facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 99 แต่งมั่วซั่ว / ตอนที่ 100 อยากเรียนวาดรูป

ชื่อตอน : ตอนที่ 99 แต่งมั่วซั่ว / ตอนที่ 100 อยากเรียนวาดรูป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2563 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 99 แต่งมั่วซั่ว / ตอนที่ 100 อยากเรียนวาดรูป
แบบอักษร

ตอนที่ 99 แต่งมั่วซั่ว 

อู่เหมยกัดปากกาพลางมองสมุดเลคเชอร์ จำนวนแปดร้อยตัวอักษรขึ้นไป ทั้งยังต้องเขียนด้วยความรู้สึกที่แท้จริง แล้วก็มีห้าสำนวนขึ้นไป นี่เขียนเรียงความหรือว่าเขียนรายงานกันเนี่ย  

การเขียนเรียงความไม่ใช่เขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน แสดงฝีมืออย่างอิสระหรอกหรือ กำหนดเสียตายตัวแบบนี้ ไม่เขียนออกมาเหมือนกันหมดหรือไงนะ  

อู่เหมยถอนหายใจ แล้วเริ่มลงมือเขียน เธอพยายามเขียนตัวบรรจงให้มากที่สุด เพราะอู่เจิ้งซือไม่ชอบลายมือหวัด 

ในที่สุดอู่เหมยก็เขียนเรียงความเสร็จก่อนมื้อเย็น ช่วงเริ่มต้นค่อนข้างยากนิดหน่อย แต่พอหลังๆ เขียนได้ไหลลื่นขึ้นก็ง่ายขึ้นเยอะเลย เธอเขียนยาวเหยียดสองหน้ากว่า หากไม่ใช่เพราะเธอกลัวอู่เจิ้งซือสงสัย เธอยังเขียนได้อีกตั้งหลายหน้าแน่ะ!  

“พ่อคะ หนูเขียนเรียงความเสร็จแล้วค่ะ”  

อู่เหมยยื่นสมุดเรียงความให้อู่เจิ้งซือ อู่เจิ้งซือเปิดสมุดโดยที่ไม่ได้พูดอะไร คิ้วเขาไม่กระดิกเลย เธอดูไม่ออกว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่ อู่เหมยมองเขาด้วยความตึงเครียด เธอกลัวว่าที่อู่เจิ้งซือขมวดคิ้วนั้นจะหมายถึงอู่เจิ้งซือไม่พอใจเรียงความของเธอ 

อู่เจิ้งซือใช้เวลาเพียงไม่นานก็อ่านเสร็จเรียบร้อย ในดวงตาเขาฉายแววประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่เขาตรวจดูการบ้านของอู่เหมย เขาไม่รู้เลยว่าฝีมือการเขียนของอู่เหมยเป็นอย่างไรบ้าง แต่ดูจากเรียงความบทนี้แล้ว ฝีมือการเขียนของอู่เหมยนับว่าใช้ได้ ไม่สิ น่าจะเรียกว่าดีทีเดียว  

“นี่ลูกเขียนเองเหรอ” อู่เจิ้งซือถามเสียงทุ้ม  

อู่เหมยรู้สึกห่อเหี่ยว เธอพยักหน้าและตอบว่า “หนูเขียนเองค่ะ”  

“ไปหยิบเรียงความเก่าๆ ของลูกมาให้พ่อดูหน่อยสิ” อู่เจิ้งซือสั่ง  

อู่เหมยไม่เข้าใจว่าเขาต้องการทำอะไรกันแน่ เธอได้แต่กลับเข้าห้องไปหาสมุดเรียงความเล่มเก่าๆ มา อู่เจิ้งซือเปิดดูไปเรื่อยๆ อาจารย์ให้แค่สามดาว เรียงความบทอื่นก็ได้สามดาวเสียเป็นส่วนใหญ่ มีสี่ดาวน้อยมาก ส่วนห้าดาวนั้นไม่มีเลย  

เขาลองอ่านดูคร่าวๆ อาจารย์เขียนวิจารณ์ได้ถูกต้องเหมาะสม และไม่ได้ให้ดาวน้อยไป เรียงความเหล่านี้ของอู่เหมยดูธรรมดาไม่น่าสนใจเหมือนกับน้ำเปล่า นอกจากนี้ปริมาณคำศัพท์ก็น้อยมาก ทั้งบทใช้สำนวนแค่ไม่กี่สำนวน ไร้ซึ่งความโดดเด่น การที่อาจารย์ให้สามดาวคงจะเห็นแก่ที่ลายมือเธอเป็นระเบียบเรียบร้อย  

ทว่าบันทึกการท่องเที่ยวบทนี้กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง สำนวนการเขียนช่ำชอง คำศัพท์และประโยคสวยๆ ก็มีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบรรยายทิวทัศน์ พวกไวยากรณ์อย่างบุคลาธิษฐาน การเปรียบเทียบด้วยโครงสร้างคู่ขนาน การอุปมาอุปไมย และคำอุทานล้วนมีทั้งสิ้น อู่เหมยเขียนได้น่าประทับใจมาก พอที่จะนับได้ว่าเป็นงานเขียนที่ดี แต่พัฒนาแบบก้าวกระโดดไปหน่อยละมั้ง  

“นี่ลูกเขียนเองจริงๆ เหรอ” เสียงของอู่เจิ้งซือฟังดูเข้มขึ้นไม่น้อย  

อู่เหมยตื่นตกใจ แย่แล้ว เขียนเพลินไปหน่อยจนลืมมาตรฐานสมัยก่อนของตัวเอง มิน่าล่ะอู่เจิ้งซือถึงสงสัย  

“หนูเขียนเองค่ะ เพราะสิ่งที่เขียนวันนี้เป็นเหตุการณ์จริง หนูก็เลยเขียนได้ไหลลื่นเป็นพิเศษ มีหลายประโยคที่เขียนออกมาได้โดยอัตโนมัติ เรียงความเก่าพวกนั้นหนูแต่งขึ้นมั่วๆ ก็เลยเขียนได้ไม่ไหลลื่นค่ะ” อู่เหมยอธิบาย  

อู่เจิ้งซือเชื่อคำอธิบายนี้ เดิมทีการเขียนเรียงความจะต้องเน้นความรู้สึกที่แท้จริงอยู่แล้ว วันนี้อู่เหมยได้ไปเที่ยวที่เฟิ่งหวงซาน เธอเขียนด้วยความรู้สึกที่แท้จริงจริงๆ แต่...  

“อันนี้ลูกก็แต่งขึ้นมั่วๆ เหรอ”  

อู่เจิ้งซือเปิดไปเรื่อยๆ จนไปเจอเรียงความบทหนึ่งในสมุดเรียงความเก่า หัวข้อคือ “คุณพ่อของฉัน” บทนี้ก็ได้สามดาวเช่นกัน เขียนชื่นชมอู่เจิ้งซือทั้งบทเลย ขาดก็แต่ไม่ได้ชมจนตัวเขาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า อู่เจิ้งซือทนอ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกพอใจมากอยู่ดี แต่ลูกสาวคนเล็กกลับบอกว่าแต่งมั่วๆ อย่างนั้นเหรอ  

อู่เหมยมองไปตามนิ้วมือของอู่เจิ้งซือแล้วก็เห็นหัวข้อเรียงความ เธอตื่นตกใจอีกครั้ง แล้วรีบพูดว่า “นั่น...นั่นไม่ได้เขียนมั่วๆ ค่ะ นั่น...”  

เธอไม่อาจพูดต่อไปได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่อาจจบลงด้วยดีได้ เธอได้แต่หุบปากแล้วก้มหน้าแสร้งตาย โชคดีที่อู่เจิ้งซืออารมณ์ดีทีเดียว เขาไม่ได้คาดคั้นเธอ มือขนาดใหญ่โบกให้เธอไปได้  

“ต่อไปจะต้องเอาเรียงความที่เขียนมาให้พ่อดูทั้งหมดนะ”  

อู่เหมยเพิ่งจะโล่งอกแต่แล้วก็กลับตึงเครียดขึ้นมาอีก หนังศีรษะชาไปหมด เธอขานรับอย่างว่านอนสอนง่าย ทว่าโอดครวญอยู่ในใจ 

 

ตอนที่ 100 อยากเรียนวาดรูป 

มื้อเย็นมีอาหารมากมายเต็มโต๊ะ มีทั้งปลาผัดซอสแดง ต้มจืดฟักใส่กระดูกหมู มะเขือเทศผัดไข่ แล้วก็ผัดผักกวางตุ้ง กับข้าวสามอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง มีกับข้าวมากกว่าปกติหนึ่งอย่าง นานๆ ทีเหอปี้อวิ๋นจะโชว์ฝีมือเต็มที่  

อู่เหมยปีนเขามาทั้งวัน ท้องก็เลยหิวตั้งนานแล้ว เธอรินต้มจืดกระดูกหมูใส่ในข้าวและกินอย่างเอร็ดอร่อยมาก ส่วนอู่เยวี่ยกวาดตามองไปรอบๆ แล้วคีบกระดูกหมูหนึ่งชิ้นใส่ในชามของอู่เหมย เธอพูดเสียงนุ่มนวลว่า “เหมยเหมยกินกระดูกหมูสิ วันนี้ไปปีนเขามาคงจะเหนื่อยมากเลยใช่มั้ย”  

อู่เหมยมองดูกระดูกหมูชิ้นนั้นด้วยความรังเกียจ อู่เยวี่ยเจ้าพี่สารเลวคนนี้คิดจะทำอะไรของเขาอีก  

“พี่เองก็กินปลาด้วยสิ”  

อู่เหมยจงใจคีบเนื้อปลาส่วนหลังใส่ในชามอู่เยวี่ยและยิ้มหวานให้ แต่ตาเธอไม่ได้ยิ้มด้วย อู่เยวี่ยเองก็เช่นกัน  

อู่เหมยเจ้าน้องบ้า รู้ทั้งรู้ว่าเธอไม่ชอบนั่งเขี่ยก้าง แล้วยังจะจงใจคีบเนื้อปลาส่วนหลังให้ น่าเกลียดจริงๆ! 

“พี่กินปลาเยอะๆ นะคะ สอบประจำเดือนได้คะแนนดีๆ จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่” อู่เหมยคีบเนื้อปลาส่วนหลังชิ้นใหญ่ใส่ในชามอู่เยวี่ยอีก เธอยิ้มหวานหยดย้อยยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ถ้าก้างปลาไม่ติดคอตายก็ให้สะอิดสะเอียนตายไปเลย พี่สารเลว!  

“ขอบใจนะเหมยเหมย”  

อู่เยวี่ยโมโหจนกินไม่ลง ก้างปลาเยอะขนาดนี้แล้วเธอจะกินข้าวอย่างไรล่ะ อู่เหมยจงใจทำชัดๆ เมื่อก่อนเธอดูถูกเจ้าเด็กบ้านี่เกินไป!  

อู่เหมยยิ้มแย้ม แล้วคีบเนื้อปลาส่วนท้องชิ้นใหญ่ให้ตัวเอง อู่เหมยมองยั่วอู่เยวี่ยหนึ่งที จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินคำใหญ่ ปลากับเนื้อหมูสมัยนี้ล้วนแต่เป็นเนื้ออินทรีย์ที่ไร้สารปรุงแต่งสังเคราะห์ใดๆ ต่อให้ฝีมือทำอาหารของเหอปี้อวิ๋นไม่ค่อยดี แต่รสชาติก็ยังคงอร่อยเลิศเหมือนเดิม อร่อยกว่าอาหารภัตตาคารในยุคหลังเสียอีก  

อู่เจิ้งซือมีสีหน้าปลาบปลื้ม เขาพอใจมากที่เห็นอู่เหมยกับอู่เยวี่ยแสดงความรักใคร่ปรองดองกัน ในครอบครัวจะต้องรักใคร่กลมเกลียวกันไม่ใช่เหรอ ในที่สุดก็กลับมาเงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกครั้ง  

แต่เหอปี้อวิ๋นกลับไม่ได้อารมณ์ดี อู่เหมยเจ้าเด็กบ้าจงใจชัดๆ รู้ทั้งรู้ว่าคราวก่อนเยวี่ยเยวี่ยก้างปลาติดคอ แล้วยังจะคีบเนื้อปลาส่วนหลังให้ตั้งเยอะแยะ เจ้าเด็กบ้ามันกวนโอ๊ยนัก ไว้อีกสักพักค่อยมาจัดการเธอ  

“เยวี่ยเยวี่ยกินนี่สิ”  

เหอปี้อวิ๋นข่มความโกรธเอาไว้ เธอคีบเนื้อปลาในชามอู่เยวี่ยมาใส่ในชามตัวเอง แล้วคีบเนื้อปลาส่วนท้องชิ้นใหญ่ให้เธอ อู่เหมยขี้เกียจที่จะสนใจสองแม่ลูกคู่นี้ เธอกลับมาแทะกระดูกหมูอย่างเอร็ดอร่อย กระดูกหมูตุ๋นได้เปื่อยยุ่ยมาก ไม่ต้องเคี้ยวมากเท่าไร เธอแทะกระดูกเสียจนเกลี้ยงเกลา  

“พ่อคะ หนูอยากไปเรียนวาดรูปค่ะ” อู่เหมยลังเลอยู่นาน แต่ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าพูดออกมา  

ในด้านการเรียนเธอไม่อาจไล่ตามอู่เยวี่ยได้ทัน คนอย่างเธอสอบได้หกสิบคะแนนก็นับว่าสุดยอดแล้ว แต่อู่เยวี่ยไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าเก้าสิบคะแนนเลยสักวิชา ต่อให้เธอขี่กงล้อไฟก็ตามไม่ทัน  

หากเธอต้องการที่จะโดดเด่นคงได้แต่มองหาวิธีอื่น อู่เยวี่ยไม่มีความสามารถทางด้านศิลปะและวรรณกรรม ถึงแม้เหอปี้อวิ๋นมักจะพูดโอ้อวดให้คนอื่นฟังอยู่บ่อยๆ ว่าอู่เยวี่ยได้เข้าร่วมกิจกรรมของทางโรงเรียนทุกครั้ง แต่นั่นก็แค่เพราะคุณครูเห็นแก่ที่อู่เยวี่ยผลการเรียนดีแล้วก็หน้าตาใช้ได้เท่านั้น คุณครูถึงได้สนับสนุนส่งเสริมอู่เยวี่ย 

อีกอย่างการแสดงของทางโรงเรียนในสมัยนี้ก็ไม่ต้องใช้ฝีมือสักเท่าไร คนที่ร้องเพลงเพี้ยนและเต้นแข็งทื่ออย่างอู่เยวี่ยนั้นแสดงได้อยู่แล้ว นอกจากนี้เธอยังวาดรูปไม่ได้เรื่องด้วย ความสามารถพิเศษเพียงหนึ่งเดียวของอู่เยวี่ยก็คงจะเป็นการเรียนหนังสือนี่แหละ แน่นอนว่าขอแค่มีความสามารถพิเศษอันนี้ก็เพียงพอแล้ว  

ตอนนี้ในสมัยนี้พวกร้องเพลงวาดรูปเต้นรำคือสิ่งที่พวกผู้ใหญ่เรียกว่าอบายมุข ส่วนพวกวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์และเคมีถึงจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  

อู่เหมยรู้สึกว่าตัวเธอมีพรสวรรค์ด้านอบายมุขเหล่านี้อยู่นิดหน่อย ชาติก่อนเธอเคยไปร้องคาราโอเกะอยู่สองสามครั้ง คนที่ได้ยินต่างก็พูดว่าเธอร้องเพลงเพราะ ส่วนห้องโถงเต้นรำนั้นเธอไม่เคยไป แต่เธอดูทีวีแล้วเต้นตามอยู่ที่บ้านบ่อยๆ เธอรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น เรื่องวาดรูปยิ่งไม่ต้องพูดถึง นี่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่อู่เหมยมั่นใจที่สุด  

เพราะฉะนั้นเธอถึงอยากจะเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เอาชนะอู่เยวี่ยในเรื่องอื่น หากจะเรียนร้องเพลงเต้นรำ อู่เจิ้งซือยิ่งไม่มีทางเห็นด้วย แต่เรียนวาดรูปยังพอจะมีความเป็นไปได้บ้าง  

อู่เจิ้งซือวางตะเกียบลงแล้วจ้องมองลูกสาวคนเล็ก บนภูเขาวันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นรูปที่อู่เหมยวาด เขาเองก็ค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกัน เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าอู่เหมยไม่เคยเรียนวาดรูปด้านนี้โดยเฉพาะ เช่นนั้นก็แสดงว่าเธอเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่มีครูสอนชี้แนะ เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ทีเดียว  

“เรียนวาดรูปอะไรกัน วาดรูปมันกินแทนข้าวได้เหรอไง ฉันไม่เห็นด้วย” เหอปี้อวิ๋นตีหน้าขรึมพลางตวาด 

ความคิดเห็น