facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 133 กำแพงที่กั้นขวาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 133 กำแพงที่กั้นขวาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 213

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2563 11:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 133 กำแพงที่กั้นขวาง
แบบอักษร

ตอนที่ 133

 

เมื่อสามผู้อาวุโสชนชั้นผู้นำเข้ามาหยุดสถานการณ์เอาไว้แล้ว ย่อมไม่มีการบานปลาย... เป่ยเตียวหุย มองไปยังหญิงสาว ก่อนจะเผยใบหน้าเคร่งครึงขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่องที่นางเข้ามาแจ้งธุระสำคัญบางประการ... 

 

“ซวงฉวี่... พวกเราขอรับข้อเสนอของสำนักบุปผาประจิม อีก 2 วัน ผู้อาวุโสจาง จะร่วมเดินทางไปกับผู้อาวุโสใหญ่สำนักบุปผาประจิมของเจ้า... เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่ายังไงพวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้... นี่คือจดหมายยืนยันการตอบรับเงื่อนไข ที่ลงตราประทับสำนักสายลมประจิมเป็นที่เรียบร้อย...” 

 

ซวงฉวี่ ย่อตัวสุภาพ... ก่อนจะหยิบจดหมายที่ชายชราส่งยื่น... 

“ผู้เยาว์จะไปแจ้งต่อท่านเจ้าสำนักตามนี้ เช่นนั้นผู้เยาว์คงต้องขอตัวก่อน...” 

 

เป่ยเตียวหุย พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเรียกชนชั้นผู้ฝึกสอนสามคน ให้ตามไปส่งนางจนถึงสำนักเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะจากลาหญิงสาวยังส่งสายตาดุดันมายัง ลั่วชิงเหอ และ เหยาซาน ชั่วขณะหนึ่ง แน่นอนว่าทั้งสองก็มิได้หลบตาแต่อย่างใด... 

 

การกระทบกระทั่งกันภายในรุ่นเยาว์ ถือเป็นแรงผลักดันไปสู่ความมุ่งหมาย ดังนั้นหากไม่เกินขอบเขตอันตราย บรรดาผู้อาวุโสก็ล้วนเห็นดีเห็นงามไปด้วย หากไร้ซึ่งคู่แข่งก็เท่ากับไร้ความพยายามที่จะผลักดัน ยิ่งได้เห็น เหยาซาน สามารถดีดตัวขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นให้กับ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ได้ ยิ่งถือเป็นเรื่องดีของสำนัก... 

 

“เหยาซาน... เรื่องที่พวกเราจะฝึกฝนกัน 3 วันนั้น ดูท่าคงต้องเลื่อนออกไปก่อน ข้ามีธุระที่ต้องเดินทางไปต่างเมืองซึ่งอาจใช้เวลาร่วมเดือนหรือมากกว่านั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอ ทว่าข้าจะไม่มีทางลืมเรื่องนี้เด็ดขาด จำเอาไว้ให้ดี...” ผู้อาวุโสจาง เน้นย้ำขึ้น 

 

เหลาซาน แม้ในใจจะกู่ร้องปิติยินดี ทว่าใบหน้ากลับเผยความเศร้าสลดคล้ายเสียใจที่มิได้รับฝึกฝน ประสานมือสุภาพนอบน้อม... “ผู้อาวุโสจาง เชิญทำธุระอย่างไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเร่งร้อนใด ๆ ข้านั้นสามารถรอนานแค่ไหนก็ได้...” 

 

เป่ยเตียวหุย ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงเย็น มีหรือที่จะมองความนัยไม่ออก... ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เหยาซาน เพิ่งออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตรา พร้อมกับผู้อาวุโสเถิง... “จริงสิ... เจ้ากลับออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตรา แปลว่าเจ้าได้รับจิตวิญญาณแห่งศาสตรามาแล้วงั้นสินะ” 

 

เหยาซาน สะอึกเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเจื่อน ๆ ขึ้น... 

“แน่นอนท่านรองเจ้าสำนัก ข้าได้มันมาแล้ว” 

 

“ขอข้าดูได้หรือไม่?” เมื่อ เป่ยเตียวหุย เอ่ยขึ้น ทั้งผู้อาวุโสจาง และ ลั่วชิงเหอ ที่อยู่ตรงนี้ด้วย ต่างก็มากันเหลียวมองมายัง เหยาซาน คาดหวังที่จะเห็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราของ เหยาซาน อยู่ไม่น้อย มีเพียงผู้อาวุโสเถิงที่กระอักกระอ่วนพลางเบือนหน้าหนี 

 

เหยาซาน เผยรอยยิ้มเล็กด้านมุมปาก ก่อนจะเปิดแหวนมิติหยิบเอามีดสั้นที่ชำรุดชิ้นหนึ่ง ตลอดทั้งเล่มยาวเพียงคืบมือออกมา... “นี่อย่างไร จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ข้าเลือกมา” 

 

เป่ยเตียวหุย และ ผู้อาวุโสจางผงะไปเล็กน้อย... แม้มีดสั้นเล่มนี้จะมีจิตวิญญาณแห่งศาสตราสถิตอยู่จริง ๆ ทว่าก็มิได้โดดเด่นอะไรเลย ออกจะเป็นซากศาสตราระดับสามัญในสุสานเท่านั้น... ด้าน ลั่วชิงเหอ ถึงกับหัวเราะเสียงเย็นในลำคอ แสดงท่าทีสมเพชดูแคลน 

 

ซึ่ง เหยาซาน มิได้สนใจแม้แต่น้อย ขอเพียงเก็บงำความลับได้ ใครจะดูแคลนก็มิใช่เรื่องที่ต้องสนใจ เมื่อถึงเวลาที่ต้องระเบิดพลังการต่อสู้ออกมาจริง ๆ ต่างหาก ถึงจะมีความหมาย... เป่ยเตียวหุย เหลือบมองไปยังผู้อาวุโสเถิงเล็กน้อย คล้ายต้องการให้ยืนยัน 

 

ผู้อาวุโสเถิง เห็นสายตาของ เหยาซาน ที่เพ่งมอง จึงได้แต่กระแอมไอแห้ง ๆ และพยักหน้ายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่ง เหยาซาน นำมีดเล่มนี้ออกมาด้วยจริง ๆ เพื่อบังหน้า ฉะนั้นการพยักหน้าตอบนับของ ผู้อาวุโสเถิง จึงก็ไม่นับเป็นการโป้ปด เพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง...  

 

เป่ยเตียวหุย และ ผู้อาวุโสจาง เผยแววตาผิดหวังเล็ก ๆ แต่ก็มิได้กล่าวอะไรออกมาในเรื่องนี้ ถึงอย่างไร จิตวิญญาณแห่งศาสตรา ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญเป็นหลัก พลังเกื้อหนุนระหว่างต่อสู้อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ใน 10 ส่วนเท่านั้น... 

 

“เอาเถอะ ไว้เจ้าเติบโตขึ้น ภายภาคหน้าเมื่อขึ้นเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอน ก็ค่อยเข้าไปเสาะหาจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่เหมาะสมได้อีกครั้ง...” เป่ยเตียวหุย กล่าวคล้ายปลอมประโลม 

 

เหยาซาน ประสานมือสุภาพน้อมรับไว้... ก่อนที่ทุกฝ่ายจะทยอยแยกย้ายกันเมื่อจบเรื่อง โดยทางด้าน ลั่วชิงเหอ ที่พอเห็นว่า เหยาซาน ครอบครองเพียงแค่จิตวิญญาณแห่งมีดสั้นสามัญเล่มหนึ่ง ก็ลบภาพของ เหยาซาน ที่จะขึ้นมาเทียบเคียงกับตนไปในทันที... ส่วนการโจมตีที่ เหยาซาน ต้านทานไว้ได้ก่อนหน้านี้ ก็คาดว่าคงเป็นขอบเขตสูงสุดที่ทำได้แล้ว ปักใจเชื่อว่าลึก ๆ เหยาซาน คงกำลังสะกดข่มอาการบาดเจ็บภายในเอาไว้ ไม่กล้าแสดงออกมาเท่านั้นเอง... 

 

เหยาซาน ก็วางมาดเมินเฉยต่ออีกฝ่ายเช่นกัน ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดดูแคลนตนยังไง เพราะสุดท้ายทุกอย่างล้วนต้องชี้วัดกันที่การประลอง... ในเมื่อเงื่อนไขของ ผู้อาวุโสจาง ถูกชะลอไว้ก่อน ดังนั้น เหยาซาน จึงกลับมามีอิสระในการฝึกฝนอีกครั้ง 

 

การประมือกับ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ที่เป็นชนชั้นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก่อนหน้านี้ ได้จุดเปลวไฟแห่งการฝึกของ เหยาซาน อยู่ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนั้นยังเก็บงำพลังแท้จริงเอาไว้ ทว่าด้านของ เหยาซาน กลับต้องใช้พลังทั้งหมดในการสกัดกั้น จึงชัดเจนว่ายังมีช่องว่างอีกมากโขอยู่ 

 

“เจ็ดสัปดาห์... คือเส้นตายก่อนจะเริ่มการประลองในวังหลวง อีกทั้งหากข้าไม่ได้แสดงตัวล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ว่าจะขอรับสิทธิ์เข้าประลอง ต่อให้มีป้ายแสดงสิทธิ์การเข้าประลองที่องค์รัชทายาทให้ไว้(ตอนที่ 58) ไม่แน่ว่าก็จะถูกตัดสิทธิ์ได้เช่นกัน...” เหยาซาน กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง สีหน้าครุ่นคิดหนัก 

 

นับจากนั้น เหยาซาน ก็เริ่มปิดด่านฝึกฝนทันที โดยอาศัยทรัพยากรอย่างเม็ดยาโอสถ และสุราลมปราณในการบ่มเพาะเป็นหลัก... เมื่อครบกำหนดส่งมอบทรัพยากรของตระกูลตัน และตระกูลหยวน ก็มีการมานำส่งถึงหน้าประตูสำนัก ไม่จำเป็นต้องออกไปด้านนอก... 

 

เหยาซาน จึงเข้าปิดด่านในถ้ำนับจากวันนั้น ฝึกฝนกระบวนท่าด้วยจินตนาการในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านวงจรซ้ำซ้อนในห้วงสำนึก และจะออกมาด้านนอกแค่เพียงประปลายตามจำเป็นเท่านั้น เวลาที่เกิดสมมุติฐานข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝึก ก็จะตรงไปยังหอธาตุ หรือหอศาสตรานั้น ๆ ทันที ซึ่งพอได้รับคำตอบแน่ชัดก็ค่อยกลับมายังถ้ำปิดด่านอีกครั้ง หมักบ่มสุราทิ้งไว้ และทุ่มเทเวลาไปกับการบ่มเพาะลมปราณ หมุนวนเช่นนี้เรื่อยไป... 

 

ชนชั้นผู้นำทั้งเจ้าสำนัก และรองเจ้าสำนักทั้งสอง คล้ายว่าเวลานี้จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ร้ายแรงขึ้นในยุทธภพ ทำให้ชนชั้นผู้นำของสำนักมิได้มีเวลามายุ่งเกี่ยวกับการฝึกของ เหยาซาน อีกทั้งการเดินทางของ ผู้อาวุโสสูงสุดจาง ก็ยังไร้วี่แววจะกลับสำนักในเร็ววัน บ่งบอกถึงปัญหาที่ยังยืดเยื้อไร้สิ้นสุด  

 

ประหนึ่งหมอกดำกำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทวีปพยัคฆ์ขาวอย่างช้า ๆ โดยอาศัยช่วงเวลาที่ทางหน่วยงานราชการแผ่นดินอย่าง ราชวงศ์ไป๋หู่ กำลังทุ่มเทความสนใจไปยังพิธีอภิเษกสมรสที่กำลังจะเกิดขึ้น... โดยที่มีเพียงขุมกำลังชั้นแนวหน้าของทวีปเท่านั้นที่จะเริ่มไหวตัวได้ทัน ในเหตุการณ์ร้ายแรงที่กำลังจะคืบคลานมานี้... 

 

หกสัปดาห์ผ่านไป... 

 

เหยาซาน ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมใบหน้าที่ขาวซีด ด้วยความทุ่มเทจากการฝึก รวมไปถึงทรัพยากรปริมาณมหาศาลจากทั้งสุราและโอสถ ทำให้เด็กหนุ่มเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 ได้สำเร็จ... แต่ถึงแม้ว่ารัศมีชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะเข้าขั้นสมบูรณ์แล้ว ทว่ากลับยังเหลือเส้นใยบาง ๆ ขวางกั้น ในการจะทะลวงผ่านเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเขียว... 

 

“เพราะอะไรกันนะ!! ไม่ว่าจะใช้สุราหรือโอสถที่รุนแรงขนาดไหน ก็ไม่อาจก้าวผ่านเส้นใยบาง ๆ นี้ไปได้... ถึงจะรู้สึกว่ามันขาดอีกเพียงน้อยนิด ทว่ามันกลับเป็นความน้อยนิดบนคอขวดที่ตีบตัน มุมหนึ่งเหมือนเป็นเพียงเส้นบาง ๆ แต่อีกมุมหนึ่งรู้สึกราวกับเป็นกำแพงขนาดมหึมา!!” 

 

เหยาซาน ไม่เคยพบเจอทางตันเช่นนี้มาก่อน นับตั้งแต่ฝึกฝนลมปราณ... 

 

เฒ่าชีเปลือย เห็นท่าทีลนลานเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็น... 

“หึหึ... อันที่จริง สิ่งที่เจ้ากำลังประสบพบเจอในเวลานี้มิใช่เรื่องแปลกอะไรเลย... เพราะสำหรับคนอื่น ๆ ที่ฝึกฝนลมปราณ ล้วนต้องพบเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้ในทุก ๆ ครั้งที่ขึ้นระดับชั้นพลังใหม่...  

 

แต่ในตอนที่เจ้าทะลวงผ่านกำแพงชนชั้นลมปราณสีคราม หรือชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน เจ้ากลับไม่พบเจอปัญหาใด ๆ เลย นั่นก็เป็นเพราะว่าพื้นฐานร่างกายของเจ้ามันแตกต่างไปจากผู้อื่นอยู่หลายส่วน หลังจากนี้แหละคือความยากลำบากที่แท้จริงที่เจ้าต้องเผชิญ...” 

 

เหยาซาน เผยแววตาขุ่นมัว จากที่ตั้งใจจะไปให้ถึงชนชั้นลมปราณสีเขียว ก่อนเริ่มการประลองในวังหลวง แต่ดูคล้ายว่าโอกาสจะริบหรี่เต็มที ทั้งเวลายังกระชั้นเข้ามาจนอยู่ในขอบเขตเส้นตายแล้วก็ว่าได้... “แล้วข้าต้องทำยังไง?!” 

 

เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมาอีกครั้ง... 

“มีอยู่ด้วยกันสองวิธี อย่างแรกคือวิธีปกติสามัญ นั่นคือต้องส่งสมพลังลมปราณไปเรื่อย ๆ พอมันถึงระดับที่อิ่มตัวเต็มที่ กำแพงที่ขวางกั้นระดับชั้นพลังก็จะปริแตกขึ้นมา ซึ่งขอบเขตแต่ละคนล้วนไม่เท่ากันจึงไม่อาจกำหนดได้ชัดเจน ซึ่งถึงเวลานั้นเจ้าก็จะทะลวงผ่านขึ้นไปได้เอง ผู้คนโดยมากก็จะใช้วิธีการเช่นนี้ทั้งนั้นแหละ 

 

ส่วนอีกวิธี เค้าเรียกว่าวิธีนอกตำรา... ในเมื่อพื้นฐานลมปราณของเจ้าไม่เพียงพอที่จะใช้ทะลวงกำแพงข้ามระดับชั้น ก็จำต้องใช้พลังของผู้อื่นเข้ามาช่วยในการทะลวง!! แต่อย่าคิดว่าวิธีนี้จะสามารถทำได้ง่าย ๆ อย่างเช่นเดินไปขอร้องยอดฝีมือสักคนให้มาช่วยทะลวงเชียวล่ะ การถ่ายทอดพลังลักษณะนั้นไม่อาจทำให้ทะลวงผ่านได้ เพราะร่างกายเจ้านั่นแหละที่จะเป็นตัวขวางกั้นมันเอาไว้ 

 

หากให้สรุปง่าย ๆ ก็คือ... เจ้าจำเป็นต้องอาศัยการต่อสู้!! ทั้งยังต้องเป็นการต่อสู้ในระดับที่เจ้ารีดเค้นลมปราณทุกหยาดหยดออกมาจากร่าง จนร่างกายเป็นดั้งฟองน้ำที่จะซึมซับพลังของคู่ต่อสู้เข้ามาแทนที่ อาศัยเสี้ยวพริบตาในจังหวะที่ร่างกายของเจ้ากำลังอ่อนแอถึงขีดสุด คอขวดที่เป็นดั้งกำแพงปิดกั้นขอบเขตก็จะอ่อนแอลงตามไปด้วย เจ้าต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนพลังของศัตรูเป็นหอกแหลม ใช้ในการทะลวงสู่ระดับชั้นขึ้นไป...” 

 

“!!!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้างขึ้นทันที... 

“ตะ...แต่หากเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา วิธีนี้ก็อันตรายมากเลยสิ” 

 

“ถูกต้อง... มันถึงเป็นวิธีนอกตำรายังไงล่ะ เป็นวิธีที่ยอดฝีมือจะใช้เมื่อยามคับขัน หรืออยู่ในขั้นที่ไม่อาจทะลวงผ่านชั้นพลังได้จริง ๆ เท่านั้น เพราะมีโอกาสตายมากถึง 5 ใน 10 ส่วนทีเดียว ส่วนมากจะใช้ในการทะลวงชั้นลมปราณสีส้ม หรือชั้นลมปราณสีแดง ซึ่งมีความยากลำบากอย่างที่สุด... ไม่มีใครเค้าโง่เอาวิธีเช่นนี้ มาใช้เพื่อทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเขียวต๊อกต๋อยนี่กันหรอก...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางยิ้มเย้ยหยัน 

 

เหยาซาน ก็พอจะรู้ตัวเช่นกัน ว่าหากตนไม่เร่งร้อน คาดว่าอีกสัก 2-3 เดือน รอสั่งสมลมปราณไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะสามารถทะลวงขึ้นชั้นลมปราณสีเขียวได้เอง... คิดได้เช่นนั้นแล้ว ก็ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง ไม่โง่พอที่จะทำอะไรเสี่ยง ๆ ยังไงเสียมันก็เป็นเพียงแค่การประลองเพื่อชิงตำแหน่งและชื่อเสียงเท่านั้น ไม่คุ้มค่าที่จะแลกมาด้วยชีวิต... 

 

เมื่อนึกได้เช่นนี้แล้ว เหยาซาน ก็พลันหยิบเอาหยกสื่อสารชิ้นหนึ่งขึ้นมา... ซึ่งหยกสื่อสารชิ้นนี้ มิใช่อันที่ เหยาซาน ใช้อยู่เป็นประจำ ณ ปัจจุบัน เนื่องด้วยพอเปลี่ยนสถานะเป็น เหยาซาน แล้ว เตียมู่หยง ก็ได้มอบหยกสื่อสารชิ้นใหม่ให้ทันที เพื่อทดแทนอันเก่าในตอนที่มีสถานะเป็น ซุน ป้องกันมิให้ถูกแกะรอยจากสัญญาณของหยกสื่อสารได้ จึงปิดใช้งานมันมาโดยตลอด 

 

นี่เป็นการเปิดใช้งานครั้งแรกในรอบเกือบ 4 เดือน... 

และผู้ที่ เหยาซาน ติดต่อไปเป็นคนแรกก็คือ... 

 

“พี่มู่เจี้ยน... นี่ข้าเอง...” 

 

หยกสื่อสาร นิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงจากอีกฝากฝั่งดังขึ้น... 

 

“ซุน!! นี่เจ้าปลอดภัยดีงั้นหรือ!!” เสียงของ มือปราบมู่ ที่ห่างหายไปนาน เวลานี้ได้ก้องดังผ่านหยกสื่อสารขึ้นมา ทำเอาเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มด้วยความคิดถึง... 

 

................................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว