email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่สิบเอ็ด ฝันร้าย

ชื่อตอน : บทเรียนที่สิบเอ็ด ฝันร้าย

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2563 13:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่สิบเอ็ด ฝันร้าย
แบบอักษร

บทเรียนที่สิบเอ็ด 

ฝันร้าย 

[Phai Natee]  

[พาไปทัวร์ทะเลมาหลายบทกลับมาเนื้อเรื่องหลักได้แล้วครับ]  

 

 

 

อึก...แรงจากนิ้วมือที่กำลังบีบกดลงมาที่ต้นคอ ความรู้สึกทรมานจากอากาศที่กำลังขาดหายไปทีละนิด สองมือพยายามกำไปที่ข้อมือคู่นั้นความรู้สึกเจ็บปวดมันทำให้ผมต้องดิ้นไปมาเพื่อหาทางเอาชีวิตรอดขีดข่วนไปตามแขนคนที่นั่งคร่อมอยู่บนร่าง ขาทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมาทั้งเตะทั้งถีบเพื่อให้หลุดจากการจับกุมแต่มันกลับไม่ได้ผล มือคู่นั้นยังคงกดแรงขึ้นหนักขึ้นรู้สึกได้ถึงปลายเล็บที่จิกเข้ามาในเนื้อจนสายตาเริ่มพร่ามัวจากการที่สมองเริ่มขาดออกซิเจน 

 

คนที่กำลังกดอยู่มีใบหน้าและสายตาแดงก่ำจากฤทธิ์ของสุราที่เธอมักจะดื่มเป็นประจำ ดวงตาที่จ้องมองมาไม่แม้แต่จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ด้วยซ้ำมีเพียงผมที่น้ำตายังคงรินไหลออกมาไม่หยุดด้วยความเจ็บปวดทรมานแม้หยดน้ำมันจะชุ่มไปที่มือหญิงตรงหน้าแต่เธอก็ไม่ได้คิดที่จะเมตตาหรือละมือออกจากคอเล็ก ๆ นี้เลยแม้แต่น้อย 

 

ไม่ว่าจะพยายามส่งเสียงร้องออกมาแค่ไหนมันก็ทำไม่ได้...มีแต่เสียงลมแผ่วเบากับความรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มแทงอยู่ภายในลำคอทุกครั้งที่พูดออกมา 

 

“ดะ ได้โปรด...อย่า...แม่” 

 

“พี่พราย!” ผมลืมตาตื่นในขณะที่น้ำตานองหน้า เด็กตรงหน้าผมมองลงมาที่ผมด้วยแววตาทั้งตกใจและเป็นห่วงในเวลาเดียวกันมือของเขาเองก็ยังคงบีบมาที่ไหล่ของผมอย่างแผ่วเบา 

 

“พี่พรายโอเคใช่ไหมครับ” แสงไฟสลัวภายในห้องกับเหงื่อที่ชุ่มเปียกในทุกรูขุมขนบนร่างกายมันเย็นวาบไปหมด ผมขยับตัวขึ้นนั่งในขณะที่มือตัวเองยังกำแขนของเพลงไว้แน่นรู้สึกได้ถึงสัมผัสสากเป็นขุยและเปียกชื้นเป็นแนวยาวตามท่อนแขนนั้นจนต้องเพ่งมองลงไป 

 

“เพลง! แขนมึง!” 

 

“ไม่เป็นไรครับพี่พรายผมไม่ได้เป็นอะไรมาก” ถึงปากคนตรงหน้ามันจะพูดแบบนั้นแต่นอกจากรอยข่วนยังมีรอยเล็บที่จิกเข้าไปในเนื้ออีกจนแดงห้อมีเลือดซึมออกมา 

 

“มึงนั่งรอตรงนี้ก่อนเดี๋ยวกูไปเอากล่องยามาล้างแผลให้” แค่เห็นแผลจากแขนสองข้างที่ผมทำไว้น้ำตามันก็แทบจะพาลไหลออกมาเพลงคงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดของผม เขาดึงตัวผมเข้ามากอดมือลูบไปตามศีรษะช้า ๆ เสียงกระซิบเบาบางย้ำซ้ำ ๆ อยู่ที่ข้างหู 

 

“ไม่เป็นไรนะครับ...ไม่เป็นไร” 

 

ในยามที่ผมหลับตาหวนนึกถึงอุ้มมือที่เย็นชาที่สุดแต่พอตื่นขึ้นกลับได้พบนิ้วมือที่อบอุ่นที่สุดเช่นกัน 

 

“เพลงรอตรงนี้นะ ยังไงก็ต้องล้างแผลที่แขนก่อน” ก้าวลุกเดินจากเตียงนอนมาที่ตู้เสื้อผ้าหยิบกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กออกมาจากซอกที่อยู่ภายในปกติแล้วผมแทบจะไม่เคยต้องทำแผลให้กับตัวเองเลยเดินกลับมาตรงปลายเตียงเพลงยังคงมองผมด้วยรอยยิ้มไม่แม้แต่จะถามถึงเรื่องที่ผมฝันด้วยซ้ำ 

 

กลับกลายเป็นผมเองที่ทำให้เขาต้องเจ็บตัวจากภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตหยิบฟอร์เซป (อุปกรณ์คีบสำลี) ขึ้นมาหนีบสำลีแล้วชุบแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย 

 

“แสบหน่อยนะเพลง” ยามที่แอลกอฮอล์สัมผัสไปที่ผิวหนัง...เด็กตรงหน้าผมก็ขมวดคิ้วสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ร้องออกมาเลยสักแอะเขาคงกำลังอดทนเพื่อที่จะไม่ทำให้ผมต้องรู้สึกผิดสินะ 

 

ยิ่งเขาทำแบบนี้มากเท่าไหร่ความอ่อนแอที่ผมพยายามปิดบังเอาไว้ไม่ยอมให้ใครเห็นก็เหมือนจะถูกเปิดเผลอออกมาทุกขณะ 

 

“ผมไม่เป็นไรแล้วครับเป่าสองสามทีก็หายแล้ว พี่พรายนอนต่อเถอะครับตาแดงหมดเลย” หันไปมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา 

 

ตีสองสามสิบเจ็ดนาที... 

 

ถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นจะพร่ามัวจนจำเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมดก็ตามแต่ความหวาดกลัวคงยังฝังเอาไว้ในส่วนลึกตรงไหนสักแห่งภายในใจผม หลายครั้งที่มักจะฝันเห็นภาพเหล่านั้นแล้วตื่นขึ้นมาเพียงลำพังในกลางดึกในเวลานี้เสมอ สิ่งที่ยังจำได้เป็นอย่างดีคือหลังจากคืนนั้นผมไม่สามารถพูดได้เป็นเวลาเกือบสองเดือนกล่องเสียงกระทบกระเทือนอักเสบอย่างรุนแรงแม้แต่จะกลืนน้ำลายยังเจ็บแสบไปหมด 

 

“กินยาพาราหน่อยนะเพลง” หยิบกระปุกยาภายในกล่องขึ้นมาดูวันหมดอายุแต่เด็กตรงหน้ากลับจับมือผมไว้แล้วส่ายหน้าออกมา 

 

“ไปนอนต่อเถอะครับ” หลังจากพูดจบเขาก็หยิบกล่องยาจากตักผมไปวางไว้ที่ปลายเตียงดึงร่างผมขึ้นมานอนที่เดิมสองแขนก็โอบกอดผมไว้นิ้วมือลูบไปตามแผ่นหลังขึ้นลงช้า ๆ “ฝันดีครับพี่พรายพี่ไม่ต้องกลัวนะผมอยู่ตรงนี้แล้ว” 

 

…ขอบคุณที่ทำให้หลับตาลงจนผ่านค่ำคืนนี้ไปได้ ขอบคุณที่ยังอยู่ในเวลาที่กูต้องการเสมอ 

 

แสงแดดในยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในผ้าม่านสีอ่อนจนผมต้องตื่นขึ้นมาจากภวังค์อีกครั้ง เพลงยังคงนอนหลับสนิททั้งที่กอดผมเอาไว้ทั้งคืน พยายามขยับเขยื้อนร่างกายออกให้เบาที่สุดมองไปที่แขนทั้งสองข้างของเขาร่องรอยที่ผมทำไว้เมื่อคืนตอนนี้รอยแดงดูจางลงไปมากแล้ว 

 

เอื้อมมือไปหยิบมือถือขึ้นมาเช็กตารางงานเหมือนที่เคยทำทุกวัน 

 

หากเป็นก่อนหน้านี้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์โดยปกติแล้วผมมักจะติดสอนพิเศษเด็กเป็นประจำแต่พักหลังตั้งแต่ปิดเทอมคราวที่แล้วผมสัญญากับพุฒเอาไว้ว่าจะพยายามกลับบ้านและผมเป็นคนรักษาสัญญาเสมอแม้จะรู้สึกขัดใจอยู่นิดหน่อยก็ตามทีจนทำให้เพลงมันเองก็น้อยใจอยู่บ้างที่ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนกับคนอื่น 

 

...วันธรรมดาหลังเลิกเรียนก็ต้องไปสอนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ก็กลับบ้านอีกจะได้เจอหน้ากันก็แค่ช่วงค่ำ ๆ เท่านั้นผมยังรู้ด้วยว่าบางครั้งเพลงมันก็อยากเซอร์ไพรส์ผมด้วยการไปจองร้านอาหารดี ๆ หรือแม้กระทั่งไปแอบซื้อตั๋วดูเดอะมิวสิคัลมาให้และทุกครั้งก็ล่มไม่เป็นท่าจนมันต้องไปดูกับน้องหินหรือเพื่อนในคณะมันแทน 

 

สวมรองเท้าแตะแล้วก้าวเดินออกมาจากห้องนอนด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปกติแล้วเพลงจะเป็นคนที่เอาอกเอาใจผมมาตลอดถึงอายุจะน้อยกว่าแต่เขากลับมีความเป็นผู้ใหญ่สูงจนน่าประหลาดใจ สุขุมเยือกเย็นเก็บอารมณ์เก่งถึงแม้ตัวเองจะรู้สึกโมโหหรือเสียใจก็ตามเพราะฉะนั้นวันนี้แหละครับถึงคราวที่ผมจะเป็นฝ่ายดูแลเพลงมันบ้างแค่ช่วงเช้าถึงเที่ยงก็ยังดี 

 

ซึ่งพอหลังจากนั้นผมจำเป็นต้องไปที่แห่งหนึ่งที่มีความสำคัญมาก...มากเสียจนผมเองก็ไม่กล้าที่จะพาเพลงไปด้วยได้ผมรู้ดีว่าพักหลังเพลงมันคอยพยายามสืบว่าผมไปทำอะไรอยู่ที่ไหนมาตลอดซึ่งน่าจะดีกว่าถ้ามันจะไม่รู้เรื่องนี้ 

 

อาหารเช้าคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ความจำและการทำงานของสมองซึ่งถือว่านักศึกษาหอในอย่างพวกเรายังพอมีบุญอยู่บ้างที่วันหยุดแบบนี้มันยังมีร้านขายไข่กระทะ กวยจั๊บญวนเปิดขายภายในมหา’ลัยไม่ไกลจากหอพักมากนักทำให้ไม่ต้องเดินไปจนถึงหน้ามอให้เหนื่อย 

 

ปรี๊น…ปรี๊น 

 

เสียงแตรรถดังขึ้นจากด้านหลังจนผมเองต้องหันไปมองรถซีดานค่อนข้างเก่าที่เห็นจนชินตามาเกือบตลอดสองปี...พายุ 

 

“พี่พรายสวัสดีครับ” เป็นน้องหินที่ลดกระจกลงแล้วยกมือไหว้ผมเอาจริง ๆ พักหลังพายุมันคงเทรนน้องมาดีพอสมควรเมื่อก่อนมันติดพูดกูมึงกับรุ่นพี่ตลอดแต่เดี๋ยวนี้มันพูดแค่กับพายุคนเดียวเท่านั้น 

 

“พรายมึงกำลังจะไปไหนวะ” พายุมันชะโงกหัวถามมาที่ผมอีกคน 

 

“ว่าจะไปซื้อข้าวกลับไปกินที่ห้องหน่อยว่ะ นี่มึงกับน้องกำลังจะไปบ้านแม่เหรอ?” 

 

“เออ วันนี้ต้องพาหินมันเข้าไปนวดคุณยายน่ะแล้วตอนเย็นกูต้องกลับมากินข้าวกับพ่อกูอีก” 

 

“เย็นนี้พวกพี่พรายว่างรึเปล่าล่ะครับ ชวนเพลงไปกินข้าวที่บ้านลุงลักษณ์ด้วยก็ได้นะ” เหอะ ๆ แค่ฟังก็สยองจนขนลุกขนชันยิ่งรู้ว่าเป็นวันเสาร์คงไม่มีใครอยากไปกินข้าวบ้านพ่อพายุมันหรอกครับครอบครัวนี้มันเพี้ยนฉิบหาย 

 

“ตามสบายเถอะพี่มีธุระสำคัญต้องไปทำน่ะ” น้องหินมันถึงกับต้องเบะปากออกมาเลยเหรอแต่ไอ้พายุมันกลับหลิ่วตามองมาที่ผมเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าผมจะทำอะไร 

 

“เอาอีกแล้วเหรอพราย...กูว่ามึงไม่ควรกลับไปที่นั่นอีกนะ” 

 

“พายุ...ถึงยังไงเขาก็ยังเป็นคนสำคัญของกู จะดีจะเลวยังไงเขาก็ยังเป็นแม่กูอยู่ดี” พอพูดถึงเรื่องแม่ทีไรเป็นต้องจี้ใจดำพายุมันทุกทีเพราะมันเองก็โกรธแม่ตัวเองอยู่ไม่น้อยถึงผมจะไม่รู้ว่าเป็นเกิดอะไรขึ้นก็เถอะ 

 

“ถ้ามึงว่าอย่างนั้นกูก็ขอให้มีปาฏิหาริย์สักครั้งที่จะไม่ทำให้มึงต้องเสียใจกลับมานะพราย” ทั้งที่รู้ว่าไปแล้วจะต้องพบกับอะไรแต่ผมก็ยังดึงดันที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องเจ็บปวดและตัวผมเองก็ต้องปวดร้าวเหมือนกัน “กูไปก่อนนะพรายไม่อยากให้คุณยายรอนานช่วงนี้แม่กูเองก็เริ่มใจอ่อนกับไอ้หินมันบ้างแล้วเหมือนกันเลยต้องพาไปเจอหน้ากันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งนี่ล่ะ” 

 

“กูจะตายก่อนสิพี่มึง แม่พี่น่ะหาเรื่องเล่นงานกูตลอด” หินมันหันไปทุบพายุอยู่หลายหมัดเข้าใจความอัดอั้นของน้องมันดีเลยครับกับการที่ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ถูกเขาผลักไสไล่ส่งออกมา 

 

“ยังไงถ้าพวกมึงสองคนเปลี่ยนใจอยากไปกินข้าวบ้านกูก็โทรมาบอกละกันกูจะได้ให้ป้าแหวนเตรียมชุดไว้เผื่อ” 

 

“พวกกู?” ชี้มือไปที่ตัวเองแต่พายุมันกลับออกรถไปโดยไม่ตอบคำถาม 

 

ยื่นมองพายุแล่นรถออกไปช้า ๆ ตั้งแต่พวกเราต่างคนต่างมีแฟนก็แทบจะไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยกันอีกเลย 

 

หมับ! 

 

แขนยาวสอดเข้ามาที่เอวของผมจะต้องสะดุ้งตัวหันกลับไปมอง 

 

“พี่หายอะ ตื่นมาก็ไม่เจอ...เป็นห่วง” 

 

“บ้ารึเปล่ามึงน่ะ มาอ้อนอะไรกูแต่เช้าวะเพลง...แล้วนี่มึงไม่รู้จักอายบ้างรึไงวะตามกอดแข้งกอดขากูเป็นลูกลิงเลย” อ้อถึงว่าไอ้พายุมันเห็นเพลงเดินมานี่เองถึงได้พูดแบบนั้น 

 

“ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลยใคร ๆ เขาก็รู้กันหมดแล้วว่าเราเป็นแฟนกัน” เฮ้อ...บางครั้งผมก็คิดนะว่าที่เพลงมันกลายเป็นคนหน้าด้านแบบนี้เนี่ยเป็นเพราะผมรึเปล่า 

 

“แล้วนี่หิวรึยังทีแรกกูตั้งใจว่าจะซื้อข้าวขึ้นไปให้มึงกินบนห้องแต่ถ้ามึงลงมาแล้วก็ไปกินที่ร้านเลยละกัน” 

 

“ยังไงก็ได้ครับนาน ๆ ผมจะได้มีเวลาอยู่กับพี่พรายทั้งวันแบบนี้สักที” 

 

เฮือก! เหมือนถูกตบหน้าชุดใหญ่ 

 

“เพลง...ตอนบ่ายกูต้องออกไปทำธุระข้างนอกแต่ไปไม่นานหรอกนะ” สายตาของแฟนเด็กมันดูผิดหวังจนผมเองก็รู้สึกแย่เหมือนกันที่ไม่ยอมบอกออกไปตรง ๆ “กูไปไม่นานน่าเสร็จแล้วจะรีบกลับมาเลยแล้วเย็นนี้เราไปดูหนังกันนะ” 

 

ถึงมันจะยิ้มแล้วพยักหน้าออกมานิดหน่อยแต่มันไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่น้อยลงเลยสักนิดผมขี้ขลาดตาขาวและกลัวเกินกว่าที่จะให้มันได้พบกับคนในครอบครัว 

 

“ถ้าพี่มีอะไรอยากจะเล่าหรือระบายออกมาผมยังอยู่ตรงนี้นะครับ” เวร! พูดแบบนี้ยิ่งรู้สึกผิดไปมากกว่าเดิมอีก! 

 

“เพลงมึงไม่อยากรู้เหรอว่ากูกำลังจะไปไหน” 

 

“อยากรู้สิครับแต่พี่เองไม่ใช่เหรอที่พยายามจะปิดบังผมขนาดนั้นน่ะ พี่ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าผมแอบตามพี่มาตั้งหลายอาทิตย์ขนาดขี่ไอ้มดเอ็กซ์ตามพี่ยังหนีขึ้นทางด่วนเลย พอนั่งแท็กซี่ตามกลับหนีลงเรือหายไปเฉย ยิ่งไอ้นักสืบโง่นั่นที่ผมจ้างยังโดนพี่ปั่นหัวซะเละขนาดนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้าพี่ทำถึงขนาดนี้แล้วก็แปลว่าไม่อยากให้ผมรู้แล้วล่ะ” 

 

ก็เพราะมึงมันเก็บอาการไม่เก่งเองนี่หว่า ดูท่าทางก็รู้แล้วว่ามันกำลังจะทำอะไรแถมไม่มีชั้นเชิงแบบไอ้พายุมันอีก 

 

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่กำลังปิดบังอะไรอยู่แต่ทุกครั้งที่พี่กลับมาพี่จะต้องแอบร้องไห้ตลอดมันทำให้ผมไม่สบายใจเลย...ผมไม่สบายใจที่ไม่รู้ว่าปัญหาของพี่คืออะไรและไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจพี่ยังไงดีได้แต่หวังว่าสักวันพี่จะเชื่อใจผมมากพอที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟัง” 

 

ความในใจของเพลงที่กล่าวขึ้นถึงกับทำให้น้ำตาผมมันเอ่อออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่เขาพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ผมมีความสุขแต่เป็นผมเองที่กลับผลักไสเพลงให้ห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว ความคิดแวบแรกที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือถ้ายังอยากจะรักษาเด็กคนนี้ให้อยู่ข้างกายไปนาน ๆ ผมจะต้องเชื่อใจและพึ่งพาเพลงให้มากกว่านี้ 

 

“เพลงสัญญากับกูนะว่าถ้ามึงรู้แล้วจะไม่เกลียดกูน่ะ” 

 

“พี่นี่น้าเมื่อไหร่จะเลิกพูดแบบนี้สักทีผมบอกแล้วไงครับไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ไม่เกลียดพี่หรอก” 

 

“อืม งั้นตอนนี้ไปกินข้าวกันก่อนเถอะแล้วเดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟังเอง” 

 

มันคงถึงเวลาทีผมจะปลดล็อกตัวเองออกมาจากกะลาที่แอบซ่อนมานานสักที 

 

กูเชื่อมึงได้ใช่ไหมเพลง... 

 

เชื่อว่ามึงจะอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ไม่หายไปไหน... 

 

คนเรานี่ก็แปลกยิ่งมีความสุขมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกลัวที่จะสูญเสียความสุขนั้นไปสุดท้ายก็กลายเป็นว่าตัวเรานั่นแหละที่ทำลายความสุขนั้นด้วยมือของเราเอง 

 

เพลงมันไม่อยากกินข้าวในมอเลยชวนผมไปหาอะไรกินกันที่หน้ามอแทนแล้ววันเสาร์อาทิตย์แบบนี้ก็ไม่ค่อยมีรถรับส่งให้บริการเยอะเหมือนวันธรรมดาเสียด้วยเลยต้องเช่าจักรยานขี่ออกไปแทนมหา’ลัยนี้มีข้อดีอยู่หลายอย่างเลยครับและจักรยานก็เป็นหนึ่งในข้อดีนั้นเพราะสามารถเช่าผ่านแอปพลิเคชันในมือถือ ด้วยการ scan barcode ที่ติดอยู่ข้างหลังจักรยานแต่ละคันก็จะได้รหัสมาปลดล็อกจักรยานซึ่งพอใช้เสร็จก็จอดได้ทุกที่ในบริเวณมหา’ลัยแค่ปิดบริการผ่านแอปแถมคิดเป็นรายชั่วโมงก็ถูกแสนถูกแค่ห้าบาทเอง 

 

แล้วแน่นอนว่าผมขี่อะไรที่เป็นสองล้อไม่เป็นคนที่ต้องถีบเลยกลายเป็นเพลงมันเท่านั้น 

 

“เกาะแน่น ๆ นะพี่ผมจะซิ่งแล้ว” 

 

“เออ ท่าจะรีบขนาดนั้นทำไมไม่ขึ้นไปเอากุญแจไอ้มดเอ็กซ์มาวะ” ถึงจะบ่นไปงั้นแต่ก็ต้องนั่งซ้อนมันมาอยู่ดี 

 

“โหขี้เกียจอะตื่นมาก็หาพี่ไม่เจอ แล้วกุญแจก็อยู่ที่ห้องผมด้วยถ้าเดินกลับไปเอาก็เสียเวลาอยู่กับพี่สิ” 

 

“มึงจะติดกูเกินไปแล้วนะเพลง ไม่มีอย่างอื่นที่อยากไปทำบ้างรึไงวะ” 

 

“อย่างเดียวที่อยากทำก็คืออยู่ใกล้ ๆ พี่นั่นแหละ” ไม่รู้ว่ามันจะเคยพูดแบบนี้กับใครบ้างรึเปล่าแต่ที่มั่นใจคือหน้าของผมมันกำลังร้อนไปหมด 

 

“ไม่เบื่อบ้างรึไงวะเอาแต่พูดจีบกูเหมือนคนเพิ่งคบกันงั้นแหละ” 

 

“ไม่เบื่อ! แล้วผมก็จะพูดแบบนี้กับพี่ทุกวันจนกว่าเราสองคนจะตายจากกันไปข้าง” เพลงมันลดมือข้างหนึ่งลงมาบีบมือผมที่กอดอยู่ที่เอว “ผมอยากทำเหมือนที่พ่อผมทำกับแม่ทำมันจนกว่าเราจะกลายเป็นครอบครัวที่อบอุ่น” 

 

 

 

“ขอบใจนะเพลง...” ได้แต่พูดมุบมิบแล้วซบหน้าไปที่แผ่นหลังนั้นตลอดระยะทางที่นั่งรับลมจนมาถึงร้านข้าวมันไก่เจ้าดังในหัวสมองก็คิดแต่ว่าจะเริ่มต้นบอกกับเพลงยังไงดี 

 

“ข้าวมันไก่ไม่เอาหนังสองครับ” คนขายพยักหน้ารับในขณะที่เพลงมันก็พาผมเข้ามานั่งด้านใน 

 

“เรื่องที่กูจะเล่าให้ฟังคือเรื่องของแม่” พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเสียงมันเหมือนจะขาดหายไปทุกที “ที่กูหายไปบ่อย ๆ พักหลังนอกจากจะกลับบ้านแล้วกูยังไปเยี่ยมแม่ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยามึงคงรู้ใช่ไหมว่าหมายความว่ายังไงเพลง” 

 

“หลังคาแดง?” 

 

“อืม...แม่กูมีปัญหาทางระบบประสาทน่ะเป็นผลมาจากการติดเหล้าอย่างหนักมาตลอดหลายปี เท่าที่กูรู้ก็คือหลังจากที่แม่คลอดกูได้ไม่นานก็กลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีสามีเป็นที่พึ่งต้องหันไปทำงานรับจ้างล้างห้องน้ำล้างแก้วตามผับบาร์ ไหนจะต้องมาเลี้ยงเด็กแรกเกิดอย่างกูอีกทุกอย่างเลยถาโถมจนทำให้แม่หาทางออกด้วยการดื่มเหล้า” 

 

“แรก ๆ ก็แค่เก็บเหล้าที่เหลือตามโต๊ะลูกค้ากลับมากินทีละเล็กละน้อยแต่พอทำไปนานวันก็กลายเป็นติดจนถอนตัวไม่ขึ้นแค่เงินจะกินจะซื้อนมให้กูยังแทบไม่มีโชคดีที่มีเสี่ยคนหนึ่งสงสารแม่กูเลยให้ไปทำงานในบ่อนแทน คอยแจกไพ่บ้างดูแลความสะอาดบ้างแต่แม่ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมลักขโมยกินเหล้าลูกค้าอยู่เสมอตอนนั้นเองกูก็สามสี่ขวบแล้วมั้ง” 

 

ข้าวมันไก่ถูกนำมาวางตรงหน้าแต่ทั้งผมและเพลงก็ยังไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว 

 

“เสี่ยคนนั้นเป็นคนเด็ดขาดแต่ก็ให้โอกาสคนเสมอ เขาสงสารที่กูต้องอยู่คนเดียวมาตลอดเลยรับกูมาเลี้ยงไว้ที่บ่อน ออกค่าใช้จ่ายให้กูได้เล่าเรียนอนุบาลเหมือนที่เด็กคนอื่นควรจะได้รับยิ่งกูได้เรียนกูก็ยิ่งเก่ง จากนั้นก็เริ่มสังเกตและศึกษาเทคนิคกลโกงจากในบ่อนสารพัดจนเป็นที่ถูกอกถูกใจ” 

 

“เสี่ยคนนั้นเรียกกูว่าลูกให้กูทุกอย่างที่ต้องการตั้งชื่อกูว่าพราย นที ที่หมายถึงภูตผีที่จับต้องไม่ได้แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่กูทำยิ่งทำให้แม่ต้องโดนตราหน้าว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้” 

 

“พี่...” เพลงมันเอื้อมมาบีบมือที่กำลังสั่นเทาของผม

 

“หลังจากนั้นแม่ติดเหล้าหนักกว่าเดิม โมโหร้ายขึ้นกว่าเดิมเริ่มควบคุมสติตัวเองไม่อยู่เห็นภาพหลอนจนบางครั้งก็เริ่มลงไม้ลงมือตบตีกูและนั่นเป็นจุดแตกหักที่ทำให้เสี่ยทนไม่ไหว ท่านให้โอกาสแม่กูอีกครั้งโดยสัญญาว่าจะไม่แตะต้องหรือทำร้ายกูแล้วอีกไม่กี่วันต่อมาแม่กูก็...” ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังลูบไปที่ลำคอของตัวเองจนเพลงมันต้องเอื้อมตัวมาดึงแขนผมลง

 

“เสี่ยคนนั้นคือพ่อของพุฒใช่ไหมครับ?” คำถามของเพลงทำให้ผมต้องพยักหน้ารับ

 

“อืม พุฒเองก็เป็นเด็กที่ถูกเอามาเลี้ยงเหมือนกันครอบครัวของพุฒขายลูกใช้หนี้การพนัน คิดดูสิว่าเงินเพียงน้อยนิดก็ทำให้คนเป็นพ่อแม่ถึงกับยอมขายลูกกินแต่พุฒไม่เหมือนกับกูเด็กคนนั้นไม่เคยกล่าวโทษใครเลยยอมรับความจริงที่โหดร้ายโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียวแถมพุฒเองก็รักเทิดทูนเสี่ยเหมือนกับพ่อแท้ ๆ มาตลอด ตอนเด็กกูก็จำไม่ได้ว่ามันชื่ออะไรแต่พ่อก็มาเปลี่ยนเป็นชื่อพุฒิภัทรที่หมายถึงเจริญรุ่งเรืองในภายหลัง”

 

“มิน่าพุฒมันถึงได้รักเด็กขนาดนั้น”

 

“มึงหมายความว่ายังไง?”

 

“ปะ...เปล่าเหรอครับว่าแต่ผมถามอะไรพี่สักอย่างได้ไหม?”

 

“อืม ว่ามาสิ”

 

“พี่เกลียดแม่ตัวเองรึเปล่า” ชั่วอึดใจหนึ่งผมถึงกับหยุดคิดแล้วถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าแท้จริงแล้วผมรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้กันแน่แต่เพลงมันกลับยิ้มแล้วพูดขึ้นต่อ “พี่คงรู้คำตอบอยู่แล้วใช่ไหมครับ? ในเมื่อคำตอบก็คือการกระทำที่ผ่านมาของพี่นั่นแหละไม่งั้นพี่คงไม่ยอมไปเจอหน้าแม่พี่อีกแน่เลย”

 

“กูไม่ได้เกลียด...กูแค่กลัว กลัวว่าสักวันคนที่กูรักจะทำร้ายกูอีก”

 

“แล้วพ่อเลี้ยงล่ะครับพี่เกลียดท่านรึเปล่า” เป็นอีกครั้งที่ผมต้องส่ายหน้าออกมา

 

“เปล่าแต่กูโกรธ...โกรธที่ตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ยิ่งกูรักพ่อเลี้ยงมากแค่ไหนมันก็เหมือนกับกูกำลังจะทรยศแม่ตัวเองมากเท่านั้น”

 

“ผมว่าพี่กำลังโทษตัวเองมากเกินไปนะพี่พรายคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกโอกาสดี ๆ ให้กับชีวิตได้นะพี่...เลิกโทษทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองได้แล้วครับลืมเรื่องราวในอดีตไปให้หมดแล้วเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่พี่อย่างจะเป็นตอนนี้ดีกว่า ถ้าพี่มัวแต่กำก้อนหินเอาไว้ในมือนอกจากมันจะไร้ค่าแล้วมันยังทำให้พี่ต้องเจ็บมืออีกด้วย” เพลงมันดึงมือผมมาวางไว้บนโต๊ะแล้วทาบฝ่ามือของมันลงมา “โยนก้อนหินทิ้งแล้วจับมือผมเอาไว้นะพี่ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้พี่ต้องเจ็บอีก”

 

บางครั้งผมก็เริ่มสงสัยว่ามันเป็นเด็กอายุสิบเก้าจริงรึเปล่าหรือเป็นเพราะพื้นฐานของครอบครัวที่อบอุ่นถึงได้หล่อหลอมมันให้กลายเป็นคนประเสริฐถึงเพียงนี้

 

“ทานข้าวเถอะครับแล้วเดี๋ยวผมไปส่งพี่ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์เอง” เพลงมันดึงมือกลับเพื่อจะกินข้าวแต่เป็นผมที่จับมือมันไว้แน่นซะเองสายตาของมันก็ช้อนมองผมด้วยความประหลาดใจ

 

“ไปเจอแม่กูด้วยกันเถอะเพลง ช่วยจับมือกูเอาไว้อย่างนี้อย่าหายไปไหนได้ไหม? อย่างน้อยแค่ตอนเจอแม่ก็ยังดี”

 

“แล้วแต่พี่พรายจะบัญชาเลยครับ” เพลงมันยักคิ้วเหมือนกับผู้ชนะพอเวลาพูดเรื่องจริงจังมันก็เป็นอย่างนี้ตลอดกวนประสาทจนผมเองก็ต้องเผลอยิ้มออกมา

 

 

[Part Music Yotin]  

 

เรื่องที่พี่พรายเล่าออกมามันเลวร้ายเกินกว่าที่คนคนหนึ่งควรจะได้รับ แม้แต่ผมเองก็จนปัญญาที่จะช่วยเหลือผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่พรายถึงหนีออกมาจากบ้านหนีออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพัง...พี่พรายกำลังลงโทษตัวเองด้วยความรู้สึกกลัว ความรู้สึกผิดที่เริ่มมองเห็นคนอื่นดีกว่าผู้ที่ให้กำเนิด 

 

ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้พี่พรายจมปลักอยู่กับอดีตเพราะมันจะตามหลอกหลอนไม่มีวันจบสิ้นแต่จะให้ลืมทุกอย่างเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นง่าย ๆ ก็คงไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ตอนนี้คือการอยู่เคียงข้างและคอยให้กำลังใจเพื่อให้พี่มันได้ก้าวผ่านไปได้อย่างเข้มแข็ง 

 

ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนผมก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเองผมจะสามารถรับมือไหวไหมในหัวมันเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนกินข้าวตรงหน้าแทบไม่ลงแต่ถ้าผมไม่ทำตัวให้เข้มแข็งพี่พรายก็คงต้องคิดมากยิ่งกว่าเดิมแน่ 

 

...เพิ่งรู้ว่าการฝืนยิ้มมันเป็นแบบนี้นี่เอง ที่ผ่านมาเวลาที่พี่มันเจอปัญหาหนัก ๆ แล้วฝืนทำตัวร่าเริงตอนอยู่ด้วยกันพี่มันคงโคตรรู้สึกแย่อะ 

 

“มัวแต่เขี่ยข้าวอยู่นั่นแหละ” สายตาพี่มันจ้องมาทางผมแล้วขมวดคิ้วออกมาเลย “คิดมากเรื่องของกูอยู่เหรอ?” 

 

“ก็นิดหน่อยครับแค่คิดว่าที่ผ่านมาพี่ต้องรู้สึกแย่แค่ไหนเวลาที่เจอเรื่องแย่ ๆ แล้วยังมาทนฝืนยิ้มต่อหน้าผมอีก” 

 

“มึงน่ะคิดมากเกินไปแล้ว มึงรู้ไหมเพลงเวลาที่กูเสียใจคนแรกที่กูนึกถึงก็คือมึง เวลาที่กูอยากร้องไห้พอมีมึงอยู่ข้าง ๆ มันก็ทำให้กูลุกขึ้นสู้จนผ่านไปได้ มึงเป็นเหมือนกับของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปกูจะพึ่งพามึงให้มากขึ้น ถ้าวันไหนกูอยากร้องไห้ก็ขอยืมอกอุ่น ๆ นี่หน่อยละกันนะ” 

 

กะพริบตาแล้วขยี้หูตัวเองรัว ๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่พี่พรายบอกว่าอยากพึ่งพาผม 

 

“หูยดีใจนะเนี่ยที่พี่พูดแบบนี้” 

 

“ได้เปล่าล่ะ?” 

 

“ได้หมดแหละครับอยากจะระบายตรงนี้” ว่าแล้วก็ตบไปที่อก “ตรงนี้” ตบที่ไหล่ “หรือตรงนี้ก็ได้นะครับ” ลดตามองไปที่ส่วนล่างใต้สะดือจนพี่มันหน้าแดง 

 

“ทะลึง! รีบกินเข้าไปเลย” 

 

หลังจากทานข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้วเราทั้งคู่ก็กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันที่หออีกครั้งทีแรกก็ตั้งใจจะไปกันช่วงบ่ายแต่พอเช็กเวลาเยี่ยมแล้วถ้าไปช่วงบ่ายพี่พรายจะมีเวลาได้อยู่กับแม่แค่หนึ่งถึงสองชั่วโมงเท่านั้นผมเลยตัดสินใจพาพี่พรายมาตั้งแต่เช้าเลยครับเผื่อถ้าพี่พรายจิตตกไปอีกคนจะได้พาไปเที่ยวต่อให้หายเครียดหรือถ้าไม่ดีขึ้นก็จับส่งตรวจต่ออีกคนซะเลย 

 

“ขอเยี่ยมคุณเรไร ถิ่นอุดมครับ” พี่พรายหยิบบัตรประชาชนของตัวเองยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งเธอเองก็ยิ้มแย้มและดูเหมือนจะคุ้นเคยพี่พรายเป็นอย่างดี 

 

“พักนี้น้องมาเยี่ยมคุณแม่เกือบทุกอาทิตย์เลยนะคะ” เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ไม่ไกลเงยหน้ากล่าวขึ้น 

 

“สวัสดีครับพี่อัญ ช่วงนี้แม่เป็นยังไงบ้างครับ” 

 

“ดีขึ้นเยอะเลยละ ตั้งแต่น้องกลับมาเยี่ยมบ่อย ๆ คุณแม่ก็ดูมีความสุขขึ้นมากเริ่มพูดมากขึ้นกว่าเดิมแล้วก็ทานได้ดีขึ้นด้วยนะ” 

 

“น้องอยากจะพาคุณแม่ไปเดินเล่นในสวนไหมคะ?” 

 

“อย่าดีกว่าครับผมไม่อยากให้แม่เจอผมนาน ๆ แล้วเป็นเหมือนครั้งก่อนอีก” 

 

“อย่าคิดอย่างนั้นสิคะ คนไข้เองก็มีการฟื้นฟูพัฒนาทางสมองที่ดีขึ้นมาตลอดหลายปี พี่อยากให้น้องลองพยายามต่อไป แล้วพักหลังเท่าที่พี่สังเกตเวลาที่น้องไม่มาคุณแม่ก็ดูเศร้าเอาแต่เฝ้ามองหาน้องอยู่ตลอด” 

 

พี่เจ้าหน้าที่พยาบาลพาผมกับพี่พรายมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องกระจกห้องหนึ่ง ภายในมีผู้ป่วยหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาวาดภาพระบายสีบนเสื้อยืด 

 

“แม่กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับพี่อัญ” สายตาของพี่พรายจ้องมองไปยังหญิงที่นั่งอยู่ด้านในริมหน้าต่าง 

 

“แม่ของน้องกำลังกลับมาฝึกทักษะอาชีพค่ะ หลายเดือนก่อนคนไข้ได้เข้าร่วมโครงการจ้างงานผู้ป่วยจิตเวชและคนไข้เองก็ทำได้ดีมากเลยนะคะ สามารถดูแลตัวเองได้ คิดและควบคุมพฤติกรรมทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดีจนสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทักษะพื้นฐานในการดำเนินชีวิต การเข้าสังคม” 

 

“แต่หนก่อนที่ผมมาแม่ยัง...” 

 

“การแสดงออกของคนไข้บางครั้งก็อาจเกิดจากความรู้สึกเสียใจในอดีตแต่พี่เชื่อว่าแม่ของน้องคงพอจะจำเรื่องราวหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดีไม่งั้นคงไม่วาดภาพนั้นออกมาแน่นอน” นิ้วมือของพยาบาลชี้ไปที่เสื้อยืดสีขาวที่แขวนไว้ข้างหน้าต่างมันเป็นภาพหญิงสาวกำลังกอดเด็กผู้ชาย 

 

ผมเองก็ไม่รู้ความหมายของภาพนั้นได้ดีเท่ากับพี่พราย มีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจนผมต้องคว้ามือพี่มันมากำเอาไว้ 

 

พี่พรายพาแม่ลงมาเดินที่สวนด้านล่างตอนแรกผมก็แอบหวั่นใจเหมือนกันว่าถ้าคุณแม่เกิดโวยวายคลั่งขึ้นมาเหมือนในละครที่เคยดูจะทำยังไงดีแต่ผมคิดผิดคุณแม่พี่พรายดูสงบและมีสติมากจนเหมือนกับเป็นคนปกติคนหนึ่งเลย 

 

“นะ...น้ำอยากกินน้ำ” คราวนี้ผมกับพี่พรายถึงกับมองหน้ากันเลยครับคือไม่รู้เลยว่าจะไปหาน้ำมาจากไหนให้กินเพิ่งเคยมาครั้งแรกด้วยและดูเหมือนพี่พรายก็คงจะรู้ 

 

“เพลงฝากดูแม่กูแป๊บนะ” เอาแล้วเอาหล่าว! “เดี๋ยวกูรีบไปรีบมา” 

 

หลังจากพี่พรายวิ่งหายไปใจผมเนี่ยเต้นรัวเหมือนตีกลองเลยครับบอกเลยว่าไม่เคยดูแลผู้ป่วยจิตเวชมาก่อนรู้งี้หาข้อมูลมาบ้างก็ดีในขณะที่กำลังมโนความคิดออกไปไกลโพ้นทะเลผมก็ต้องสะดุ้งตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากปากของแม่ 

 

“...หนู” 

 

กะพริบตาถี่ ๆ เตรียมตั้งรับกับทุกสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย 

 

“ครับคุณน้า” 

 

“หนูเป็นแฟนกับลูกน้าเหรอ?” ห่ะ! แล้วนี่ผมควรจะตอบยังไงวะเนี่ยตอนนี้ปากมันสั่นไปหมดคือถ้าเป็นคนปกติผมคนตอบไปตามตรงแต่นี่... “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ น้าพอจะมองออกว่าเธอทั้งคู่เป็นมากกว่าเพื่อน” 

 

เดี๋ยว! ตกลงนี่แม่พี่พรายมันไม่ได้ป่วยใช่ไหม? 

 

“มองอะไรอย่างนั้นผู้ป่วยจิตเวชก็มีหลายแบบหลายประเภทของน้าเองก็เช่นกันอาจจะมีหลงลืมเรื่องสำคัญไปบางหรือแม้กระทั่งเห็นภาพหลอนหูแว่วแต่ตอนนี้น้าเองก็อยู่ที่จะเรียนรู้กับมันได้บ้างแล้ว” 

 

“งั้นคุณน้าเองก็จำพี่พรายได้มาตลอดสิครับ!” 

 

“จำได้...จำได้ดีเลยแต่พอเห็นหน้าเด็กคนนั้นทีไรก็ต้องเห็นภาพคืนนั้นซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้ง เสียงร้องอ้อนวอนในตอนนั้นก็ยังดังแว่วอยู่ภายในหูไม่เคยหาย” 

 

“แล้วทำไมคุณน้าทำเหมือนกับไม่เคยรู้จักพี่พรายล่ะครับ” 

 

“น้าเองอยากให้พรายก้าวเดินต่อไปโดยไม่มีคนแบบน้าเป็นตัวถ่วง ตอนนี้พรายมีชีวิตที่ดีแล้วถ้าหนูรักพรายจริง น้าก็ขอฝากลูกของน้าไว้กับหนูนะฝากดูแลในส่วนที่น้าไม่เคยทำได้มาก่อนแล้วก็ขอให้หนูช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้หน่อยได้ไหม?” 

 

“แต่...” ผมควรจะตอบยังไงดีเรื่องแบบนี้มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถ้าผมไม่บอกแล้วพี่พรายมารู้เองทีหลังมีหวังได้ตายจมตีนพี่มันแน่ “คุณน้าไม่คิดอยากจะกลับไปอยู่กับพี่พรายแล้วจริงเหรอครับ” 

 

“อยากสิแต่น้าไม่รู้ว่าจะควบคุมตัวเองได้ดีแค่ไหน” เธอยกฝ่ามือที่กำลังสั่นอย่างหนักขึ้นมามอง “มือคู่นี้มันทำให้พรายต้องเกือบตายมาแล้ว น้าไม่อยากทำให้พรายต้องเจ็บปวดอีก” 

 

ผมได้แต่เอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้สายตาที่มองมาที่ผมก็อ้อนวอนจนผมปฏิเสธไม่ลงแต่พอเงยหน้าขึ้นมองไปด้านหลังคุณน้าผมก็ต้องชะงักเหมือนถูกสาป 

 

...! 

 

มีสายตาอีกคู่ที่กำลังยืนมองเราทั้งคู่ ในมือพี่พรายมันถือขวดน้ำไว้แน่นจนแทบจะแหลกคามืออยู่แล้วคุณน้าคงสงสัยกับท่าทางของผมเลยมองดูรอบ ๆ แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่พรายมันกระโดดหลบไปหลังต้นไม้ใหญ่อย่างเร็วรี่ 

 

...จังหวะนรกฉิบหาย! 

 

“ครับผมสัญญาว่าจะดูแลพี่พรายเป็นอย่างดี” ขอพูดเอาดีเข้าตัวหน่อยเถอะยังไงพี่มันก็แอบยืนฟังอยู่แล้วจะได้ซาบซึ้งตรึงใจแม่งไปเลย “ส่วนเรื่องอื่นน้าลองค่อย ๆ ตัดสินใจอีกทีเถอะนะครับผมว่าพี่พรายก็คงรอให้น้ากลับมาเป็นแม่คนเดิมอยู่ดี” หล่อมาก! พูดเองยังรู้สึกกระดากปากสัมผัสได้ถึงความตอแหลอันเนียนนี 

 

แล้วเมื่อไหร่พี่พรายมันจะออกมาสักทีละโว้ย! 

 

พอทำท่าจะหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาพี่มันก็ออกมาเลยครับแถม... 

 

“น้ำได้แล้วครับ...” โอ้โห! คนบ้านนี้มันเล่นละครเก่งกันไปอี๊กกกก คนหนึ่งก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกคนก็ทำเป็นจำไม่ได้...กูอยากกลับบ้าน! 

 

“อากาศเริ่มร้อนแล้วผมว่าเรากลับขึ้นไปบนอาคารดีกว่าแล้วก็ใกล้ถึงเวลาทานข้าวแล้วด้วย” น้ำเสียงเรียบนิ่งกลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากตัวพี่พรายเนี่ยมันโคตรสยองเลยครับหลังจากพาแม่พี่พรายกลับขึ้นไปบนตึกแล้วร่ำลากันเล็กน้อยแม่พี่มันก็ยังแอ๊บแบ๊วทำเป็นจำลูกไม่ได้อยู่ดี 

 

ทุกย่างก้าวที่ลงมาจากอาคารมันช่างหลอนยิ่งนักพี่พรายมันไม่พูดอะไรสักคำแต่พอมาถึงที่รถเท่านั้นแหละ 

 

“เพลงเรารีบกลับหอกันเถอะเนอะกูมีเรื่องอยากจะคุยกับมึงเยอะแยะเลย” พี่พรายมันกดหน้าลงกว่าปกติเหลือบตามองมาที่ผม...พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ราวกับฆาตกรโรคจิต 

 

หรือผมควรจะพาพี่มันไปรับยาระงับประสาทอีกคนดี? 

ความคิดเห็น