facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 132 ตัดสินสามฝ่าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 132 ตัดสินสามฝ่าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 210

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2563 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 132 ตัดสินสามฝ่าย
แบบอักษร

ตอนที่ 132

 

น้ำเสียงตำหนิที่ ลั่วชิงเหอ กล่าวออกมาไปแสดงท่าทีวางก้ามคุกคามอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ทั้งสองคนเพิ่งจะเคยพบกันครั้งแรก ส่วนหนึ่งอาจเพราะ ลั่วชิงเหอ ที่ยิ่งสืบค้นเรื่องราวของ เหยาซาน มากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่สบอารมณ์กับความสามารถที่เกินขอบเขตทั้งด้านปราณธาตุ และด้านศาสตรา อีกทั้งด้วยข่าวลือภายในสำนักที่ปรากฏก็เต็มไปด้วยคำติฉิน จนหมู่ศิษย์หวาดกลัว...  

 

ตนที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะเหนือว่า เจี่ยโย่วเทียน ถึงขั้นที่ว่าหากอายุเท่าเทียมกัน เจี่ยโย่วเทียน คงไม่มีทางเอาชนะได้ ยามนี้จึงรู้สึกเหมือนถูกกลบรัศมีที่กำลังเจิดจรัสโดย เหยาซาน ผู้นี้อีกทอดหนึ่ง... สองผู้อาวุโสสูงสุด ยังให้ความสำคัญกับ เหยาซาน ถึงขั้นมอบสิทธิ์ต่าง ๆ ให้มากมาย รวมไปถึงศาสตราและโอสถอีกด้วย 

 

ผนวกกับการยั่วยุปลุกปั่นของ เจี่ยโย่วเทียน จึงส่งผลให้ ลั่วชิงเหอ รู้สึกไม่ชอบ เหยาซาน ตั้งแต่ที่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ เป็นอคติของผู้แข็งแกร่ง ที่กำลังจะถูกแทนที่โดยคลื่นระลอกหลัง ยิ่งมอง เหยาซาน มากเท่าไหร่ ลั่วชิงเหอ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเห็นตนเองในอดีต... 

 

ซวงฉวี่ ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อยกับท่าทีของ ลั่วชิงเหอ... เพราะการชิงดีชิงเด่นภายในสำนักถือเป็นเรื่องสามัญ และ ซวงฉวี่ เองก็ข้ามผ่านในจุดนั้นมาแล้ว จนกลายเป็นจุดสูงสุดของสำนักบุปผาประจิม... ในเวลานี้มีเพียง เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง เท่านั้นที่ภายภาคหน้าอีกไม่กี่ปี ก็คงจะมีโอกาสแทนที่นางได้  

 

ทว่าในเวลานี้ยังมีระยะห่างอยู่มากนัก และตัวของ ซวงฉวี่ ก็อยู่ในวัย 20 ปีแล้ว ปีนี้จึงจะเป็นปีสุดท้ายที่สามารถอยู่ในสถานะของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ดังนั้นการมีศิษย์น้องมากความสามารถมาสืบทอดตำแหน่งภายในสำนัก ย่อมถือเป็นเรื่องดีกับทางสำนักบุปผาประจิม ผนวกกับที่ทั้งสองมีความเคารพต่อ ซวงฉวี่ อย่างนอบน้อม นางจึงไม่รู้สึกเป็นปรปักษ์กับศิษย์น้องทั้งสองคน... 

 

สำหรับ ลั่วชิงเหอ ยามนี้เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 18 ปี แน่นอนว่าอายุน้อยกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้ง 7 คนในรุ่นปัจจุบัน ต่อให้การประลองในวังหลวงครั้งนี้จะมีผลงานไม่โดดเด่น ทว่าปีหน้าก็คงถูกวางตัวในตำแหน่งเป็นที่แน่นอนแล้ว 

 

แต่ด้วยความทะเยอทะยานของ ลั่วชิงเหอ จึงอยากจะก้าวล้ำและผงาดตนขึ้นเสียตั้งแต่ในปีนี้ เนื่องด้วย ลั่วชิงเหอ มีเป้าหมายที่สูงยิ่งกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาว แต่เพ่งเล็งไปถึงระดับ มังกรรุ่นเยาว์ และราชันย์รุ่นเยาว์ จุดสูงสุดของชนชั้นอายุต่ำกว่า 20 ปี ในทวีปมังกรฟ้า... ถือเป็นความมุ่งมั่นทะเยอทะยานที่น่าชื่นชม ในเส้นทางของยุทธภพ... 

 

กล่าวถึงทวีปมังกรฟ้า แน่นอนว่าเป็นจุดศูนย์รวมความแข็งแกร่งของยุทธภพจากทั้ง 4 ทวีป ดังนั้นทั้งระดับผู้เยาว์ หรือแม้แต่ยอดฝีมือระดับแนวหน้า ทวีปมังกรฟ้าถือว่าเหนือล้ำกว่าทวีปอื่น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย  

 

เหยาซาน ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย แต่จู่ ๆ มาถูก ลั่วชิงเหอ ระเบิดอารมณ์ใส่ตั้งแต่แรกเจอเช่นนี้ ไหนเลยที่จะยินยอมถูกข่มเหง หากอีกฝ่ายแสดงความน่านับถือออกมาสักนิด ต่อให้อายุของทั้งสองจะไล่เลี่ยกัน เหยาซาน ก็ยินดีที่จะเรียกศิษย์พี่อย่างไม่ติดขัด  

 

กล่าวกับว่า ความรู้สึกแรกพบนับเป็นสิ่งสำคัญระหว่างความสัมพันธ์... ทว่าเมื่อมันลงเอ่ยเช่นนี้แล้ว รอยร้าวของ เหยาซาน และ ลั่วชิงเหอ ที่เกิดขึ้นก็ยากจะสมานฉันท์!! 

 

“คิดลงโทษข้างั้นหรือ?! น่าขันยิ่งนัก ทั้งเจ้าทั้งข้าล้วนเป็นศิษย์สำนัก อายุเราทั้งคู่ก็ใช่ว่าจะแตกต่าง ข้าไม่ตบปากเจ้าที่ตะคอกใส่ข้าก็ดีถมไปแล้ว...” เหยาซาน กล่าวพลางสวมกอดอกเชิดหน้าสูง ทอดสายตาลงต่ำไร้ความกริ่งเกรง 

 

ลั่วชิงเหอ แม้เป็นอัจฉริยะ ทว่าร่างกายกลับมิได้สูงใหญ่องอาจเฉกเช่น เจี่ยโย่วเทียน ด้วยความที่เป็นคนรูปร่างเล็ก จึงเกลียดสายตาที่ทอดต่ำเช่นนั้นอย่างที่สุด!! เมื่อได้ยินคำพูดของ เหยาซาน ดวงตาของ ลั่วชิงเหอ จึงแดงฉานขึ้นทันที พร้อมกับความว่างเปล่ารอบกายที่บิดเบี้ยวพร่าเลือน จากไอร้อนของปราณอัคคีที่แผ่ล้น  

 

“รนหาที่ตาย!! คิดว่าข้าไม่กล้าลงมือ งั้นหรือ!!” 

“แล้วคิดว่าข้านึกกลัวเจ้าลงมือ งั้นหรือ!!” 

 

ทั้งสองแผ่ล้นอำนาจคุกคามพุ่งเข้าปะทะกัน แม้ว่าพื้นฐานลมปราณของ ลั่วชิงเหอ จะสูงล้ำกว่าอย่างชัดเจน ครอบคลุมพื้นที่ประหนึ่งหมอกไอ ทว่ากลับไม่อาจสะกดข่มอำนาจคุกคามของ เหยาซาน ที่แม้ว่ารัศมีจะยังคับแคบ แต่ก่อตัวกันอย่างหนาแน่นดุจมวลน้ำที่คลุมกาย...  

 

ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังเผยท่าทีคุกคามระหว่างกัน ซวงฉวี่ ที่อยู่ตรงนั้นด้วย พลันหัวเราะเสียงเย็นออกมา เต็มไปด้วยความดูแคลน... ซึ่งมันทำให้ทั้ง เหยาซาน และ ลั่วชิงเหอ ที่ความฮึกเหิมกำลังก่อตัว และมิได้พิสมัยต่อความงามของนางอยู่แล้ว หันมองนางพร้อมกับและเผยแววตาเย้ยหยั่นขึ้น 

 

กลับกลายเป็นการปลุกปั่นให้นาง ที่ไม่พึงใจกับทั้งสองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเช่นกัน จนนางขยายอำนาจคุกคามแทรกแซงเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง!! กลับกลายเป็นการผลักดันอำนาจคุกคามระหว่างกันจากทั้งสามด้าน แม้ว่า เหยาซาน จะมีขอบเขตคุกคามด้อยกว่าคนอื่น ๆ ทว่าในแง่ความหนาแน่นกลับไม่เป็นรอง ต้านทานไว้อย่างแน่นหนาไม่ยอมแพ้... 

 

สายตาของทั้งสามที่ตวัดกวาดกันและกันเพียงครั้ง ราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของอีกสองฝ่ายที่เหลือได้ อำนาจคุกคามเมื่อไม่อาจเผยผลลัพธ์ ครั้งจะเข้าต่อสู้กันตรง ๆ ก็ถือว่าผิดกฎของสำนักไม่อาจกระทำ ทั้งสามประหนึ่งใจตรงกัน ต่างฝ่ายต่างรีดเค้นทักษะหนึ่งโคจรขึ้นมา หมายตัดสินในกระบวนท่าเดียว!! 

 

“ดัชนีกลีบหยกเบญจมาศ!!” ซวงฉวี่ ดีดนิ้วจากมือซ้ายและขวา ก่อเกิดเป็นเส้นดัชนีกลีบดอกเบญจมาศ พุ่งทะยานออกไปสองเส้นตรงเข้าหาชายหนุ่มทั้งสอง 

 

“อสรพิษ อัคคีพินาศ!!” ลั่วชิงเหอ ระเบิดปราณอัคคีจากมือซ้ายและมือขวาออกมาเช่นเดียวกัน เปลวเพลิงก่อรูปเป็นอสรพิษสองตนแหวกว่ายไปในอากาศราวกับมีชีวิต แผดเผาชั้นบรรยากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยว 

 

เหยาซาน ดวงตาเจิดจรัสขึ้น... ในใจรู้แน่ชัดว่าด้านกระบวนท่าที่ปลดปล่อยนั้น ไม่มีทางเปรียบวัดกับทั้งสองคนเบื้องหน้าได้ จึงเลือกที่จะใช้ในสิ่งที่ตนมั่นใจ ว่าเหนือกว่าทั้งสองคนอย่างแน่นอน นั้นคือด้านพื้นฐานร่างกาย!! 

 

เหยาซาน รีดเค้นปราณคุ้มกันระดับสูงสุด พร้อมขับขานรอยสักอาคมคุ้มกายอีกชั้น ห่อหุ้มพลังทั้งหมดไปที่กำปั้นทั้งสองข้าง จนแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มจากรอยสักทั่วร่างที่ไหลไปรวมกัน เด็กหนุ่มต่อยกำปั้นซ้ายขวาออกไปด้วยพละกำลังทั้งหมด ทำให้ความว่างเปล่าเบื้องหน้าแตกระเบิดออกอย่างรุนแรง 

 

“คงกระพันชาตรี!!” 

 

ตูม! ตูม! ตูม! 

 

เสียงการปะทะดังก้องกังวานดุจกัมปนาท เศษเสี้ยวลมปราณที่ระเบิดขึ้นมา ทำให้ต้นไม้ภายในสวนโยกคลอน จนใบไม้จำนวนมากร่วงโรยจากแรงกรรโชก อณูลมปราณกระจัดกระจายราวกับเป็นหมอกที่คละคลุ้ง... 

 

กลีบบุปผาและอสรพิษเปลวเพลิง แม้จะหักล้างกันได้ แต่ก็เห็นถึงความเหนือกว่าของ ซวงฉวี่ อยู่เล็กน้อยหลังจากปะทะ... ซึ่งทั้งสองคนล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 ฉะนั้นการขับเคี่ยวที่สูสีเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่พอจะรับได้... 

 

เมื่อเห็นการปะทะด้านนี้จบลง ทั้งสองจึงรีบตวัดสายตามองไปยัง เหยาซาน ในทันที ซึ่งมันทำให้ดวงตาของทั้งสอง ต้องเผยถึงความไม่อยากจะเชื่อออกมา!! 

 

ถึงแม้ว่าพื้นฐานของ เหยาซาน ด้อยกว่า ทว่าภายใต้การฝึกฝนอย่างหนักกับ ผู้อาวุโสเถิง ตลอด 3 วัน ทำให้การควบคุมลมปราณของ เหยาซาน ได้รับการยกระดับไปอีกขั้น ถึงแม้ลมปราณจะมีไม่มาก แต่เมื่อนำลมปราณทั่วร่างมารวมกันที่สองกำปั้น มันย่อมเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล 

 

หมัดทั้งสองข้างของ เหยาซาน ต่อยกระแทกเข้าใส่ กลีบบุปผา และ อสรพิษเปลวเพลิง โดยไม่มีความกริ่งเกรง ระเบิดพลังอำนาจที่ชั้นบรรยากาศยังบังเกิดรอยร้าวชั่วครู่ขณะ ใช้พละกำลังจากพื้นฐานร่างกาย หักล้างกระบวนท่าของสองยอดฝีมือรุ่นเยาว์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร 

 

แววตาของ เหยาซาน ยังคมกล้าดุจรังสีศาสตรา สะท้อนจิตใจที่ไม่ได้หวาดกลัวต่ออัจฉริยะทั้งสองคนแม้สักนิด... สร้างความตื่นตะลึงให้กับ ซวงฉวี่ และ ลั่วชิงเหอ อย่างมาก เพราะกระบวนท่าเมื่อครู่ ไม่ใช่ระดับที่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะสามารถรับมือได้ หรือต่อให้เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้น ก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บให้เห็น... 

 

“เจ้านี่...” ลั่วชิงเหอ หว่างคิ้วย่นยับ 

ด้าน ซวงฉวี่ ก็ยากจะสงบท่าที 

 

เหยาซาน พ่นลมหายใจออกมา... เค้นเสียงอันสะท้อนเพลิงรบในใจที่ถูกจุด... 

“หากคิดว่าว่าเมื่อครู่เป็นเพียงโชคหรือความบังเอิญ จะลองอีกสักครั้งข้าก็ไม่เกี่ยง...” 

 

“!!!!!!!!!” ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ เบิกตากว้างทันที 

“มันจะเหิมเกริมมากเกินไปแล้ว!!” 

 

ลั่วชิงเหอ ระเบิดอาภรณ์เปลวเพลิงที่รุนแรงปกคลุมทั่วร่าง... ซวงฉวี่ พลันหยิบเอาดอกไม้ 7 สี ช่อหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเช่นกัน ไม่แน่ชัดนักว่านางจะใช้มันในการต่อสู้ได้อย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ดอกไม้เหล่านั้นเปล่งรัศมีมิต่างจากศาสตราวิเศษ... 

 

เหยาซาน เองก็ดึงเอา กระบี่พันชั่ง ออกมาเช่นกัน...  

พลังในการรบของทุกฝ่าย คล้ายจะยกระดับขึ้น... 

 

“พอแล้ว!!” 

 

พริบตาที่เสียงคำรามต่ำตวาดขึ้น ราวกับมีอำนาจสยบสั่นสะเทือนจิตใจ กลบทับเพลิงรบของผู้เยาว์ทั้งสามให้มอดดับไปอย่างสมบูรณ์... ก่อนที่รองเจ้าสำนักเป่ยเตียวหุย พร้อมกับสองผู้อาวุโสสูงสุด จะก้าวเดินออกมาหยุดยั้งเรื่องก่อนที่จะบานปลาย 

 

ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ใบหน้าซีดเผือด รีบเก็บงำทุกสิ่งกลับลงไปพร้อมก้มหน้าต่ำสำนึกผิด รู้ดีว่าหลังการปะทะครั้งแรก ทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาจนเลยเถิด... มีเพียง เหยาซาน เท่านั้นยัดเชิดหน้าสูงไม่หวาดกลัวใด ๆ ต่อสามชนชั้นผู้นำของสำนัก จนผู้อาวุโสเถิงทนดูไม่ได้ จึงต้องเขกกำปั้นบรรจงลงที่ศีรษะของ เหยาซาน เพื่อดับความฮึกเหิมที่เกินควร... 

 

เป่ยเตียวหุย ถอนหายใจหนักหน่วงออกมา... 

“พวกเจ้านี่นะ... แต่ละคนล้วนเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนัก ไยไม่รู้จักควบคุมอารมณ์กันบ้าง... ลั่วชิงเหอ อีกไม่นานเจ้าต้องลงแข่งประลองใหญ่ในวังหลวง หากบาดเจ็บเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน!! ซวงฉวี่ เจ้าเองก็เข้าประลองด้วยเหมือนกัน อีกทั้งหากเจ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ข้าจะไปสู้หน้าท่านเจ้าสำนักบุปผาประจิมได้อย่างไร?!” 

 

แววตาของ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ สลดลงในทันที... 

จากนั้น สายตาดุดันของ เป่ยเตียวหุย ก็มองมายัง เหยาซาน... 

 

“โดยเฉพาะเจ้า เหยาซาน!! ก่อเรื่องทุกวี่ทุกวันไม่ขาดสาย จนสมญาแมวสวรรค์ของเจ้า ล่วงรู้ไปถึงด้านนอกสำนักแล้ว!! หัดอยู่สงบเสงี่ยมเฉกเช่นศิษย์คนอื่น ๆ เค้าบ้าง เจ้าไม่ได้เข้าร่วมประลองในวังหลวงก็จริง แต่หากเจ้าทำให้ตัวแทนสำนักทั้งสองคนบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบยังไง?!” 

 

เหยาซาน เกาศีรษะเล็กน้อย ทว่าในใจกลับคิดว่าไม่เป็นการยุติธรรมกับตนแม้สักนิด เพราะ ลั่วชิงเหอ ต่างหากที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย จึงปล่อยเลยตามเลย...  

 

หากแต่คำพูดในช่วงสุดท้ายของ เป่ยเตียวหุย กลับไปสะกิดใจของ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ อย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองคิดว่าคนระดับ เหยาซาน ไม่น่าจะแข็งแกร่งพอทำให้พวกตนบาดเจ็บได้ แต่ในเมื่อเป็นคำพูดของรองเจ้าสำนัก ทั้งคู่จึงไม่อยากเอ่ยแย้ง...  

 

เพียงแค่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปยัง เหยาซาน เพียงเท่านั้น... 

 

เด็กหนุ่มเห็นสายตาเช่นนั้น หางคิ้วพลันกระตุกเล็กน้อย พลางครุ่นคิดในใจ... 

ลั่วชิงเหอ ซวงฉวี่ คอยก่อนเถอะ... การประลองภายในวังหลวง พวกเราจะได้เห็นดีกันแน่ ทว่ามิใช่ตัวข้าในฐานะของ เหยาซาน... แต่จะเป็นในฐานะของ ซุน ตัวตนที่แท้จริงของข้า!! 

 

.................................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว