่า! 

คนบนหลังม้าคิดเรื่อยเปื่อยไปไกล ฉับพลันความคิดนั้นก็หยุดลงเมื่อส่วนหัวของสัตว์พาหนะพุ่งผ่านต้นไม้ที่ใช้เป็นหลักชัยอย่างปราดเปรียว 

“ทำเวลาได้ดี รอบนี้เธอเป็นผู้ชนะ...”  

แว่วเสียงผู้ฝึกสอนมาจากข้างต้นไม้ต้นนั้น 

“...แต่ก็ยังช้าเกินกว่าจะเป็นผู้ชนะปาลิโอ เพราะคู่แข่งของเธอในวันจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่มีถึงเก้าคอนตราดาที่พร้อมจะแซงเธอเข้าเส้นชัยได้ทุกครั้งที่สบโอกาส ฉะนั้นเธอจะประมาทไม่ได้เลยแม้ชั่วขณะเดียว” 

“ผมทราบดีครับ โปรเฟสซอเร” คนรุ่นลูกรับคำด้วยความชาชิน ถ้อยคำพรรค์นี้เขาได้ยินเป็นประจำทุกครั้งที่ตนมาถึงเส้นชัยก่อนเพื่อน มันกระตุ้นให้เขาคิดอยากปรับตัวให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเขามิให้เหลิงกับชัยชนะในสนามซ้อม “รอบหน้าผมจะทำเวลาให้ดีกว่านี้”  

มุมปากของคนสวมแว่นดำชี้ขึ้นพลางทอดสายตาดูอีกฝ่ายปีนลงจากม้า 

“ถ้าเจ้าซิโมเน่รู้จักคิดอ่านให้ได้สักเสี้ยวหนึ่งของเธอก็คงดี” เจ้าของม้าแข่งรำพึงกับตัวเอง และนึกเสียดายที่ความคิดนั้นส่งไปไม่ถึงลูกศิษย์อีกคน 

 

สายแดดลำแรกของวันเล็มไล้เหล็กดัดหน้าต่างหอพักที่เหมือนม่านกรอง ระบายเงารูปใบดอกลิลลี่ของเหล็กดัดลงบนห้องสี่เหลี่ยมที่สองสาวนอนหลับไหล แสงอาทิตย์จางๆสาดกระทบเปลือกตาของคนเพิ่งนอนที่นี่เป็นคืนแรกอย่างแผ่วเบาราวปลายมือที่แตะต้องอย่างนุ่มนวลจนเธอรู้สึกตัวได้ ทว่าสิ่งซึ่งบังคับให้เธอต้องแข็งใจลืมตาทั้งที่ใจต่อต้าน กลับเป็นเสียงกลองแต๊กที่รัวดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

อลิสาเบิกตากว้างทั้งที่ยังสะลึมสะลือ กลั้นใจไม่ให้แช่งชักคนตีกลองพวกนั้นไม่ไหว ค่าที่มันทำให้เธอผู้เหนื่อยล้ากับการตะลอนๆมาทั้งวันเมื่อวานต้องกลับจากการเฝ้าพระอินทร์ก่อนเวลาอันควร 

“เพิ่งจะหกโมงนิดๆ ส่งเสียงดังกันได้ไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง” สาวไทยเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยภาษาแม่ สองแขนกางออกยืดเส้นยืดสาย 

จะไม่ให้โมโหยังไงไหว พวกพี่แกเล่นกระหน่ำหน้ากลองไม่บันยะบันยังเสียขนาดนี้ ใครหลับต่อได้ก็คงมีแต่คนโดนวางยาเท่านั้นแหละ พุทโธ่พุทถัง ขนาดระฆังทำวัตรเช้าของวัดดังใกล้บ้านยังไม่รบกวนการนอนเท่านี้ 

อลิสาตั้งท่าจะล้มตัวลงนอนอีกที ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดแซงขึ้น 

“เสียงกลองปาลิโอ” รูมเมทซึ่งนอนอยู่อีกมุมห้องบอกเสียงอ้อแอ้ยังกับแปลเสียงบ่นงึมงำเมื่อชั่วครู่ออก “การแข่งปาลิโอใกล้เข้ามาแล้ว คนในคอนตราดาเขาจะเอากลองแต๊กมาซ้อมตีกันทุกเช้า กลางวัน เย็น อย่างนี้แหละ” 

“อ...อ๋อ...อย่างนี้เองหรือ...” อลิสารับคำอย่างนึกไม่ถึงว่าอินซุกจะได้ยิน ประโยคนั้นเธอฟังออกนิดหน่อย คงเพราะกลิ่นเหล้าที่คายคลุ้งออกมาพร้อมลมหายใจของเพื่อนชาวเกาหลีใต้นั้นช่างเหม็นจนกลบเกลื่อนความรับรู้อื่นหมด 

นิสิตใหม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูมเมทของเธอกลับมาถึงห้องตีอะไรเมื่อคืนวานนี้ เพราะหลังจากที่ทั้งสองแยกกันเมื่อกินอาหารกลางวันในร้านอาหารจีนแถวจัตุรัสคัมโปเสร็จ อินซุกชวนเธอไปพบเพื่อน แต่ที่ไหน กับใคร และอย่างไรนั้น อลิสาหาได้สนใจไม่ เธอยังใหม่เกินไป และยังไม่พร้อมจะรู้จักเพื่อนใหม่มากนัก 

“คนไทยเราก็ยังงี้แหละ กลัวคนต่างชาติ กลัวคนแปลกหน้า แล้วเผอิญว่าทั้งสองอย่างนี้รวมอยู่ในคนเดียวกันเมื่อเรามาต่างแดน” คำครูวัฒน์พูดนั้นก้องอยู่ในหูตั้งแต่แรกก้าวเหยียบแผ่นดินรองเท้าบู๊ต ที่ครูพูดมานี่ท่าจะจริง  

อันที่จริงเมื่อคืนเธอก็ตั้งใจจะรอเจอเพื่อนร่วมห้องก่อนนอนอยู่หรอก แต่รอแล้วรอเล่าอีกฝ่ายก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมา จนในที่สุดเธอก็ม่อยหลับไปก่อนจะได้บอกราตรีสวัสดิ์กับมิตรคนแรกในเซียน่า จากรูปการณ์ที่เห็นในตอนนี้ ไม่ต้องบอกเธอก็พอจะเดาได้ว่าอินซุกคงไป “ดื่ม” มากับผองเพื่อนที่เป็นเด็กเที่ยวเหมือนกัน 

อลิสาพลิกตัวจะนอนอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอต้องขึ้นรถไฟไปต่างเมือง เหตุที่พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซีอันลือชื่อประจำเมืองฟลอเรนซ์ให้บัตรคิวเธอเข้าชมได้ในวันนี้...หนึ่งวันก่อนการสอบจัดคอร์สเรียน 

“นั่นเธอจะไปไหน” อินซุกที่หลับตานอนต่อ ชูคอขึ้นมาถามยามได้ยินเสียงตะกุกตะกักลุกจากที่นอนของสหายใหม่ชาวสยามประเทศ 

“วันนี้ฉันจะไปฟลอเรนซ์” อลิสาแถลงไขตามตรง 

“เธอนี่นะ เที่ยวเมืองตัวเองยังไม่ทันทั่ว ยังจะเสนอหน้าไปเที่ยวเมืองอื่นอีก” วาจาเชือดเฉือนนั้นเล่นเอาคนฟังถึงกับสะอึก กินเวลาครู่ใหญ่ๆกว่าอลิสาจะตั้งตัวได้ ซึ่งเธอเลือกจะตอบโต้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆ 

“พอดีฉันได้คิวเข้าชมพิพิธภัณฑ์อุฟฟีซีที่เต็มไปด้วยงานศิลปะดังๆวันนี้น่ะจ้ะ คิวที่นั่นยาวมาก เพราะใครๆก็อยากไปดูภาพวาด ‘กำเนิดวีนัส’ กับ ‘ฤดูใบไม้ผลิ’ ที่นั่น ตอนอยู่เมืองไทยฉันกดจองอยู่ตั้งนานกว่าจะได้คิววันนี้ เพราะเห็นมีแต่คิวว่างวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็จะชนกับวันสอบวัดระดับจัดคอร์สนิสิตใหม่อีก...”  

อลิสา บุญประยูร แจงเหตุผลของตนทีละข้อ เธอบอกย้ำกับตัวเองเป็นครั้งที่ห้าในรอบวันว่าเพื่อนคนแรกในเมืองเซียน่าของเธอไม่ใช่คนเลวร้าย แต่แค่พูดจาขวานผ่าซากไปหน่อยเท่านั้น เธอเชื่ออย่างนี้ หรืออย่างน้อยก็พยายามจะเชื่อเพื่อบรรเทาความกังวลว่าจะเข้ากับรูมเมทไม่ได้อย่างที่ติดอยู่ในใจมานานเนา 

“งี้นี่เอง” คนปากร้ายตอบรับพร้อมกับขดตัวนอนในม้วนผ้าห่มด้วยกิริยาประหนึ่งลูกหมีนอนจำศีล เมื่อคืนคงปาร์ตี้สุดเหวี่ยงน่าดู เช้านี้ถึงได้สะเงาะสะแงะลุกไม่ขึ้นเสียอย่างนี้ “ตามสบายแล้วกัน ฉันไม่บวกด้วย...อ้อ บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ค่อยจะได้อยู่ที่ห้องเท่าไหร่ ถ้าไม่เจอหน้าฉันก็ไม่ต้องแปลกใจไป” 

“อา เปรสโต...เจอกันเร็วๆนี้นะอินซุก” อลิสากล่าวเป็นทีบอกลาเมื่อคนคุยด้วยซบหัวลงบนหมอนอย่างไม่มีทีท่าจะพูดต่อ 

“บวนวิอัจโจ” สาวแดนโสมตอบเบาๆ “เที่ยวให้สนุก” 

 

การเดินทางด้วยรถไฟจากเซียน่าไปเมืองเอกของแคว้นใช้เวลาทั้งสิ้นหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนั่นเป็นชั่วโมงครึ่งที่อลิสาใจเต้นปานกลองแต๊ก ด้วยเมืองนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหันมาสนใจประเทศอิตาลีอย่างจริงจัง

เมืองฟลอเรนซ์หรือ ‘ฟีเรนเซ่’ ในภาษาอิตาเลียน มีขนาดใหญ่และคึกคักกว่าเซียน่าอย่างจะแจ้ง มันเป็นเมืองที่มีบรรยากาศเหมือนอยู่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือยุคใหม่ตอนต้น ในขณะที่เซียน่ายังคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายของยุคกลาง ซึ่งเธอเคยเรียนมาก่อนแล้วว่าทั้งสองเมืองเคยเป็นศัตรูที่ชิงดีชิงเด่นกันมาตลอดยุคกลาง จวบจนนครฟลอเรนซ์เป็นฝ่ายชนะ บรรดาผู้มีอำนาจของฟลอเรนซ์ได้สั่งการให้เซียน่าหยุดการพัฒนาบ้านเมือง เป็นเหตุให้เซียน่ายังดูเป็นเมืองยุคกลางตราบจนวันนี้ 

ความสวยสง่าของฟลอเรนซ์ เมืองซึ่งลานตาไปด้วยทัศนศิลป์สมัยเรอเนสซองส์ในทุกซอกมุมเมือง เป็นประดุจน้ำมันที่ช่วยโหมเติมเชื้อไฟในการเรียนภาษาอิตาเลียนของอลิสาให้ลุกโชนก่อนที่การสอบครั้งสำคัญจะมาถึง ยิ่งได้ชื่นชมความงามของศิลปกรรมที่นี่มากเพียงใด เธอก็ยิ่งดีใจมากเพียงนั้นที่เลือกเรียนอิตาเลียนเป็นวิชาเอกตามคำยุยงของบิดาผู้มีอาชีพเป็นจิตรกร 

บทสนทนาเก่าๆสะท้อนขึ้นในความรู้สึกนึกคิด ขณะที่รองเท้าผ้าใบคู่โปรดโลดแล่นไปในพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซีอันเป็นแหล่งรวมภาพวาดสำคัญจำนวนมาก 

“ภาษาอิตาเลียน” เสียงโหวกเหวกที่ดังลั่นพื้นที่บ้านส่วนหน้าซึ่งเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึกย่อมๆนั้น เธอยังจำได้ติดหู “นึกยังไงถึงได้เรียนภาษานี้ ลูกค้าแม่เท่าที่เห็นแทบไม่มีอิตาเลียนเลยสักคน แกเรียนฝรั่งเศสต่อยังจะดีกว่า หรือไม่งั้นก็น่าเปลี่ยนมาเรียนภาษาจีน ยุคนี้จีนจะครองโลกอยู่แล้ว” 

“ภาษาฝรั่งเศสที่คณะนี้เขาสอนยากน่ะแม่ รุ่นพี่สาเขาขู่กันปาวๆว่าถ้าไม่ใจแข็งจริงก็อย่าเรียนดีกว่า พวกเด็กเทพมันเยอะ ส่วนภาษาจีน สาก็ไม่เคยมีพื้นมาก่อน จะไปแข่งกับคนที่เขาเรียนศิลป์จีนสมัย ม.ปลาย มาได้ยังไง” 

“ยังไงแกก็ไม่น่าเลือกเรียนภาษาที่คนใช้น้อยอย่างอิตาเลียนอยู่ดี เกิดจบมาแล้วต้องเตะฝุ่นอยู่เป็นปีๆอย่างลูกข้างบ้านจะทำยังไง” หญิงวัยกลางคนลดเสียงอย่างกริ่งเกรงว่าคำนินทานั้นจะได้ยินไปถึงบ้านข้างๆ กระนั้นเสียงที่เบาลงก็ยังดังข้ามห้องไปถึงมุมสงบของร้านซึ่งถูกใช้เป็นสตูดิโอส่วนตัว 

“จะเตะฝุ่นหรือจะถีบตัวได้ มันอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่ตัวภาษา” ศิลปินใหญ่แย้งพลางชะงักมือที่กำลังร่างภาพบนขาตั้ง “ถ้าลูกพ่อเจ๋งจริง ไม่ว่าเลือกเรียนภาษาอะไรก็ต้องมีทางไปต่อ เหมือนที่พ่อเลือกเรียนวาดรูปแทนที่จะเรียนสายสามัญ” 

“พี่ก็...” ศรีภรรยาหยุดคำพูดแค่นั้น ใจร่ำๆจะแย้ง แต่ก็แย้งไม่ออก แกรู้ดีว่าร้านที่แกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทุกวันนี้ส่วนหนึ่งได้ทุนทรัพย์มาจากใคร 

“สาเรียนอิตาเลียนเพราะอะไรลูก” พ่อก้าวเข้ามากลางวงสนทนา 

“สาทนเรียนฝรั่งเศสต่อไม่ไหว แล้วก็อยากเรียนอิตาเลียนด้วย เพราะประเทศเขาสวยมากๆ และเป็นอู่อารยธรรมของยุโรปค่ะพ่อ” บุตรสาวผู้ได้เลือดศิลปินมาจากบิดาเต็มตัวตอบตามสัตย์แท้ หาใช่เอาใจคนถาม 

“ดีแล้ว นักเรียนสายมนุษยศาสตร์อย่างเราควรจะให้ค่ากับความรู้ที่ได้จากการเรียนมากกว่าจะตั้งคำถามเรื่องอาชีพหลังเรียนจบอยู่แล้ว เพราะอะไรก็รู้ๆกันอยู่” จิตรกรมือฉมังยิ้มขัน แกละเหตุผลไว้ในฐานที่เข้าใจ พลางเบนสายตาไปยังภาพวาด ‘โมนาลิซ่า’ ที่ตนวาดขึ้นด้วยน้ำมือตัวเอง “เรียนไปเถอะ พ่อสนับสนุนให้สาเรียนภาษานี้ เพราะงานศิลปะของชนชาติเขาทำให้พ่อมีวันนี้ได้” 

ภาพพ่อวางมือใหญ่ๆลงบนบ่าเธออันตรธานไปจากคลองสายตา ขับเน้นจิตรกรรมของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่อยู่ตรงหน้าให้เด่นชัด เด็กสาวไม่ลืมหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไปฝากพ่อด้วยความรู้สึกขอบคุณที่พ่อช่วยให้เธอมายืนอยู่ที่นี่ 

 

ทั้งวันอลิสามัวเพลินกับการเยี่ยมชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองฟลอเรนซ์อย่างไม่รู้จบรู้สิ้น เพราะความที่เอาแต่เถลไถลทำให้เธอตกรถไฟรอบที่หมายตาเอาไว้ เคราะห์ดีที่เธอไปถึงสถานีรถไฟทันรถไฟไปเซียน่าขบวนสุดท้ายในเวลาสามทุ่มครึ่ง มิเช่นนั้นคงได้นอนเป็นคนไร้บ้านที่สถานีรถไฟอย่างที่ครูวัฒน์เคยขู่

เมื่อมาถึงเซียน่า เธอก็พบเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมเมือง เด็กสาวจำใจควักธนบัตรสิบยูโรเป็นค่าแท็กซี่กลับหอพักเวีย เดลเล สเปรันดีเย ที่อยู่บนเขา เนื่องจากเวลาห้าทุ่มซึ่งเธอกลับมาถึงนั้นดึกดื่นเกินที่รถประจำทางจะให้บริการ 

“มาจากตายลานเดียเหรอ” โชเฟอร์รุ่นคุณน้าทำเสียงทึ่ง ในขณะที่เขาเองก็ทำให้เธอทึ่งกับการขับรถฉวัดเฉวียน เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยวโค้งหักศอก ตามภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและตรอกซอกซอยของเมืองเซียน่า “ประเทศของเธอมีแต่เมืองสวยๆ ไม่ว่ากรุงเทพ เชียงใหม่ หรือเชียงราย ฉันเองก็อยากไปตายลานเดียสักครั้ง” 

“ขอบคุณที่ชมประเทศของหนูค่ะ” อลิสาตอบยิ้มๆประสาคนเงียบหงิม ก็อย่างที่บอกไปแล้วไงละว่าเธอกลัวคนต่างชาติและคนแปลกหน้า กระนั้นในอกก็พลอยรู้สึกยินดีกับคำเยินยอที่ชาวต่างแดนกล่าวขวัญถึงบ้านเกิดเมืองนอน 

เออหนอ...ตัวเราก็อยากมาประเทศเขาใจจะขาด ส่วนตัวเขาก็อยากไปประเทศเรา ขึ้นชื่อว่าคนแล้วไซร้ ไม่ว่าจะอยู่แผ่นดินผืนทวีปใดก็ดูจะเป็นเหมือนๆกันหมด นั่นคือมองว่าบ้านเมืองอื่นสวยงามกว่าบ้านเมืองตัว 

สาวไทยคำนึงอยู่ในใจ พอดีกับที่โชเฟอร์หยุดรถ ดึงเบรกมือ 

“เชา บวนนาจอร์นาตา” สารถีพึมพำคำอำลาและอวยพรให้ลูกค้ามีวันที่ดี ก่อนจะถอยรถกลับไปทางเดิมที่ขับมา ทิ้งให้สาวน้อยยืนโดดเดี่ยวหน้าหอพักท่ามกลางไอเย็นยามดึกและแสงไฟสลัวที่ติดไว้เหนือประตูทางเข้า 

อลิสาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าโค้ตหนังที่สวมกายเพื่อคลายหนาว แต่ไม่ทันที่สองมือจะได้กำซาบความอบอุ่นในช่องกระเป๋า จิตใจก็พลันร้อนรุ่มด้วยความครั่นคร้าม ในอึดใจที่ระลึกได้ว่าตอนออกมาเธอไม่ได้คืนกุญแจอย่างที่คุณป้ามหันตภัยคนนั้นได้กำชับไว้ แต่นั่นก็ยังบรรลัยจักรได้ไม่เท่าการที่เธอหากุญแจไม่เจอ แม้ว่าจะค้นหาทุกซอกมุมของเสื้อผ้าและสัมภาระที่พกมาด้วยก็ตาม! 

พับผ่าสิ ทำไมเธอถึงได้ขี้หลงขี้ลืมขนาดนี้นะอลิสา ลืมอะไรไม่ลืม ทำไมต้องมาลืมของสำคัญอย่างกุญแจที่ใช้ไขเข้าห้องด้วย 

“บ้าเอ๊ย!” นิสิตใหม่อุทานอย่างหัวเสีย มือยังฟอนเฟ้นไปรอบตัวอย่างต่อเนื่อง ลำพังแค่ทำของหายชิ้นเดียวก็ว่าเลวร้ายอยู่แล้ว แต่ความเลวร้ายนั้นยิ่งทบทวี เมื่อของเก่ายังไม่ได้คืนก็ดันมาลืมของเพิ่มอีกชิ้นในวันถัดมาอีก 

อลิสาขบริมฝีปากแน่น ในหัวเธอตอนนี้เนืองนองไปด้วยภาพนางยักษ์ขมูขีย้อมผมแดงกำลังยืนชี้หน้าด่าทอเธอด้วยคำหยาบๆคายๆสารพัด เธอจะรอดพ้นจากคำดุด่าของป้าผู้คุมหอพักไปได้ยังไง เธอยังจินตนาการไม่ออก 

“หรือเราจะคืนกุญแจไปแล้วนะ” เด็กสาวชักไม่แน่ใจกับความจำของตัวเอง บางทีกุญแจเธออาจจะนอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องกระดาษแล้ว แต่เธอลืมเองก็เป็นได้ “ลองเข้าไปเสี่ยงดูหน่อยแล้วกัน ถึงแกจะด่า เราก็ฟังไม่ออกอยู่แล้ว” 

 

สิ่งแรกที่อลิสารับรู้ด้วยจิตใจตุ๊มๆต่อมๆขณะดันประตูเข้าไป นำความอัศจรรย์มาให้เธออย่างท่วมท้น เมื่อร่างอูมไขมันของหญิงวัยทองที่ยอมผมสีแดงเลือดไม่ได้อยู่ในที่ที่เคยอยู่ บนเก้าอี้ที่แกเคยนั่งวางท่าบัดนี้กลับถูกจับจองโดยชายหนุ่มผิวขาว หุ่นดี ไว้ผมหยักศกสีน้ำตาลยาวเคลียต้นคอ พาใจประหวัดไปถึงประติมากรรม ‘เดวิด’ ผลงานของมีเกลันเจโล บัวนาร์โรติ ที่ตนเพิ่งไปชมที่ฟลอเรนซ์เมื่อบ่ายนี้

เด็กสาวผู้มาจากแดนไกลอึ้งไปอย่างจนคำพูดพลางนึกทบทวนคำกล่าวของครูวัฒน์ในอกที่ปั่นป่วน...อาจารย์สอนภาษาอิตาเลียนคนแรกของเธอเคยแต่บอกว่าคนไทยอย่างเราๆมักไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้าและคนต่างชาติ ไม่แน่ใจว่าครูเคยพูดด้วยไหมว่าถ้าคนแปลกหน้าชาวต่างประเทศคนนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการมาก จะเพิ่มความประหม่าในการพูดภาษาที่สามมากแค่ไหนกัน   

หนุ่มหน้าคมเงยหน้าขึ้นจากข้อศอกที่ตนกำลังบีบนวด เขานิ่งไปชั่วกะพริบตาสั้นๆ ก่อนจะเอ่ยปากทักตามมารยาท “เชา” 

“เชา” อลิสาทักกลับ ถ้อยประโยคที่เรียบเรียงมาจากกูเกิลแปลภาษาพลอยลืมสนิท พลันเมื่อดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เลื่อนสบมา 

“มีอะไรให้ช่วยไหม” ผู้ดูแลหอพักคนใหม่ถามห้วนๆ 

“คือว่าฉันรู้สึกจะทำกุญแจหายน่ะค่ะ” นิสิตชาวไทยตอบขืนๆ ลำพังแค่คำศัพท์ง่ายๆอย่าง ‘เคียเว่’ ที่แปลว่า กุญแจ ก็ลืมเสียได้ 

ชายหนุ่มสำรวจเธอด้วยสายตาประเมิน แล้วจึงเปรยขึ้นเบาๆ “เธอคงจะเป็นเด็กใหม่ และเพิ่งกลับมาจากต่างเมืองสิท่า” 

“คุณรู้ได้ยังไงคะ” อลิสากลอกตาด้วยความงงงัน 

“ไม่เห็นจะแปลก เมื่อกี้มีเสียงรถจอด ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีรถเก๋งขับกัน คงจะเป็นรถอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่รถแท็กซี่ ธรรมดานิสิตที่ไปเที่ยวกลางคืนกันเขาเดินเท้ากันทั้งนั้นเพราะสถานบันเทิงในเมืองนี้อยู่ใกล้ๆที่นี่ทั้งหมด อีกอย่างรถแท็กซี่ที่นี่ราคาก็ไม่เบา ถ้ารู้ทางก็คงเปลี่ยนใจเป็นเดินแทน คนที่จะนั่งแท็กซี่มาที่นี่ คงมีแต่คนมาใหม่ ยังไม่รู้จักทาง และต้องมาไกลเช่นมาจากสถานีรถไฟเท่านั้น” 

เด็กสาวนิ่งเป็นเบื้ออย่างคาดไม่ถึงกับมันสมองอันเปี่ยมด้วยเชาว์ปัญญาของเขา แต่คนพูดพานเข้าใจไปอีกทางว่าเธอฟังที่เขาร่ายยาวไม่ออก 

“เธอคงไปทำหายที่ต่างเมืองหรือไม่ก็โดนมิจฉาชีพที่นั่นล้วงกระเป๋า ในเมืองปลอดภัยอย่างเซียน่า ไม่มีใครหน้าไหนมาลักเล็กขโมยน้อยจากคนต่างชาติหรอก” ฝ่ายชายเปลี่ยนมาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเด้งอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินจากคนอิตาเลียนหน้าไหนนับแต่มาถึงประเทศนี้เมื่อวานซืน 

“ฉันขอโทษค่ะ” คนถูกตำหนิงุดหน้าลงเหมือนเด็กถูกทำโทษ 

“ห้องอะไร” เขาถามอย่างมะนาวไม่มีน้ำอีกตามเคย  

“ห้องหมายเลข 33 ค่ะ”   

หนุ่มอิตาเลียนปรายตาไปที่แผงกุญแจซึ่งมีกุญแจหมายเลขที่ว่าแขวนอยู่หนึ่งพวง “พวงนี้คงเป็นของรูมเมทเธอฝากเอาไว้”  

“ค่ะ” อลิสารับคำอย่างเห็นพ้อง เมื่อนึกถึงพฤติกรรมของอินซุกเมื่อคืน ประกอบกันเข้ากับคำพูดทิ้งท้ายก่อนเธอออกจากห้อง มันดูมีน้ำหนักมากว่าเพื่อนร่วมห้องของเธอจะไปสำมะเลเทเมาที่ไหนสักแห่งอยู่ในตอนนี้ 

คนดูแลหอพักผู้รูปหล่อชนิดเล่นละครเป็นพระเอกที่เมืองไทยได้สบาย ยันกายลุกขึ้นกล่าวกับเธอ “กุญแจของคนอื่นเธอไม่มีสิทธิ์ใช้ ฉันจะเอากุญแจสำรองไปเปิดให้เธอ เธอเข้าใจมั้ย ถ้าไม่ฉันจะได้พูดใหม่เป็นภาษาอังกฤษ” 

“ฉันเข้าใจดีค่ะ” เธอรับคำพร้อมกับออกเดินตามชายหนุ่มไปยังห้องพัก ถามใจตนเองไปพลางว่าทำไมผู้คนในเซียน่าที่เธอรู้จัก ทั้งป้าผมแดง อินซุก และพ่อหนุ่มคนนี้ถึงได้ขยันหน้าบึ้งตึงกันนัก ไม่เมื่อยหน้ากันบ้างหรืออย่างไร 

“เรียบร้อย” เขาเอ่ยเมื่อคลายล็อกห้อง 33 สำเร็จ “เธอชื่อ...” 

“อลิสาค่ะ หรือที่คนอิตาเลียนชอบเรียก อาลิซ่า” เธอตอบทันควัน “กรัซซีเย มิลเล...ขอบคุณมากเลยนะคะ คุณ...” 

“มัตเตโอ” ฝ่ายนั้นออกชื่อตนเสียงดังฟังชัด “เรียกฉันด้วยชื่อนี้ก็ได้" 

ความคิดเห็น