ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สี่

ชื่อตอน : วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 315

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ย. 2563 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาทกรรม ณ แดนโลกีย์บทที่ สี่
แบบอักษร

ในเช้าวันต่อมาเสียงดังเอะอะดังตั้งแต่ย่ำรุ่ง พ่อบ้านรีบรุดขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เป็นเพราะพระชายาฮวาเหลียนกำลังต่อว่าสาวใช้ในเรือนทั้งยังขอสมุดบัญชีของจวนเหลี่ยงอ๋อง

“ท่านทำอะไร” เสียงพ่อบ้านดังแทรกขึ้น ฮวาเหลียนหันกายกลับไปมอง แขนทั้งสองกอดอกใบหน้าหยิ่งยโส ดวงตาเยียดหยามจนพ่อบ้านนึกฉงนใจ แต่เขาผ่านคนมานับไม่ถ้วนอากัปกิริยาเพียงเท่านั้นทำอะไรไม่ได้แม้แต่นิด

“สมุดบัญชีจวนเหลี่ยงอ๋องอยู่กับใคร” ฮวาเหลียนหันไปถามสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นซ้ำสอง แสดงออกชัดเจนว่าไม่สนใจคำถามของพ่อบ้าน

สืบเนื่องจากเมื่อคืนวานฮวาเหลียนได้คิดอย่างถี่ถ้วนว่าตัวเขาจะไม่ยอมถูกเหยียดหยาม ตัวเขามาสมรสเป็นถึงพระชายาจากแคว้นเว่ย หากถูกกดขี่ต่อไปก็คงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยง คิดมาจนถึงตรงนี้เขาที่กำลังจะหลับก็ลุกขึ้นนั่งทันที

 

ข้าจะไม่เอาศักดิ์ศรีของแคว้นเว่ยมาให้คนแคว้นต้าเหยียบย่ำ

 

ตั้งสัตย์ปฏิญาณแล้วก็ลงมือค้นตำหนักของเหลี่ยงอ๋อง ค้นอยู่นานจนพบความกระจ่าง เงินทองสมบัติไม่มีสักชิ้น อย่าว่าแต่ของที่เป็นเงินเป็นทองเลย แม้แต่ภาพวาดราคาสูงในห้องยังไม่มี แม้ตนจะถูกขังในเรือนตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องความซับซ้อนของจิตใจคนนั้น ผู้ที่เกิดโตในวังหลวงจะมองไม่ออกเลยงั้นหรือ เพียงแค่นี้ก็ชัดเจนกระจ่างแจ้งแล้วว่า เหลี่ยงอ๋องเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของแคว้นต้าเท่านั้น เขาน่าสงสารกว่าตนเป็นร้อยเท่าพันเท่า

กลับมา ณ ตอนนี้ ฮวาเหลียนก่อเรื่องตั้งแต่ย่ำรุ่งก็เพราะเข้าไปในห้องครัวเห็นสาวใช้กำลังทานอาหาร ที่เป็นถั่วกวนในข้าวต้ม เขาสืบถามจนได้ความว่าพ่อบ้านซื้อเข้ามาให้พวกเขาทานเพียงแค่นั้น

ฮวาเหลียนถึงจะไม่ได้เห็นโลกภายนอกแต่จิตใจเวทนาผู้คนมีมากเต็มอกทำให้เกิดเหตุการณ์ถามหาบัญชีจวนเกิดขึ้นนั้นแล

“สมุดบัญชีของจวนอยู่กับพ่อบ้านเพคะ” สาวใช้เอ่ยตอบเพื่อเอาตัวรอด พวกนางทั้งหมดเกรงกลัวพ่อบ้านเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าพระชายาลุกขึ้นมาเช่นนี้พวกนางจึงเริ่มคิดหวังพึ่งใบบุญเพื่อเอาตัวรอด แต่ถึงอย่างไรนางต้องทราบก่อนว่าพ่อบ้านจะเกรงกลัวฮวาเหลียนหรือไม่

“เช่นนั้นข้าขอได้หรือไม่”

“ท่านเป็นพระชายาเรื่องนี้ให้พ่อบ้านเป็นคนทำเถิด”

ฮวาเหลียนเงียบไปชั่วครู่เพื่อหยั่งเชิงจากสีหน้าของพ่อบ้าน เมื่อทราบว่าเขาไม่ได้ไหวติงอะไรกับตนเองแม้แต่นิดก็ทราบทันใดว่ายากเกินกว่าจะต่อกรจึงลองต่อลองลดหย่อนลงมา

“เช่นนั้น เรื่องค่าใช้จ่ายให้พ่อบ้านเป็นผู้ดูแลก็ได้ แต่...เรื่องเหลี่ยงอ๋อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ข้าจะเป็นคนดูแลเองทั้งหมด”

“จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านไม่ยอมอ่อนข้อให้ เขาคิดว่าที่ฮวาเหลียนไม่ได้ต้องการจำนวนเงิน แต่ที่ต้องการคืออำนาจในมือ และคนที่มีอำนาจที่สุดในจวนคือเหลี่ยงอ๋อง เพราะในทุกๆ ปีจะได้รับสิทธิ์ในการส่งฎีกาถวายแก่ฮ่องเต้ แต่เพราะความพิการจึงไม่มีเคยได้มีโอกาสในการเขียนฎีกา หากยอมให้ฮวาเหลียนดูแลแน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นคนกระทำการนั้นแทน

ในความคิดของพ่อบ้านคิดไปไกลเสียแล้ว ทั้งที่ฮวาเหลียนไม่รู้มากถึงขนาดนั้น

“เห็นทีจะไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ฮวาเหลียนนึกเจ็บใจเขาหันไปบอกนางกำนัลด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้านแต่แฝงไปด้วยความกระดากอาย

“เตรียมหนังสือข้าจะเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้”

“ท่านจะให้ข้าเปิดเผยว่าเป็นบุรุษงั้นหรือ”

ฮวาเหลียนเผยรอยยิ้ม

“พ่อบ้านฐานะของข้ากับท่านต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่มีใครเชื่อคำพูดของท่าน หากอยากรักษาทรัพย์สินของตนไว้ ก็จงยอมข้าเสียตอนนี้ หากยังคงดื้อดึงเห็นที ข้าคงจะได้ใช้ป้ายหยกของแคว้นเว่ย” ฮวาเหลียนเอ่ยปลด เขาไม่ได้ป้ายหยกจากแคว้น เขาเป็นแค่โอรสที่ถูกนำมาทิ้งเพียงเท่านั้น …

“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ท่านไม่ได้อยู่ในจุดที่ใช้ป้ายหยกของแคว้นเว่ยในการต่อลองข้า”

“อ่อ...ใช้ป้ายหยกไม่ได้งั้นหรือ จะลองดูกับข้าใช่หรือไม่”

“พระชายากล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยตำต้อยราวฝุ่นธุลีดินมิอาจหาญ มิอาจหาญ”

ฮวาเหลียนกัดฟันของตนเอง เขาโต้เถียงไม่ออกสียแล้ว นับว่าต้องโทษความอ่อนต่อโลกของเขาที่ทำให้พ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ พ่อบ้านเห็นฮวาเหลียนทำได้แค่หน้าตาบอกบุยไม่รับจึงยกมือผสานท้วมหัว

“กระหม่อมทูลลา”

“เชิญ” เขาตอบด้วยวาจาปะปนโทสะ พ่อบ้านยิ่งได้ใจ เขายิ้มเยาะเย้ยกับความอ่อนต่อโลกของฮวาเหลียนที่แม้แต่เก็บอาการโกรธยังไม่สามารถทำได้

เมื่อพ่อบ้านและฮวาเหลียนต่างแยกไปคนละฝั่ง...

 

สาวใช้หันมองหน้ากัน เพราะพวกนางคิดมาทั้งคืนว่าจะอาศัยอำนาจของพระชายาเพื่อรักษาชีวิตที่เหลือ เหตุจากก่อนหน้านี้พวกนางถูกกดขี่ เงินที่ได้รับเป็นค่าจ้างก็ถูกหักจนน่าโมโห พวกนางทั้งสี่คนต่างรับรู้ว่าพ่อบ้านโกงค่าจ้างของตนและยังแอบเก็บเงินที่ส่งมายังจวนเหลี่ยงอ๋องโดยการลดค่าอาหารของนางจนไม่ได้ตามที่สมควรได้รับ มาถึงตอนนี้มีนายเพิ่มอีกคน ชีวิตในจวนที่แสนอับเชาก็จะหมดไป หากสามารถดันให้ฮวาเหลียนขึ้นมายึดอำนาจค่าใช้จ่ายครั้งนี้ได้

ทว่าในขณะเดียวกันที่ข้างกำแพงจวนมีชายในชุดดำผู้หนึ่ง เขามองฮวาเหลียนเดินจากไปอีกทาง เมื่อลับสายตาจึงกระโดดลงแล้ววิ่งเรียบเคียงกำแพงหายเข้าไปในป่าด้านหลังจวน

เวลาผ่านไปหลายชั่วยามฮวาเหลียนยังอารมณ์ขุนมัวเขานั่งบนโต๊ะหินอ่อน มองต้นไม้เสียดสีอย่างวางเปล่าและไร้อารมณ์ เมื่อหันมองข้างตนพบเหลียงอ๋องนั่งนิ่งเงียบไม่ขยับตัวแม้แต่นิด ฮวาเหลียนถอนหายใจเฮือกใหญ่พลันคิดว่าการสมรสครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกักขังตนให้ทุกข์ทรมานมากขึ้น

น่าเบื่อเหลือเกิน!

“เหลี่ยงอ๋อง ท่านเบื่อหรือไม่ที่อยู่จวนนี้ใช้ชีวิตที่จะตายก็ไม่ได้”

“ดูจากสีหน้าท่านแล้วก็คงเบื่อไม่น้อย...แม้แต่ข้าที่ไม่พิการยังตายไม่ได้เลย นับอะไรกับท่าน...”

ฮวาเหลียนทนไม่ไหวอยากคลายความน่าเบื่อในตอนนี้ให้ผ่านไป อย่างน้อย ๆ ขอแค่เล่าสิ่งที่เคยได้อ่านมากับคนที่นั่งเป็นขอนไม้ตรงหน้าคงไม่แย่เท่ากับเฉาตาย

เมื่อคิดได้ฮวาเหลียนก็เริ่มเอ่ย “ท่านเคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่ เรื่องของภูขากู่เซอซัน*...” ฮวาเหลียนเห็นคิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยก็รู้ทันทีว่าเหลียงอ๋องไม่รู้แม้แต่ว่าสิ่งใดคือภูเขา ฮวาเหลียนตัดใจเดินไปลากเก้าอี้ไม้อีกตัวมาตั้งตรงหน้าตรงหน้าเก้าอี้ไม้ของเหลียงอ๋องแล้วนั่งลง สองมือของเขาประคองฝ่ามือของเหลี่ยงอ๋องไว้ แล้วเริ่มพาวาดอากาศเป็นเนินเขา

 

“ภูเขา มันกว้างและสูงใหญ่ ใหญ่ก็คือสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวท่าน ใหญ่กว่าตำหนักของท่าน ใหญ่กว่าราชวังของท่าน ภูเขานั้นยิ่งใหญ่ มีต้นไม้นับไม่ถ้วน” ฮวาเหลียนหลับตานึกภาพไปด้วยเพราะตนเองก็เคยเห็นจากแค่หนังสือเท่านั้น ตอนเดินทางมาแคว้นต้าก็ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแอบเปิดม่านดู

 

“ภูเขามีสายน้ำที่เย็นยะเยือกไหลลงมาจากจันทรา จันทราก็คืนสิ่งที่อยู่เหนือเราทั้งสอง มันอยู่สูงขึ้นไป สูงกว่าตัวท่าน สูงว่าตัวข้า ไม่ใช่แค่นั้นภูเขายังมีสรรพสัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันใช้ชีวิตอย่างอิสระ”

 

“ส่วนสรรพสัตว์ก็คือสิ่งมีชีวิตที่น่าตาน่ารักบ้าง น่ากลัวบ้าง ดุร้ายบ้าง ใจดีบ้าง” ฮวาเหลียนลืมตาขึ้นสองมือที่คอยประคองฝ่ามือของเหลี่ยงอ๋องก็วางลงก่อนจะเริ่มเอ่ยต่อ “แต่ท่านห้ามไปบอกใครนะ” ฮวาเหลียนขยับกายเข้ากระซิบข้างแก้มของบุรุษพิการตรงหน้า ทำเอาหัวใจของพระองค์นั้นเต้นระส่ำ “ข้าก็ไม่เคยเห็นของจริงเช่นกันว่าพวกมันน่าตาเป็นอย่างไร” เมื่อผละออกก็ยังยิ้มค้างเพราะเห็นว่าแก้มของเหลี่ยงอ๋องนั้นแดงระเรื่อ เขาเว้นช่วงไปนานเพราะลึกๆ ในใจก็สมเพชเวทนาเหลี่ยงอ๋อง กับตนเองจนรู้สึกว่ามีลมมาตันอกให้รู้สึกตื้อๆ ในใจ

 

เมื่อทำใจได้แล้วจึงเริ่มเอ่ยต่อ

 

“มีมนุษย์ผู้หนึ่งพำนับอาศัยอยู่ผิวกายเป็นสีขาว...” ฮวาเหลียนอยากกัดลิ้นตนเองอย่างยิ่งรู้ทั้งรู้ว่าเหลี่ยงอ๋องไม่รู้ว่าสีใดเป็นสีใด

 

“พอเถอะ” ฮวาเหลียนสงสารคนพิการรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ แต่ทันทีที่ขยับลุก ฝ่ามือของเหลี่ยงอ๋องก็ยกขึ้นกำอากาศหวังจับอาภรณ์ของฮวาเหลียนไว้

 

ทำให้ฮวาเหลียนสงสารจนพูดไม่ออก มือเรียวจึงยื่นออกไปให้เหลี่ยงอ๋องสัมผัส เขานั่งลงที่เก้าอี้ไม้อีกครั้ง นิ้วเรียวของตนเกลี่ยที่มือของเหลี่ยงอ๋องอยู่นานทั้งสองคนไม่ต้องมีใครเอ่ยอะไรต่อกันก็ราวกลับว่าเข้าใจกันลึกซึ้ง

 

ฮวาเหลียนนำฝ่ามือของเหลี่ยงอ๋องสัมผัสใบหน้าของตน

 

“นี่คือดวงตา” ฮวาเหลียนเอ่ยขึ้นยามที่เหลี่ยงอ๋องสัมผัสส่วนใดของใบหน้า

 

“จมูกของข้า ริมฝีปากของข้า” ฮวาเหลียนมองใบหน้าของเหลี่ยงอ๋อง เขามองดวงตาสีทองประกายที่ยิ่งต้องแสงอาทิตย์ ยิ่งสะท้อนความงดงาม ยากจะละสายตาไปได้ ฮวาเหลียนตัดสินใจหลับตาลง เพราะเกรงว่าตนจะหลงใหลดวงหน้าอันงดงามของเหลี่ยงอ๋องไปมากกว่านี้ เขาละมือของตนเองออกจากมือของเหลี่ยงอ๋อง ปล่อยให้พระองค์สัมผัสตามใจชอบ

 

ใบหน้าของเจ้าเป็นเช่นนี้เองหรือ

 

ในใจของเหลี่ยงอ๋องนั้นเต้นแรงประหลาดตั้งแต่วันแรกที่พระชายาได้มาอยู่ในจวนเดียวกัน จนวันนี้ยิ่งสั่นไหว ฝ่ามือของเขาค่อยๆ สัมผัสใบหน้าที่งดงาม

 

ข้าอยากเห็นใบหน้าของเจ้าเหลือเกิน

 

อยากพูดกับเจ้า

 

อยากมีดวงตาที่สามารถมองเห็นได้เช่นเจ้า

 

หากข้ามองเห็นได้ ข้าจะใช้ดววงตาคู่นี้มองเพียงแค่เจ้า

 

“ราชโองการถึงพระชายา”

 

ฮวาเหลียนสะดุ้งทันทีที่ได้ยิน เขารีบลุกขึ้นเดินตรงไปข้างหน้าจวนที่ห่างไปไม่ไกล ทิ้งให้เหลียนอ๋องนั่งอยู่ที่เดิม

 

ขันทีผู้นั้นเข้ามาอย่างพละการ เพราะมีหนังสืออาญาสิทธิ์ในมือ

 

เหล่าชนชั้นผู้น้อยรีบคุกเข่ากับพื้น ฮวาเหลียนเพียงประสานมือก้มหัวลง

 

“มอบป้ายพระชายา อนุญาตเข้าออกวังหลวง มอบศักดินาให้เทียบเคียงองค์หญิงแคว้น และ” กงกงอาวุโสเงียบไปก่อนเอ่ย “แต่งตั้งพระชายาฮวาเหลียนเป็นผู้ดูแลจวน มอบหน้าที่ให้ทั้งหมด ดูแลรายได้ การซื้อหาอาหารเข้าจวน แบ่งหน้าที่ในจวนมอบให้พระชายาจัดการ พร้อมทั้งชายฉกรรจ์สิบนาย นางกำนัลซักล้างเพิ่มห้านาง ราชโองการจากฝ่าบาท มีผลนับแต่นี้สืบไป”

 

ฮวาเหลียนเหลือบมองพ่อบ้านแล้วรับราชโองการมาไว้กับตนเอง เมื่อกงกงจากราชวังจากไป ฮวาเหลียนก็หันมองพ่อบ้าน

 

“ข้าใจดี จะให้ท่านเป็นพ่อบ้านต่อไป ...แต่เพราะเมื่อช้าท่านทำให้ข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าจะขอคิดก่อนว่าจะให้ท่านทำอะไรแค่ไหนบ้าง”

 

เมื่อกล่าวจบก็หันหลังให้ ฮวาเหลียนก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เกิดอะไรขึ้นกัน หรือเสด็จพ่อส่งคนมาดูแลตนอยู่จริง ๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ความคิดเห็น