Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 18

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 728

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2563 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 18
แบบอักษร

18

             “แล้วเจอกันนะครับ รุ่นพี่นาคากุจิ” 

             เจ้าของชื่อโบกมือร่ำลาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ มองทุกคนแยกย้ายจากหน้าร้านคาราโอเกะพลางกระชับแขนรุ่นน้องจับคล้องคอตัวเองเอาไว้ไม่ให้ล้ม เห็นตัวเล็กๆ อย่างนี้แต่ยะจิมะก็หนักใช่ย่อย ออกเดินก้าวเดียวก็เป๋จนต้องคอยดึงกลับมาให้อยู่ในทางแล้ว มันจะถึงบ้านได้มั้ยวะเนี่ย? ว่าแต่บ้านมันอยู่ไหน? จะบอกแท็กซี่ว่าอะไร??

             นาคากุจิลากร่างรุ่นน้องที่หน้าแดงก่ำไปทางแท็กซี่ที่เปิดประตูรอ ยัดมันเข้าไปอย่างลำบากยากเย็นแล้วก็ยัดตัวเองตาม บอกคนขับให้ไปส่งที่คอนโดฯ ของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ คอนโดฯ ที่เขาอยู่อยู่ห่างจากแถวนี้เกือบๆ สามกิโล กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉุนฟุ้งห้องโดยสาร ยะจิมะนอนหลับพิงศีรษะอยู่กับไหล่เขา ใบหน้าแดงจัดจนน่าเป็นห่วง แต่ก็ยังดีที่มันนอนนิ่งๆ ไม่ได้อาละวาดหรือคายของเก่าออกมาในแท็กซี่

             นาคากุจิประคองรุ่นน้องขึ้นห้องมาอย่างทุลักทุเล ยะจิมะยังพอมีปฏิกิริยาโต้ตอบอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พอจะลืมตาตอนเขาลากเข้าลิฟท์แล้วเดินประคองเข้ามาในห้อง แต่ก็เล่นเอาเหงื่อแตกหอบแฮ่กเหมือนกัน กว่าจะโยนมันลงไปบนโซฟาได้

             เจ้าของห้องกดรีโมทเร่งแอร์ เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมากรอกปาก ไม่คิดจะปลุกคนเมาและกะว่าจะปล่อยให้มันนอนตรงนั้นไปจนถึงเช้า ห้องชุดแบบ 2LDK[1] นี้เขาซื้อไว้หลายปีแล้ว เพราะอยู่หลังสถานีรถไฟไปเล็กน้อย ไม่ไกลจากบริษัทเขามาก ขนาดที่มองเห็นตึกบริษัทจากหน้าต่างห้องได้ อย่าว่าแต่บริษัท ร้านกาแฟของโอโตนามิที่ห่างออกไปสามบล็อกและอยู่อีกฝั่งของสะพานข้ามแม่น้ำก็มองเห็นจากห้องนี้ได้เช่นกัน เพราะห้องเขาอยู่ชั้นที่ 15

             ตอนที่คอนโดฯ นี้เพิ่งสร้างและเปิดขายใหม่ๆ เขาเพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี โสด เงินเดือนดี โอทีเยอะ แล้วยังมีค่าคอมมิชชั่นสวยๆ อย่างที่แผนกอื่นอิจฉา พวกรุ่นพี่ยังแซวว่ารีบซื้อของใหญ่แบบนี้เดี๋ยวสักวันจะผ่อนไม่ไหว บางคนเตือนว่าซื้อพวกอสังหาฯ อะไรพวกนี้ไว้แล้วจะยิ่งหาแฟนยาก เพราะพวกสาวๆ น่ะอยากจะมีส่วนร่วมในการซื้อหาบ้านอย่างที่พวกเธอพึงพอใจ อะไรมากมายสารพัดที่เขาได้ยินมา แต่ก็นั่นแหละ ดื้อรั้นจะซื้อเพราะเบื่อชีวิตห้องเช่าเล็กๆ ที่ต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนแทบจะไม่ต่างจากผ่อนบ้าน ถ้าจะมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ อยากให้ยายที่เลี้ยงเขามารู้สึกว่าเขาใช้ชีวิตในเมืองอย่างมั่นคงคนเดียวได้ ใครจะว่าความคิดแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระก็ช่าง แต่คนที่โดนพ่อแม่ทิ้งเอาไว้กับยายตั้งแต่เล็กจนแทบไม่เคยเห็นหน้าบุพการีอย่างเขาในตอนนี้ ไม่คิดอะไรนอกจากจะทำให้แกสุขสบายใจในชีวิตบั้นปลายเท่านั้นแหละ ตอนสมัยวัยรุ่นเขาก็เคยทำฤทธิ์กับแกไว้เยอะ เพราะนิสัยที่ค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองมาตลอด แล้วก็ซุปเปอร์เอ็กซ์โทรเวิร์ดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาอยู่ไม่ค่อยติดบ้าน และย้ายออกมาเช่าห้องอยู่คนเดียวตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาไม่ค่อยได้กลับบ้าน ที่ผ่านมาก็คิดว่าการตอบแทนบุญคุณยายที่เลี้ยงเขามานั้นคือการเอาตัวเองให้รอดไม่กลับไปเป็นภาระอะไรของแกอีก แต่วันที่เขาติดต่อไปว่ากำลังจะเรียนจบและได้งานประจำทำเรียบร้อยแล้ว เสียงร้องไห้ดีใจในสายโทรศัพท์ของแกก็ยังติดอยู่ในหูจนถึงตอนนี้ จากนั้นก็เลยกลับไปหาแกบ้างเป็นพักๆ

             ห้วงความคิดหลุดจากภวังค์ เพราะได้ยินเสียงคนบนเตียงขยับตัว นาคากุจิหันมองยะจิมะที่ค่อยๆ เท้าแขนลุกขึ้นมาจากเตียง ทำเสียงอืออา หน้าเหยเก แค่จะลุกขึ้นยืนก็แทบจะไถลตกจากโซฟาจนต้องเดินไปคว้าแขนให้กลับ มานั่ง ยื่นขวดน้ำส่งให้

             “เป็นยังไงบ้าง? นายดื่มอะไรไปบ้างหือ?”

             ยะจิมะไม่ตอบ กรอกน้ำจากขวดยังแทบไม่เข้าปาก รุ่นพี่ต้องประคองขวดน้ำให้ดื่มเรียบร้อยแล้วเอาไปวางบนโต๊ะเพราะกลัวหก นี่มันอาการหนักเอาการอยู่นะนี่ พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวมั้ยวะ

             นาคากุจิทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาจะกด แต่แล้วมือก็ต้องชะงักเพราะรุ่นน้องพิงศีรษะลงมากับไหล่ ดวงตาง่วงงันหรี่มองหน้าจอมือถือเงียบๆ รำพึงเบาๆ

             “โทรหารุ่นพี่มุคาเอดะสินะครับ ดูจากปฏิกิริยารุ่นพี่มุคาเอดะวันนี้ ก็น่าจะใจตรงกันแล้วนี่”

             “หือ?” นาคากุจิหยุดมือไว้อย่างนั้น ขมวดคิ้วหันมองอย่างงงๆ

             “ต้องรีบโทรบอกเรื่องผมใช่ไหมครับ? กลัวเข้าใจผิด?”

             “เออสิ” รุ่นพี่ตอบทันที มองไม่ออกว่าสีหน้าอีกคนสะอึกกับคำตอบ “เห็นอย่างนั้นเวลาหมอนั่นโกรธขึ้นมาละก็โคตรโหดเลย” ถ้ามันรู้ว่าฉันปล่อยรุ่นน้องมันเมาขนาดนี้ ต้องโดนลากไปเทศน์ยาวแน่ๆ // นาคากุจิ 

             ยะจิมะหลุบดวงตาลง แววตาแฝงความปวดร้าวเล็กๆ ที่อีกคนมองไม่เห็นอะไรนอกจากตาแดงๆ และน้ำตาคลอเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ นาคากุจิเลยตัดสินใจวางมือถือ ยื่นมือไปจับไหล่จะกดให้ลงไปนอนที่โซฟาต่อ แต่แทนที่มันจะยอมทำตามดีๆ ดันปัดมือออก แล้วจับเสื้อเขาเอาไว้แทน ก้มหน้า

             “เป็นใครก็เลือกรุ่นพี่มุคาเอดะอยู่แล้ว มันก็ถูกแล้วล่ะ ตั้งแต่เข้าทำงานมายังไม่เคยเห็นใครดีเท่ารุ่นพี่มุคาเอดะเลย”

             “เออ สำนึกหรือยังว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้เข้าไปอยู่แผนกนั้นแล้วยังได้มุคาเอดะมาเป็นพี่เลี้ยงน่ะ แผนกแบล็คๆ ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างพวกแผนกบัญชีหรือแผนกเซลล์อย่างพวกฉันก็มี แต่นายได้ไปลงแผนกที่สุดจะขาวสะอาดอย่างแผนกพัฒนาบุคลากรเนี่ยเป็นโชคดีสุดละ ว่ากันว่าเป็นแผนกที่ไวท์ที่สุดในบริษัทเลยนะเว้ย”

             มือที่ขยำเสื้ออยู่กำแน่นขึ้น

             “รุ่นพี่มุคาเอดะน่ะ สอนงานละเอียดมากครับ อะไรที่ต้องใช้ก็เตรียมไว้ให้ก่อนทุกอย่าง รอบคอบ คิดถึงผลที่จะตามมาเสมอ เวลาผมทำงานผิดก็ไม่เคยปล่อยให้รับผิดชอบคนเดียว ฟอโลว์ให้ทุกขั้นตอน ไปไหนก็พาไปด้วย ทั้งแผนกมีผมเป็นพนักงานเข้าใหม่คนเดียว แต่รุ่นพี่มุคาเอดะไม่เคยปล่อยให้เหงา ไม่เคยปล่อยให้รู้สึกว่าไม่มีเพื่อนเลย”

             “เออะ...เออ...” นาคากุจิรับอ้ำอึ้ง เดาไม่ออกว่ารุ่นน้องพูดด้วยความ รู้สึกยังไง “ก็ใช่... หมอนั่นมันเป็นคนแบบนั้นแหละ”

             “ตอนได้กอดคนแบบนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?”

             นาคากุจิกลอกตา หืมม์??

             “เอ่อ... นายน่าจะเมามากเกินไปแล้วนะ ชักจะพูดจาไม่รู้เรื่องละ นายโกรธเรื่องที่ฉันไปกอดมุคาเอดะเหรอ? ขอโทษๆ”

             “เห็นปฏิกิริยารุ่นพี่มุคาเอดะก็น่าจะรู้แล้ว แทนที่จะไปดื่มกับคนอื่นต่อ ทำไมรุ่นพี่นาคากุจิไม่อยู่ช่วยงานเขาล่ะครับ ก็เพราะเป็นอย่างนี้ ผ่านมานานเท่าไหร่ถึงได้ย่ำอยู่กับที่ไง รุ่นพี่มุคาเอดะเขาอุตส่าห์กลับมาว่างแล้ว เขาหย่าเพราะอะไร ไม่ลองถามเขาให้มากกว่านี้ดูละครับ เผื่อว่าจะได้คำตอบดีๆ รุ่นพี่นาคากุจิจะได้เริ่มทำอะไรมากกว่านี้ได้” ยะจิมะบ่นเสียงอู้อี้ แล้วก็ก้มหน้าพูดด้วยเสียงในลำคอ อีกคนก็เลยยิ่งไม่ได้ยินตอนประโยคหลังๆ “ผมก็จะได้ตัดใจได้ เลิกยุ่งกับเรื่องนี้เสียที”

             “หมอนั่นมันโดนขอหย่านะ...” นาคากุจิขมวดคิ้ว พยายามแกะมือที่ขยำเสื้อตัวเองออก จะได้รีบเอามันนอนๆ ไปซะ นี่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าพอเมาแล้วมันจะเป็นคนพูดจาไม่รู้เรื่องแถมยังนกาทีฟโคตรๆ ปกติมันเป็นคนร่าเริงแจ่มใส เจอใครก็ยิ้มให้ตลอดจนว่ากันว่าเป็นแหล่งชาร์จพลังของพวกสาวๆ ในหลายแผนกเลยไม่ใช่เหรอ ใครวะที่จัดมันติดแรงกิ้งรอยยิ้มที่อยากเห็นก่อนนอนอันดับหนึ่ง? ยิ้มบ้านมันดิ! โคตรมืดมนจนฉันจะไปนอนก็ไม่ได้!

             “ใครจะไปสู้รุ่นพี่แบบนั้นได้” นั่น... มาอีกดอกละ อะไรของมัน // นาคากุจิ 

             “เออๆ สู้ไม่ได้ ไม่มีใครสู้รุ่นพี่มุคาเอดะของนายได้ทั้งนั้นแหละ นอนได้แล้ว”

             “เพราะอย่างนั้นผมจะทำอะไรเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่มีทางชนะได้อยู่แล้ว คนแบบนั้นหาที่ไหนก็ไม่ได้”

             “โอเค ท่านเทพมุคาเอดะดีทุกอย่าง แต่ตอนนี้คนที่ช่วยนายออกมาจากไอ้พวกขี้เมาแล้วพามานอนห้องโดยไม่ปล่อยให้นอนข้างถนน แถมยังสละโซฟาให้คือฉัน” นาคากุจิเริ่มทำเสียงหงุดหงิด เอานิ้วชี้ที่ตัวเอง “รุ่นพี่นาคากุจิคนนี้นี่ ตอนนี้นายมีแต่รุ่นพี่นาคากุจิ หัดสำนึกบุญคุณซะ”

             พูดเองแล้วก็ผงะไปเล็กน้อย เพราะไอ้น้องมันดันเงยหน้าขึ้นมามองด้วยตาแดงๆ คลอน้ำตาเหมือนคนสะเทือนใจอย่างหนัก นี่การที่เขาเป็นคนพามานอนนี่มันกระทบกระเทือนใจขนาดนี้เลยเหรอวะ? หรือต้องมุคาเอดะเท่านั้น?

             “ก็เพราะเป็นอย่างนี้ไง” ยะจิมะส่ายหน้า

             “เป็นยังไง...?”

             “ไม่คิดอะไรแล้วมาทำใจดีด้วย บางทีก็ทำให้เข้าใจว่ายังมีหวังอยู่...”

             “มุคาเอดะน่ะเหรอ?”

             ยะจิมะหลุบดวงตาลง ไม่ตอบ

             เฮะ?? อะจิงดิ? มุคาเอดะเนี่ยนะ?  

          เอ่อ แต่ก็ไม่ค่อยแปลกใจหรอกมั้ง หมอนั่นมีพลังทำลายล้างแปลกๆ อย่างที่ตัวมันเองก็คงไม่รู้ แล้วยะจิมะต้องเจอไอ้พลังทำลายล้างแบบนั้นทุกวันๆ จะไม่เผลอไปชอบเข้าให้ก็บ้าแล้ว... มิน่า ถึงได้มีปฏิกิริยากับเรื่องที่มุคาเอดะบอก ไอ้ที่ว่าไม่จำเป็นที่ผู้ชายต้องคบกับผู้หญิงเท่านั้นอะไรน่ะ  

          แต่ว่า แล้วจะให้ฉันทำยังไงวะ! // นาคากุจิ 

             รุ่นพี่มองใบหน้าที่เหมือนจะร้องไห้แล้วสงสารขึ้นมาแปลกๆ อดยื่นมือไปลูบศีรษะเบาๆ ไม่ได้

             “โอ๋ๆ เข้าใจละนายหงุดหงิดฉันเรื่องอะไร” นาคากุจิถอนหายใจ “เรื่องที่ฉันไปกอดหมอนั่นสินะ”

             ยะจิมะกระตุกหน้า แววตาตื่นตกใจขึ้นมาจนนึกว่ามันสร่างเมาแล้ว แต่ก็คงจะไม่... เพราะแก้มสองข้างก็ยังแดงก่ำซะขนาดนั้น

             “นายคิดมากไปแล้ว ฉันกอดหมอนั่นเล่นๆ ไม่มีอะไรซักกะติ๊ด ไม่เชื่อก็ เอ้อ...” มองดวงตาหลุบต่ำ กับน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาต่อๆ กัน เฮ้ย! ทำหน้าอะไรของนายวะเนี่ย โลกกำลังจะแตกสลายแล้วเหรอ? นี่นายต้องเมาขนาดไหนถึงเป็นได้ขนาดนี้ นายชอบมุคาเอดะขนาดนี้เลยเหรอวะ? ฉันกอดหมอนั่นเล่นๆ แค่ไม่ถึงสองวินาที นายโกรธฉันขนาดนั้นเลยเรอะ! // นาคากุจิ 

             ไม่รู้จะว่ายังไง อึกอักอยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจดึงร่างรุ่นน้องเข้ามากอดเสียเอง รู้สึกได้ว่ายะจิมะเกร็งตัวขึ้นมาจนตัวแข็งทื่อ มันไม่งงก็บ้าละ เขาเองยังงง แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรมากไปกว่าเอามือนึงตบหลัง อีกมือก็ลูบหัวเบาๆ เป็นเชิงปลอบ เห็นมะ! ฉันกอดใครก็ได้ แล้วคนที่ฟังนายบ่นเวลามีปัญหาก็ไม่ใช่มุคาเอดะคนเดียว ฉันก็ออกจะโคตรเป็นรุ่นพี่ที่ดี คะแนนฉันขึ้นมาบ้างหรือยัง? // นาคากุจิ 

             “มาๆ ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น บ่นมา เดี๋ยวฉันโอ๋นายเอง”

             “...รุ่นพี่นาคากุจิ” ยะจิมะเรียกเสียงเบา หน้าผากแตะกับหัวไหล่ “ผมยังไงก็ได้นะ...”

             ฮึ้ม? 

             อะไรคือยังไงก็ได้วะ? // นาคากุจิ 

             “ไม่ว่าหลังจากวันนี้จะเป็นยังไง ผมก็จะอยู่ของผมอย่างนี้ ผมจะไม่งอแงขออะไรมากกว่านี้ทั้งนั้น ...ก็คงได้ใช่ไหม?”

             นาคากุจิเหลือบมองสีหน้าคนพูดที่แสดงความรู้สึกบอกไม่ถูก มันเมามากเกินไปหรือฉันก็เมา ถึงได้รู้สึกพ่ายแพ้กับสีหน้าของมันได้เนี่ย กะอิแค่เรื่องมุคาเอดะไม่รับรู้ความรู้สึกตัวเองที่หลบซ่อนไว้ มันต้องทำหน้าสิ้นหวังขนาดนี้เลยเหรอวะ? ก็นายแอบซ่อนไว้เองไม่ใช่เหรอ??

             จริงๆ เขาก็อยู่ในสถานะที่จะบอกน้องมันไปก็ได้ว่าเดี๋ยวพี่ช่วยเองเว้ย เพราะคนที่จะช่วยน้องมันได้ก็มีแต่เขาที่สนิทกับมุคาเอดะมากที่สุดไม่ใช่เหรอ ทำอย่างนั้นแต้มคะแนนความเป็นรุ่นพี่แสนดีของเขาจะต้องพุ่งกระฉูด แล้วมันจะได้เลิกทำหน้าแบบนี้ เปลี่ยนมาทำหน้ายิ้มแย้มดีใจเหมือนตอนเขาพาไปเลี้ยงซูชิแน่ๆ เขาก็อยากได้อยู่หรอก ทั้งไอ้แต้มรุ่นพี่และการได้เห็นสีหน้าดีใจนั่น แต่ไม่เอาเขาไม่บอก... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม... เขาไม่ช่วยมันหรอก ถึงมันทำหน้าอย่างนี้จะดูน่าสงสาร แต่ก็มีเขาคนเดียวหรือเปล่าที่ได้เห็นตอนมันทำหน้าแบบนี้? ทีนี้ก็มีอย่างนึงละ ที่เขาชนะมุคาเอดะ

             เขาจะเป็นคนเดียวที่ยะจิมะปรึกษาเรื่องนี้ได้

             นาคากุจิสะดุ้งเล็กๆ ที่ใบหน้ากรึ่มแอลกอฮอล์เงยขึ้นมา แล้วก็แตะริมฝีปากลงกับริมฝีปากเขา ไม่ทันให้ตั้งตัว

             “เดี๋ย...”

             ตัดสินใจเงียบเพราะรู้สึกได้ถึงความร้อนของริมฝีปากที่นาบลงมาทับ รุ่นน้องอ้อมแขนมาคล้องคอ จูบต่อเบาๆ อีกสองสามทีเหมือนจะท้าทาย นาคากุจิเอียงใบหน้าจูบตอบ ใช้นิ้วดึงปลายคางลงมาให้ริมฝีปากแดงเผยอ เขาก็รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อีกฝ่ายดื่มเข้าไปในปริมาณมากจนทำมันขาดสติแบบนี้ แต่พอเห็นแววตาฉายแววหมองหม่นสะท้อนใจแบบนั้น ในหัวก็ไม่คิดว่าต้องห้ามอะไรนี่หว่า ก็แค่จูบ ริมฝีปากรุ่นน้องมันก็ออกจะนุ่มนิ่ม

             ไม่ใช่ว่าเขาห่างหายจากเรื่องพวกนี้มาพักใหญ่ ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนมานาน หรือว่าอดอยากขนาดเผลอลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นน้องผู้ชายในบริษัท แต่สัมผัสริมฝีปากของหมอนี่โคตรจะดี ตัวก็นิ่ม การตอบสนองก็สุดยอด เป็นคนเริ่มก่อนแท้ๆ แต่แค่เขาจูบตอบ ลมหายใจก็เสียกระบวนซะขนาดนี้ แถมยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ แววตาหมองเศร้าซับซ้อน หางตามีน้ำตาติด ใครไม่อยากปลอบก็บ้าแล้ว!

             นาคากุจิเท้าแขนกับโซฟา ประกบจูบพลางดันร่างอีกคนลงไปทีละนิด เปลี่ยนมาเอาจมูกแตะลำคอแล้วไซ้ไปมาเบาๆ รุ่นน้องขยับตัวกระสับกระส่าย แต่ลงไปอยู่ใต้ร่างเขาเรียบร้อยเหมือนติดกับดัก ยะจิมะเม้มริมฝีปาก ทำหน้าเหมือนความดันพุ่งพรวดพราดตอนที่มือของรุ่นพี่สอดเข้าไปใต้เสื้อ กระตุกราวกับคนโดนหนามเกี่ยวทันทีรุ่นพี่ใช้นิ้วเขี่ยเม็ดเล็กๆ สองข้างบนยอดอก ทีแรกดูออกว่าอยากจะเก็บเสียงเอาไว้ไม่ยอมปล่อยออก แต่น่าจะอดใจไม่ไหว หอบหายใจครางเบาๆ เป็นเสียงแผ่ว ยิ่งเป็นคนละโทนกับที่ได้ยินอยู่ทุกวัน ยิ่งทำให้หัวใจอ่อน

             “จะเอายังไง?”

             ยะจิมะได้ยินคำถามของนาคากุจิที่ข้างหู ลมหายใจอุ่นกระทบให้ต้องหดลำคอ หน้าแดงยิ่งกว่าตอนมีไข้ ดวงตาพร่าฉ่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ หายใจ สั่น

             “จะให้ทำต่อไหม? ถ้านายไม่ปฏิเสธตอนนี้ก็หมดโอกาสแล้วนะ”

             นาคากุจิรู้ได้จากสีหน้าที่กำลังต่อสู้กับความผิดชอบชั่วดีในสมองของอีกฝ่าย แววตาของหมอนี่เอาอีกแล้ว... บอกไม่ถูกว่าต้องคิดอะไรมันถึงได้ฉายแววหม่นถ่นออกมาได้อย่างนั้น เขาก็คงเป็นรุ่นพี่ตัวร้าย ที่รู้ทั้งรู้ว่าน้องมันกำลังสับสนแถมยังชื่นชอบรุ่นพี่อีกคน แต่เลือกเอาริมฝีปากไปขบใบหูเบาๆ เหมือนจะไม่ให้มันตอบปฏิเสธ เห็นหน้าแบบนี้แล้วจะปล่อยไปได้ยังไงฮึ? ฉันก็ไม่ต้องนอนกันพอดี

             ก็ว่าไปงั้น ทำแบบนี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้นอนหรอก...

             ยะจิมะพยักหน้าแดง มองไม่เห็นว่านาคากุจิทำหน้ายังไงเพราะรุ่นพี่กระตุกตัวขึ้นนั่งตัวตรงแล้วถอดเสื้อเหมือนคนยินดีรับข้อเสนอ โยนเสื้อทิ้งลงกับพื้นโชว์แผ่นอกกว้างแล้วกลับลงมาคร่อมตัวเหนือร่างเขาใหม่ คราวนี้แตะลิ้นลงที่ยอดอก จงใจดูดเสียงดังให้เขาร้องครางพลางเกร็งตัวขึ้น แค่นี้ปลายนิ้วเท้าก็งอจิกกับโซฟาแทบจะลงไปรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว มือรุ่นพี่ยังค่อยๆ ปลดเข็มขัดเขาออก ดึงกางเกงลงไปรวดเดียวกองถึงเข่า

             ความว่างเปล่าที่หว่างขา ทำให้รุ่นน้องกระตุกตัวสะดุ้งเฮือก แต่นาคากุจิประกบริมฝีปากดันศีรษะกลับลงไปใหม่ คราวนี้เป็นฝ่ายเรียกร้องให้จูบตอบ เพื่อที่จะได้ใช้มือจับท่อนกลางลำตัวด้านล่างรูดขึ้นรูดลงได้ พอได้โอกาสก็ยกขาอีกฝ่ายขึ้นแล้วดึงขากางเกงออก เรียกได้ว่าขณะที่ยะจิมะกำลังสมองหมุนตาลายอยู่ เสื้อผ้าก็หลุดไปกองอยู่บนพื้นหมดแล้ว รู้ตัวอีกทีก็หมอนั่นก็ส่งเสียงครวญครางไม่เป็นภาษา ส่ายหน้ามองมือใหญ่ร้อนผ่าวที่รูดขึ้นทีก็เรียกน้ำเมือกใสออกมาเต็มไปหมด สีหน้าคนโดนกระทำบ่งบอกว่าอายไม่รู้จะอายแค่ไหน แต่ทำหน้าอ้อนวอนยังไงเขาก็ไม่ยอมปล่อยหรอก เมื่อกี้ก็บอกแล้วไหมน่ะว่าถ้าไม่ปฏิเสธตอนนั้นก็หมดโอกาส

             “ปกตินายทำยังไงน่ะ?” นาคากุจิถามเบาๆ เหมือนรู้ว่าจริงๆ ต้องมีขั้นตอนอะไรมากกว่านี้

             ยะจิมะมองใบหน้าชุ่มเหงื่อของรุ่นพี่ ขยับตัวเล็กน้อยจัดท่า ยกขาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสอดนิ้วตัวเองเข้าไปในช่องทางด้านหลัง กลั้นหายใจ เปลี่ยนสีหน้าเป็นหวามลึกพลางผ่อนเสียงหอบ แก้มสองข้างแดงก่ำ

             “ใช้...ทางนี้...ครับ”

             เฮ้ยยยย เดี๋ยวววว เดี๊ยววว 

          นี่มันอะไร?? อะจิงดิ? นี่ฉันกำลังดูภาพอะไร โคตรจะเชื้อเชิญเลย นายทำอะไร้! สายตาแบบนั้นคืออะไร้! ยะจิมะ! // นาคากุจิ 

             อะไรไม่รู้ละ แต่หน้าตาอ้อนวอนแบบที่ข่มกลั้นความปรารถนาไม่ไหวแบบนั้นกำลังเรียกสัญชาตญาณอะไรบางอย่างของเขาขึ้นมา นาคากุจิดึงมือยะจิมะออก เปลี่ยนมาใช้นิ้วตัวเองสอดเข้าไปแทนทีละนิดโดยมองปฏิกิริยาอีกฝ่ายไปด้วย แค่เห็นแผ่นอกกระเพื่อมพลางปล่อยเสียงครางเบาๆ ด้วยโทนเสียงแบบนี้เขาก็จะแย่แล้ว ยังมีการบิดตัวเร่าๆ ส่ายใบหน้าน้ำตาคลอระหว่างที่เขาดำเนินการไปด้วย หมายความว่าหมอนี่ใช้วิธีแบบนี้ทำเองมาตลอดเลยเหรอ... หรือยังไง? แต่ในเมื่อมันชุ่มชื้นและเพิ่มจำนวนนิ้วได้ขนาดนี้ ของเขามันก็น่าจะเข้าไปได้อยู่นะ ว่าไหม... ว่าแต่เขากำลังคิดอะไรน่ะ??

             นาคากุจิดึงมือออก จับขาอีกฝ่ายขึ้นพาดบนไหล่ มองหน้าเหยื่อที่ส่งเสียงหอบหายใจอย่างคนรู้ตัวว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ยะจิมะเบี่ยงหน้าออก สีหน้าเหยเกเล็กน้อยตอนที่อีกคนจับของใหญ่จ่อตรงปากทางเข้าแล้วกดมันเข้าไป เสียงต่ำผ่อนออกมาเบาๆ พลางค่อยๆ สอดใส่เข้าไปทีละนิด กึ่งปลอบกึ่งรุกเรียกสีหน้าอ่อนระทวยให้หันกลับมามอง ยะจิมะมองความร้อนแรงที่กำลังพยายามเข้าถึงในร่างกายตัวเอง เข้าออกช้าๆ ... จนมิด

             ยะจิมะไม่รู้หรอกว่าเขาต้องใช้พลังใจแค่ไหนในการทำแบบนี้ แต่สีหน้าที่กำลังแสดงอาการโหยหาตรงหน้านี้ก็ลบตรรกะทางโลกเขาทิ้งไปหมดแล้ว ดูก็รู้ว่าเขากระตุ้นตรงกับจุดที่ไวกับการสัมผัสของอีกฝ่ายจนทำให้ตอบสนองดีขนาดนี้ นี่มันรุ่นน้องเข้าใหม่คนใสซื่อ ที่มีรอยยิ้มปลอบประโลมจิตใจคนทั้งบริษัทนั่นจิงดิ? แค่คิดว่ามีแค่เขาคนเดียวที่ได้เห็นหน้าตาตอนมันขาดสติและกำลังอ้อนวอนให้เขาช่วยด้วยแววตาปริ่มน้ำตาจะขาดใจแบบนี้ ของที่กำลังขยับเข้าออกมันก็ขยายตัวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ความรู้สึกที่ว่าสีหน้าและเสียงครางของหมอนี่เปลี่ยนไปตามการบังคับควบคุมของเขาทุกอย่างมันโคตรจะสุดยอด

             เหมือนความร้อนที่อัดเข้าไปจะได้ที่ มือที่จับแขนเขาอยู่บีบแน่น ยะจิมะส่ายหน้าไปมา หอบหนัก สีหน้าเปลี่ยนอีกรอบ

             “รุ่นพี่นาคากุจิ ผมจะ... ไม่ไหวแล้ว”

             “เอาเลย” เป็นครั้งแรกที่ใช้น้ำเสียงอนุญาตแบบวางอำนาจแสดงความเป็นรุ่นพี่ให้เห็น เสริมด้วยแรงกระแทกที่เร็วขึ้นอย่างที่อีกฝ่ายจะฝืนก็คงทำไม่ได้ รุ่นน้องทำหน้าเหมือนจะขาดใจ ส่ายหน้าจนหยดน้ำที่ติดหางตาร่วงข้างแก้ม จิกเล็บเข้ากับแขนคนคร่อมตัวกับโซฟาที่โถมแรงลงมาเต็มที่จนเสียงโซฟายวบกับพื้นเป็นจังหวะเดียวกับจังหวะท่อนเนื้อกระแทก รุ่นน้องกลั้นหายใจเกร็งตัวนิ่ง จิกเท้าข้างที่ไม่ได้พาดกับไหล่อีกฝ่ายลงกับโซฟาบุหนัง เมือกสีขาวขุ่นพุ่งเปรอะหน้าท้องแบนราบ ยะจิมะหอบหายใจหนัก ก้มมอง ไม่ใช่แค่ร้อนจนหน้าแดงซู่ซ่า แต่ดวงตาพร่ามัวเหมือนอยู่ในความฝันที่เห็นรุ่นพี่ดึงของตัวเองออกมาและกำลังใช้มือรีดเอาของเหลวข้างในออกมามาปล่อยใส่เขา ยิ่งทำให้หัวใจกระตุกเป็นจังหวะ หน้าท้องหวามลึก สมองเหมือนจะหาเลือดไปเลี้ยงไม่ทัน

             ยะจิมะหอบหายใจรัว สองข้างแก้มแดงจัด พูดอะไรไม่ออกเหมือนยังหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ได้ คนเป็นรุ่นพี่หอบด้วยเสียงเหนื่อยพอกัน เท้าตัวลงมาคร่อมอีกรอบ แล้วก็เอามือลูบศีรษะไปมา ยะจิมะไม่รู้ความหมายของมือใหญ่อบอุ่นที่ลูบไปมาแล้วก็วางบนศีรษะ แต่คิดว่ามันคงไปสะกิดปมต่อรุ่นพี่ที่เขามีอยู่แล้ว ประกอบกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังไม่หมด ไม่รู้ว่าความจริงที่เขาต้องยอมรับคือข้อไหน อาจจะเพราะความกดดันกลับเข้ามาโจมตีทุกอย่างหลังจากที่ลืมมันไปชั่วครู่ น้ำตาก็เลยไหลออกมาจนต้องยกแขนขึ้นมาปิด นาคากุจิก็ดูจะตกใจมาก เขย่าเรียกชื่อเขาอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็จำได้แค่นั้น

             ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นฝ่ายนอนบนเตียงคนเดียว ฟ้าข้างนอกยังมืดสนิท ยะจิมะมองภายในห้องนอนรุ่นพี่ที่วางข้าวของกองไว้ลวกๆ ตู้เสื้อผ้าเปิดทิ้งไว้จนเห็นเงาสะท้อนตัวเองจากกระจก เขาจ้องหน้าตัวเองแล้วก็ถอนหายใจอ่อนแรง สีหน้ากระตุกเล็กน้อยตอนที่ขยับตัวลุกขึ้น ไม่นึกว่าของจริงมันจะเจ็บจนร่างกายกรอบแกรบไปหมดแบบนี้... ก็แหงละมั้ง ขนาดมันเทียบกันไม่ได้กับตอนที่เขาลองทำเอง แล้วแน่นอนว่าความรู้สึกมันก็แตกต่างกันมาก ถึงตอนทำเองจะจินตนาการถึงรุ่นพี่นาคากุจิอยู่แล้วทุกครั้งก็เถอะ

             ไม่น่าคิดอะไรแบบนี้ขึ้นมา เพราะทำให้สีแดงข้างแก้มที่หายไปรอบนึงแล้วฉายเรื่อขึ้นมาอีกรอบ ยังไงก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก...

             จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น ขนาดเขาที่เมาขนาดนั้นก็ยังจำได้ แล้วอย่างรุ่นพี่นาคากุจิที่เป็นคนคอแข็งขนาดนั้นจะจำไม่ได้ได้ยังไง...

             เขามันก็แค่คนขี้โกง นิสัยแย่ รู้ทั้งรู้ว่ารุ่นพี่นาคากุจิกับรุ่นพี่มุคาเอดะใจตรงกันแล้ว จากนี้ทุกอย่างน่าจะไปได้ดีสำหรับสองคนนั่นถ้าไม่มีเขามาเพิ่มความวุ่นวายให้กับเรื่อง พรุ่งนี้เขาก็คงสู้หน้ารุ่นพี่มุคาเอดะลำบากหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะไปขัดขวางอะไรสองคนนั่นหรอก ก็แค่ขอครั้งเดียว แล้วเขาก็จะตัดใจอยู่แล้ว เมื่อวานก็คิดอย่างนั้นแหละ...

             ยะจิมะมองร่างกายตัวเองที่สะอาดสะอ้าน ไม่รู้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้หรืออะไรก็ตามแต่ มันทำให้หัวใจเขากลับมาปวดเล็กๆ ทั้งที่เมื่อวานก็คิดมาดีแล้วว่าจะตัดใจ ก็เพราะอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ ที่ผ่านมาจะตัดใจก็ถึงตัดไม่ได้ แต่ถ้าไม่ขีดเส้นอะไรสักอย่าง เขาก็ไม่มีวันจะทำใจกับเรื่องนี้ได้ เมื่อวานเขาพูดเองว่าเขาจะขออยู่อย่างนี้... เป็นรุ่นน้องที่ดีของสองคนนั่น จริงๆ ก็คงทำไม่ได้หรอก คิดว่าปกติเขาเห็นสองคนนั่นอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกแบบไหน? แล้วจะทนได้หลัง จากรู้ว่าสองคนนั้นอาจจะคบกันแล้วน่ะเหรอ?

             แต่ทนไม่ได้ก็ต้องทน ใช่มะ

             ยะจิมะแง้มประตูออกมา เห็นเจ้าของห้องนอนหลับสนิทบนโซฟาห้องรับแขก สละเตียงให้เขา แล้วตัวเองนอนโซฟาทั้งที่เป็นเจ้าของห้องน่ะนะ? แววตาของคนมองไหวระริกเล็กน้อย เมื่อคืนก็คงความแตกแล้วว่าเขาน่ะเป็นพวกบ่อน้ำตาตื้นแค่ไหน ที่เสแสร้งยิ้มทุกวันได้ก็แค่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงมันแย่ อย่างตอนนี้แค่มองเขายังต้องยกแขนขึ้นปาดน้ำตาเลย เอาเถอะ ยังไงก็ถือว่าเป็นเกียรติครั้งหนึ่งใช่ไหม ที่ได้มาเหยียบห้องนี้

             มือหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่ สำรวจภายในห้องอีกทีว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ ก่อนจะผลักประตูออกไปเงียบๆ...

 

             “ยะจิมะ... หยุดงานวันนี้เหรอครับ?”  

             มุคาเอดะถามหัวหน้างาน หลังจากรอจนเลยเวลาเข้างานไปแล้วก็ยังไม่เห็นเงาของรุ่นน้องที่โต๊ะ นาคากุจิที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าอ้ำอึ้ง ก็อย่างว่า... หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน ทั้งเขาทั้งนาคากุจิก็พยายามโทรและส่งเมจเสจหายะจิมะอยู่หลายรอบ แต่หมอนั่นก็ไม่รับทั้งโทรศัพท์ และไม่อ่านเมสเสจเลยสักครั้ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่นึกว่าจะถึงกับหยุดงานวันนี้ด้วย

             ต้องช็อคขนาดไหนกันนะ... ถึงจะเป็นขนาดนี้  

             “เห็นว่ามีไข้น่ะ แต่คงไม่เป็นอะไรมากมั้ง มีงานด่วนเหรอ?” หัวหน้านิชิมุระถาม

             “เปล่าครับ” มุคาเอดะตอบปฏิเสธ ดึงนาคากุจิออกไปคุยที่หน้าห้อง กระซิบถามด้วยเสียงคาดคั้น “เรื่องที่เกิดขึ้นหลังงานบาร์บิคิวนั่น นายเล่าให้ฉันฟังหมดแล้วแน่นะ?”

             “มะ...หมดแล้ว มีแค่นั้นจริงๆ พอฉันตื่นมา หมอนั่นก็ไม่อยู่ที่เตียงแล้ว” นาคากุจิยืนยัน แต่ไม่ได้บอกว่าที่เล่าน่ะ ย่อไปจนเหลือ 1 ใน 10 “แล้วก็อย่างที่นายรู้ ฉันโทรไปเท่าไหร่มันก็ไม่รับ ไม่ตอบเมสเสจฉันเหมือนกัน”

             มุคาเอดะถอนหายใจ

             “ทำไมนายไม่รู้สึกตัววะ ว่าหมอนั่นพูดกับนายแบบนั้นเพราะอะไรน่ะ”

             “จะบ้าเรอะ โดยปกติไม่มีใครเขาคิดหรอกว่ารุ่นน้องผู้ชายในแผนกของเพื่อนจะมาชอบตัวเองน่ะ!”

             “แล้วดันเคลมไปเนี่ยนะ”

             นาคากุจิสะอึก

             “นะ... นายไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉันก็พูดได้สิ” รีบแก้ตัว “ตอนหมอนั่นเมามันเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ นะเว้ย! นายมันเป็นพวกไม่ทำอะไรพลาด ไม่ค่อยดื่มจนเมาด้วย ไม่เข้าใจหรอก”

             มุคาเอดะเผลอเงียบไปชั่วขณะ เมา... แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อืมม์... เขาเคยได้ยินที่ไหน

             “ต่อไปนี้ทั้งฉันทั้งยะจิมะจะเลิกเหล้า”

             “เออ ใช่ ควรจะเลิกไปซะ เอ๊ะ แล้วนายเกี่ยวไรด้วย?”

             “ฉันก็คิดว่าควรจะเลิกเหมือนกัน...”

             “ทำไมหน้าแดงวะ? นายก็มีไข้เหรอ”

             “แล้วนายจะเอาไง?” มุคาเอดะเปลี่ยนมาตั้งคำถาม กระแอมกลบเกลื่อน “เมื่อวานยะจิมะก็ดันมาเห็นตอนนายกอดฉันอีกรอบด้วย ทำไมถึงได้เป็นคนทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาตลอดเฮอะ”

             “อ่า จะให้เอาไงล่ะ ก็ต้องรอจนกว่ามันจะมาที่บริษัทแล้วค่อยคุยสิวะ มันคงไม่หยุดตลอดไปหรอกใช่ไหม? คงไม่ลาออกเพราะเรื่องแค่นี้ด้วย”

             มุคาเอดะเหล่

             “นายจะไปคุยอะไร มีบทสรุปแล้วเหรอ?”

             “หะ... หือ...? ก็ขอโทษเรื่องนั้นไง”

             “อือ”

             “แล้วก็บอกเรื่องที่ไม่ได้เป็นอะไรกับนาย ไม่เคยมีเศษเสี้ยวที่คิดแบบนั้นด้วย”

             “อือฮึ”

             “แล้วถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้กลับไปเป็นกันเหมือนเดิม”

             “...”

             มุคาเอดะมองหน้าเพื่อน นาคากุจิเงียบไปชั่วครู่ เห็นสีหน้าก็รู้แล้วว่าตัวเองตอบอะไรผิด

             “อะไร? นายจะให้ทำไงวะ?”

             “ทีแรกว่าจะให้ที่อยู่ของยะจิมะ แต่ฉันไม่ให้แล้ว” มุคาเอดะเอามือปัดไล่ “ไปทำงานซะ ต้องไปพบลูกค้าไม่ใช่เหรอ”

             “เดี๋ยวเซ่ นายโกรธอะไร มีคำตอบแบบอื่นด้วยเรอะ?”

             “ก็คือ นายไม่ได้คิดอะไรกับหมอนั่น?”

             นาคากุจินิ่งอึ้ง

             “...ไม่รู้สิ ไม่เคยคิดในแง่นั้น” ทำหน้าตรึกตรองชั่วครู่ “จะคิดอะไรได้ยังไงเฮอะ หมอนั่นเป็นผู้ชายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

             มุคาเอดะกุมขมับ

             “มันไม่ใช่ปัญหาว่านายชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย” ส่ายหน้า “แค่ว่าถ้าคนที่นายชอบดันเป็นคนเพศเดียวกับนาย มันคือช่วยไม่ได้ ชอบก็คือชอบ แต่ถ้านายไม่ได้ชอบ ก็ควรจะบอกให้ชัดเจนไปซะ”

             นาคากุจินิ่งเงียบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร เพราะมีเสียงคนอื่นแทรกเข้ามาเสียก่อน

             “เจอตัวละ” นาคากุจิกับมุคาเอดะหยุดบทสนทนา หันไปมองหญิงสาวในชุดสูททำงานที่เดินเข้ามาหา นานามิกอดอกพักขา จ้องหน้ามุคาเอดะด้วยสายตาจับผิดขนาดที่นาคากุจิก็ยังต้องหันไปมอง ปกติเช้าวันจันทร์งานก็ค่อนข้างจะยุ่งกว่าวันอื่นจนหลายๆ คนหัวเสียแต่เช้าได้ง่าย แต่ทำไมวันนี้รู้สึกบรรยากาศมันอึมครึมชอบกล

             “เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคุณมุคาเอดะคงยุ่งวุ่นวายมากเลยนะคะ” หญิงสาวประชด แบมือให้ “แต่ฉันยังไม่เชื่อหรอกนะ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐานด้วยตาตัวเองน่ะ ขอดูหลักฐานให้เห็นกับตาหน่อยสิ”

             “หลักฐาน...?”

             “รูปถ่ายอะไรอย่างนี้ไง ก็ต้องมีใช่ไหม? ขอไอ้ที่มันเห็นชัดๆ เลยนะ เอารูปเด็ดมาเลยก็ได้ ฉันจะได้ทำใจได้”

             มุคาเอดะขมวดคิ้ว มองหน้ากับนาคากุจิที่เอียงคอยักไหล่ แล้วยกมือถือมาเปิดส่งให้

             หญิงสาวรับไปดูรูปชายใส่แว่นหัวเถิกของแผนกตัวเองกำลังหยิบของจากโต๊ะทำงานมุคาเอดะด้วยท่าทางน่าสงสัย เพ่งก็แล้ว อึ้งก็แล้ว ยังไม่เห็นเป็นอย่างอื่นไปได้

             “นี่ คุณจะล้อฉันเล่นเหรอ? เอารูปบ้าอะไรมาให้ฉันดู! รูปหลักฐานสิ หลักฐาน” หญิงสาวทำเสียงหงุดหงิด “หลักฐานจังๆ ว่าคุณมุคาเอดะคบกับคุณชินอยู่ไง! เอามาดูเดี๋ยวนี้ แล้วฉันจะได้ตัดใจ”

             นาคากุจิอ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ ตอนแรกเกือบเผลอหัวเราะออกมาแต่หัวเราะไม่ออกเพราะหันไปมองมุคาเอดะแล้วเห็นเพื่อนยืนอึ้ง ใบหน้าเปลี่ยน เป็นสีแดงเด่นโคตรชัด หูสองข้างก็แดงก่ำ

             “เฮ่ย...” นาคากุจิจับแขนเขย่า แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินเขาแล้ว ก็เลยยื่นหน้าไปดูมือถือของมุคาเอดะที่หญิงสาวเอานิ้วจิ้มๆ เลื่อนรูปให้ดู เปิดอินสตราแกรมแล้วชี้เทียบให้ดูระหว่างรูปภาพของโอโตนามิกับมุคาเอดะรูปต่อรูปเหมือนจะฟ้องว่า `เนี่ยๆ`

             “ว่าแต่” นานามิเงยหน้า เลื่อนรูปกลับมาที่รูปชายหัวเถิกรูปแรกที่มุคาเอดะส่งให้ ขมวดคิ้ว “รูปคุณคุสะโมริที่ให้ดูนี่มันอะไรอะคะ? ถ่ายมาทำไม?”

             “อ๋อ คือเหมือนว่าผู้ชายแผนกเดียวกับคุณนานามิคนนี้จะเป็นตัวการก่อกวนหมอนี่ที่เราคุยกันเมื่อวันก่อนอะครับ เนี่ยอะรูปหลักฐานที่มีน้องในแผนก หมอนี่ถ่ายได้ เลยว่าจะเอาไปถามเนี่ยว่าทำไปทำไม”

             หญิงสาวขมวดคิ้วมองอีกรอบ กำมือถือแล้วหันหลังเดินฉับๆ กลับแผนก นาคากุจิเรียกชื่อ แต่นานามิก็ไม่หยุด เลยต้องรีบดึงแขนมุคาเอดะที่ดูสติสตังยังไม่กลับให้ตามไปด้วย พูดซะดีเมื่อกี้! เดี๋ยวนายต้องเป็นฝ่ายตอบคำถามฉันบ้างละทีนี้! // นาคากุจิ 

             “คุณคุสะโมริ ขอคุยด้วยหน่อยสิคะ” ยังไม่ทันจะตามหญิงสาวเข้าไปในห้องทำงานของแผนกบัญชีที่อยู่ต่ำลงไปสองชั้น นานามิก็ก้าวอาดเข้าไปลากชายใส่แว่นคนเดียวกับในรูปที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับงานออกมาจากในห้องท่าม กลางสายตามึนงงของเพื่อนๆ นาคากุจิหลบตัวแทบไม่ทันตอนที่หญิงสาวเดินสวนออกมา แล้วยังลากหมอนั่นขึ้นบันไดไปจนถึงทางออกชั้นลอยของโรงอาหาร ที่เอาไว้พักสูบบุหรี่ ต่อด้วยขั้นบันไดต่อขึ้นไปยังดาดฟ้าของตึกที่เป็นสวนหย่อม

             “คะ... คุณฮาเซกาว่า...” คนถูกลากมาปล่อยบนดาดฟ้าเรียกเสียงตื่น ตอนที่มุคาเอดะกับนาคากุจิตามขึ้นมาถึงข้างบน นานามิก็เหวี่ยงคุสะโมริไปติดกับรั้วกั้น ยกมือถือมุคาเอดะให้ดู ยื่นรูปเข้าไปจนเกือบประชิดใบหน้า

             “นี่คืออะไรคะ? อย่าบอกนะว่าไปยุ่งอะไรกับคุณมุคาเอดะเขาเพราะเรื่องฉันน่ะ?”

             คนถูกถามทำหน้าช็อค เหงื่อแตกเต็มหน้าจนแว่นแทบจะขึ้นฝ้า มือจับรั้วลูกกรงดาดฟ้าแน่นเหมือนติดอยู่ในห้องขัง สีหน้านานามิคาดคั้น ดูโกรธจริงจัง

             “เอ่อ... คุณนานามิ” นาคากุจิเรียกอย่างกลัวๆ กล้าๆ “หมายความว่าไงครับ? รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ?”

             “ก็คุณคุสะโมริเคยมาสารภาพรักกับฉันน่ะค่ะ” พูดออกมาสั้นๆ ง่ายๆ ขนาดคนฟังยังอึ้ง “หลังจากปฏิเสธไปก็ทำตัวเหมือนเป็นสตอล์กเกอร์อยู่พักนึง นึกว่าคุยเข้าใจแล้วเสียอีกว่าฉันไม่ชอบแบบนี้ คราวก่อนบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้ามีเรื่องแบบนี้จะฟ้องแผนกบุคคลน่ะ”

             “ตะ... แต่ตอนนั้นคุณฮาเซกาว่าบอกว่ามีคนที่ชอบแล้ว ผมถามคุณว่าเป็นคนในบริษัทเหรอ? แล้วคุณบอกว่าไม่ใช่ไง!”

             ชายใส่แว่นที่ตอนแรกท่าทางหงอๆ เปลี่ยนมาทำหน้าเหมือนตัวเองเป็นผู้ถูกต้อง แววตาเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น ชี้ไปทางมุคาเอดะที่ยังยืนปักหลักทำหน้างงงวยอยู่

             “มันเป็นเพราะคุณโกหกไง! จริงๆ แล้วเป็นคนในบริษัท แถมยังเป็นคนของแผนกพัฒนาบุคลากรอย่างหมอนี่อีก!” คุสะโมริใส่อารมณ์ “แผนกที่มีแต่พวกสดใสไฮโซ งานสบาย วันหยุดใช้ได้จริง โอทีจ่ายเต็ม เวลาพักครบทุกรอบ ห้องพักพนักงานชั้น 25 ก็สวยหรูสุด ยอมไม่ได้! มันไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมเลย!”

             หลังๆ นั่นคืออัลไล... // นาคากุจิ 

             “เอ่อ...” มุคาเอดะมองอึ้งๆ เหงื่อจับไรผมเล็กน้อย “ห้องพักพนักงานนั่นมันก็เปิดให้พนักงานทุกชั้นของบริษัทเรามาใช้ได้นะครับ...”

             “ก็มันอยู่ชั้น 25! ลองมาเป็นคนในแผนกบัญชีที่ต้องมาเคลียร์ใบเสร็จบ้าบอที่พวกแกเอามาเบิกทั้งวี่ทั้งวันดูบ้าง จะเอาเวลาที่ไหนเดินออกไปเฮอะ! อย่างมากก็แค่ชงกาแฟสำเร็จรูปถูกๆ มาดื่ม ในขณะที่พวกแกชงกาแฟจากเครื่องดริปนำเข้าจากต่างประเทศยืนล้วงกระเป๋าคุยกัน ข้างๆ มีห้องให้พนักงานพักสายตางีบหลับได้ด้วย!”

             “ห้องพวกนั้นก็ใช้ได้ทุก...”

             “เงียบไปเลย! ไอ้พวกสายงานสว่างอย่างนายเงียบไปเลย!” คุสะโมริตะคอกกลับ มุคาเอดะเลยหุบปาก ได้แต่เอียงตัวไปกระซิบถามเพื่อน

             “...แผนกบัญชีมันแบล็คขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”

             “ช่วงปลายเดือนค่อนข้างจะนรกนะ เคยกลับบริษัทมาตอนสี่ทุ่มก็ยังเห็นทำงานกันอยู่ ฉันเองก็มีใบเสร็จจะเบิกอยู่เพียบเลยด้วยสิ” นาคากุจิตอบพลางล้วงใบเสร็จค่าราเมงวันก่อนออกมาดู กำลังคิดว่าจะส่งไปเบิกอยู่พอดี หยุดเดี๋ยวนี้ เก็บไปเดี๋ยวนี้นะไอ้บ้า แผนกนายนั่นแหละตัวดี! // มุคาเอดะ 

             “ใจเสาะที่สุดเลย คนแบบนี้น่ะเหรอจะมาทำงานแผนกบัญชี” นานามิกอดอก มองด้วยสายตาเหมือนมองของต่ำ “ใครจะมาอยู่แผนกนี้ก็ต้องเตรียมตัวมาอยู่สมรภูมิรบอยู่แล้วหรือเปล่า ถ้าแค่นี้ก็เที่ยวอิจฉาแผนกอื่นถึงขนาดต้องแอบแกล้งเขาแบบนี้ก็ รีบๆ ลาออกไปซะดีกว่า ขี้แพ้”

             แมนมาก เฮ้ย นายหัวเถิก อย่าเพิ่งร้องไห้... // นาคากุจิ 

             มุคาเอดะมองชายหนุ่มที่ช็อคจากการโดนด่า ทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยท่าทางสะเทือนใจ ดูสิ้นหวังแต่หญิงสาวก็ยืนกอดอกมองต่ำ หาได้สงสารไม่ เจ๊ก็ดูสะใจแปลกๆ เนอะ...

             “เอ่อ...” มุคาเอดะตัดสินใจนั่งลงไปปลอบ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานพวกนี้ แผนกเราเป็นคนดูแลอยู่ทั้งหมดครับ... ถ้ามีเวลาเดี๋ยวไปกรอกแบบร้องเรียนเอาไว้ แล้วเดี๋ยวคนของแผนกเราจะเข้าไปตรวจสอบให้...”

             “จิงดิ?” ใบหน้าก้มต่ำหันมองขวับ มุคาเอดะเดาใจไม่ถูก แต่เห็นมันยกมือสองข้างขึ้นมาจับมือเขาบีบแน่น แว่นขึ้นฝ้า “มันทำอะไรได้ด้วยเหรอ...”

             “ทำได้สิครับ... มันเป็นงานของแผนกเรานะ”

             “ถึงแม้แผนกบัญชีจะมีหัวหน้าสุดโหดอย่างคุโบะ ทากาโนริน่ะเหรอ”

             “เรามีคนในแผนกที่คอยรับมือกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว...”

             “นะ... นายเป็นคนดีนี่นา” คนพูดน้ำตาไหลพราก “เพราะอย่างนี้คุณนานามิถึงได้ชอบนายใช่มั้ย ฉันก็ต้องยอมรับใช่มั้ย”

             “ฉันไม่ได้ชอบคุณมุคาเอดะย่ะตาบ้า ชอบแฟนเขาต่างหาก”

             นาคากุจิเหงื่อแตกแทน ไม่รู้จะอธิบายไอ้ภาพประหลาดนี่ยังไง หญิงสาวที่กอดอกพูดเรื่องแบบนี้ออกมาหน้าตาเฉย มุคาเอดะที่เบี่ยงหน้าหลบอย่างคนหมดคำจะแก้ตัว ไอ้แว่นนี่ก็ทำหน้าสติหลุด

             “เอ่อ... เอ่อ...”

             “เพราะฉะนั้นอย่าให้ฉันรู้นะว่าคุณไปยุ่งอะไรกับคุณมุคาเอดะอีกน่ะ ถ้าทำให้ฉันไม่มีที่ไปกินกาแฟละก็ ฉันจะอาฆาตถึงชาติหน้าเลย” นานามิทิ้งท้ายด้วยเสียงเย็นเยียบ คนฟังน่าจะเสียวสันหลังไม่มากก็น้อย เพราะทั้งหน้าซีด เหงื่อแตก และน้ำตาเหือดแห้ง

             “ เออ แล้วก็...” นาคากุจิยื่นมือไปคว้าคอเสื้อคุสะโมริขึ้น “ช่วยเอาพวงกุญแจที่นายเอาไปมาคืนด้วย”

             “ฮะ... แฮมปิโกะน่ะเหรอครับ?”

             “แฮมปิโกะ?” มันมีชื่อด้วยเรอะ?? // นาคากุจิ 

             “แฮมปิโกะจากเรื่องแฮมแฮมวันเดอร์แลนด์ไงครับ! สินค้าจากเรื่องนี้มีหลายอย่างเลย นี่มันเป็นพวงกุญแจที่ไม่มีขายด้วยนะ ต้องไปสอยมาจากพวกตู้หนีบตุ๊กตาเท่านั้น!”

             นี่นายไม่ได้แค่บังเอิญเห็นเรื่องนี้ทางทีวีใช่มะเนี่ย? // นาคากุจิ 

             “ถ้าสินค้าซีซั่นนี้ ผมขอแนะนำ หมอนข้างแฮมปิโกะถูกปลาวาฬงาบหัว มาจากฉากในอนิเมะตอนที่ 23 นี่ก็ไม่มีขายเหมือนกันครับ ต้องไปเสียเงินจับสลากที่ร้านสะดวกซื้อ”

             “ขอบใจสำหรับข้อมูลนะ...” แล้วฉันจะเอาไปทำไมวะ // นาคากุจิ 

             นาคากุจิเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่จำต้องปล่อยมือเพราะเสียงโทรศัพท์ พอยกมือถือขึ้นมา ม่านตาก็ขยายเลิ่กลั่ก ส่งให้มุคาเอดะดูชื่อยะจิมะที่โทรเข้ามา นานามิทำหน้างงๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจ แต่เพราะมุคาเอดะพยักหน้าให้กดรับ นาคากุจิก็เลยรีบกดนิ้วลงไปทันที

             “เอ้อ...” เสียงปลายสายของรุ่นน้องดูปกติมาก พูดก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากเปล่งเสียงอะไรเสียอีก

             “รุ่นพี่นาคากุจิ โทรมาตั้งหลายครั้ง มีอะไรหรือเปล่าครับ”

             “นะ...” นาคากุจิหันมองมุคาเอดะ เหงื่อจับไรผมจนต้องยกมือปาด “นายเป็นอะไรมากหรือเปล่า? ทำไมไม่รับโทรศัพท์? มีไข้เหรอ?”

             “ดีขึ้นแล้วครับ เป็นไข้หน้าร้อนนี่ลำบากชะมัด ฮะ ฮะ”

             “คือเรื่องเมื่อวาน...”

             “รุ่นพี่มุคาเอดะติดต่อแผนกบุคคลเรื่องรูปที่ผมส่งให้หรือยังครับ?”

             “อ๋อ...” นาคากุจิรับในลำคอเบาๆ เผลอมองหน้าคนก่อเรื่องที่ยังนั่งจ๋องอยู่กับพื้น “เรียบร้อยแล้ว คุยกันเคลียร์แล้ว มุคาเอดะก็คงไม่เอาเรื่องอะไรมากกว่านี้มั้ง”

             “ก็คิดอยู่แล้วว่ารุ่นพี่นาคากุจิก็คงช่วยจัดการให้”

             นาคากุจิตอบอะไรไม่ถูก จะว่าน้ำเสียงรุ่นน้องดูปกติก็ใช่ แต่มันก็แฝงความเหินห่างแปลกๆ แบบที่เขาเองก็บอกไม่ถูก จริงๆ ก็ออกจะเป็นเรื่องเหนือคาดเกินไปที่จู่ๆ หมอนี่ก็เป็นฝ่ายโทรมาหาเขาเอง ทั้งที่ทั้งหลบหน้าและหนีการติดต่อกับเขาขนาดนั้น แต่กลับเป็นฝ่ายโทรมาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้... มันน่ากลัวกว่าใช่มั้ย?

             “นายอ่านเมสเสจของฉันหรือของมุคาเอดะแล้วใช่ไหม?” นาคากุจิถาม

             “ก็...” เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงนั้นดูมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง “เพิ่งอ่านเมื่อกี้ครับ ขอบคุณที่อธิบาย”

             “ใช่... นายเข้าใจแล้วใช่ไหม?”

             “ครับ...”

             ฮึ้ม? ทำไมปฏิกิริยาไม่เหมือนอย่างที่คิด // นาคากุจิ 

             “งั้นนายก็เข้าใจแล้วนะว่าเข้าใจผิดเรื่องของฉันกับมุคาเอดะ”

             “ก็...ครับ”

             “เจอกันหน่อยได้มะ?” นาคากุจิถามต่อ “ถ้านายไม่สบาย เดี๋ยวฉันไปหาที่บ้านก็ได้”

             “ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ เย็นนี้ก็คงหายแล้ว จะให้ไปเจอที่ไหนก็นัดมาได้ครับ”

             “งั้นเจอที่ร้านไร้เสียงนะ” มุคาเอดะเป็นฝ่ายขมวดคิ้ว ส่ายหน้ายิกๆ ว่าไม่ควร แต่นาคากุจิยกมือเป็นเชิงว่าขอโทษ ก็ฉันไม่รู้จักร้านไหนแล้วนี่หว่า “สักหกโมงเย็น นายโอเคไหม?”

             “...ก็ได้ครับ แล้วเจอกัน”

             มุคาเอดะมองนาคากุจิที่กดตัดโทรศัพท์ไปเงียบๆ ดูใช้พลังงานยิ่งกว่าตอนไปคุยเรื่องสัญญาคู่ค้ากับบริษัทใหญ่

             “ยะจิมะว่าไงบ้าง?”

             “ก็บอกว่าอ่านเมสเสจแล้ว...”

             “โล่งใจไป”

             มุคาเอดะถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนเขาจะห่วงมากเกินไปเอง ถึงจะดูวุ่นวายไปหน่อย แต่ถ้ายะจิมะบอกว่าอ่านข้อความที่เขาอธิบายยืดยาวแล้วมันก็น่าจะเคลียร์ข้อสงสัยได้หมดและคลี่คลายได้หมดแล้ว เพราะอย่างนั้นถึงได้เป็นฝ่ายโทรมาหาแล้วก็คุยกับนาคากุจิได้ปกติ แถมยังตอบรับไปเจอที่ร้านคุณชินเย็นนี้ด้วย

             หมดห่วงไปอีกหนึ่งเรื่อง...

             ตอนแรกเขาก็คิดอย่างนั้น แต่พอเหลือบมองสีหน้าของนาคากุจิที่เป็นคนคุยกับยะจิมะแล้ว เริ่มไม่มั่นใจว่าใช่อย่างนั้นมั้ย...?

             

             “ฮะ ฮะ คุณนานามิก็เลยรู้จากในอินสตราแกรมผมเหรอครับ จริงๆ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอวดอะไรนะ” โอโตนามิหัวเราะขำๆ เสิร์ฟกาแฟวางตรง หน้าหญิงสาวหน้าเคาน์เตอร์ที่ทำหน้างอ มุคาเอดะก้มหน้ากินอาหารในเซ็ทที่เจ้าของร้านเตรียมไว้ให้เงียบๆ ดึงทิชชู่เช็ดปากให้ลูกสาวที่นั่งแกว่งขาบนเก้าอี้เด็ก แววตาใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราว

             แน่ใจนะว่าไม่ได้อวด... // มุคาเอดะ 

          อวดชัดๆ เลยค่ะมาสเตอร์ // คิโกะ 

             “จริงๆ วันที่คุยเรื่องแฟนของคุณชิน ก็บอกกันมาตรงๆ ก็ได้นี่คะ ฉันไม่คิดมากกับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ สมัยนี้แล้ว”

             “แต่คุณนานามิก็ช็อคไปสองวันเลยนะคะ เป๋กลับบ้านเลย”

             “คิโกะจัง คิโกะจัง” นานามิหันไปปราม โอโตนามิหัวเราะเบาๆ ตาเหลือบไปสบโต๊ะริมหน้าต่างที่มีนาคากุจินั่งอยู่กับยะจิมะสองคน ฟ้าข้างนอกกำลังเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ ในร้านยังไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากกลุ่มเขา สองคนนั่นก็เลยนั่งเงียบๆ ตรงหน้ามีเครื่องดื่มคนละแก้ว แต่แทบไม่มีของใครพร่อง

             “... ไม่เป็นไรจริงเหรอน่ะ นายไม่ต้องเข้าไปช่วยเหรอ?” โอโตนามิเอียงตัวไปกระซิบข้างหูมุคาเอดะ มุคาเอดะหันมอง บอกปัด

             “ไม่จำเป็นหรอกครับ จริงๆ ทุกอย่างก็คลี่คลายแล้วนะ ยะจิมะบอกว่าอ่านเมสเสจที่พวกผมอธิบายไปหมดแล้ว ก็น่าจะเข้าใจแล้วแหละครับว่าผมกับนาคากุจิไม่ได้เป็นอะไรกัน...”

             “ก็ฉันก็ควรจะไปยืนยันตัวตนหน่อยไหม?”

             “ยืนยันเรื่องอะไร...?”

             “ว่านายไม่ได้เป็นอะไรกับนาคากุจิจริงๆ ไง”

             “ไม่ต้อง...”

             โอโตนามิมองหน้ามุคาเอดะแล้วขำ หันไปมองสองคนนั้นต่อ แล้วก็ไม่ค่อยจะเห็นบรรยากาศคลี่คลายอะไรอย่างที่มุคาเอดะว่า

 

             “เรื่องที่จะคุย...” ยะจิมะเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน เอาช้อนคนกาแฟในถ้วย หลุบตามองผิวน้ำนิ่ง “คืออะไรเหรอครับ?”

             “อ่า ถ้านายอ่านเมสเสจเรียบร้อยก็ตามนั้นแหละ” นาคากุจิบอกด้วยน้ำเสียงปกติ “ย้ำอีกที คือนายเข้าใจผิดไปเอง เรื่องฉันกับมุคาเอดะน่ะนะ”

             “...ครับ” นาคากุจิมองรุ่นน้องที่ยังเอาช้อนคนกาแฟไปมาไม่สบตา ทำไมปฏิกิริยาของมันถึงดูเงียบเชียบอย่างนี้วะ ปกติก็น่าจะหัวเราะแก้เขิน หรือพูดอะไรกลบเกลื่อนไม่ใช่เหรอ? ดีใจบ้างก็ได้ปะวะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับหมอนั่นนะ? ไหนบอกชอบฉันไง

             เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน... มันก็ไม่ได้บอก?? //นาคากุจิ 

             “ขอบใจนายมากด้วย ที่ช่วยจับคนร้ายเรื่องมุคาเอดะให้ ก็เลยเคลียร์ทุกอย่างได้เรียบร้อย อ๊ะ นี่ ฉันเอามาคืนให้”

             ยะจิมะเหลือบมองพวงกุญแจแฮมสเตอร์ที่นาคากุจิวางบนโต๊ะ ไม่ได้ยื่นมือไปหยิบ

             “...ผมก็แค่ไปสอยมาจากตู้จับตุ๊กตาเฉยๆ น่ะครับ ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก”

             จากตู้จับจริงด้วย! ข้อมูลจากหมอนั่นถูกต้องเรอะ! // นาคากุจิ 

             “แล้วก็ เอ่อ... ขอโทษเรื่องนั้นด้วย เรื่องวันนั้นน่ะ” นาคากุจิเอามือจับท้ายทอยตัวเอง “อยากจะคุยเรื่องนี้กับนายให้ละเอียดกว่านี้นะ แต่เอาเป็นว่า... คือฉันไปคิดมาแล้วอะนะว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดี...”

             “...”

             “ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้หรอกนะว่ามันเป็นยังไง แต่ถ้านายโอเค ก็ลอง...เอ่อ ลองคบกันก็ได้...”

             มุคาเอดะทำตาโต เผลอหันไปมองแล้วนิ่งอึ้ง

             ห้ะ??// มุคาเอดะ 

             “ฮะ ฮะ รุ่นพี่ช่วยทำตัวเหมือนเดิมก็พอครับ” เสียงหัวเราะเบาๆ ของยะจิมะตัดประโยคของนาคากุจิที่จะพูดต่อ นาคากุจิไม่ทันได้มองสีหน้าของคนพูด เพราะยะจิมะลุกขึ้นยืนเลื่อนเก้าอี้ ล้วงเหรียญห้าร้อยเยนออกมาวางที่โต๊ะ

             “ก็เอาเป็นว่ากลับไปเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่พรุ่งนี้ เราอย่าคุยเรื่องนี้กันอีกเลยนะครับ ผมก็จะทำตัวปกติทุกอย่าง แล้วเจอกันครับ”

             ไม่ใช่แค่มุคาเอดะที่มองตาค้าง ไม่ว่าจะเป็นโอโตนามิ นานามิ หรือคิโกะ ก็ได้แต่ทำหน้าตะลึงมองแผ่นหลังชายหนุ่มตัวเล็กในชุดไปรเวทเดินผลักประตูออกจากร้านไปเงียบๆ ทิ้งไว้แต่เสียงกระดิ่งหลังประตูปิดกลับเข้ามา ไม่หันมองใครที่ยังอยู่ในร้านสักคน

             เอ๊----------------!!!  

             ไม่มีใครเปล่งเสียง แต่มองหน้ากันก็รู้แล้วว่าอุทานในใจออกมาแบบนี้

             ที่แน่ๆ ต่างคนต่างเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนไปเก็บศพคนที่นั่งตายไปแล้วคนนั้นดี...

 

To be continue

 

Meb E-book ID >> Hanabidou             

 

[1] สองห้องนอน + ห้องครัว ห้องทานอาหาร และห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่เดียว

ความคิดเห็น