facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 วันที่เธอหายไป (ตอนนี้) 100%

ชื่อตอน : บทที่ 13 วันที่เธอหายไป (ตอนนี้) 100%

คำค้น : #น่ารัก #คลั่งรัก #เจ้าเล่ห์ #โรแมนติก #หวาน #ถ่านไฟเก่า #ยังรักอยู่ #ซึ้ง #นางเอกรุก #คนคลั่งรัก #ลูก #ภรรยา #ทวงรักคืน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2563 15:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 วันที่เธอหายไป (ตอนนี้) 100%
แบบอักษร

บทที่ 13 วันที่เธอหายไป (ตอนนี้) 100% 

 

“สวัสดีครับ” 

ไอรดาเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงคนที่ไม่คุ้นเคย 

ไม่ใช่เขา … 

“ผมศรันครับ ต่อไปจะมารับหน้าที่ดีลงานกับคุณไอรดาแทนคุณทินกร” 

“โอเคค่ะ ดิฉันไอรดา เชิญนั่งเลยค่ะ” 

ไอรดาผายมือลงเก้าอี้ด้านหน้า ข่มความรู้สึกข้างในให้มันลึกลงไป 

ไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ เขาคงกำลังหลบหน้าเธอ นี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอและเขาแล้ว 

ไม่ต้องเจอกันอีกต่อไป 

 

อุณหภูมิสูงในช่วงบ่ายของประเทศไทยเรียกเหงื่อจากผู้คนที่เดินไปมา ดวงอาทิตย์ดวงโตแขวนเหนือศีรษะ ด้วยอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้ทำให้แอร์คอนดิชันในอาคารไม่เย็นเท่าที่ควรทำให้หญิงชราร่างผอมบางรู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหันทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในอาคารจนเกือบทำถุงใส่กล่องอาหารให้มือร่วงลงพื้น 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ทันทีที่นางเกือบทรุดลง มีมือเล็กของเด็กชายเข้ามาประคองไว้อย่างทันท่วงที แววตากลมโตบนหน้าจิ้มลิ้มมองอย่างเป็นกังวล จริงๆ แกรมป้า (grampa) บอกไม่ให้ช่วยคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ว่าแกรนนี่บอกว่าถ้าคนแก่ล้มลงพื้นจะไม่ดี เพราะกระดูกไม่แข็งแรง เชื่อแกรนนี่ (granny) ก่อนละกัน เด็กชายคิด 

“ผมช่วยถือนะฮะ” ทันใดนั้น เด็กชายหน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วก็โผล่ขึ้นมาอีกข้างพลางถือถุงที่นางเกือบทำหล่นไว้ หญิงชราตั้งสติชั่วครู่ เอ นี่นางตาลายจนเห็นเด็กชายมีสองคนหรือ พอตั้งสติสักพักก็พบว่าเป็นเด็กแฝดชายหน้าตาน่ารักคู่หนึ่ง 

“ขอบคุณจ้ะ” 

“มานั่งตรงนี้ก่อนนะครับ” เด็กชายคนแรกจูงมือหญิงชรามานั่งบริเวณเก้าอี้สำหรับผู้รอคิวในโรงพยาบาล ตามมาด้วยคนที่สองที่ถือถุงอาหารตามมา 

“มิสครับ” เด็กชายคนแรกเรียก ก่อนเด็กชายคนที่สองจะกระทุ้งศอกขัด 

“ที่นี่ประเทศไทยต้องเรียกแบบไทยๆ สิ คุณป้า คุณย่า คุณยาย เอ๊ะหรือต้องเรียกว่าคุณทวด” เด็กชายคนที่สองขมวดคิ้วเกาหัวแกร่กๆ 

“ต้องคุณยายสิ แกรมป้าบอกว่าเวลาเรียกคนไม่รู้จักที่ไทย ต้องเรียกเป็นญาติฝ่ายแม่” เด็กชายคนแรกเถียง 

“แต่แกรนนี่เราไม่แก่เท่านี้สักหน่อย” เด็กชายคนที่สองโต้กลับทำให้เด็กชายคนแรกไม่พอใจกระซิบกระซาบเบาๆ 

“ไม่มีมารยาท มัมบอกห้ามพูดคำว่าแก่กับผู้หญิง I will tell mom” 

เห็นเด็กชายทั้งสองเปิดสงครามส่วนตัวเบาๆ สายตาหญิงชราอ่อนลงด้วยความเอ็นดู นางเองก็อยากมีเหลนน่ารักๆ แบบนี้มาวิ่งในบ้านเหมือนกัน นางเอ่ยปรามการทะเลาะของสองแฝดด้วยน้ำเสียงใจดี 

“เรียกคุณยายก็ได้ลูก” 

“คุณยายมาหาหมอเหรอฮะ” เห็นหญิงชราเอ่ยปรามให้ เด็กชายคนที่สองหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาให้พี่ชายแล้วชวนหญิงชราคุยเสียงเจื้อยแจ้ว 

“เปล่าจ้ะ ยายมาหาหลานที่เป็นหมอ” 

“เป็นหมอเหรอฮะ ถ้างั้นคุณยายคงถูกจับฉีดยาบ่อยๆ” เด็กชายทำหน้ามุ่ย เอามือลูบก้นด้วยความเสียววาบ เขาไม่ค่อยชอบถูกฉีดยาเท่าไร 

ยิ่งมองสองแฝดที่ช่างเจรจาก็ยิ่งเข้าตา นางคิดในใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวัยของนางที่อยากมีเหลนเต็มแก่ทำให้นางรู้สึกถูกชะตาของเด็กทั้งสองหรือความน่ารักของทั้งสองที่ทำให้ใครๆ ก็นึกเอ็นดูกันแน่ 

“พวกเราก็มาหาแกรนนี่เอ่อ คุณยายของเราน่ะครับ” 

“แต่คุณยายของเราเป็นคนป่วยนะฮะ ไม่ใช่หมอ” เด็กชายคนที่สองเอ่ยเสียงใส 

“คุณท่านครับ ขอโทษที่มาช้า” พิพัฒน์คนขับรถรีบวิ่งมาด้วยเสียงเหนื่อยหอบแล้วก้มหัวขอโทษ 

“คุณลุงดูแลคุณยายดีๆ หน่อยสิฮับ คุณยายจะเป็นลม” เด็กชายรีบหันไปฟ้อง ทำเอาพิพัฒน์หน้าซีดกว่าเดิม แต่หญิงชรากลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดู 

“ถ้าคุณยายมีคนดูแลแล้ว งั้นพวกเราขอตัวนะครับ” แฝดผู้พี่พูดขึ้น แฝดคนทั้งสองยกมือไหว้เป็นการบอกลาพร้อมรอยยิ้มสดใสแล้วเดินจากไป 

“สวัสดีครับย่า พยาบาลบอกว่าเห็นคุณยายรออยู่ข้างล่าง” คนเป็นหลานชายสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้ายกมือไหว้ เดินสวนสองแฝดเข้ามาหาหญิงชรา 

“ย่าเอาข้าวมาให้กลางวันมาให้” 

“ไม่เห็นต้องลำบากเลยครับ ผมกินแถวนี้ก็ได้” ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความเกรงใจ 

“ถ้าย่าไม่เอามาให้ ฟ้าก็ทำเป็นลืมกินข้าวทุกที” หญิงชราเอ็ดเบาๆ แกมหัวเราะด้วยความที่รู้นิสัยของหลานชายตัวเองดีก่อนถอนหายใจขึ้นมาเบาๆ 

“เมื่อกี้ย่าเจอเด็กแฝดน่าเอ็นดูเชียว เห็นแล้วอยากมีเหลนบ้าง ไม่รู้คนแถวนี้จะทำให้ย่าสมหวังได้รึเปล่า” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มบางเบาแทนคำตอบ ก่อนประคองคนเป็นย่าออกไปจากโรงพยาบาล 

--------------------------------------------------------- 

คอมเมนท์ให้กำลังใจเค้าหน่อย <3 

ความคิดเห็น