Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 16

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 793

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ต.ค. 2563 12:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 16
แบบอักษร

16

             “ขนาดคิโกะจังก็ยังบอกว่าไม่มีใครที่ท่าทางเหมือนแฟนคุณชินมาที่ร้านเลย” หญิงสาวในชุดสูทกางเกงทำหน้าจริงจัง งับแซนด์วิชที่อยู่ในมือพลางบ่น “ฉันมาลองคิดๆ ดูแล้วนะ คุณชินอาจจะแค่โกหกไปอย่างนั้นก็ได้ จริงๆ ไม่ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนหรอก แต่พูดไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากให้มีใครมาวุ่นวาย ทั้งคุณมุคาเอดะหรือฉันก็แค่โดนหลอก”

             “คงไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นมั้งครับ แค่คิโกะจังไม่เคยเจอ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีจริงๆ นี่” มุคาเอดะนั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร แกะผ้าห่อกล่องข้าวออก รู้ตัวตั้งแต่ถูกลากเข้ามาในห้องอาหารพนักงานของบริษัทว่ากำลังโดนคนแผนกต่างๆ จับตามองไปหมด แต่จะทำยังไงได้...เพราะตอนกำลังจะเปิดกล่องข้าวกินบนโต๊ะทำงาน หญิงสาวตรงหน้าก็แจ้นมาเรียกให้ไปประชุมกันเรื่องคุณชิน กำลังงงๆ อยู่ก็โดนลากมานั่งกินข้าวด้วยถึงนี่

             แล้วคนจะไม่มองได้ยังไง เขาเพิ่งหย่ากับภรรยามาและไม่เคยมานั่งกินข้าวกับใครที่นี่นอกจากนาคากุจิหรือพวกรุ่นน้อง... วันนี้ดันมานั่งกินข้าวกันสองคนกับสาวโสดแผนกบัญชีเนี่ย

             “อ๊ะ `ข้าวกล่องพิเศษของโอโตนามิ`”

             มือมุคาเอดะหยุดกึกตามเสียงอุทาน นานามิชะโงกหน้าไปมองอาหารสีสันสดใสที่อัดแน่นในกล่องสี่เหลี่ยม ทำหน้าและเสียงอิจฉา

             “รูปถ่ายเมื่อเช้าคือกล่องข้าวของมิสุเอะจังกับคุณมุคาเอดะเองเหรอ~? ดีจังเลยนะคะ ฉันเองก็อยากกินกล่องข้าวฝีมือคุณชินบ้างจัง คุณชินไม่ทำขายบ้างเหรอ?”

             “...คงไม่นะครับ ผมก็จ้างให้ทำเฉพาะช่วงที่มิสุเอะปิดเทอมเท่านั้นแหละ” มุคาเอดะตอบอึกอัก “ว่าแต่คุณนานามิรู้ได้ยังไงครับว่าเป็นข้าวกล่องฝีมือคุณชิน?”

             “จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ ก็นี่” หญิงสาวคว้ามือถือยื่นให้ดู มุคาเอดะมองรูปถ่ายมุมบนของกล่องข้าวตัวเองกับมิสุเอะในหน้าอินสตราแกรมของเจ้าของร้าน เหงื่อแตกพลั่กกับคำบรรยายแบบที่หญิงสาวพูดเมื่อกี้เป๊ะๆ ว่า `ข้าวกล่องพิเศษของโอโตนามิ♡`...

             ตะ...ติดตามอินสตราแกรมของคุณชินด้วยสินะ // มุคาเอดะ 

             “คุณชินนี่รักเด็กจริงๆ นะคะ พอเป็นเรื่องของมิสุเอะจังละก็ช่วยเหลือเต็มที่ตลอดเลย คุณมุคาเอดะเลยพลอยได้อานิสงค์ดีๆ ไปด้วย อิจฉาจัง” หญิงสาวทำเสียงตัดพ้อ เลื่อนดูรูปเก่าๆ ที่โอโตนามิลงไว้ มุคาเอดะส่งยิ้มอ่อน จัดการ กับกล่องข้าวเงียบๆ จนมีเสียงตะโกนเรียกจากหน้าห้อง เงยหน้าขึ้นไปก็เจอนาคากุจิก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา

             “มุคาเอดะ! ยังมีหน้ามานั่งกินข้าวสบายใจเฉิบอยู่นี่อีกนะ อ๊ะ `ข้าวกล่องพิเศษของโอโตนามิ`!??”

             พวกนายเป็นติ่งคุณชินกันเหรอเฮอะ! // มุคาเอดะ 

             เหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวแผนกบัญชีที่นั่งอยู่ด้วย นาคากุจิก้มศีรษะให้นิดๆ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่ง ยื่นหน้าไปคุยด้วยเสียงรีบร้อน

             “ได้ยินว่าเมื่อวานเอกสารที่นายทำไว้โดนคนในแผนกเอาไปปั่นในเครื่องทำลายเอกสารซะเละเลยไม่ใช่เหรอ! รู้ตัวคนทำแล้วหรือยัง?”

             “นายมีเครือข่ายแม่บ้านหรือไง เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นยังไปถึงหูเลยเหรอ” มุคาเอดะส่ายหน้า “มันก็ไม่มีใครตั้งใจทำหรอก เพราะเอกสารมันอาจจะตกจากโต๊ะไปบนพื้น คนมาเห็นอาจจะคิดว่ามันเป็นขยะ ก็เลยโยนใส่เครื่องทำลายเอกสารก็ได้”

             “ใครมันจะบ้าทำแบบนั้นโดยไม่ถามคนอื่นน่ะเฮอะ” นาคากุจิทำหน้าขึงขัง “แล้วคนในแผนกทุกคนก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นกันหมดเลยไม่ใช่เหรอ?”

             “ก็ประมาณนั้น”

             “ประมาณนั้นบ้าอะไร! ถ้าเป็นคนในแผนกเดียวกันก็น่าจะรู้สิว่ามันคือเอกสารที่นายทำเตรียมเอาไว้ประชุมน่ะ? แล้วนายเตรียมเอกสารใหม่ทันเหรอ?”

             “ปกติฉันเตรียมเผื่อไว้ประมาณสามชุดอยู่แล้ว”

             “เตรียมทำบ้าอะไรวะ...”

             “เวลาทำงานนายไม่ได้อัพงานเก็บไว้ในคลาวด์ของบริษัทเหรอ?”

             “เปล่า... ลืมเซฟจนโปรแกรมมันต้องถามประจำ”

             “คนอย่างนายนี่นะ...”

             “นายมันรอบคอบจนน่ากลัวต่างหาก!”

             “นี่ นี่ อะไรกันน่ะ?” นานามิยื่นหน้าเข้าไปร่วมด้วยท่าทางอยากรู้ “คุณมุคาเอดะโดนใครรังแกเหรอ?”

             นาคากุจิยกนิ้วชี้เป็นเชิงบอกให้เงียบ แต่ก็เล่าละเอียดทุกช็อตด้วยเสียงกระซิบเหมือนเป็นรายการซุบซิบนินทาแม่บ้าน

             “ใช่ครับ เมื่อวานหมอนี่เตรียมเอกสารประชุมไว้ แต่โดนใครก็ไม่รู้เอาไปเข้าเครื่องทำลายเอกสาร แถมยังเอาออกมายัดใส่ถังขยะให้เห็นอีก มันคือการจงใจส่งเมสเสจมาเตือนชัดๆ นะครับ ว่าไหม?”

             “กล้องวงจรปิดล่ะคะ?”

             “กล้องของทุกแผนกมันมีอยู่แค่ตรงประตูด้านหน้าเพราะเน้นตรวจสอบคนเข้าออกเฉยๆ โต๊ะหมอนี่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน แถมมีพาแนลกั้นด้วย”

             “แล้วไม่มีคนแปลกๆ เข้ามาเลยเหรอ?”

             “นอกจากคนแผนกบัญชีที่เข้ามาทวงใบเสร็จก็ไม่มีใครเลย คนร้ายก็น่าจะเป็นคนในแผนกด้วยกันเองนั่นแหละ”

             “นายดูละครมากไปแล้ว” มุคาเอดะตัดบท “กะอิแค่เอกสารโดนทำลายครั้งเดียวก็คิดว่าโดนแกล้งแล้วเหรอ? ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใครนี่”

             “คุณมุคาเอดะไม่มี แต่คนอื่นเขาอาจจะมีก็ได้ นอกจากเอกสารโดนทำลายแล้วมีอะไรแปลกๆ รอบตัวอีกไหมคะ?” นานามิถามต่อ

             “อืมม์...” มุคาเอดะทำท่าคิด “...ก็มีพวกของบนโต๊ะหายไปบ้าง แต่อาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ครับ”

             “ของหาย?? นี่มันโดนแกล้งชัดๆ เลยนี่นา!” นาคากุจิโวยวาย

             “จะบ้าหรือไง” มุคาเอดะทำเสียงอ่อนใจ “แทนที่จะเอาเวลามาคิดเรื่องไร้สาระ นายไปหาวิธีคืนดีกับรุ่นน้องฉันก่อนดีไหม?”

             “หะ...ห้ะ...”

             มุคาเอดะก็คิดอยู่ว่าพูดขึ้นมาแล้วอีกฝ่ายน่าจะมีปฏิกิริยาอะไรทำนองนี้ แต่ไม่นึกว่าจะถึงกับทำให้เพื่อนกระตุกสีหน้า แววตาเลิ่กลั่ก

             “ตกลงทะเลาะกันเรื่องอะไรน่ะ?” ได้โอกาสแล้วก็ต้องถามต่อ

             “บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร...” นาคากุจิตอบตะกุกตะกัก “ยะจิมะไปฟ้องอะไรนายเหรอ?”

             “ไม่เรียกว่าฟ้อง แต่ฉันแค่รับปากว่าเดี๋ยวรุ่นพี่ที่น่ารักจะจัดการให้เอง” มุคาเอดะกอดอกมอง “บอกมาเดี๋ยวนี้ว่านายไปแกล้งอะไรรุ่นน้องฉันฮึ?”

             นาคากุจิเหงื่อแตก

             “คือว่า...นายว่างเมื่อไหร่ล่ะ? ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายหน่อย...”

             “อ๊ะ ยะจิมะ” ตอนแรกนึกว่ามุคาเอดะโพล่งออกมาเล่นๆ แต่นาคากุจิก็หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วที่จะพูดอะไรออกมาก็ลืมหมด เพราะรุ่นน้องคนที่ว่ากำลังเดินถือถาดอาหารว่างเปล่าไปวางที่เคาน์เตอร์คืนภาชนะ น่าจะมองมาทางพวกเขาอยู่แล้วก็เลยเผลอสบตาด้วย มุคาเอดะยกมือขึ้นกวักเรียก แต่เห็นได้ชัดว่ารุ่นน้องจงใจเบี่ยงสายตาหลบ พอดีกับที่กลุ่มเพื่อนที่ตาม มาข้างหลังกระโดดกอดคอคุยด้วยพอดี

             “อ้อ มากินข้าวกับเพื่อนเหมือนกันแฮะ นึกว่ามากินคนเดียวเพราะโดนนายทิ้งเสียอีก”

             นาคากุจิสะอึก หันมองด้วยสีหน้าระแวง

             “...เอ่อ สาบานได้ว่านายไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ ใช่มะ?”

             “หือ? แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะ” มุคาเอดะเก็บกล่องข้าว “ที่ผ่านมาฉันอาจจะดูแลยะจิมะมากเกินไปก็ได้ เพราะคิดว่าต้องรับผิดชอบสอนงานให้ตั้งแต่เข้ามาใหม่ๆ ก็เลยลากไปไหนมาไหนด้วยตลอด ยะจิมะก็เลยเหมือนมีแต่ฉันกับนาย เห็นมานั่งกินข้าวกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างคุวาบาระที่อยู่แผนกนายอย่างนี้ก็ค่อยวางใจหน่อย”

             “อะ...อือ...”

             “ว่าแต่คุวาบาระที่เป็นรุ่นน้องแผนกนายนี่ก็ชอบจัดกรุ๊ปนัดบอดบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ มาลากยะจิมะไปร่วมด้วยอย่างนี้ ก็คงรอดได้ไม่นานหรอก คาแรคเตอร์ อย่างยะจิมะน่ะ ถ้าเจอพวกสาวๆ รุ่นพี่ก็เป็นที่ชื่นชอบแน่ๆ เดี๋ยวมีแฟนก็ลืมแล้วว่าทะเลาะกับนายเรื่องอะไร”

             “...”

             “แล้วหัดเตือนรุ่นน้องนายหน่อยก็ดีนะ คุวาบาระคุงน่ะ ฝากเตือนด้วยว่าอย่าทำตัวเพลย์บอยมาก ข่าวลือเรื่องที่จีบดะไปทั่วทั้งผู้หญิงผู้ชายมันมาถึงแผนกฉันแล้ว ถ้ามีพนักงานเคลมเรื่องนี้ขึ้นมา แผนกฉันจะปล่อยผ่านก็ไม่ได้นะบอกเสียก่อน”

             นาคากุจิเหงื่อแตกเต็มใบหน้า ภาพรุ่นน้องคนที่ว่ากระโดดเอามือกอดคอยะจิมะเมื่อครู่ผุดขึ้นมาอีกรอบ

             “มุคาเอดะ”

             “อะไร?”

             “...สาบานได้ว่านายไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ ใช่ไหมวะ?”

             คนฟังทำตาปริบๆ เลื่อนเก้าอี้เก็บก่อนจะถือกล่องข้าวว่างเปล่าเดินกลับห้อง...

             “ไปทะเล?” 

             มุคาเอดะเงยหน้าจากเกมมือถือที่เล่น มองโอโตนามิที่นั่งทำหน้าจริงจัง อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ มีลูกสาวเกาะแขนหลบๆ อยู่หลังเก้าอี้

             “ใช่แล้ว ปิดเทอมก็ต้องไปทะเลสิ นายจะไม่พามิสุเอะไปเที่ยวไหนเลยหรือไง ก็น่าสงสารแย่”

             มุคาเอดะเหลือบมองเด็กน่าสงสารที่ว่า มิสุเอะรีบก้มหน้าทำแววตาเศร้าสร้อยให้สมกับที่อีกคนพูดเปิดให้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไปจัดการอ้อนกันเอาไว้ก่อนเรียบร้อยแล้ว... เดี๋ยวนี้ริอ่านเข้าหาโดยตรงแล้วผลักดันให้เป็นฝ่ายมาขอนั่นนี่แทนให้แล้ว... แล้วอะไรคือการที่โอโตนามิโดนเด็กหลอกง่ายดายขนาดนี้?

             “...จะไปก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ถ้าไปวันเสาร์หรืออาทิตย์ คุณชินก็ต้องปิดร้านไม่ใช่เหรอ?”

             “ก็ปิดแค่สองวัน ไม่มีปัญหาอะไรนี่”

             “...อะไรคือปิดสองวัน? ไปเช้าเย็นกลับใช่ไหม?”

             “ค้างสิ ไปทะเลทั้งทีจะไม่ไปค้างได้ยังไง”

             “ปุบปับอย่างนี้จะไปจองโรงแรมที่ไหนทัน มันก็น่าจะเต็มหมดแล้วนะ”

             “อย่าดูถูกเครือข่ายของปู่ฉันนะ พวกเพื่อนๆ ปู่ทำกิจการโรงแรมกันตั้งเยอะ บ้านฉันจะไปไหนก็ใช้บริการเพื่อนปู่ทั้งนั้นแหละ”

             “พูดเหมือนคนจองได้แล้ว...?”

             “จองแล้วสิ”

             แล้วมาถามทำไม! 

          มุคาเอดะตวัดสายตามองลูกสาว ที่ไม่เพียงเกาะแขนอีกคนแน่น ยังเบี่ยงหน้าไปมองของเล่นไม่รู้ไม่ชี้

          อย่ามาหลบสายตานะ ยัยตัวดี! // มุคาเอดะ 

             “ก็ได้ครับก็ได้” มุคาเอดะผ่อนลมหายใจยอม มองดวงตาเป็นประกายของบุตรสาวที่เงยหน้าขึ้นมาปิ๊งปั๊ง ร้องดีใจกระโดดตัวลอยวิ่งรอบห้อง โอโตนามิหันไปขำเอ็นดู จะเตือนให้ระวังล้มหรืออะไรก็ไม่ทันแล้ว มุคาเอดะก็เลยได้แต่เท้าคางมองอย่างอ่อนใจไปด้วย แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าอย่าว่าแต่เขาไม่เคยพาลูกไปทะเลมาก่อน... แม้แต่จะไปเที่ยวค้างคืนที่ไหน เขากับฟุซาโกะก็ไม่เคยพาไปทั้งนั้น ยามปกติฟุซาโกะก็ไม่ค่อยชอบพาลูกไปเล่นที่ไหน อย่าว่าแต่สวนสาธารณะ แถวบ้าน

             “ไปทะเลครั้งแรก ก็คงต้องไปซื้อของเพิ่มละมั้งครับ” มุคาเอดะว่า

             “ต้องซื้ออะไรเพิ่มด้วยเหรอ?” โอโตนามิถามกลับ ไม่ได้มองหน้าเพราะมัวแต่ยิ้มดูเด็กหญิง

             “ก็พวกอุปกรณ์กันแดดไง ครีมทากันแดดสำหรับเด็ก หมวกกันแดดอะไรอย่างนี้ อ้อ บ้านเราไม่มีห่วงยางเด็กด้วย”

             “ซื้อหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง”

             “...”

             มุคาเอดะหรี่ตามอง

             “จริงๆ คือตกลงกับมิสุเอะไว้แล้วใช่ไหมว่าจะพาไป...?”

             “หือ? ฉันบอกให้ไปขอปะป๊า แต่นายก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่พาไปอยู่แล้วนี่” โอโตนามิมองยิ้มๆ

             “ก็ใช่ มาคิดๆ ดูแล้วก็ไม่เคยพาไปไหนเลยเหมือนกัน” มุคาเอดะถอนหายใจ “เพราะอย่างนั้นมั้งเลยไปขอคุณชิน... อีกอย่าง คุณชินก็ขับรถได้ด้วย มิสุเอะก็คงจะรู้ว่าใครพาไปเที่ยวได้”

             “ว่าจะพูดเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะนายก็มีใบขับขี่นี่” โอโตนามิเอียงตัว ล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง มุคาเอดะมองตาม แล้วก็เห็นว่าเป็นกุญแจรถสีดำ

             “กุญแจสำรอง เวลามีอะไรนายจะได้เอาไปขับได้” พลางว่า

             “...ไม่กล้าขับหรอกครับ C-HR มันใหญ่อยู่นะ ถ้าไม่ชินแล้วขับชนหัวสะพานแบบคิโกะจะว่ายังไง” มุคาเอดะส่ายหน้าตอบ ไม่ยอมยื่นมือไปหยิบ

             “นายยังรู้เรื่องนั้นเลยเหรอ นั่นมันระดับตำนานของแถวนี้เลยนะ” โอโตนามิขำ ลุกขึ้นเดินอ้อมไปยังเก้าอี้ที่มุคาเอดะนั่ง หยิบกุญแจมายัดใส่มือ “เปลี่ยนกรมธรรม์ประกันไว้แล้ว ใครขับไปชนอะไรก็ครอบคลุม อยากชนหัวสะพานก็ชนได้เลย”

             มุคาเอดะผ่อนลมหายใจ ยอมเก็บเข้ากระเป๋า

             “ทีนี้ไปไหนไกลๆ จะได้ผลัดกันขับ” โอโตนามิพูดขำๆ

             “...จุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ”

             “เปล่าๆ จุดประสงค์ที่แท้จริงคือนายจะได้ไปรอในรถได้”

             “รอทำไม?”

             โอโตนามิจ้องหน้า เหลือบมองเด็กหญิงที่วิ่งจนเหนื่อยเลยไปกลิ้งอ่านหนังสืออีกห้องแล้ว ก็เลยโอบแขนรอบคอจากข้างหลัง ก้มหน้าลงไปกระซิบ

             “โทโอรุคุง เมื่อกี้นายบอกเองนะว่า C-HR มันคันใหญ่น่ะ” จูบที่แก้มเบาๆ “ห้องโดยสารมันกว้างอยู่นะ ลองพิสูจน์ไหม?”

             “...คืนกุญแจตอนนี้ทันไหมครับ?”

             ถามด้วยรอยยิ้มอ่อน แน่นอนว่าอีกคนกอดแน่น ก้มศีรษะแนบไหล่ แล้วก็ส่ายหัวปฏิเสธว่าไม่ได้ๆๆ...

 

             ประตูอัตโนมัติเปิดปุ๊บ นาคากุจิก็ก้าวเข้าตึกพลางมองนาฬิกาหลังเคาน์เตอร์อินฟอร์เมชั่นว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่ม ถึงจะไม่มีพนักงานประจำที่เคาน์เตอร์ และไฟส่วนใหญ่ในตึกก็ปิดไปแล้ว แต่ก็ยังมีหลายแผนกเช่นแผนกขายของเขา หรือพวกงานยุ่งๆ อย่างแผนกบัญชี ที่ยังเปิดไฟสว่างทำโอทีกันอยู่ นาคากุจิควงกุญแจรถ เดินออกจากลิฟท์ชั้น 24 ผ่านแผนกบัญชีที่อยู่ชั้นเดียวกัน แล้วก็นึกสยองกับสภาพเหมือนอยู่กลางสงครามของคนในห้อง แผนกที่เขาอยู่ก็ถือเป็นแผนกที่ต้องทำโอทีเยอะไม่แพ้กัน แต่ส่วนใหญ่เป็นการออกไปรับรองลูกค้าหลังเลิกงานข้างนอก หรือไม่ก็เข้ามาเก็บงานเอกสารหลังจากออกไปพบลูกค้าที่บริษัทต่างๆ ตอนกลางวัน เขาชอบงานนี้ ก็เลยไม่รู้สึกว่ายุ่งหัวฟูอะไรเลยสักนิด และเพราะฝึกตนมาจนถึงระดับนี้ เขาถึงเป็นพวกกินดื่มได้โหดร้ายมาก เรียกได้ว่าเป็นพวกคอแข็ง จะดื่มอะไรก็ไม่เมาง่ายๆ ใช่ ไม่เมาง่ายๆ แล้วทำไมวันนั้น... ถึงเกิดเรื่องแบบนั้นได้วะ??

             งานบาร์บิคิวดันเลิกตั้งแต่บ่ายสาม แถมมุคาเอดะดันบอกว่าต้องอยู่ช่วยเก็บกวาดงานจนจบ พอมีพวกที่บอกว่าจะไปหาอะไรกินต่อรวมตัวกันขึ้นมา เขาผู้ซึ่งเป็นพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ดโคตรๆ ก็ต้องไหลไปด้วยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว ตอนแรกยะจิมะก็ออกตัวว่าจะอยู่ช่วยรุ่นพี่อย่างมุคาเอดะ แต่ก็เพราะเขาอีกนี่แหละที่บอกว่าเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักคนแผนกอื่นๆ ก็เลยลากมาซะ ยังมีหน้าไปรับปากมุคาเอดะอีกนะว่าจะดูแลรุ่นน้องให้เองไม่ต้องห่วง แล้วดันไปก่อเรื่องแบบนั้นซะเอง มาตอนนี้ใครจะไปบอกเพื่อนได้วะ! ว่าเกิดอะไรขึ้น!

             ตอนแรกมันก็แค่คาราโอเกะไหมวะ? เออ เป็นความผิดเขาเองก็ได้ ที่มัวแต่ร้องเพลงจนลืมสนใจรุ่นน้องเพื่อน หันไปอีกทีมันก็เมาหลับหน้าแดงไปแล้ว โคตรอยากจะถามเลยว่าใครไปเอาอะไรให้มันดื่ม! แต่ไอ้พวกบ้านั่นก็เอาแต่โทษกันไปมา กลับออกมาจากคาราโอเกะตอนฟ้ามืดก็เผ่นกลับบ้านกันไปหมดแล้วไอ้พวกชั่ว! จะให้ทำไงได้นอกจากยัดไอ้เด็กนั่นเข้าแท็กซี่แล้วเอากลับแมนชั่นไปด้วย ตอนแรกมันก็เหมือนจะดีขึ้นแล้วนี่หว่า แต่พอตื่นมาก็เริ่มเพ้อเจ้อโวยวายเรื่องที่เขาไปกอดมุคาเอดะในงานนั่น...?? ดูเอาก็รู้ไหมวะว่านั่นแกล้งเล่น ไม่ใช่สิ ก็แค่กอดเล่นๆ สองวินาที ใช่เรื่องต้องหวงรุ่นพี่ขนาดต้องมาคาดคั้นว่าเป็นอะไรกันขนาดนั้นไหมวะ?

             แล้วเป็นใครก็ต้องโกรธปะ ที่จู่ๆ มันก็ลุกขึ้นมาร่ายยาวข้อดีของมุคาเอดะให้ฟังเสียขนาดนั้น คือในฐานะเพื่อนที่คบกันมาเจ็ดแปดปี ก็รู้หรอกนะว่าหมอนั่นมันเป็นคนดีขนาดไหน ไม่ต้องบอกหรอกว่ามันจะดูแลสอนงานรุ่นน้องดียังไง แต่มันใช่อะไรที่เขาอยากฟังมะ? เขาก็เอ็นดูยะจิมะในฐานะรุ่นน้องเพื่อนมาตลอดนะเว้ย! ไปไหนก็ซื้อขนมซื้อเครื่องดื่มมาฝาก ว่างก็ลากไปเลี้ยงข้าว ตอนมุคาเอดะไม่ว่างก็เขาหรือเปล่าที่เอาไปดูให้?? อย่างวันนี้ก็พาไปคาราโอเกะด้วย ค่ากินค่าห้องอะไรก็ออกให้หมด เมาแล้วยังพากลับมานอนห้อง ก็ถือว่าเป็นรุ่นพี่แสนดีเหมือนกันมะ? ไม่ถึงกับเทียบมุคาเอดะไม่ได้ขนาดนั้นนะเว้ย!

             เออ พอมันพูดแบบนี้ก็เริ่มตะหงิดขึ้นมานั่นแหละว่าหมอนี่น่าจะชอบมุคาเอดะเกินรุ่นพี่ ตอนที่มุคาเอดะพูดเรื่องเป้าหมายความรักของมนุษยชาติว่าไม่ควรกำหนดว่าต้องเป็นผู้หญิงผู้ชายอะไรนั่นก็เลยปลาบปลื้ม ขอโทษครับที่รุ่นพี่คนนี้ไม่ใช่พ่อพระขนาดนั้น!! แถมยังไปแกล้งรุ่นพี่คนโปรดของนายด้วยการเข้าไปกอดแบบนั้น ผิดเองที่เผลอไปเหยียบกับระเบิดในใจของมันเข้า ผสมกับความเมาด้วย มันเลยลุกขึ้นมางอแงระเบิดใส่เขาอย่างที่จับใจความไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าไม่พอใจเรื่องที่เขาไปกอดมุคาเอดะ และร่ายยาวเรื่องความดีของหมอนั่นบอกว่าตัวเองไม่มีวันเทียบได้... คืออะไรวะ? งง

             ประเด็นคือหลังจากนั้น... โดนว่าขนาดนั้นเขาก็เกิดโมโหที่ถูกเปรียบ เทียบขึ้นมา แถมที่กอดมุคาเอดะไปมันก็ไม่มีอะไรเลย ไม่เชื่อก็ลองดู... เขากอดใครก็ได้ ไม่รู้สึกอะไรเลยสักกะนิด

             ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่แล้วทำไมมันถึงเสือกไม่หนีวะ...? เขาเองก็ไม่ได้เมา แต่ไม่ได้หมายความว่าใครจะมาทำหน้าแบบนั้นใส่แล้วปล่อยผ่านโดยไม่รู้สึกอะไรด้วยได้นะ ไม่ใช่พระโพธิสัตว์นะโว้ยยย...

             นาคากุจิสะดุ้งเพราะเสียงกุกกักที่ดังมาจากห้องข้างๆ พอหันมองแล้วก็ต้องตกใจตัวเองเพราะตรงกับระดับสายตาเป็นป้ายห้องทำงานของแผนกพัฒนาบุคคลากรที่เพื่อนสังกัดอยู่ นี่เขาคิดเพ้อเจ้อจนเดินเพลินขึ้นมาอีกชั้น แล้วก็มาถึงแผนกนี้โดยไม่รู้ตัวเลยเหรอ... แล้วทำไมไฟถึงยังเปิดอยู่ หรือมีคนในแผนกนี้อยู่ทำโอทีเหมือนกัน?

             ดวงตาสบกับคนในห้องอย่างไม่ตั้งใจ ทำอีกคนตกใจไปด้วยโดยอัตโนมัติ คิ้วของนาคากุจิเลิกขึ้นนิดๆ ยืนนิ่งมองยะจิมะที่เหลือเพียงคนเดียวในห้อง กำลังมองเขาอย่างตกใจพลางถอยตัวออกห่างจากหน้าโต๊ะตัวที่ยืนอยู่ นาคากุจิไม่ต้องเช็คตำแหน่ง ก็รู้ได้ทันทีว่าโต๊ะตัวนั้นเป็นของเพื่อน

             “ยะจิมะ...?” นาคากุจิขมวดคิ้ว ไม่ค่อยอยากจะคิดอะไรมาก แต่ภาพรุ่นน้องที่ยืนหน้าโต๊ะเพื่อนคนเดียวในเวลาแบบนี้ ก็ทำให้สงสัยจนอดถามไม่ได้

             “นายมาทำอะไรที่โต๊ะมุคาเอดะน่ะ?”

             นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบอะไรแล้ว คนในห้องยังรีบคว้ากระเป๋าก้าวสวนออกมาพรวดพราดอย่างที่นาคากุจิหลบไม่ทัน โดนชนไหล่กระเด็นถอยไปสองก้าว กว่านาคากุจิจะตั้งตัวได้ ห้องทำงานแผนกเพื่อนก็ปิดไฟเรียบร้อย และแผ่นหลังรุ่นน้องก็หายไปแล้วตรงสุดระเบียงมืด...

 

             “ของหาย?”  

             มุคาเอดะทวนโทรศัพท์พลางทำท่านึก ในขณะที่คนขับข้างๆ เหลือบมอง ถอยรถเข้าที่จอดในจุดพักรถที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนสมกับเป็นวันหยุดฤดูร้อน มีเสียงเด็กหญิงบนคาร์ซีทที่เบาะหลังร้องเพลงเริงร่า

             “เมื่อวานนี้น่ะเหรอ? ...ไม่มีนี่”

             “นึกดีๆ มีของอะไรหายไปจากโต๊ะบ้างหรือเปล่า? นายบอกเองนี่ว่าพักนี้มีของหายบ่อย” นาคากุจิถามย้ำผ่านโทรศัพท์

             “ไม่มี นายก็รู้ ฉันไม่ค่อยวางของอะไรบนโต๊ะ” มุคาเอดะตอบ ทำหน้าขอโทษโอโตนามิที่นั่งเคาะพวงมาลัยรอ 

             “งั้นพักนี้นายรู้สึกว่ามีใครคอยตามหรือแอบมองบ้างหรือเปล่า?”

             “แอบมอง?” มุคาเอดะทำหน้านึก “...จะว่าไปก็รู้สึกเหมือนกันนะว่าพักนี้รู้สึกเหมือนมีสายตาคนมองอยู่”

             “จิงดิ! ถ้าที่นายโดนมันไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นสตอล์กเกอร์ล่ะ?!”

             “สตอล์กเกอร์?”

             โอโตนามิเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำทวน ยื่นมือไปกดปุ่มสปีคเกอร์ที่หน้าจอโทรศัพท์ของมุคาเอดะเงียบๆ

             “ใช่ เช่นมีใครสักคนที่ชอบนายมากๆ กำลังตามนายอยู่”

             “...พูดบ้าๆ จะมีได้ยังไง”

             “แต่ของใช้ส่วนตัวนายก็หายไปไม่ใช่เหรอ? อาจจะมีใครสักคนที่หลงใหลได้ปลื้มนายขนาดอยากได้ของของนายเอาไปนั่งดูที่บ้านก็ได้นะ”

             “ใครจะทำอะไรน่าขยะแขยงอย่างนั้นหา...”

             “แล้วฉันลองมานึกๆ ดูแล้วนะ การที่เอกสารเข้าประชุมถูกทำลายแบบนั้น มันอาจจะเป็นการเรียกร้องความสนใจของใครบางคนที่อยากให้นายไปพึ่งก็ได้”

             “พึ่ง? เรื่องทำเอกสารเนี่ยนะ?”

             “ใช่ไง ต้องเป็นคนในแผนกเดียวกันที่รู้อยู่แล้วว่าถ้านายมีปัญหาก็ไปขอให้เขาช่วยได้” นาคากุจิทำเสียงเครียด “ตอนนี้นายอยู่ที่ห้องหรือเปล่า ฉันไปหาได้ไหม?”

             “เอ่อ...” มุคาเอดะมองสีหน้านิ่งขรึมของโอโตนามิ “พอดีวันนี้ไม่อยู่ที่ห้องน่ะ มีอะไรบอกทางนี้เลยก็ได้”

             “ไม่อยากพูดทางโทรศัพท์น่ะ มันเรื่องสำคัญนะ นายจะเจอฉันได้เมื่อไหร่?”

             “พรุ่งนี้ค่ำๆ” มุคาเอดะตอบ “เดี๋ยวตอนใกล้จะกลับถึงร้านแล้วฉันจะเมสเสจบอกอีกที”

             “โอเค นายระวังตัวด้วยนะ”

             มุคาเอดะขมวดคิ้วมองโทรศัพท์ก่อนจะกดตัดสาย นึกว่าจะได้เปิดประตูลงไปเข้าห้องน้ำกับแวะซื้อของที่จุดพักรถแล้ว แต่หันไปเจอสายตาคาด คั้นของอีกคนจ้องอยู่...

             “อะไรคือสตอล์กเกอร์? นายมีปัญหาอะไรที่ทำงานเหรอ?”

             “ไม่มีครับ”

             ได้ยินอยู่เมื่อกี้ยังมีหน้ามาเถียง! // โอโตนามิ 

             “แค่เมื่อวันก่อนมีเอกสารโดนทำลายนิดหน่อย แล้วก็รู้สึกว่ามีของหายบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงหรอกครับ” มุคาเอดะถอนหายใจพลางเปิดประตูรถออก โอโตนามิก็เลยต้องเปิดประตูตามไปอย่างช่วยไม่ได้ เด็กหญิงข้างหลังก็เริ่มจะงอแงแล้วด้วย

             “แต่นาคากุจิพูดเหมือนรู้นะว่าเป็นฝีมือของใคร” โอโตนามิพูดต่อ ปล่อยมิสุเอะลงจากที่นั่งเด็กแล้วจูงไปทางร้านค้าที่เต็มไปด้วยฝูงคน

             “หมอนั่นก็พูดไปเรื่อย ไม่ต้องไปสนหรอกครับ”

             “จะไม่ให้สนได้ไง มีคนมาบอกว่านายโดนคนในบริษัทแอบสตอล์กน่ะ ถ้ามีคนแอบชอบหรือหลงใหลได้ปลื้มอย่างที่เพื่อนนายบอก จะให้ฉันอยู่เฉยๆ ได้ยังไงฮึ?”

             “ไม่น่าจะมีนะครับ พักนี้คุณนานามิชอบมาหาตอนพักกลางวัน บางทีก็มาลากไปกินข้าวที่ห้องอาหารพนักงานด้วย กลัวแต่คนจะเข้าใจผิดอย่างอื่นมากกว่า”

             “...นายจะพูดให้สบายใจหรือจะให้ห่วงกว่าเดิมน่ะหา”

             มุคาเอดะส่งยิ้มเล็กๆ เปลี่ยนเรื่องพูดเพราะลูกสาวกระตุกแขน

             “ปะป๊า มิสุเอะจะกินน้ำแข็งไส”

             “มันจะเลอะมือหรือเปล่าน่ะ...”

             “ไม่เห็นเป็นไร มือเลอะก็แค่ไปล้าง” โอโตนามิตอบแทน สอดมือจูงเด็กหญิงไปเข้าแถว นี่ก็แพ้ทางตลอด... // มุคาเอดะ 

             “มิสุเอะจังจะเอารสอะไรน่ะฮึ?”

             “สตรอว์เบอร์รี่!”

             “คุณนานามิก็ไม่เชื่อนะว่าคุณชินมีแฟน” มุคาเอดะก้าวไปยืนข้างๆ บ่นด้วยเสียงเบา “วันก่อนยังบอกว่าคุณชินน่าจะหลอกพวกเราว่ามีแฟน จริงๆ น่าจะเป็นแผนไม่อยากให้ผู้หญิงเข้าใกล้ของคุณชินมากกว่า”

             “ฉันดูเหมือนไม่มีใครขนาดนั้นเลยเหรอ” โอโตนามิหัวเราะ

             “คนไม่เชื่อก็คงไม่เชื่อมั้ง คุณชินไม่มีอะไรต่างไปจากปกตินี่”

             “ใส่แหวนกันมะ?”

             “...เพิ่งปาทิ้งไปเมื่อไม่นานเอง”

             คนฟังขำพรืด

             “สงสัยคงต้องแพรมๆ ข้อมูลบ้าง ปล่อยออร่าว่ามีแฟน คุณนานามิจะได้รู้สึกถึงเงาของนายข้างหลังว่าไหม?”

             “แค่ทำให้เชื่อว่ามีจริงๆ ก็พอมั้งครับ... ว่าแต่เราจะถึงทะเลกี่โมง?”

             “ก็คงเกือบเที่ยง ไปถึงก็ลงทะเลได้เลย นายพักไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันพามิสุเอะจังไปปล่อยพลังในทะเล ให้เล่นจนหนำใจ คืนนี้จะได้นอนเร็วๆ”

             “รู้สึกช่วงนี้จะอัพสกิลในการเอาเด็กเข้านอนรัวเลยนะครับ...”

             “แน่นอน อีกหน่อยจะสะกดจิตเด็กได้แล้ว”

             “แล้วถ้าคนพาเด็กไปปล่อยพลังหมดพลังไปด้วยล่ะ? หลับไปก็ไม่ปลุกนะครับ”

             “แน่ะ โทโอรุคุงกลัวจะไม่เหลือพลังไปทำอะไรเหรอ?” เหล่มองพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม คนตอบก็เลยทำสายตาดูแคลน

             “มิสุเอะก็ไม่หมดพลังง่ายๆ หรอกนะ”

             “จะดูถูกกันเกินไปแล้ว นายอย่าหลับก่อนแล้วกัน ถ้านายหลับฉันปลุกนะ”

             “เดี๋ยวก็ขับรถกลับไม่ไหวหรอก”

             “ถึงได้ให้กุญแจสำรองนายไง”

             “แต่อาจจะเดินไปขึ้นรถไม่ได้ก็ได้นี่นา”

             “อะหือ ปรานีกันบ้างครับ คุณมุคาเอดะ”

             มุคาเอดะขำ ยกมือถือขึ้นดูเพราะเสียงเตือนเมสเสจเข้า แล้วก็ต้องเลิกคิ้วเพราะเห็นเป็นชื่อยะจิมะ โอโตนามิก็เลยเห็นข้อความด้วย

             `รุ่นพี่มุคาเอดะครับ มีเรื่องอยากจะปรึกษาครับ วันนี้ไปหาที่ร้านคุณโอโตนามิได้ไหมครับ`

             “...ทำไมจู่ๆ นายก็ฮอตขึ้นมาน่ะเฮอะ?” โอโตนามิถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ

             “ไม่รู้เหมือนกัน” มุคาเอดะยักไหล่ “แต่น่าจะเพราะนาคากุจิกับยะจิมะทะเลาะกันอยู่น่ะครับ ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร” มือพิมพ์ตอบ

             `ตอนนี้ไม่อยู่ที่ห้อง แต่จะกลับพรุ่งนี้ค่ำๆ เดี๋ยวจะเมสเสจบอกอีกทีนะ`

             “เดี๋ยวๆ” โอโตนามิท้วง “เมื่อกี้นายก็นัดนาคากุจิให้มาหาที่ร้านตอนค่ำๆ ไม่ใช่เหรอ?”

             “ใช่ครับ กะว่าจะได้ช่วยเคลียร์เรื่องที่ทะเลาะกันอยู่ด้วยไงครับ”

             “เอางั้นเหรอ...?”

             โอโตนามิสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี แต่เพราะถึงคิวสั่งน้ำแข็งไสพอดี ก็เลยต้องหันไปเลือก แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

             

             คิโกะดูดน้ำสตอรว์เบอร์รี่ปั่นจนหมดแก้ว มองนานามิที่นั่งถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อย พลางไถมือถือไปมาด้วยท่าทางซังกะตายที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนการสักอย่าง

             ตอนได้ยินจากคิโกะว่าคุณชินจะปิดร้านเสาร์อาทิตย์นี้ เธอก็รีบนัดกับแม่เด็กสาวเป็นดิบดีว่าจะมาเฝ้าจับตาดูว่าแฟนคุณชินจะมาหาที่ร้านตอนไหน ทั้งเธอและคิโกะต่างก็ฟันธงว่ามันน่าสงสัยขนาดนี้ คุณชินต้องนัดใครมาที่ร้านแน่ๆ

             แต่พอมาถึงตามเวลานัดแล้วแอบส่องกันจากหัวสะพาน ก็เพิ่งฉุกคิดได้ว่ารถชายหนุ่มไม่อยู่ แปลว่าน่าจะออกไปไหนตั้งแต่เช้า... พวกเธอยืนตบยุงรอเป็นชั่วโมงแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับ ตอนแรกก็ไม่ยอมรับหรอกว่าแผนแอบส่องหาตัวแฟนของมาสเตอร์นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า จนคิโกะบอกให้ตัดใจก่อน แล้วก็ลากมานั่งกินสปาร์เก็ตตี้แถวร้านในสถานีนี่แหละ

             “ไม่อยากเชื่อเลย คุณชินจะมีแฟนจริงๆ เหรอ ไม่ใช่แค่หลอกให้พวกสาวๆ ตายใจหรอกเหรอ ดูยังไงก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครเลย คิโกะจังก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนใช่ไหม?” นานามิบ่นด้วยเสียงท้อ เอาส้อมม้วนเส้นสปาร์เกตตี้เข้าปาก

             “ก็ไม่เคยได้ยินจริงๆ ค่ะคุณนานามิ ถ้าพูดถึงพวกผู้ชายที่มาที่ร้าน คนที่ดูจะเป็นสเปคมาสเตอร์ก็คือ... อือ... ไม่มี” คิโกะพยายามเค้นหน้าลูกค้าออก มาทีละคน

             “ใช่มะ? เดี๋ยวๆ แล้วจะพูดถึงผู้ชายที่มาที่ร้านทำไม?” นานามิท้วง

             คิโกะทำตาปริบๆ

             “อ้าว ก็คุณนานามิโวยวายเรื่องที่มาสเตอร์มีแฟนไม่ใช่เหรอคะ”

             “ก็ใช่น่ะสิ”

             “แปลว่าไม่รู้เหรอคะ? คือถ้ามาสเตอร์มีแฟน ก็ต้องเป็นผู้ชายหน้าสวยๆ ดูใจเย็นเรียบร้อยอย่างคุณมุคาเอดะเขาอะไรอย่างนี้สิ คนแบบนั้นถึงจะเป็นสเปคมาสเตอร์เขาไม่ใช่เหรอ?”

             “ห้ะ?”

             หญิงสาวขมวดคิ้ว มองด้วยสีหน้าพิกลเหมือนกำลังตำหนิอีกคนว่าพูดบ้าอะไร แต่เพราะกำลังเลื่อนดูรูปในมือถืออยู่ไปมา ก็เลยฟังบ้างไม่ฟังบ้าง

             นิ้วเรียวหยุดตรงหน้ารูปน้ำแข็งไสราดซอสตอรว์เบอรี่สีแดงน่าอร่อยที่โพสต์ด้วยชื่อไอดีของโอโตนามิ นานามิรีบกดดูที่รูป อ่านคำบรรยายของชายหนุ่มที่ระบุว่ามาเดทแบบค้างคืนครั้งแรกพร้อมใส่รูปหัวใจแล้วก็หน้าบึ้ง แอบเห็นมือเนียนของคนในรูปที่กำลังตักน้ำแข็งไส แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่มือมาสเตอร์ของเธอแน่ๆ

             “ไปกับแฟนจริงด้วย แถมดูเหมือนจะไปเที่ยวแบบค้างคืน มิน่าถึงปิดร้านตั้งสองวัน” นานามิบ่น เลื่อนดูรูปอื่นๆ ที่ชายหนุ่มโพสต์ มีทั้งวิวทะเล อาหาร น่ากิน ห้องพักกว้างขวาง ครีมทากันแดด และวิวสวยๆ จากระเบียงห้อง เห็นถึงขนาดนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

             “ลองแบบนี้ก็ไม่ใช่โกหกแล้วมั้งคะ ใครจะไปเที่ยวคนเดียวในที่แบบนี้ นี่มันไปกับแฟนชัดๆ มาสเตอร์ดูลัลล้าเชียวว่าไหม โพสต์รูปติดๆ กันทุกช็อตเหมือนจะอวดเลย ฮะ ฮะ” คิโกะหัวเราะ เปิดมือถือดูบ้าง นานามิทำหน้างอ เลื่อนดูรูปอื่นๆ ต่อ แล้วก็ทำหน้างงเลิกคิ้วเล็กๆ ถึงกับต้องเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูปข้างบนใหม่เพราะเห็นรูปน้ำแข็งไสแบบเดียวกับที่โพสต์ในไอดีของเจ้าของร้านกาแฟเมื่อครู่ แต่เป็นคนละมุม

             ชื่อคนโพสต์ก็ไม่ใช่...

             นี่มันไม่ใช่ไอดีของมาสเตอร์ เป็นชื่อของมุคาเอดะ

             นานามิทำตาปริบๆ กดเข้าไปดูรูปอื่นๆ ในไอดีของชายหนุ่ม แล้วก็นิ่งอึ้งไปกับรูปวิวทะเล อาหารแบบถ่ายมาจากจานเดียวกันกับในไอดีของอีกคน ห้องพัก วิวระเบียง กระทั่งครีมกันแดดก็ยังยี่ห้อเดียวกันเป๊ะๆ

             เอ๊ะ..............? 

             “คิ คิ คิโกะจัง เมื่อกี้บอกว่าใครเป็นสเปคคุณชินนะ?”

             นานามิทำตาโตเลิ่กลั่ก ถามไปเสียงก็สั่น...

 

To be continue

MEB E-book ID : Hanabidou

ความคิดเห็น