'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

ชื่อตอน : 8. ดิวาลี

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ #นิยายรัก #นิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2563 17:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8. ดิวาลี
แบบอักษร

8. 

ดิวาลี 

 

“เจ้ามิไปกับข้าจริงๆ หรือ” 

“ข้ามิได้ไปเยือนเกษียรสมุทรมาจวบเจ็ดร้อยปีแล้ว…” เกล็ดมณีมอบดอกบัวสุวรรณพรรณรายที่ใจกลางเกษรประดับด้วยเทียนที่จุดขึ้นด้วยเปลวเพลิงเย็นเยียบ มิได้มอบความร้อนจนเผาไหม้บัวดอกนั้น “ในเมื่อเจ้านำดอกบัวดอกนี้ไปประดับแสงสว่างแก่เกษียรสมุทรเคียงข้างกับบัวของเจ้า ข้าก็มิจำเป็นต้องเดินทางไปที่นั่นด้วยตนเอง” 

“หากเจ้าประสงค์เช่นนั้น ข้าก็มิขัดความตั้งใจของเจ้าหรอก” 

เวหายามนี้ทาบทาสีชาดเลื่อมคราม ยามเย็นวันนี้ช่างสวยสดกว่าวันอื่นที่เคยเป็นมาสำหรับทั้งสองดวงหทัยที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น อนิลรับดอกบัวของเกล็ดมณีมาถือไว้ โดยที่ตนก็มีดอกบัวที่เหมือนกันทุกประการกับดอกบัวของนาง เกล็ดมณีโบกมือสองสามครั้งดอกบัวทั้งสองก็หายไปในห้วงกระแสทิพย์เพื่อรอถูกเรียกอีกครั้งตอนนำไปประดับยังเกษียรสมุทร 

“เจ้ารีบไปเถิด อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องรอนาน” 

“ข้าจักรีบไปรีบกลับ” 

ครุฑหนุ่มทะยานขึ้นสู่เวหา เกล็ดมณีทอดมองหลังของเขาที่ค่อยเลือนหายไปที่เส้นขอบฟ้า สายลมจากการกระพือปีกของอนิลพัดพาความเย็นโดยรอบให้หายไป ทิ้งไว้เพียงห้วงความคิดถึงที่นางรู้สึกโดยที่มิมีสัญญาณใดแจ้งเตือนล่วงหน้า 

“องค์หญิงเพคะ” ธารทิพย์กระหยิ่มยิ้มย่องมาจากด้านหลังของนาง 

“ว่าอย่างไรเล่า” 

“ทรงคิดสิ่งใดอยู่เพคะ…” ถึงนางจักชอบซักไซ้ไร่เรียงไปเสียหน่อย แต่เกล็ดมณีก็มักจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อถูกนาคีรับใช้ถามไถ่ มันเหมือนกับการที่นางได้ทบทวนกับตัวเองอยู่เสมอถึงเวลาที่เสียไปกว่าเจ็ดร้อยปี แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสุขเพียงไม่กี่เดือนที่ได้พบหน้ากัน “หม่อมฉันเห็นองค์หญิงแย้มสรวลมิหยุด จึงอยากรู้ก็เท่านั้นเพคะ” 

“เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าข้ากำลังคิดสิ่งใด” 

“ถ้าเช่นนั้น องค์หญิงทรงบอกความรู้สึกกับองค์อนิลแล้วหรือเพคะ” 

“เจ้าจะบ้าหรืออย่างไร ข้าเป็นหญิง จักให้พูดคำรักกับชายก่อนได้หรือ” นางรู้สึกเขินอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีที่ถูกถามแบบนั้น แต่เสียงหัวร่อต่อกระซิกทำให้นางยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวมิต่างจากลาวายังปรโลก 

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ…” ธารทิพย์เดินมาด้านหน้าผู้เป็นนาย หมายสบตาของนางเพื่อจับเท็จ เกล็ดมณีรีบหลบสายตาในทันที แต่ก็ถูกชำเลืองตามมา จนในที่สุดนางจึงต้องยอมสบตากับนาคีรับใช้ในที่สุด “แล้วองค์อนิลทรงตรัสสิ่งใดหรือไม่” 

เจ้ามิได้รังเกียจข้าใช่หรือไม่ หากข้าอยากเป็นผู้ที่ดูแลปกป้องเจ้า… 

คำพูดของอนิลเมื่อครานั้นบนวิมานที่รกร้างหวนเข้ามาในห้วงความคิดโดยมิตั้งใจ เดิมทีคำถามจากนาคีรับใช้ก็ทำให้นางเขินอายอยู่ก่อนแล้ว แต่คำพูดที่อนิลเคยเอื้อนเอ่ยกับนาง กลับทำให้นางรู้สึกเขินอายเสียมากกว่า 

“เขาหรือจักกล้าพูดเล่า” 

“อ้าว!! หม่อมฉันก็นึกว่าชายชาตรีอย่างเขาจักมีความกล้ามากกว่านี้นะเพคะ” 

“เขาน่ะหรือกล้าหาญ…” เกล็ดมณีหลุดหัวเราะออกมา จนทำให้ธารทิพย์รู้สึกแปลกใจ “เขาเกิดหลังสงคราม จะว่าเป็นชาตรีหรือไม่เจ้าก็เห็นแจ้งแล้ว ส่วนความกล้าหาญ เขานั้นมิต่างจากเด็กใสซื่อที่มิเคยต้องมลทินใดๆ เสียมากกว่า” 

“พระนางหมายความว่าอย่างไรเพคะ หม่อมฉันมิเข้าใจ” 

“ตัวข้าเองครองพรหมจารีมาจนบัดนี้…” เกล็ดมณียิ่งรู้สึกเขินอายมากขึ้น เมื่อกล่าวถึงการถือครองพรหมจรรย์ ที่ทำให้นางต่างรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองต่างมิเคยต้องราคีจากผู้ใดมาก่อน “เช่นเดียวกับเขา ที่ตั้งแต่ถือกำเนิดมา ยังมิเคยผ่านสตรีนางใดมาก่อน” 

“พวกท่านต่างบริสุทธิ์ทั้งคู่เหรอเพคะ” 

“อืม” 

เกล็ดมณีลอบมองธารทิพย์ ก่อนหลุดหัวเราะออกมาอย่างเลี่ยงมิได้ ซึ่งนาคีรับใช้เองก็มิอาจกลั้นกิริยาดังกล่าวได้เช่นกัน หากเทียบอายุที่มีมาเนิ่นนานหลายร้อยปีของเกล็ดมณี นาคีรุ่นราวคราวเดียวกับนางต่างให้กำเนิดนาคีหรือนาคาน้อยๆ กันหลายตนแล้ว แต่เมื่อนางบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สระลึกลับแห่งนี้ อีกทั้งยังครองพรหมจรรย์ จึงทำให้ร่างทิพย์ของนางสวยสะพรั่งเยาว์วัย แถมเกล็ดนาคาจากสีมรกตแต่เดิมกลับแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดแก้วมรกตประกายอัญมณีหลากสีแสนตระการตา 

ถึงเกล็ดมณีจะเขินอายไปบ้าง แต่การที่นางได้เล่าบางเรื่องให้ธารทิพย์ฟัง ต่างก็ย้ำเตือนว่าบัดนี้ นางมิได้กลายเป็นนาคีที่จมปลักอยู่กับทุกข์ระทม ในความทรงจำแสนโหดร้ายเมื่อครานั้นอีกต่อไป 

อดีตของข้ามิอาจแก้ไขสิ่งใดได้ ข้าทำได้เพียงยอมรับในความผิดบาปที่กระทำลงไป และเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านมันไป โดยมีเจ้าร่วมทางไปด้วย… 

อนิล… 

 

อุทยานหลวงที่ฉิมพลี เต็มไปด้วยขบวนกินรีที่แต่งกายโสภา พร้อมเหล่าชาวครุฑอีกจำนวนมากต่างร่วมขบวนเสด็จในคราวนี้ ด้านหน้าของขบวนคือวิหรุตผู้ครองร่างทิพย์ ฉลององค์ด้วยอาภรณ์สีทอง สวมเครื่องทองเต็มองค์อย่างสง่างาม เบื้องซ้ายที่เคียงข้างคือพระชายาเอก พิลาสมยุราในอาภรณ์ทองคำเช่นที่นางมักสวม ถัดจากนั้นไปจึงเป็นศรีวิตรี ที่บัดนี้เติบใหญ่จนเป็นสาวสะพรั่ง งดงามกว่าเมื่อครั้งเยาว์วัยมากโข 

“อนิลไปอยู่ที่ใด” ลลินพรตเพรียกหาด้วยทีท่าหงุดหงิด 

“คงจักมิอยากร่วมขบวนไปกับพวกเรากระมังเพคะ” พิลาสมยุราหันไปเอ่ยกับวิหรุตด้วยใบหน้าอ่อนหวาน 

“รอสักประเดี๋ยวเถิด ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุตรของเชษฐาข้า อย่าถือสาเขานักเลย” 

พิลาสมยุราทำได้เพียงย่อตัวตอบรับ ทั้งที่ในใจนั้นเกลียดชังเขาจนแทบขับออกจากฉิมพลี หากแต่ครุฑผู้นี้วางตัวดีในวิมาน แถมยังมิข้องแวะแก่สตรีใด องค์วิหรุตจึงโปรดปรานมิต่างจากบุตรแท้ๆ ของตน นางจึงมิอาจแตะต้องอนิลได้แม้เพียงปลายเส้นขน 

“ช่างมิรู้จักความยิ่งนัก” 

แต่ยังมิทันที่เหล่าเครือพระญาติจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ อนิลพลันปรากฏกายท้ายขบวนเครือพระญาติ ในขณะที่ผู้อื่นแต่งกายด้วยอาภรณ์ทองคำกันถ้วนทั่ว แต่อนิลกลับนุ่งห่มอาภรณ์สีงาขาว ประดับเครื่องทอง เมื่อยืนหยัดท่ามกลางผู้สวมอาภรณ์ทองคำ เขามิต่างจากแกะดำผู้ผิดแผก หากแต่เป็นความผิดแผกที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องด้วยความชื่นชมในรูปองค์ที่สง่างามมิต่างจากเลือดขัติยาใด 

“เจ้าสวมอาภรณ์ใดมา มิรู้หรอกหรือว่าชาวฉิมพลีสวมอาภรณ์สุวรรณกัน” ลลินพรตเอ็ด 

“ข้าทราบดีพะย่ะค่ะ” 

“แล้วไยเจ้ามิสวมมาเล่า” เป็นพิลาสมยุราที่ซักไซ้ต่อ 

“ขอประทานอภัยด้วยพะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมมิใช่ผู้สืบทอดขัติยาในราชวงศ์นี้ การสวมอาภรณ์สีงาขาว ถือเป็นการแสดงเจตจำนงโดยแท้ ถึงการมิหมายครองบัลลังก์พะย่ะค่ะ” 

ในการกล่าววาจาเช่นนั้น ทำให้พิลาสมยุราและลลินพรตชอบใจ ต่างเชิดหน้าแสดงความยโสอย่างเห็นได้ชัด แต่ผู้ที่ทอดมองครุฑหนุ่มด้วยความเอ็นดูกลับเป็นพระราชาองค์ปัจจุบันอย่างวิหรุต ที่ต่างรู้แจ้งแล้วว่าบัดนี้อนิลได้เลือกเส้นทางเดินของตนเอง ซึ่งต่างจากเขาในวัยหนุ่มที่อาจตัดสินใจอะไรผิดพลาดไป 

“อย่ามัวเสียเวลาอีกเลย…” อนิลโค้งคำนับต่อวิหรุต พลันเดินกลับไปประจำที่ของตน นั่นคือลำดับสุดท้ายถัดจากพระสนมกินรีทั้งสองของลลินพรต “เคลื่อนขบวน” 

“เคลื่อนขบวน” เสียงสั่งการจากผู้บัญชาการความเรียบร้อยในขบวนเสด็จตะโกนก้อง 

เครื่องคีตะบรรเลง เพลงขับขานเริ่มดังระงม ตลอดขบวนในทุกผู้ทุกนางต่างถือโคมไฟที่ให้แสงสว่างตลอดขบวนตั้งแต่องค์วิหรุต จวบจนผู้ร่วมขบวนผู้สุดท้าย เมื่อพระราชาผู้ปกครองเริ่มออกเดินข้ามเวหาตรงสู่เกษียรสมุทร เหล่าผู้ติดตามจึงได้สาวท้าวตามไปมิห่าง 

อลินเรียกดอกบัวสุวรรณประดับเปลวเทียนของตนออกมาถือไว้ แสงสว่างจากดอกบัวนั้นทอระเรื่อมิต่างจากความสุขที่เกิดขึ้นภายในใจของเขา 

ไปสักการะองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษณมีเทวีกับข้าหนา… 

ในใจเขายามนี้คิดถึงเพียงใบหน้าของเกล็ดมณีที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเมื่อนึกถึงคราเมื่อนางดอมดมถุงหอมของเขา เขากลับรู้สึกเหมือนในท้องมีเหล่าวิหคนับร้อยบินวนไปมา มันเป็นความรู้สึกที่เขาเองก็อธิบายมิถูก รู้เพียงว่านั่นคือความสุขที่สุดเท่าที่เขาได้พานพบตลอดเจ็ดร้อยปีมานี้ 

การเดินทางผ่านห้วงเวหามายังเกษียรสมุทร มิต่างจากการย่างก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ทะลุมายังอีกสถานที่หนึ่ง เบื้องลึกแห่งเกษียรสมุทรยามนี้ มีโคมประดับเทียนลอยล่อยตามกระแสธารเพื่อมอบแสงสว่างจนเหลือคณานับ ขบวนเสด็จน้อยใหญ่จากผู้ศรัทธาในองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีเทวีต่างเรียงรายกันมาจากถ้วนทั่วทุกดินแดน เพื่อร่วมถวายของสักการะบูชา และลอยดวงประทีปที่ตระเตรียมมา 

เหนือลานสักการะขึ้นไป ปรากฏร่างบุรุษเลอลักษณ์เจ้าของผิวสีเข้ม ฉลององค์ประดุจกษัตริย์ ด้วยอาภรณ์สุวรรณ เหนือเศียรสวมมงกุฏิทอง ปรากฏกรทั้งสี่ โดยสองกรด้านหลังข้างขวาพระหัตถ์ถือจักร ข้างซ้ายถือสังข์ สองกรด้านหน้าพระหัตถ์ข้างหนึ่งถือคฑาทองคำ ส่วนอีกข้างอยู่ในลักณะวางแนบกับตัก ส่วนสตรีงามที่เคียงข้าง สวมอาภรณ์สีกลีบบัว สวมเครื่องประดับทองคำเลิศล้ำวิจิตร ปรากฏกรสี่กร โดยพระหัตถ์จากกรด้านหลังทั้งสองถือดอกบัวข้างละหนึ่งดอก พระหัตถ์ข้างซ้ายจากกรด้านหน้าถือกุณโฑทองคำที่บรรจุเหรียญทองที่ด้านใน ทั้งสองประทับอยู่บนบัลลังก์ที่เกิดจากขดของพญาอนันตนาคราช ที่แผ่พังพานชูเศียรทั้งเจ็ดคอยปกปักทั้งสองพระองค์มิห่าง 

รูปองค์ทั้งสองต่างงดงามจนมิอาจบรรยายใดๆ ให้เหมาะสมได้… 

อนิลเพียรคิด ด้วยกระแสแห่งทิพย์ของเหล่าเทพและเทพีช่างสูงส่งและละเอียดอ่อน โดยมากมักจำแลงกายให้ผู้บูชาเห็นในรูปลักษณ์ที่ดวงจิตของเหล่าผู้บูชานั้นสามารถหยั่งถึงด้วยบุญญาวาสนาแห่งตน 

“สิ่งของเหล่านี้ต่างมอบสักการะแด่พระองค์…” วิหรุตทั้งครอบครัวร่วมกันถวายทองคำเป็นจำนวนมากแด่องค์เทพและเทพี พวกท่านเพียงยิ้มและพยักหน้ารับในเครื่องสักการะครั้งนี้ “ขอพระองค์ทั้งสองจงชนะหมู่มารทั้งปวง และแผ่บารมีปกปักดูแลเหล่าข้าพระบาทตลอดไป” 

หลังจากที่วิหรุตและครอบครัวถอยออกห่าง อนิลได้เนรมิตกระถางบัวทองคำประดับรัตนะ พร้อมทั้งในกระถามนั้นเต็มไปด้วยดอกบัวสุวรรณพรรณรายที่เบ่งบานส่งกลิ่นหอมหวนไปทั่วเกษียรสมุทร จนทำให้แขกเหรื่อในงานต่างเหลียวมาจับจ้องเป็นตาเดียว 

“ดอกบัวสุวรรณพรรณราย…” เสียงหวานใสเสนาะถูกเอื้อนเอ่ยครั้งแรกหลังจากเกิดการสักการะในวันนี้ พระแม่ลักษมีเทวีรับรู้ได้โดยทันทีว่าบัดนี้เกล็ดมณีได้ปล่อยวางความทุกข์ระทมของนางได้แล้ว “เจ้ามีนามว่าอันใดเล่า” 

“หม่อมฉันมีนามว่าอนิลพะย่ะค่ะ” ครุฑหนุ่มตอบก่อนคุกเข่าลงที่พื้นทรายเบื้องหน้า 

“ลุกขึ้นเถิดลูกเอ๋ย…” เพียงรอยยิ้มที่ส่งมอบมาอนิลกลับรับรู้ได้ถึงกระแสทิพย์แห่งความกรุณาที่มอบให้ ถึงแม้จักมิรู้ว่าควรวางตัวอย่างไรต่อหน้าองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีเทวี แต่ตอนนี้เขารับรู้ได้ว่าทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว เขาจึงได้แต่ทำตามคำสั่งที่พระแม่ทรงตรัส “ข้าพึงใจในบัวสุวรรณพรรณรายนี้ยิ่งนัก” 

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” 

วิหรุตทอดมองอนิลด้วยความชื่นชมอย่างเปลี่ยมล้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่หลายคนมอบให้มากกว่าการชื่นชม เห็นจะเป็นความริษยาของลลินพรตและพิลาสมยุรากระมัง ทั้งสองต่างมิพอใจอย่างเห็นได้ชัดที่พระแม่ลักษมีเทวีแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าพึงใจในของขวัญที่อนิลส่งมอบ 

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ทั้งสอง เราเผ่านาคขอมอบอัญมณีรัตนบาดาลเหล่านี้แด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงสุขเกษมสำราญตลอดกาลนานเทอญ” 

ภูชาเคนทร์ถอยออกห่างหลังจากถวายพระพรเสร็จ ปีนี้เป็นอีกปีที่พระองค์ทรงสอดส่ายสายตาเพื่อมองหาบุตรีอันเป็นที่รัก แต่สิ่งที่พระองค์ได้รับกลับเป็นความว่างเปล่า เหล่าชายาที่นำมาร่วมเทศกาลดิวาลีล้วนมีแต่ชาวทิพยปักษา มิได้ปรากฏแม้เพียงเงาของเกล็ดมณีนาคี 

“องค์วิหรุต” ภูชาเคนทร์ตรงเข้าหาพระราชาแห่งครุฑทันที วิหรุตต่างรู้ดีว่าคำถามที่จักถูกถามคือสิ่งใด 

“ว่าอย่างไรเล่าท่านภูชาเคนทร์” ด้วยเพราะภูชาเคนทร์ถือเป็นผู้อาวุโสกว่าตน ถือว่าวิหรุตยังคงให้เกียรติเขาอยู่ จึงได้เอ่ยขานคำนำหน้าเขาว่าท่าน 

“ไยปีนี้จักเป็นอีกปีที่เกล็ดมณีมิได้มาร่วมสักการะองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีเทวีกันเล่า” 

คำถามนี้ถูกถามขึ้นในทุกปีที่ได้พบหน้ากัน ภายหลังจากที่ต้องไปจุติยังมนุษยภูมิ วิหรุตต่างรับรู้ถึงกรรมที่พิลาสมยุรากระทำ ห้วงชีวิตของเขาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนางยังมนุษยภูมมิได้ราบรื่นเท่าใดนัก นางถูกกลั่นแกล้งสารพัตรทั้งที่ตนมิได้มีความผิด หนำซ้ำยังถูกทำร้ายทุบตี ซึ่งเขาที่จุติไปครองคู่กับนาง ล้วนได้รับวิบากกรรมนั้นด้วย 

เกล็ดมณีเป็นผู้บริสุทธิ์เสมอมา... 

ครั้นเมื่อได้กลับมาเสวยทิพย์บนฉิมพลี ความทรงจำเมื่ออยู่โลกมนุษย์ของพิลาสมยุราพลันมลายไปจนหมดสิ้น แต่เขากลับจดจำทุกอย่างได้ เดิมแล้วการลงไปจุติยังมนุษยภูมิ มิต่างจากการลงไปรับกรรมที่กายทิพย์ได้พึงกระทำไว้ เขารู้ในข้อนี้ดี เพียงแต่ตลอดเจ็ดร้อยปีมานี้เขามิอาจหาเกล็ดมณีพบ เขาจึงมิอาจชดใช้ใดๆ ให้นางได้ 

“นางอยู่ในที่ที่ควรอยู่แล้วท่านภูชาเคนทร์” 

“ท่านหมายความว่าอย่างไรที่ที่ควรอยู่...” อนิลที่ยืนอยู่เบื้องหลังของลลินพรต ได้ยินการสนทนาดังกล่าวทุกอย่าง แต่เขายังต้องนิ่งงันเพื่อเก็บซ่อนความลับนั้นเอาไว้ “ท่านขับไล่นางจากฉิมพลีเช่นนั้นหรือ” 

“มิใช่เช่นนั้น” วิหรุตตอบรับได้ไม่เต็มเสียงนัก 

“นี่เป็นกลอุบายใดของท่านหรือ องค์วิหรุต...” น้ำเสียงของภูชาเคนทร์เย็นเยียบขึ้น มือทั้งสองข้างเริ่มกำหมัดแน่น ตลอดเจ็ดร้อยปีมานี้เขาเฝ้าถวิลหาบุตรีอันเป็นที่รัก แต่ก็มิอาจพบนางได้เพียงเพราะสัญญาสงบศึกของสองเผ่าพันธุ์ เขาจึงยอมฝืนความรู้สึกตนเอง เก็บงำความโหยหานั้นไว้ภายในเพียงเพื่อหมายอาจได้มาพบนางในวันเทศกาลดิวาลี “หรือสัญญาสงบศึกเป็นเพียงคำลวง ที่ท่านลอบสังหารบุตรีของข้าใช่หรือไม่” 

“นางยังมีชิตอยู่ แต่ข้าเองก็มิอาจรู้ว่านางอยู่หนใด” 

“องค์วิหรุต...” น้ำเสียงของภูชาเคนทร์คำรามก้อง แม้แต่อนันตนาคราชยังสัมผัสได้ถึงกระแสทิพย์แห่งวารีที่พร้อมจะพวยพุ่งออกมาทำลายบรรยากาศในกาลนี้ “เจ้าทำสิ่งใดกับบุตรีของข้า” 

“อภัยให้ข้าด้วย...” วิหยุตเอ่ยอย่างขมขื่น “ข้ามิได้รักนางแต่แรก จึงได้สูญเสียนางไป” 

ห้วงความคิดของภูชาเคนทร์ดับวูบลงสู่ความมืดมิด เจ็ดร้อยปีมานี้ถึงแม้ทั้งสองเผ่ามิได้เข่นฆ่า ทำสงครามกันเช่นเมื่อก่อน แต่เผ่านาคต่างซ้อมการรบอยู่เนืองนิจ ความขุ่นเคืองใจที่ได้สูญเสียบุตรีที่บัดนี้มิอาจรู้ได้ว่าไปตกระกำลำบากอยู่แห่งหนใด จึงเกิดเป็นโทสะที่มิได้ระเบิดออกมาให้เสียการใหญ่ต่อหน้าองค์เทพและเทพี 

“เหล่าครุฑคงห่างสงครามมานาน...” น้ำเสียงนั้นสร้างความตระหนกให้เหล่าราชวงศ์ของวิหรุตทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตัวเขาเองที่มิคิดว่าภูชาเคนทร์จักรื้อฟื้นเรื่องนี้ ทั้งที่เหตุการณ์ของทั้งสองเผ่าสุขสงบมาหลายร้อยปี “ในวันสุริยฆาตที่จักเกิดขึ้นอีกมิกี่วันข้างหน้า บนสนามรบเบื้องล่างแห่งฉิมพลี ข้าจักมาเด็ดปีกท่าน” 

“ท่านพูดสิ่งใดออกมานางนาคีก็แค่...” 

“หุบปากซะพิลาสมยุรา...” วิหรุตตวาดนางลั่นเมื่อพิลาสมยุราหมายจักอ้าปากเถียง นัยน์ตาของภูชาเคนทร์จับจ้องนางนิ่งจนร่างของนางสั่นเทาเพราะความเย็นที่แทรกซึมมาโดยรอบ “ท่านทบทวนดีแล้วหรือ” 

“ความเจ็บปวดของบุตรีข้ามันเทียบมิได้กับการยุติศึก...” ยิ่งภูชาเคนทร์พูด วิหรุตยิ่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป ซึ่งมันยากที่จะแก้ไข “หากข้าเดามิผิด ท่านคงหลงเสน่ห์ยูงทองนางนี้จนทำร้ายจิตใจบุตรีข้าใช่หรือไม่ เพราะหากเทียบตามบารมีแล้วบุตรีของข้าควรเป็นชายาเอกของท่านด้วยซ้ำไป” 

“ข้ามิมีสิ่งใดจักแก้ตัว” 

“ท่านมันก็แค่บุรุษมักมาก...” ทุกคำพูดที่วิหรุตเคยกล่าวทำร้ายจิตใจของเกล็ดมณี บัดนี้เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นแล้ว “หากอยากกกกอดกับยูงทองก็เชิญท่านหดหัวอยู่ในรวงรังของท่านต่อไปเถิด เพราะข้ามิยอมรามือเป็นแน่” 

“เจ้าแก่นี่...” แม้แต่ลลินพรตเองต่างก็เสียมารยาทจนทำให้วิหรุตขายหน้า ภูชาเคนทร์จ้องมองบุรุษที่จัดได้ว่าเลอลักษณ์มิต่างจากบิดา แต่กิริยาช่างมิให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสเช่นนี้ ทำให้ภูชาเคนทร์ถึงกับเผยยิ้มเย้ยหยัน มิได้รู้สึกรู้สาต่อคำสบประหม่า แต่กำลังยิ้มเยาะชอบใจในความมิสำเร็จของบิดาในการสั่งสอนบุตร “กล้าดียังไงมากล่าววาจาเช่นนี้กับบิดามารดาของข้า เป็นแค่นาคาอย่าหมายเทียบชั้นกับพญาครุฑเยี่ยงเรา” 

“เป็นบุญของท่านโดยแท้องค์วิหรุต...” ราชาครุ๖ตวัดสายตามองบุตรชายด้วยความพิโรธ แต่ลลินพรตกลับมิยอมจำนนแต่โดยดี เขาขึงขังเดินออกมาเบื้องหน้าหมายยั่วโทสะภูชาเคนทร์มิหยุดหย่อน “ที่อบรมบุตรชายได้ดีถึงเพียงนี้” 

ลลินพรตพุ่งตรงเข้าใส่ภูชาเคนทร์ทันที วิหรุตพยายามเคลื่อนกายมาจับบุตรชายของตนไว้ แต่เขาแคล่วคล่องว่องไวกว่า ภูชาเคนทร์ยืนหยัดนิ่ง ดูว่าครุฑหนุ่มเลือดร้อนตนนี้จักทำอันใดตนได้ แต่ก่อนที่ลลินพรตจักจิกกรงเล็บของตนลงบนผิวกายของราชานาคา เขากลับพบว่าร่างของผู้สวมอาภรณ์สีงาขาวมาขวางทางเขาไว้ 

เจ้าอีกแล้วหรืออนิล... 

ด้วยมิชอบหน้าของญาติผู้น้องอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงหมายที่จะทำร้ายอนิลไปด้วย ลลินพรตเรียกกรงเล็บแหลมคมออกมา พุ่งเข้าหาอนิลในทันที อนิลหยัดกายมั่นคงเตรียมตั้งรับ เขาสามารถหลบการโจมตีของญาติผู้พี่ได้อย่างง่ายดาย แถมยังจับลลินพรตเหวี่ยงกลับไปหาวิหรุตได้ทันท่วงที พร้อมกันนั้นก็พยายามพิเคราะห์ถึงสติในการแก้ปัญหาเบื้องหน้าที่กำลังปะทุความเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายราชาครุฑเมื่อสบโอกาสจึงฉวยร่างของบุตรชายเอาไว้มั่น 

ภูชาเคนทร์มองแผ่นหลังแกร่งของอนิล ลักษณะแบบนี้มิต่างจากลักษณะกษัตริย์องค์ถัดไปแห่งบัลลังก์ครุฑ ทั้งสงบ เยือกเย็น และแถมเปี่ยมไปด้วยความน่าเคารพยำเกรงอยู่เบื้องลึก 

“เจ้าอยากตายหรืออย่างไร” ลลินพรตตวาดอนิลอย่างมิเกรงสายตาของผู้เดินทางมาร่วมเทศกาลดิวาลียามนี้ 

“ข้าเคยพบนาง...” น้ำเสียงทุ้มทำให้ทั้งวิหรุตและภูชาเคนทร์จ้องมองเขา มิต่างจากเขาพึ่งบอกที่ซ่อนของล้ำค่าให้กับทั้งสองเผ่าพันธุ์ “นางยังคงอยู่เป็นสุขดี ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยทิพย์แสนบริสุทธิ์” 

“รู้ใช่หรือไม่ว่าโทษของการพูดปดเป็นเช่นไร” ภูชาเคนทร์เอ่ยเสียงเรียบ 

“ท่านสามารถสัมผัสกระแสทิพย์ของนางได้จากสิ่งนี้...” อนิลจำใจต้องยุติการวิวาทในครั้งนี้ เขายื่นมือออกไปข้างหน้าก่อนดอกบัวสุวรรณประดับเปลวเทียนที่ถูกจุดขึ้นโดยใช้กระแสทิพย์ของเกล็ดมณีจักปรากฏออกมา ทุกคนต่างมองดอกบัวดอกนั้นด้วยความฉงน แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่ว่าทุกการกระทำของอนิล ล้วนอยู่ภายใต้สายพระเนตรแห่งพระแม่ลักษมีเทวีตั้งแต่ต้น “ดอกบัวสุวรรณพรรณรายนี้กำเนิดในสถานที่ที่นางบำเพ็ญเพียรอยู่ และเปลวเทียนนี้นางก็เป็นผู้ใช้กระแสทิพย์จุดขึ้นมา” 

ราชานาคายื่นมือมาสัมผัสเปลวเทียนที่ให้ความเย็นเยียบแห่งกระแสวารี ความคิดถึงที่จุกอยู่ภายในอกอยากระบายออกมาเป็นหยาดน้ำตา เขาสัมผัสได้ถึงกระแสทิพย์ของเกล็ดมณีจริงตามที่อนิลกล่าวอ้าง 

ลูกรักของพ่อ... 

ภูชาเคนทร์ลดมือลงพร้อมทั้งจ้องกลับไปยังนัยน์ตาซื่อสัตย์ที่ถูกส่งมายังตน อนิลยามนี้มิต่างจากบุรุษผู้ทรงธรรม เขาหมายยุติสงครามที่ถูกประกาศออกไปจากภูชาเคนทร์ แต่ดูเหมือนว่าราชานาคาจักมิยอมโดยง่าย 

“เกล็ดมณีนาคี...” เสียงใสกังวานไปจนทั่วทั้งเกษียรสมุทร แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่ได้สดับจะมีเพียงเผ่าครุฑและนาคเท่านั้น เพราะเหล่าผู้มาร่วมสักการะเหล่าเทพและเทพีต่างหลั่งไหลมาเรื่อยๆ อนิลเหลียวไปหาพระแม่ลักษมีเทวีที่เรียกหานามของผู้ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันของสองเผ่าพันธุ์ “กลับมาเถิดลูกเอ๋ย” 

เบื้องหน้าของภูชาเคนทร์พลันปรากฏละอองทิพย์มรกต ร่างของสตรีงามที่เขาถวิลหากว่าเจ็ดร้อยปีจึงบังเกิด ร่างบางในอาภรณ์สีงาขาวสวยสมมิต่างจากเทพธิดา ประดับกายด้วยเครื่องทองครบองค์ มีนาคีรับใช้ที่สวมอาภรณ์สีมรกตประดับด้วยเครื่องเงินอยู่มิห่างกาย ก่อนที่จักเกิดสิ่งใดในกาลนั้น นาทีทั้งสองที่พึ่งปรากฏกายพนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะเพื่อกราบกรานแด่องค์เทพและเทพีผู้ที่ตนต่างเคารพเทิดทูล 

“เสด็จพ่อ” นางโผเข้าสวมกอดผู้เป็นบิดาด้วยความรักใคร่และโหยหา 

“ลูกรัก...” ภูชาเคนทร์ดีใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้มิได้ “ลูกรักของบิดา เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา” 

อนิลจ้องมองภาพเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้ม วิหรุตสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เขามิเคยรู้มาก่อนว่าอนิลรู้จักกับเกล็ดมณีได้อย่างไร แต่การแต่งกายด้วยอาภรณ์สีงาขาวของทั้งคู่ มิต่างจากพวกเขาได้เข้าพิธีวิวาห์กันมาก่อนแล้ว เพราะยิ่งมองต่างยิ่งดูเหมาะสมกันมิต่างจากกิ่งทองตระหง่านประดับใบหยกแสนโสภา 

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ไยบิดามิรู้ข่าวคราวเจ้ากว่าเจ็ดร้อยปีมานี้” 

“หม่อมฉันได้รับพระเมตตาจากพระแม่ลักษมีเทวี ให้พำนักอยู่วิมานในสระบัวลึกลับเพื่อบำเพ็ญเพียรเพคะ” 

“บำเพ็ญเพียรหรือ...” ภูชาเคนทร์สับสนกับเรื่องราวที่บุตรีกำลังเล่า ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยสุขจนเขาอยากให้ผู้เป็นมารดาที่มิเป็นอันกินอันนอนของนาง ได้พบนางกับตาสักครั้ง “แต่เจ้าเสกสมรสกับองค์วิหรุตไปแล้วมิใช่หรือ ไยเจ้าจึงได้ไปบำเพ็ญเพียรเล่า” 

“เพราะเหตุการณ์บางประการ ทำให้หม่อมฉันได้สร้างกรรมขึ้น...” นางเลี่ยงที่จะตอบตามตรง พลางหันไปส่งยิ้มให้อนิลที่ยืนอยู่เบื้องหลัง “เดิมทีองค์อนันตนาคราชเทพบิดรแห่งปวงนาคจักลงโทษหม่อมฉันให้ไปเกิดเป็นเดรัจฉานเพื่อชดใช้กรรม แต่พระแม่ทรงเมตตาหม่อมฉัน จึงให้บำเพ็ญเพียรเพื่อสั่งสมบารมีเพคะ” 

ราชานาคาสวมกอดบุตรีอีกครั้งเพื่อให้ความคิดถึงคลายตัวลง แต่เมื่อสังเกตเห็นครุฑหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้ามองภาพการสวมกอดด้วยรอยยิ้มภูมิใจ นั่นจึงทำให้ภูชาเคนทร์หันมามองการแต่งกายของบุตรีที่เป็นสีงาขาวมิต่างจากครุฑหนุ่มที่ห้ามศึกเมื่อครู่ มิหนำซ้ำ นางยังมอบบัวสุวรรณประดับเปลวเทียนที่จุดจากกระแสทิพย์ของนางเพื่อให้เขามาลอยที่เกษียรสมุทรแห่งนี้อีก 

"เจ็ดร้อยปีมานี้เจ้าคงลำบากมิใช่น้อยใช่หรือไม่” 

“ข้าอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ข้าสุขสงบดีเพคะ” 

“กลับบ้านดีหรือไม่ ถึงแม้ฉิมพลีจักมิต้อนรับเจ้า...” ในน้ำเสียงนั้นยังคงแฝงด้วยความเคืองขุ่น “แต่วังบาดาลยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ” 

“แล้วสัญญาเล่าเพคะ” 

“สัญญาถูกยกเลิก...” ภูชาเคนทร์เค้นเสียงเอ่ยเพื่อสะกดความพิโรธที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัด “สัญญานั้นถูกยกเลิกตั้งแต่ที่เจ้ามิได้อยู่ที่ฉิมพลีแล้วล่ะ” 

“เสด็จพ่อ โปรดระงับโทสะก่อนเพคะ” 

“จักให้ข้า ยอมรามือให้กับผู้ที่ทำให้บุตรีของข้าต้องถูกทำโทษ โดยไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้อย่างไร” 

“พวกเขาเหล่านั้นต่างได้รับผลกรรมที่พึงได้รับแล้ว...” เกล็ดมณีเหลียวไปมองวิหรุต ครุฑหนุ่มที่นางเคยมอบดวงหทัยให้เขาดูแล แต่เขากลับมิแยแสแม้เพียงชายตา “หากเขารู้สึกผิดในยามนี้ อดีตเหล่านั้นมิอาจย้อนกลับมาได้ เขาควรเรียนรู้ที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวของเขาเองเพคะ” 

คำพูดเหล่านั้นมิต่างจากการชี้ทางออกที่ดีให้วิหรุต หากแต่ในสายตาของพิลาสมยุรา คำพูดคำจาที่เกล็ดมณีเอื้อนเอ่ยมิต่างจากการด่าทอเสียดสี นางเจ็บช้ำในหัวใจมากขึ้นไปอีกที่เห็นว่าเกล็ดมณีมีความสุขเพียงไร 

งดงามเหลือเกิน ไยจึงงดงามถึงเพียงนี้... 

ลลินพรตที่จับจ้องใบหน้าสะครานกลับหลงรักนางตั้งแต่แรกเห็นจนยอมถูกบิดาจับกุมด้วยอากัปกิริยานิ่งงัน ในสายตาของเขาบัดนี้ เกล็ดมณีมิต่างจากเทพอัปสรที่จำแลงกายมาอยู่เบื้องหน้า เขาอยากเดินเข้าไปเชยชมนางใกล้ๆ แต่ก็มิอาจกระทำการอันใดได้ในสถานการณ์ที่ตนเองผลีผลามวู่วามไปเมื่อก่อนหน้านี้ 

“สบายดีหรือไม่ศรีวิตรี” เกล็ดมณีเอื้อนเอ่ย 

“ก็ตามอัตภาพเพคะ...” ศรีวิตรีเอ่ยอย่างมีความนัย “บางอย่างก็มิเปลี่ยนไปเลย” 

เพียงเท่านั้น เกล็ดมณีก็รับรู้ได้ถึงความร้ายกาจของพิลาสมยุรา ที่ยังคงมิยอมอ่อนข้อให้ศรีวิตรีดังเช่นเมื่อก่อน นางต่างก็สงสารกินรีผู้นี้มิต่างจากที่บิดาของนางห่วงใยนางเช่นกัน แต่นางได้ออกมาจากราชวงศ์แห่งองค์วิหรุตแล้ว นางจึงมิอาจยุ่งเกี่ยวสิ่งใดได้อีก 

“เสด็จพ่อเพคะ ราตรีแห่งดิวาลีนี้ถือเป็นบุญของลูกที่ได้ลอยประทีปพร้อมกับพระองค์” 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้ารีรอสิ่งใดอยู่กันเล่า” 

“อนิล...” นางเอ่ยเรียกผู้ที่ยังคงยืนถือดอกบัวสุวรรณประดับแสงประทีปของนางไว้มิห่าง “เจ้าจักรังเกียจหรือไม่ หากได้ลอยพระประทีปร่วมกับเสด็จพ่อของข้า” 

“หากพระองค์ทรงกรุณา ก็นับว่าข้านั้นมีวาสนายิ่งแล้วกระมัง” 

“อืม” ราชานาคาพยักหน้าตอบรับ 

“ศรีวิตรี เจ้าอยากไปกับข้าหรือไม่” เกล็ดมณีเอ่ยชวน 

ศรีวิตรีดีใจจนออกนอกหน้า นางมิได้ขออนุญาตจากผู้ใด แต่แยกตัวออกจากเผ่าวิหคมาหาเกล็ดมณีด้วยความสนิทสนม เกล็ดมณีสวมกอดนางด้วยความคิดถึง นางรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ทิ้งให้กินรีแสนอาภัพผู้นี้ต้องใช้ชีวิตบนฉิมพลีด้วยตัวคนเดียว ท่ามกลางดงเสือ ดงตะเข้ที่หมายทำร้ายนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

“พระนางยังทรงศิริโฉมงดงามเช่นเดิมเลยนะเพคะ” 

“ปากหวานเสียจริง ดูเจ้าสิ...” เกล็ดมณีมองสำรวจร่างสูงระหงส์ของนางกินรีด้วยความเอ็นดู บัดนี้นางโตขึ้นเป็นสาวสะพรั่ง แถมยังงามล้ำกว่าเมื่อก่อนมากโข “เจ้าโตขึ้นเป็นสาวงามเพียงนี้ น่าเสียดายที่ยังต้องอยู่ที่นั่น” 

ทั้งสองสนทนากันโดยมีอนิลเดินตามอยู่เบื้องหลัง เมื่อพวกเขาออกเดินปะปนไปกับเหล่านาคา วิหรุตก็รู้แล้วว่าตอนนี้ตนมิเป็นที่สำคัญของเกล็ดมณีอีกต่อไป 

ข้าทำตัวของข้าเอง ไยข้าต้องรู้สึกเจ็บปวดถึงเพียงนี้... 

บัดนี้ทั้งเขาและพิลาสมยุรา มิต่างจากอากาศธาตุไร้ซึ่งตัวตน ถึงแม้นางจะเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมด้วยลลินพรต แต่กลับมิทักทาย หรือแม้เพียงเสี้ยวหางตานางก็มิอยากแล 

“สมกับเป็นอสรพิษเสียจริงเลยนะเพคะ เมื่อคิดถึงเรื่องในอดีต หม่อมฉันก็ยังคงหวาดกลัวอยู่จนถึงทุกวันนี้” 

วิหรุตหันไปจ้องมองพิลาสมยุรา ที่บัดนี้ยังมิหยุดเล่นละครที่นางมักแสร้งทำ ภายหลังกลับจากโลกมนุษย์เขารู้ดีว่านางเป็นอย่างไร ศรีวิตรีต้องเจ็บตัวเพราะเขาไปอ้างแรมกับนาง เขาจึงตัดปัญหาด้วยการที่มิอ้างแรมกับผู้ใดหลังจากที่พิลาสมยุราตั้งครรภ์ เพื่อมิให้เกิดปัญหาด้วยความมักมากสมัยที่ตนคึกคะนอง 

“พวกเราไปลอยพระประทีปกันเถอะเพคะ พระองค์หาต้องสนใจพวกนางไม่” 

ยูงทองเดินมาจูงมือพระสวามีให้ออกเดินตามนางไป ยังมิวายส่งสายตาดุดันไปหาพระชายากินรีทั้งสองของลลินพรตให้รีบพาบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนให้ตามไปด้วย 

เป็นเช่นเจ้าว่าเสียจริงศรีวิตรี... 

บางอย่างก็มิเปลี่ยนไปเลย... 

วิหรุตในยามนี้เขามิต่างจากผู้ที่สูญสิ้นแล้วซึ่งความสุขสม เพราะความรู้สึกผิดที่ก่อขึ้นในใจ ไหนจะคำท้ารบจากเผ่านาคาที่เขาเป็นฝ่ายทำเสียเรื่องเสียเอง การเสียเลือดเสียเนื้อในครั้งนี้ล้วนเกิดจากเขาทั้งสิ้น 

“จงเรียนรู้จากความผิดพลาดเถิดหนาลูกเอ๋ย...” สุรเสียงพิเราะกังวาลมาจากเบื้องหลังนั้นกำลังสอนสั่ง วิหรุตเหลียวไปมองใบหน้าของผู้ที่เขาเคารพดุจพระมารดาที่นั่งตระหง่านเคียงคู่องค์วิษณุเทพ “หากสิ่งใดจะเกิด ก็จำเป็นต้องปล่อยให้เกิดขึ้น เพื่อที่จักต้องเรียนรู้และแก้ไขไปให้ถูกทิศถูกทาง” 

พะยะค่ะ... 

พระแม่... 

____________________________ 

มาต่อแล้วนะครับ กับ บทที่ 8 นะครับ 

ขอบคุณทุกกำลังใจ และโปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถแสดงความคิดเห็น หรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เกล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

ในลำดับต่อไปคงต้องขอพักการโพสก่อนนะครับ จนกว่าจะประกาศผลการเข้ารอบที่ 2 

ฝากติดตาม และมารอลุ้นไปกับตัวละครทุกตัวด้วยนะครับ รวมถึงลุ้นกับไรท์ด้วยนะครับ 

 

...ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือดรอบที่ 2 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563... 

"ขอบคุณครับ" 

By. 

พงพี 

ความคิดเห็น