facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 : เวอร์บีนา - ความสุขของทุกคนในครอบครัว

ชื่อตอน : บทที่ 8 : เวอร์บีนา - ความสุขของทุกคนในครอบครัว

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 421

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2563 18:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 : เวอร์บีนา - ความสุขของทุกคนในครอบครัว
แบบอักษร

8 

           สิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที...บุริมนาถออกจากเต็นท์ก่อนเฌอเอมและพนิตา หลังเหนื่อยล้าอ่อนแรงพักหลับกันตั้งแต่บ่ายสาม ส่วนเต็นท์ข้างๆ เงียบกริบคงพักผ่อนเช่นกันหรือไม่ก็หนาวจนขี้เกียจ เพราะตอนกลับมาถึงลานกางเต็นท์ตกลงกันว่าถ้าใครตื่นก่อนให้รับหน้าที่สำคัญ นั่นคือการไปสั่งหมูกระทะชุดใหญ่จากร้านที่ขายวัตถุดิบและให้ยืมอุปกรณ์ปิ้งย่าง  

           อาการเท้าแพลงดีขึ้นมาก หญิงสาวจึงเดินช้าๆ ตั้งใจไปร้านหมูกระทะ แต่ระหว่างทางเจอปวีร์เพิ่งเดินมาจากทางนั้นพอดี  

           ‘บัว’ ปวีร์หน้าตื่น หนุ่มขายาวเดินก้าวเข้าหาหญิงสาวอย่างเร่งรีบ ก้มมองที่เท้าแทนการถาม  

           ‘ดีขึ้นแล้ว วีสั่งแล้วเหรอ’ ทั้งตอบและถามในคราวเดียวกัน  

           ‘เรียบร้อยแล้ว เขาบอกอีกสักพักจะยกไปให้’    

           ‘บัวนึกว่ายังไม่มีใครตื่น’ โดยเฉพาะปวีร์ที่เธอคิดว่าไม่น่าจะตื่น เพราะเขาได้หลับน้อยกว่าใครเพื่อน   

           ‘วีนอนไม่หลับน่ะ’ ชายหนุ่มแสร้งเดินผ่านบุริมนาถกลับทางเดิม ให้เธอกึ่งเดินกึ่งลากขาตาม  

           ‘ทำไมล่ะ’  

           ‘ก็วีไม่รู้ว่าทำไมบัวถึงโกรธวี’  

           ‘ไม่ได้โกรธสักหน่อย’ 

           ‘ไม่ได้โกรธแล้วทำไมต้องทำเสียงสูงด้วยล่ะ’ ปวีร์หันมากะทันหัน คนตามตั้งหลักไม่ทันชนเข้าจังๆ เขารีบรวบตัวเธอไว้ไม่ให้เซล้มบาดเจ็บเป็นหนที่สอง ‘ขอโทษนะ’  

           ‘ไม่เป็นไร แต่ปล่อยบัวเถอะ บัวอาย...’ ท้ายเสียงเบาจนแทบกลายเป็นการกระซิบ สายตาหลายคู่บริเวณนั้นจับจ้องมาที่คู่หนุ่มสาว ‘บัวไม่ได้โกรธจริงๆ นะ เพราะปวดเท้าเลยหงุดหงิดบ้าง’ เมื่อถูกปล่อยจากพันธนาการ หญิงสาว (โกหก) ยืนยันคำพูดตัวเอง  

           ‘งั้นแสดงว่าตอนนี้หายโกรธวี เอ้ย...หายหงุดหงิดแล้วใช่ไหม’ ปวีร์หยอก แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อคำพูดเธอสักนิด ‘เราไปอาบน้ำกันดีไหม’ คำชวนที่ไม่ได้มีความหมายแฝงทำคนฟังหน้าแดงไม่รู้ตัว ‘เฮ้ย! ไม่ได้ชวนอาบห้องเดียวกันนะ อยากให้บัวอาบน้ำก่อนที่อากาศจะเย็นกว่านี้’ ยิ่งปวีร์ออกตัวแรงว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ บุริมนาถยิ่งอับอาย อยากหยิกแขนให้ช้ำลงโทษตัวเอง  

           ‘บัวไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย ถึงวีไม่บอก บัวก็จะไปอาบของบัวอยู่แล้ว’ คนคิดทะลึ่งแก้ตัว รีบเดินหนีอาย  

           ที่ลานกางเต็นท์ม่อนสนมีห้องน้ำสองฝั่งแยกชาย – หญิง เป็นห้องแคบๆ มีถังสำหรับตักอาบน้ำในตัว สภาพค่อนข้างสมบุกสมบัน ผ่านการใช้งานในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแต่ละวันก็เยอะ คนใช้ชีวิตสบายมาตลอด ยืนทำใจหน้าห้องน้ำนานเหมือนกันกว่าจะเข้าไปอาบจริง พอออกมาจากห้องน้ำ บุริมนาถคิดว่าตนสมควรได้รับเหรียญกล้าหาญ เพราะสามารถอดทนตักน้ำที่เย็นยะเยือกไหลชำระร่างกายได้ถึงห้านาที เธอไม่เคยสัมผัสความเย็นระดับนี้มาก่อน  

           เดินกลับมาถึงเต็นท์ ร้านค้าที่ขายหมูกระทะสำหรับนักท่องเที่ยว ยกอุปกรณ์และอาหารมาวางหน้าเต็นท์ให้เรียบร้อย ไม่ต้องถามถึงคนอื่นๆ ตอนนี้แยกกันย่างหมูสามชั้นและอาหารอื่นๆ เต็มสองเตา เหลือเชื่อจริงๆ ที่กลิ่นควันมีประสิทธิภาพในการปลุกคนให้ตื่นได้ดีขนาดนี้ ไม่มีใครสนใจเรื่องอาบน้ำเหมือนเธอ ชีวิตพวกนั้นอุทิศให้หมูกระทะและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลัดกันเดินไปซื้อมาดื่มไม่รู้จักหายอยาก รวมถึงไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์ในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องแฟนเก่าปวีร์ให้บุริมนาถรู้สึกลำบากใจ  

           ‘พรุ่งนี้พี่เจ้าของรถนัดกี่โมงนะ’ นราพรที่บุริมนาถไม่ได้คุยด้วยเท่าใดนัก เอ่ยถามกลางวงอาหารมื้อเย็น  

           ‘แปดโมง พี่เขาบอกให้เราดื่มด่ำบรรยากาศตอนพระอาทิตย์ขึ้น ชมทะเลหมอกให้หนำใจก่อน’ ชญาทำหน้าฟินตอบ  

           ‘งั้นคืนนี้เราก็ยังพอมีเวลาสิ เรามาเล่นเกมกันไหม’ นราพรสาวติสท์แสนห้าวเสนอความคิดเห็น  

           ‘เกมอะไรวะไก่’ ณัฐกมลถามเพื่อนสาว  

           ‘อือ...เกมชอบอะไร’ 

           ‘เกมอะไรวะไก่ เกิดมาไม่เคยได้ยิน’ มินเกาหัวแกรกๆ ถามต่ออย่างสงสัยก่อนคีบเบคอนเข้าปาก  

           ‘กติกามีอยู่ว่า...ฉันจะโยนเหรียญ ถ้าออกหัวให้ทุกคนในวงบอกชื่อสัตว์ที่ชอบ แต่ถ้าออกก้อยต้องบอกชื่อคนที่ชอบ ห้ามซ้ำกันเด็ดขาด ใครตอบช้าก็ถือว่าแพ้ ต้องกินของที่ตัวเองไม่ชอบในวงนี้หนึ่งอย่าง อย่างถ้าไอ้ตงแพ้ มันไม่ชอบผัก มันก็ต้องกินผักหนึ่งคำ’  

           ทุกคนพยักหน้าเข้าใจกติกาที่คนเสนออธิบาย   

           ‘เริ่มเลยๆๆ’ สาวสามเคาะตะเกียบกับกระทะปิ้งย่าง เร่งเร้านราพร   

           ‘ด้านที่ออกคือ...’ ทุกคนลุ้นหลังจากนราพรโยนเหรียญแล้วตะปบไว้บนหลังมือ ‘สัตว์’ เธอพูดสั้นๆ เน้นเสียงชัดเจน 

           ‘ด่ากูเหรอไก่’ ตงแกล้งหาเรื่องเพื่อนให้คนอื่นขำ อีกนัยหนึ่งคือถ่วงเวลาคิดชื่อสัตว์ ตอนนี้ต่างคนต่างมึน ยกเว้นบุริมนาถที่ดูจะได้เปรียบเพื่อนเพราะไม่ได้ดื่ม   

           รอบแรกผ่านไป...ไม่มีใครพลาด 

           รอบที่สองสะดุด...เฌอเอมตอบซ้ำกับที่ปวีร์ตอบครั้งแรก  

           ‘เอมมันเกลียดอะไรวะ’ มินถามเพื่อนสนิททั้งสามของเฌอเอม  

           ‘มันไม่ชอบลูกชิ้น’ ชญาตัวแสบไม่พูดเปล่า คีบลูกชิ้นยัดปากเพื่อน  

           ‘ให้สิทธิ์คนแพ้โยนเหรียญเลย’  

           นราพรส่งเหรียญสิบบาทให้เฌอเอม เล่นกันกี่ครั้งๆ เหรียญก็ยังออกแต่หัว กระทั่งมินแพ้และได้โอกาสโยน เหรียญแล้วปรากฏว่าออกหน้าก้อย  

           ‘แพตตี้ อังศุมาลิน’ คนโยนเหรียญได้ตอบก่อนใคร เขาเป็นสายทวงคืนแพตตี้จากพี่แดน 

           ‘Ed Sheeran’ นักร้องคนโปรดของณัฐกมลที่เขาเคยตามไปชมคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศ 

           ‘โจศักดิ์ ชาญนารี’ นราพรตอบเร็ว คนอื่นรีบแย้งว่าชื่อตัวละครในซิทคอมเมื่อหลายปีก่อนได้หรือ เธอตอบว่าแค่เป็นชื่อที่ใครรู้จักก็ถือว่าผ่าน  

           ‘อะๆ ของฉัน George Clooney’ ชญาสายฝอโพล่งชื่อนักแสดงวัยใกล้แซยิดที่ตัวเองปลื้มตัดจบทุกความขัดแย้งในวง     

           ‘Lee Minho สามีมโนของฉัน’ เฌอเอมติ่งเกาหลียิ้มกว้างยามได้เอ่ยถึงซูเปอร์สตาร์แดนกิมจิ   

           ‘ตู่ ภพธร’ พนิตาที่ยังไม่ตัดใจจากพี่ตู่ที่มีแฟนแล้วตอบพลางทำท่าร้องไห้กระซิกๆ  

           ‘Adam Levine’ บุริมนาถปลื้ม Maroon5 มาก และชอบการแสดงของอดัมในภาพยนตร์ Begin Again สุดๆ ตอนเข้าฉายถึงกับตีตั๋วเข้าชมเกือบสิบรอบ จนรอบหลังๆ เพื่อนๆ พากันไปสลบไสลคาโรงหนัง  

           คนสุดท้ายที่ต้องตอบ ถูกสายตาเจ็ดคู่กดดัน เนื่องจากเขาไม่ตอบปุ๊บปั๊บเหมือนคนอื่นๆ ปวีร์หันไปมองบุริมนาถครู่หนึ่งก่อนมองตรงและตอบอย่างฉะฉาน มั่นใจด้วยชื่อที่ชวนอึ้งว่า... 

           ‘บัว บุริมนาถ’ ทุกคนเงียบ มองเจ้าของชื่อที่ตอนนี้เบิกตาโตตกใจสลับกับหน้าคนตอบ ‘ทำไมล่ะ ก็ให้บอกชื่อคนที่ชอบไม่ใช่เหรอ ผิดอะไรวะ’ ปวีร์ยิ้ม ลอยหน้าลอยตาพูดต่อ  

           ‘เออ...มึงมันแน่!’ มินยกนิ้วโป้งให้เพื่อนรัก หัวเราะร่วน   

           ‘ทีนี้หายโกรธจริงๆ หรือยัง’ ปวีร์ถามคนตัวเล็กที่ยังช็อกไม่หาย  

           ‘ใครโกรธ บัวบอกว่าไม่ได้โกรธ’ บุริมนาถตอบเสียงอ่อย ทำตัวไม่ถูกจนเผลอคีบหมูที่ร้อนเข้าปาก แต่เก็บอาการไม่ให้ใครเห็น กลัวอายมากไปกว่านี้   

           ‘บัวไง งอนที่วีไม่ได้บอกชอบกลับเมื่อตอนกลางวันใช่ไหม’  

           หญิงสาวผู้ถูกแฉความลับต่อหน้าธารกำนัลยกมือปิดหน้า เขินอายจนแทบไม่อยากให้ใครเห็นอีก  

           ‘แก...ไหนสัญญากันแล้วไงว่าจะรอให้วีพูดก่อน’ ชญาตีโพยตีพายกับสิ่งที่ได้ยินจากปวีร์  

           ‘ใครบอกก่อนก็ไม่สำคัญหรอก แค่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกเราตรงกันก็พอ’ คนสารภาพความรู้สึกก็ยังหยอดคำหวานเลี่ยนไม่หยุดหย่อน   

           ‘ฮิ้ว...’ ทั้งวงพากันโห่ร้องชอบใจ   

           ‘แล้วไงวะ...แล้วไงวะ...’ เพื่อนฝ่ายปวีร์เคาะแก้วเป็นทำนอง เร้าให้ปวีร์พูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูด  

           ‘เออ...แล้วไงอะ’ เฌอเอมกระแซะบ้าง   

           ‘บัว...’ ปวีร์หมุนตัวเข้าหาบุริมนาถ ดึงมือสองข้างของเธอออก จับเอาไว้แน่นกลัวบุริมนาถเขินจนลุกหนี ‘วีมีอะไรจะถาม’ ตัวเขาเองก็เขินไม่น้อย พยายามหุบยิ้ม รวบรวมสติพูดเรื่องสำคัญ  

           ‘ถะ...ถามอะไร’ บุริมนาถเสียงสั่น ใจก็สั่นเหมือนกัน ไม่กล้ามองหน้าปวีร์ตรงๆ  

           ‘เป็นแฟนกันไหม’  

           บุริมนาถหูอื้อตาพร่ามัวทำตัวไม่ถูก หญิงสาวไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกนี้ยังไง หลังได้ฟังประโยคที่รอคอยและมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เธอเกือบถอดใจกับการขยับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาไปแล้วเมื่อช่วงบ่าย ตอนนี้หัวใจเต้นตึกๆ ประหนึ่งนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในสวนสนุกอีกครั้ง   

           เธอฝันไปหรือเปล่า... 

           ‘รีบตอบสิบัว ฉันยอมเมารถเกือบตายเพื่อมาเป็นพยานในวันแห่งความสุขของแกนะ’ ชญาเชียร์เพื่อนเต็มสูบ  

           ‘ตกลง...ตกลง...ตกลง...’  

           ทุกคนปรบมือเป็นจังหวะ นักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์อยู่รายรอบและกำลังทานมื้อเย็นเช่นเดียวกันช่วยเชียร์ด้วย  

           ‘ก็ได้’ บุริมนาถพยักหน้า ตอบเสียงเบา อยากให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ กลัวนักท่องเที่ยวคนอื่นหมั่นไส้เขวี้ยงข้าวของใส่กลุ่มเธอ  

           ‘ก็ได้คืออะไรครับ เพื่อนผมถามชัดนะครับ ช่วยตอบชัดๆ ด้วย’ ตงชงไม่เลิก เวลานี้เพื่อนทั้งหมดทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวในงานแต่ง  

           ‘บัวตกลงเป็นแฟนกับ...วี’    

           บุริมนาถโน้มศีรษะซบไหล่ปวีร์อย่างเขินอาย แต่ถูกเขาสะกิดเธอด้วยกล่องกำมะหยี่ทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เพิ่งล้วงออกจากกระเป๋ากางเกงวอร์มขายาว   

           ‘ว้าว...ฉันอยากได้’ พนิตาตาลุกวาวเมื่อปวีร์เปิดกล่องนั้นออกให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน  

           สร้อยคอเงินแท้มีจี้เป็นรูปดอกบัว...  

           ปวีร์บรรจงสวมใส่สร้อยเส้นนั้นให้ผู้หญิงที่เพิ่งตอบตกลงเป็นแฟนกับเขา มองบุริมนาถด้วยสายตาเปี่ยมรักเช่นเดียวกับเธอที่แสดงความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองผ่านสีหน้าและแววตา ตากล้องประจำทริปไม่ลืมยกกล้องที่เตรียมไว้ขึ้นมาเก็บภาพนาทีสำคัญของเพื่อนรัก  

           บรรยากาศหลังการสารภาพรักสนุกสนานครึกครื้น ปวีร์ขอยืมกีตาร์จากชายวัยกลางคนเต็นท์ข้างๆ มาเล่นและร้องเพลงสร้างความสุขให้กลุ่มตัวเองรวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นตามความถนัดของเขา พอปาร์ตี้เล็กๆ บนดอยอ่างขางจบลง นักร้องหนุ่มได้แฟนคลับเพิ่มอีกหลายคนที่ต่างสัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะตามไปฟังเขาร้องเพลงที่ร้าน  

           บุริมนาถไม่รู้สึกหึงหวงเหมือนตอนเขาเจอแฟนเก่าที่สวน ๘๐ อีกต่อไป เพราะตอนนี้ปวีร์เป็นแฟนเธอแล้ว  

 

           ‘ตื่นเช้าจัง’  

           ปวีร์ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จกำลังจะกลับเต็นท์ พอเห็นบุริมนาถยืนอยู่ที่จุดชมวิวคนเดียวเลยเดินตามมา มือหนาเอื้อมไปจับมือนุ่มนิ่มของแฟนสาว  

           ‘ยายพวกนั้นนอนดิ้นน่ะ’  

           เธอให้ร้ายสองสาวลับหลัง ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นดีใจ จะงีบหลับไปก็ตื่นขึ้นมาตบหน้าตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าที่ปวีร์ขอเธอเป็นแฟนไม่ใช่ความฝัน  

           ‘ถ้ารู้ว่าบัวก็นอนไม่สบายเหมือนกัน จะชวนเช่าเต็นท์มากางนอนด้วยกัน’  

           ‘บ้า!’  

           ‘บ้าอะไร เราสองคนเป็นแฟนกันแล้วนะ’  

           ‘แต่เราสองคนยังเรียนไม่จบนี่’ 

           ‘แล้วยังไง กลัววีทำอะไรบัวเหรอ’ ปวีร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ‘วีรู้ว่าบัวถือเรื่องพวกนี้ วีไม่ล่วงเกินบัวแน่นอนจนกว่าจะถึงวันที่เหมาะสม’  

           บุริมนาถหน้าร้อนเมื่อเขาพูดดิ่งลึกไปถึงเรื่องแบบนั้น สำหรับผู้ชายหรือผู้หญิงคนอื่นๆ อาจเป็นเรื่องปกติ ทว่าหญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูมาในกรอบจารีตประเพณีที่เคร่งครัดมองต่างมุมออกไป บุริมนาถถึงรู้สึกผิดในใจทุกครั้งที่โกหกบุพการีเพื่อหนีเที่ยวกับปวีร์  

           ทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่คนอื่นว่า พอคนเราได้ลองโกหกครั้งแรก ครั้งต่อๆ ไปก็จะตาม พอได้แหกกฎหนึ่งข้อ การแหกกฎข้อต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร บุริมนาถกลัวว่าวันหนึ่งเธอจะถลำตัวถลำใจจนกู่ไม่กลับ จึงพยายามเตือนสติและคิดไตร่ตรองเสมอ  

           ‘บัวบอกไปหมดแล้วว่าบัวชอบวีเพราะอะไร แต่วียังไม่เคยบอกเลยนะว่าทำไมถึงชอบบัว’         

           ‘อืม...บัวสวยมั้ง’    

           ‘วี...’ หญิงสาวลากเสียงไม่พอใจ ‘ตอบตามความจริงสิ ไม่งั้นบัวดึงสร้อยเขวี้ยงทิ้งแน่’ เธอเหมือนแมวน้อยที่กำลังขู่ราชสีห์เจ้าป่า เมื่อคืนมินและตงทั้งส่งข้อความส่งคลิปวิดีโอมาให้ดูว่าสองเดือนก่อนหน้านี้ปวีร์รับงานเยอะมาก กลางวันที่ว่างจากเรียนมีคนจ้างร้องเพลงเปิดมินิคอนเสิร์ตก่อนดารานักร้องขึ้นแสดงตามโชว์รูมรถ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่วงดนตรีลูกทุ่งตามงานวัด เขาก็รับหมดไม่เกี่ยง เพื่อหาเงินมาซื้อของขวัญให้บุริมนาถ ซึ่งก็คือสร้อยเงินเส้นนี้  

           นอกจากนั้น ปวีร์ยังเตี๊ยมแผนนอกรอบกับเพื่อนๆ ชวนบุริมนาถมาเที่ยวเพื่อขอเธอเป็นแฟน ทุกคนตั้งใจจะรอจนกว่าบุริมนาถจะสามารถขอพ่อกับแม่มาเที่ยวด้วยกันได้   

           เธอจะทิ้งความรัก ความทุ่มและความอดทนที่หล่อหลอมอยู่ในสร้อยเส้นนี้ได้อย่างไร  

           ‘เพราะบัวแตกต่างจากผู้หญิงที่วีรู้จัก บัวเหมือนเด็กที่น่ารัก น่าแกล้ง บางทีก็ดูใจดีแบบผู้ใหญ่ สำคัญสุดคือวีอยากทำให้ผู้หญิงคนนี้ยิ้มบ่อยๆ เหตุผลแค่นี้พอจะเก็บสร้อยไว้กับตัวได้รึยัง’  

           ‘แค่มีวีใกล้ๆ แค่วีไม่เปลี่ยนไป บัวก็ยิ้มได้แล้ว’ บุริมนาถคลี่ยิ้มกว้างโชว์ฟันเรียงสวย ‘บัวสัญญาว่าจะไม่ถอดสร้อยเส้นนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บัวจะใส่จนกว่าหัวใจคนที่ให้จะเปลี่ยนไป’ เธอกุมจี้ดอกบัวไว้แน่น  

           ‘คงต้องใส่ตลอดไปแล้วล่ะครับ เพราะผมจะไม่มีวันรักใครนอกจากคุณ’       

           ปวีร์สวมกอดบุริมนาถจากทางด้านหลัง ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกด้วยกันอย่างสุขใจ โดยไม่รู้ว่าวันหนึ่งภาพฝันหวานที่วาดไว้จะมีพายุลูกใหญ่เข้ามาปะทะ 

 

           “บัว...บัวครับ ถึงแล้วครับ”

               “อือ...ถึงแล้วเหรอคะ”

               บุริมนาถรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมที่ต้นแขน เธอยกมือปิดปากที่กำลังจะอ้าหาว เอียงหัวซ้ายขวาข้างละสองสามทีขับไล่อาการง่วง  

               “โกโก้ครับ”

               “ขอบคุณค่ะ” บุริมนาถยิ้มอ่อนขอบคุณสวัสวรรษที่ซื้อเครื่องดื่มร้อนมาให้

               “ลงรถไปสูดอากาศด้านนอกกันเถอะครับ”

               สหัสวรรษเบียดกายเข้ามาในรถ โน้มตัวผ่านหน้าบุริมนาถเพื่อปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยให้ หิ้วกระเป๋าสะพายใบเล็กของหญิงสาวที่บนตักออกมาด้วย ไม่ลืมส่งมือให้คนตัวเล็กยึดจับ เพราะรถรุ่นนี้ค่อนข้างสูง

               “บัวเดินเองได้ค่ะ จะยืดเส้นยืดสายสักหน่อย รู้สึกนอนนานแล้วเมื่อย”

               หญิงสาวอ้าง ปล่อยเขาเดินลงบันไดนำไปก่อน แม้วันนี้ลานกางเต็นท์ม่อนสนจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ไม่มีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของริมถนน ไม่มีร้านอาหารตามสั่งหรือร้านหมูกระทะที่เธอเคยอุดหนุน แต่เธอจำภาพวันเก่าๆ ได้แม่น เคยกางเต็นท์กันตรงไหน ตั้งเตาหมูกระทะตรงไหน ปวีร์ขอเธอเป็นแฟนตรงไหน

               เศร้าชะมัดที่จำได้หมดเลย...

               “อากาศบนนี้ดีจังเลยนะครับ”

               บุริมนาถเดินตามมาจนถึงจุดชมวิว มองชายหนุ่มกางแขนทั้งสองออกจนสุด รับลมเย็นที่พัดปะทะเข้าหาตัว สหัสวรรษจัดเป็นคนที่มีความพยายามสูง ตามตื๊อผ่านทางข้อความ โทรศัพท์หา บุกไปอ้อนวอนถึงโรงเรียนเพื่อให้เธอมาดอยอ่างขางจนสำเร็จ

               ด้านบุริมนาถคิดหนักหลายคืนเช่นกันก่อนตัดสินใจตอบรับคำขอ ส่วนหนึ่งเพราะเธออยากเปลี่ยนที่นอนด้วยกระมัง หลังฝันซ้ำๆ ว่าอยู่ตัวเองอยู่ในที่มืดแล้วได้ยินเสียงเรียกของปวีร์แต่โต้ตอบกับเขาไม่ได้ ฝันรูปแบบเดิมเริ่มถี่ขึ้นจนรู้สึกหวาดกลัว  

               ความจริงมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นมากมายที่บุริมนาถไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เธอติดต่อเพื่อนสนิทไม่ได้ ไม่มีใครอ่านข้อความที่เธอส่งไปจนเธอนึกเป็นห่วง โดยเฉพาะสามสาวเพื่อนซี้ที่ไลน์กลุ่ม เฟซบุ๊กกลุ่มเงียบกริบ มันผิดปกติมากจริงๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าปวีร์อาจนัดแนะกับผองเพื่อนร่วมก๊วนให้งดติดต่อเธอ ด้วยเหตุว่าหญิงสาวอารมณ์ร้อน พอเย็นลงก็กลับไปคืนดีกับปวีร์ ปล่อยให้เพื่อนเสียหน้าอีก ทุกคนถึงไม่อยากยุ่ง ถึงจะรู้สึกแย่นิดๆ แต่บุริมนาถพอเข้าใจได้

               ดังนั้นการเปลี่ยนที่นอนสักคืนอาจช่วยให้หญิงสาวสบายใจขึ้น และในเมื่อสหัสวรรษเป็นคนเดียวที่ติดต่อกับเธอไม่เคยขาด ไม่เงียบหาย เธอจึงวางแผนมาล้วงความลับของเศรษฐีหนุ่มด้วย

               วันนี้สหัสวรรษเปลี่ยนรถอีกแล้ว...เขาขับกระบะสี่ประตูยกสูงสีแดงมาจอดรอเธอหน้าบ้านตั้งแต่ตี่สี่กว่า เขาอยากมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอกที่จุดชมวิวม่อนสนให้ทัน บุริมนาถที่กลัวฝันร้ายจึงอดหลับอดนอนรอชายหนุ่มและอาศัยหลับระหว่างทางแทน แต่ฝันที่ร้ายกว่าเก่ากลับมาเยือน นั่นคือการฝันถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนที่เคยมาเที่ยวที่นี่  

               “ค่ะ อากาศดีมาก แต่น่าแปลกนะคะทำไมมีนักท่องเที่ยวน้อยก็ไม่รู้”

               ฤดูหนาวคือช่วง High season ของภาคเหนือ อากาศตอนนี้หนาวเย็นกำลังพอดี ทว่าดอยอ่างขางกลับเงียบเหงาผิดปกติ

               “ตอนนี้ต้นธันวาคมอยู่มั้ง คนคงอยากเที่ยวปลายปีไม่ก็ต้นปีหน้า” สหัสวรรษกล้อมแกล้มตอบ “ผมอยากมาช่วงคนน้อยๆ แบบนี้แหละ มีบ้านพักว่างให้เราด้วย”

               ชายหนุ่มบุริมนาถไม่ปักใจเชื่อคำพูดของสหัสวรรษ เธอยกแก้วโกโก้ขึ้นจิบ เหล่มองจับพิรุธเขาไปพร้อมๆ กัน แต่จริงอย่างที่สหัสวรรษว่าอย่างหนึ่ง เพราะวันนี้คนน้อย เขาถึงสามารถทำเรื่องเข้าพักบ้านพักที่มีเพียงหลังเดียวในบริเวณม่อนสนได้ บ้านพักหลังนี้สร้างขึ้นหลังเธอมาเที่ยวครั้งแรก และยังมีอีกหนึ่งห้องใหญ่ที่สามารถนอนรวมกันได้แปดคนอยู่ใต้ที่ทำการของอุทยาน     

               “วันนั้นทูเดย์ถามเรื่องของบัว วันนี้บัวขอถามเรื่องของทูเดย์บ้างได้ไหมคะ ในเมื่ออยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ก็ต้องรู้เรื่องของกันและกันให้มากขึ้น จริงไหม” หญิงสาวเปรยแฝงกดดันอีกฝ่าย

               “ถามมาสิ ผมยินดีตอบ” คนตัวสูงดูไม่สะทกสะท้านอะไร มอบยิ้มอ่อนโยนให้อีกต่างหาก

               “ทูเดย์ไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวให้บัวฟังเลยค่ะ ทูเดย์เจอพ่อแม่บัวแล้ว บัวจะมีโอกาสเจอพ่อแม่คุณบ้างรึเปล่า”

               “อาจจะได้เจอครับ แต่ไม่น่าจะใช่เร็วๆ นี้” ทว่าพอถูกถามถึงครอบครัวเริ่มยิ้มแห้งคล้ายปกปิดอะไรบางอย่าง

               “เราอายุเท่ากันใช่ไหมคะ แสดงว่าทูเดย์เรียนจบแล้ว จบด้านไหนคะ”

               “ผมจบด้านบริหารครับ” คราวนี้ไม่ยิ้มแหยหากแต่กระตุกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็ว “บัวคงอยากรู้อีกใช่ไหมล่ะว่าผมทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร”

               บุริมนาถจ๋อย เขาอ่านเกมเธอออกแล้ว

               “ค่ะ”   

               “ธุรกิจของผมเกี่ยวกับเวลาครับ”

               หญิงสาวไม่ได้ถามต่อ คิดว่าเขาคงเล่นมุกนาฬิกา บ้านผลิตหรือจำหน่ายนาฬิกานำเข้าอะไรแบบนั้น เพราะเขาเดินทางบ่อย

               “อีกคำถามหนึ่งนะคะ ตอนนี้ทูเดย์รู้สึกยังไงกับบัวกันแน่”

               “ผมชอบบัว” สหัสวรรษตอบสั้นๆ “ถ้าคุณอยากรู้อะไรเก็บไว้ถามคืนนี้แล้วกันนะ ผมขอตัวไปขนของก่อน คุณยืนรับอากาศบริสุทธิ์รอตรงนี้แหละ” เขาตัดบทคล้ายเบื่อจะตอบคำถามหญิงสาว  

               พออยู่ลำพัง บุริมนาถก็คิดถึงความหลังขึ้นมาอีกจนได้

               ถ้าให้บุริมนาถพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อปวีร์ในวันที่ตกลงเป็นแฟนกัน เธอคงเปรียบเขาเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่อบอุ่นคอยโอบกอดให้กำลังใจ ส่องสว่างให้เธอมองเห็นสิ่งที่เมื่อวานอาจมองไม่เห็น เธอคิดว่าตัวเองคิดไม่ผิดที่ตอบตกลงคบหากับเขาในฐานะแฟน แม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นานเท่าไรนัก ปวีร์เป็นคนดีโดยเนื้อแท้ เธอเชื่อมั่นว่าชีวิตต่อจากนั้นจะมีแต่ความสุข

               หึ...แล้วดูตอนนี้สิ เสียใจแทบตาย ลืมเขาไม่ได้สักที  

            

           สหัสวรรษใช้เวลาจัดการสัมภาระไม่นาน ต่างคนต่างมีกระเป๋าคนละใบ แต่ที่ชายหนุ่มเตรียมมาเยอะล้วนเป็นของกินและเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีร้านค้าจำหน่ายอาหาร บุริมนาถเข้าไปสำรวจที่พักซึ่งมีห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำหนึ่งห้อง มีระเบียงหน้าที่พักที่มองเห็นวิวภูเขาชัดแจ๋ว มาคราวนี้ต่างจากคราวที่แล้วลิบลับ ไม่ต้องทนหนาวอาบน้ำเย็นเพราะห้องน้ำติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเรียบร้อย

               คนอยากมาเที่ยวให้เวลาบุริมนาถพักผ่อนและเตรียมตัวก่อนไปสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แต่หญิงสาวหนักไปทาง ‘เตรียมใจ’ เสียมากกว่า ภาพความทรงจำ เหตุการณ์ในอดีตรอคอยเธออยู่ที่นั่น แค่จินตนาการก็ปวดร้าวทั้งหัวใจ

               แต่ชีวิตต้องไปต่ออย่างที่สหัสวรรษว่า ‘หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง’ ถ้าจมอยู่กับเรื่องของวันก่อนหรือไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด เราจะไม่เข้มแข็งสักที บุริมนาถให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกแล้วเปิดประตูออกไปหาสหัสวรรษที่นั่งรอที่เก้าอี้ตรงระเบียงด้านนอก

               บุริมนาถยังคงแปลกใจกับบรรยากาศที่เงียบเหงาผิดปกติ ทั้งๆ ที่ธรรมชาติช่วงนี้สวยงามกลับมีรถขับนำหน้าหรือสวนทางนับคันได้ หากดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูหวานแหววพูดได้คงบ่นท้อแท้ห่อเหี่ยวไม่น้อยที่นักท่องเที่ยวบางตา ครั้นรถแล่นเข้าไปยังสถานีเกษตรหลวงอ่างขางก็เงียบเชียบ มองไม่เห็นผู้คน

               หรือว่า...

               “ทูเดย์คงไม่ได้จองหรือเหมาที่นี่ไว้ล่วงหน้าใช่ไหมคะ”

               ช่างเป็นคำถามสิ้นคิด แต่คนนั่งไม่ติดเบาะเพราะเอาแต่ชะเง้อชะแง้สอดส่ายสายตาหาผู้คนได้ถามคนขับรถไปแล้ว

               “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกบัว” สหัสวรรษหลุดขำ “ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารหรือหน่วยงานที่บริหารโดยเอกชนนะ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้หรอกครับ”

               นั่นสิ...เธอเห็นเขาร่ำรวยเลยเผลอคิดว่าเขาเสพติดความเว่อร์วังอลังการแบบที่เคยเหมาเรือล่องแม่น้ำ

               สหัสวรรษเลี้ยวเข้าจอดรถในช่องจอดใกล้สวนกลางแจ้งที่มีเอกลักษณ์เป็นทางเดินรูปใบเมเปิล โดยปกติแล้วจะมีการปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาลบนพื้นที่โดยรอบทางเดิน ตอนนี้ดอกเวอร์บีนาสีม่วงกำลังอวดโฉมงามสะพรั่ง สารถีดับเครื่องยนต์และไม่ลืมทำหน้าที่เปิดประตูรถ อำนวยความสะดวกให้หญิงสาวดุจเป็นเจ้าหญิง

               “สวยจังเลยนะคะ” บุริมนาถตื่นตาตื่นใจเมื่อได้อยู่ท่ามกลางดอกไม้

               “ต้องสวยอยู่แล้ว บัวชอบสีม่วงนี่นา”

               “ทูเดย์...พูดว่ายังไงนะคะ” ความเพลิดเพลินใจนั้นสะดุดลงทันทีที่ได้ยินสหัสวรรษพูด บุริมนาถมั่นใจว่าเธอไม่เคยบอกเขาว่าตนชอบสีอะไร “ทูเดย์รู้ได้ยังไงคะว่าบัวชอบสีม่วง” หญิงสาวเงยหน้า จ้องตาชายหนุ่มเขม็ง ต้องการคำตอบ

               “ผมหมายถึง...ถ้าบัวมองว่ามันสวยแสดงว่าต้องชอบสีม่วงแน่ๆ มันเป็นข้อสันนิษฐานของผม อาจจะใช้คำผิดไปบ้างเพราะผมไม่ค่อยสันทัดภาษาไทย” เขายิ้มแหยๆ ทำหน้าเศร้ากับความบกพร่องทางภาษาของตัวเอง หญิงสาวจึงคลายสงสัย โทษตัวเองที่จ้องจับผิดเขามาเกินไป

               “แต่ทูเดย์ทายถูกนะ บัวชอบสีม่วง”

               “แล้วบัวรู้ความหมายของดอกเวอร์บีนาไหมครับ”

               “ไม่ค่ะ ทูเดย์อยากรู้หรือรู้แล้วอยากบอกบัวคะ”

               “ผมรู้ครับ” เขาใช้มือแตะดอกเวอร์บีนาเบาๆ ราวกับถ้าสัมผัสแรงกว่านั้นมันจะร่วงหล่น “เวอร์บีนาแทนความสุขของทุกคนในครอบครัว” สหัสวรรษหันมายิ้ม มองลึกเข้ามาในดวงตาหญิงสาวเหมือนกำลังร่ายมนตร์สะกด

               “ความสุขของทุกคนในครอบครัว...เหรอคะ” บุริมนาถพูดทวนซ้ำ อดคิดไม่ได้ว่าสี่ปีที่ผ่านมา พ่อกับแม่เธอมีความสุขหรือเปล่าที่เธอดื้อดึงคบหากับปวีร์ ผู้ชายที่บุพการีไม่พึงพอใจ

               หรือมันถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่เธอควรกลับไปให้ความสำคัญกับพวกท่าน เชื่อฟังว่าสหัสวรรษเป็นคนที่คู่ควร

               “แล้วผมยังอ่านเจออีกว่าเวอร์บีนาเปรียบเหมือนการขอร้องให้คนอื่นช่วยภาวนาให้ตัวเอง ตอนนี้บัวมีเรื่องอยากให้คนอื่นช่วยเหลือหรือภาวนาให้หรือเปล่าครับ ถ้ามี...ผมจะช่วยภาวนาเอง” คำพูดสุภาพรื่นหูแสดงความหวังดีนั้นแนบเนียนเสียจนคนฟังจับพิรุธไม่ออก

               “เรื่องที่บัวอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะขอร้องใครให้ช่วยภาวนาก็คงไม่สำเร็จหรอกค่ะ”

               ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอล้วนๆ สิ่งเดียวที่ต้องการคือเลิกรักปวีร์

               สหัสวรรษอาสาถ่ายภาพบุริมนาถทุกที่ทุกมุม ตั้งแต่ทุ่งเวอร์บีนา ต่อไปยังสวนบอนไซที่แบ่งออกเป็นหลายโซน ติดกับทางเข้าเป็นไม้ต้นเล็กที่ปลูกไว้ในกระถางกลางแจ้ง ใกล้ๆ กันมีสิ่งปลูกสร้างทรงโดมที่สร้างไว้สำหรับอนุรักษ์และจัดแสดงพืชภูเขาเขตร้อนจำพวกสับปะรดสี กล้วยไม้ขนาดเล็ก พืชตระกูลเฟิร์น

               ถัดมาเป็นโรงเรือนจัดแสดงพันธุ์พืชทนแล้งอย่างตะบองเพชร เดินออกจากโรงเรือนมีบันไดสำหรับลงไปชมพืชตระกูลตะบองเพชรอีกเช่นกันแต่มีขนาดใหญ่ หนามแหลมและสูงกว่าด้านในโรงเรือน พื้นที่สุดท้ายที่ทั้งสองคนเดินชมคือสวนหินปูนธรรมชาติ ตรงกลางมีบันไดให้เดินสำรวจโดยรอบ ขาขึ้นขึ้นปกติดีไม่มีปัญหา ทว่าขาลงที่บุริมนาถเดินตามสหัสวรรษนั้น เธอกลับสะดุดขั้นบันไดเสียหลักเลยกรีดร้องตกใจเสียงดัง

               “ว้าย!”

               คนซุ่มซ่ามหลับตาปี๋ คิดว่าจะกลิ้งหลุนๆ ตกลงไปหัวฟาดแล้วเสียอีก แต่โชคดีที่สหัสวรรษโผเข้ารับตัวไว้ได้ทัน

               “บัวเป็นไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

               บุริมนาถค่อยๆ ลืมตาหลังได้ยินเสียงนุ่มทุ้ม ประโยคนั้นไม่เหมือนกับที่ปวีร์เคยถามตอนเธอสะดุดล้มทั้งหมด แต่คล้ายคลึงจนอดคิดถึงไม่ได้

               “ไม่เป็นไรค่ะ โอ๊ย...”

               คนอวดดีพยายามดันตัวชายหนุ่มแล้วฝืนยืนลำพัง แต่จู่ๆ เท้าเจ้ากรรมดันสำออยเจ็บปวดเซเข้าหาชายหนุ่ม เดือดร้อนสหัสวรรษต้องรีบประคองอีกหน

               “ข้อเท้าพลิกแหงๆ บัวเดินต่อไม่ได้แน่”

               ไม่รอให้บุริมนาถอนุญาต สหัสวรรษถือวิสาสะช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มแนบอก แม้คนตัวเล็กจะเหวอ ขอร้องให้ปล่อยอย่างไร ชายหนุ่มก็เพิกเฉย พาเธอกลับมาที่รถจนได้

               ถ้าไม่คบปวีร์ถึงสี่ปีแล้วรู้จักเขา (แทบจะ) ทะลุปรุโปร่ง บุริมนาถต้องคิดว่าปวีร์มีเวทมนตร์จำแลงแปลงกายมาเป็นสหัสวรรษแหงๆ เพราะเกือบทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เธออยู่กับสหัสวรรษ คล้ายกันกับเรื่องที่เคยประสบร่วมกับปวีร์

               นี่ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว บุริมนาถขบคิด

 

               อาการบาดเจ็บทำให้บุริมนาถอดชมสวนกลางแจ้งอีกฝั่งถนน สหัสวรรษขับรถผ่านแปลงพีช แปลงท้อ สวนกาแฟพันธุ์อาราบิกาเพื่อไปที่สโมสรอ่างขาง ร้านอาหารในสถานีเกษตรหลวงหลวง

               เมื่อถึงที่หมาย ชายหนุ่มอุ้มบุริมนาถลงจากรถ พาเธอเข้าไปนั่งในร้าน ก่อนปลีกตัวไปทางครัวและกลับมาพร้อมกะละมังใส่น้ำแข็งใบเล็ก หญิงสาวอึ้งเอาแต่ก้มมองพลางส่ายหัวตอนสหัสวรรษทรุดตัวลงนั่งบนพื้น ถอดรองเท้าผ้าใบของเธอออก ยกเท้าเธอวางบนขาตัวเองอย่างไม่กังวลว่ากางเกงสีขาวจะแปดเปื้อน

               “ผมเคยเรียน...”

               “หลัก R.I.C.E ใช่ไหมคะ” บุริมนาถขัดเสียงราบเรียบ “ถ้าพักตามหลัก R แล้ว ทูเดย์กำลังจะประคบเย็นตามหลัก I ใช่ไหมคะ” เธอไม่เว้นจังหวะให้เขาตอบ รู้ดีว่าทุกอย่างไม่อยู่เหนือการคาดเดาอย่างแน่นอน

               “บัวก็เคยเรียนมาเหมือนกันเหรอครับ” เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง หยิบน้ำแข็งวางบนผ้าแล้วห่อเหมือนลูกประคบก่อนกดเบาๆ บนเท้าข้างที่เจ็บของบุริมนาถ “หายเจ็บเร็วๆ นะ บัวจะได้เที่ยวต่อได้สนุกๆ”

               เขาพูดกับเท้าของเธอประหนึ่งมันคือสิ่งมีชีวิตที่มาอาศัยร่างเธออยู่อย่างนั้นแหละ เห็นแบบนี้แล้วจะสงสัยซักไซ้เขาต่อก็ดูไม่น่ารักนัก บุริมนาถเลือกเงียบเฉย เฝ้าดูและเก็บรายละเอียดการกระทำของสหัสวรรษต่อไปไว้ใช้สอบสวนภายหลัง

               บุริมนาถและสหัสวรรษถือโอกาสทานอาหารที่สโมสรอ่างขาง น่าประหลาดใจมากที่พอหญิงสาวจะลุกจากที่นั่งหลังท้องอิ่ม เท้าที่เคยบาดเจ็บก่อนหน้านี้กลับมาเป็นปกติราวกับไม่เคยพลัดตกบันได

               “บัวหายแล้วค่ะ” บุริมนาถหน้าตื่น หันไปบอกสหัสวรรษเมื่อทดลองเดินด้วยตัวเองได้เกือบสิบก้าว

               “สงสัยเพราะผมเป่าคาถาให้แน่นอน” ชายหนุ่มอ้าง ยกมือแบระดับปากแล้วเป่าลมเบาๆ พลางขยิบตาใส่หญิงสาว  

 ******************************************************************************************************************************

เดินทางมาถึงตอนที่ 8 แล้วนะคะ

ใครที่ซุ่มอ่านอยู่ก็กด 'ถูกใจ' - คอมเมนต์ติชม - ติดตามแฟนเพจเล็กๆ ของมนารมณ์ด้วยนะคะ

รักทุกคนค่ะ :)

https://www.facebook.com/manarom1992

               

                                

               

               

ความคิดเห็น