facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 89 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม / ตอนที่ 90 ความคิดของอู่เยวี่ย

ชื่อตอน : ตอนที่ 89 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม / ตอนที่ 90 ความคิดของอู่เยวี่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2563 10:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 89 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม / ตอนที่ 90 ความคิดของอู่เยวี่ย
แบบอักษร

ตอนที่ 89 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม 

อู่เจิ้งซือเห็นทางนี้มีคนยืนออกันมากมายจึงเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้ แล้วก็เห็นทุกคนต่างชี้มือชี้ไม้ไปบนพื้น ซึ่งคนที่นั่งยองอยู่ตรงกลางก็คืออู่เหมย อู่เจิ้งซืออดมองไปที่พื้นไม่ได้ แล้วเขาก็ประหลาดใจเมื่อเห็นรูปลิงที่น่ารักเหล่านั้น  

“รูปลิงพวกนี้ใครเป็นคนวาด”  

“อาจารย์อู่ เหมยเหมยเป็นคนวาดครับ วาดได้ไม่เลวเลยใช่มั้ยครับ” เหมยซูหานยิ้มพลางพูด  

อู่เจิ้งซือประหลาดใจ แล้วอดซักถามไม่ได้ว่า “เหมยเหมยเป็นคนวาดจริงๆ เหรอ”  

อู่เชาแย่งตอบ “อารอง เหมยเหมยเป็นคนวาดครับ ผมเห็นเธอวาดกับตาเลยครับ”  

อู่เหมยตึงเครียดจนตัวเกร็ง เธอตั้งตารอฟังคำพูดต่อจากนี้ของอู่เจิ้งซือ เธออยากจะได้ยินคำพูดให้กำลังใจจากปากของอู่เจิ้งซือเหลือเกิน แม้จะเป็นแค่การยอมรับเล็กๆ น้อยๆ ก็พอใจแล้ว  

สมัยเป็นหนุ่มอู่เจิ้งซือเคยเรียนวาดภาพทิวทัศน์ แต่เพียงไม่นานเขาก็เลิกเรียน เขาจะต้องทุ่มเทเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับเรื่องที่สำคัญ แน่นอนว่าการวาดรูปเป็นเรื่องที่ดี มันช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้ แต่ปัญหาคือการวาดรูปสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้หรือเปล่า  

ไม่ได้!  

น่าจะพูดว่าจิตรกรส่วนใหญ่ล้วนไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจิตรกรที่ยังมีชีวิตอยู่คนไหนบ้างที่มีชีวิตที่ร่ำรวยมั่งคั่ง  

น้อยมาก น้อยสุดๆ จิตรกรส่วนใหญ่ล้วนมีชีวิตที่ยากจน แต่หลังจากที่เสียชีวิตลงภาพวาดของพวกเขากลับโด่งดังอย่างมาก และแม้กระทั่งขายได้ราคาสูงลิ่ว ตัวอย่างที่เป็นต้นแบบที่สุดก็คือวินเซนต์ แวนโก๊ะ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่ขนมปังเหม็นหืนที่ทาสีก็ซื้อไม่ไหว แต่หลังจากเสียชีวิตลงแค่ภาพดอกทานตะวันภาพเดียวก็พอให้เขาซื้อขนมปังเหม็นหืนได้เป็นหมื่นๆ ตัน  

เขาไม่อยากที่จะมีชีวิตแบบนี้ คนตายไปแล้ว ต่อให้ได้รับชื่อเสียงเงินทองมากแค่ไหน เขาก็ไม่รับรู้แล้ว แทนที่จะมีหน้ามีตาหลังจากเสียชีวิต สู้มีชีวิตอย่างมีเกียรติดีกว่า  

อู่เจิ้งซือเห็นแค่แวบเดียวก็รู้ว่าอู่เหมยมีพรสวรรค์ทางด้านวาดรูปทีเดียว ถ้ามีอาจารย์คอยชี้แนะ ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไม่ได้ อย่างไรก็ตามมันไม่แน่ไม่นอน มีคนเรียนวาดรูปเยอะแยะมากมาย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมีน้อยมาก แล้วที่สำคัญที่สุดคือค่าเรียนวาดรูปแพงหูฉี่ หากมองในแง่การลงทุน การเรียนวาดรูปเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก  

ถ้าวาดเล่นยามว่างยังพอได้ แต่จะทำเป็นอาชีพหลักนั้นไม่จำเป็นเลย สำหรับคนธรรมดาๆ อย่างพวกเขา เรื่องเรียนหนังสือต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ  

“อืม วาดได้ไม่เลว แต่หน้าที่หลักของพวกเธอในตอนนี้คือเรียนหนังสือ อย่างไรเสียความชอบก็คือความชอบ ไม่อาจช่วยให้พวกเธอสอบได้คะแนนดี จะต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน” อู่เจิ้งซือพูดเสียงเฉียบขาด แสดงท่าทีความน่าเกรงขามของการเป็นครูประจำชั้น  

ทุกคนต่างแยกย้ายกันทันที ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ออกมาเที่ยว พวกเขาไม่อยากจะมาฟังคุณครูพูดให้โอวาทหรอก อู่เหมยหน้าม่อยคอตก เธอรู้อยู่แล้วเชียวว่าอู่เจิ้งซือต้องพูดแบบนี้  

ในสายตาของเขากับเหอปี้อวิ๋น การเรียนหนังสือถึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง ส่วนวาดรูปร้องเพลงล้วนแล้วแต่เป็นอบายมุข ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดเดียว  

เหยียนหมิงซุ่นขมวดคิ้ว เขาไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอู่เจิ้งซือ สามร้อยหกสิบอาชีพ ทุกอาชีพมีจอหงวน ใครบอกล่ะว่าการวาดรูปจะประสบความสำเร็จไม่ได้  

เขากระซิบที่ข้างหูอู่เหมยว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม การที่จะประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้มีแค่การเรียนหนังสือเพียงทางออกเดียว ถ้าวาดรูปได้เก่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”  

แววตาหม่นหมองของอู่เหมยเป็นประกายอีกครั้ง เธอมองเหยียนหมิงซุ่นอย่างมีความหวังและกระซิบถามว่า “จริงเหรอ เรียนไม่ดีก็ประสบความสำเร็จได้จริงๆ เหรอ”  

เหยียนหมิงซุ่นยิ้มพลางพยักหน้า “แน่นอน อย่างอาจารย์หลัว ครูใหญ่ QH ในตอนนั้น เขาได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ศูนย์คะแนน แล้วก็คุณเฉียนที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาเองก็สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้แค่สิบสี่คะแนน นอกจากนี้ยังมีอาจารย์หลายคนที่เก่งเป็นบางวิชา แต่กลับโดดเด่นมากกว่าคนอื่นๆ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาในการเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นร้อยๆ ปี”  

อู่เหมยตาเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนไม่เคยมีใครบอกเรื่องพวกนี้ให้เธอรู้เลย เธอคิดอยู่เสมอว่าคนที่เรียนไม่ดีควรที่จะตกนรกขุมที่สิบแปด ทำผิดมหันต์จนไม่อาจให้อภัยได้!  

แต่คำพูดของเหยียนหมิงซุ่นได้เปิดหน้าต่างอีกบานให้แก่เธอ ที่แท้บรรดาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นก็เคยสอบได้ศูนย์คะแนนมาก่อน  

เธอยังได้ตั้งแปดคะแนนแน่ะ! 

 

ตอนที่ 90 ความคิดของอู่เยวี่ย 

เหอปี้อวิ๋นยุ่งจนหัวหมุนอยู่ที่บ้าน เธอหยิบฟูกออกมาผึ่งแดด รวมถึงผ้านวมผืนบางด้วย อากาศเริ่มค่อยๆ เย็นลงแล้ว หากตอนกลางคืนนอนบนเสื่อเย็นอีก ร่างกายอาจทนไม่ไหว จะต้องห่มผ้าห่มและปูผ้าปูที่นอน  

นอกจากนี้เสื้อผ้าสำหรับหน้าร้อนก็ต้องซักให้สะอาด พับให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและเก็บใส่ในกล่อง แล้วก็ใส่ลูกเหม็นลงไปสองสามเม็ด พอถึงฤดูร้อนปีหน้าหยิบออกมาก็ยังคงดูเหมือนของใหม่ หากใช้วิธีนี้จะสามารถเก็บรักษาเสื้อผ้าได้เป็นสิบๆ ปีโดยไม่มีรอยยับ อย่างชุดกี่เพ้าที่คุณแม่ของเธอเคยใส่สมัยก่อน ผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกเสียจากเนื้อผ้าจะบางลงไปนิดหน่อย ทว่าไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว  

อู่เยวี่ยนั่งทำการบ้านอยู่คนเดียวในห้อง แต่เธอไม่มีกะจิตกะใจทำเลยแม้แต่น้อย การที่อู่เหมยดูผิดแปลกไปตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว เมื่อก่อนเป็นคนน่าสงสารที่ดูเซื่องซึมสงบเสงี่ยม แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำเอาอู่เยวี่ยปรับตัวไม่ทัน  

สองวันมานี้อู่เยวี่ยแอบไปถามเจินหวานหว่าน เธอเสียเงินไปห้าเจี่ยว แต่กลับไม่ได้อะไรเลย เจินหวานหว่านบอกว่าอู่เหมยยังคงเหมือนเมื่อก่อน ไม่ใกล้ชิดสนิทสนมกับใคร แม้แต่เธอที่เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ อู่เหมยก็ไม่ค่อยสนใจเธอเท่าไร นอกเสียจากว่าจะค่อนข้างสนิทกับอู่เชา อู่เหมยพูดคุยกับอู่เชาอยู่บ้าง  

อู่เยวี่ยไม่พอใจกับคำตอบนี้เป็นอย่างยิ่ง จะไม่มีคนยุยงเสี้ยมสอนอู่เหมยได้อย่างไร  

ไม่อย่างนั้นอู่เหมยจะเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันขนาดนี้ได้เช่นไร  

อู่เชา?  

อู่เยวี่ยตาเป็นประกายทันที เธอไม่ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ รู้แค่ว่าอู่เชาเรียนอยู่ห้องเดียวกับอู่เหมย แล้วนิสัยก็ค่อนข้างแปลก แต่อู่เชาเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของคุณปู่มาก คุณปู่มักจะพูดว่าอู่เชาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในบรรดาลูกพี่ลูกน้อง  

ฮึ! เธอกลอกตามองบนมองล่างมองซ้ายมองขวาแล้วแต่ก็มองไม่เห็นว่าเจ้าตุ้ยนุ้ยอู่เชามีพรสวรรค์ตรงไหน คนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในตระกูลอู่ไม่ใช่เธอ อู่เยวี่ยหรอกหรือ  

มีคนไหนบ้างที่ยอดเยี่ยมเหมือนอย่างเธอ  

ผลการเรียนของเจ้าตุ้ยนุ้ยอู่เชาก็ดีกว่าอู่เหมยแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง ทั้งหมดก็เพราะเขาเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือ คุณปู่ถึงได้พูดแบบนั้น สุดท้ายแล้วคุณปู่ก็ให้ความสำคัญกับหลานชายมากกว่าอยู่ดี  

อู่เชาต้องพูดอะไรบางอย่างกับอู่เหมยแน่นอน เจ้าตุ้ยนุ้ยคนนี้เป็นคนประหลาด มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะยุยงเสี้ยมสอนให้อู่เหมยตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอ อู่เยวี่ยถอนหายใจโล่งอก เรื่องในใจกระจ่างเรียบร้อยแล้ว ขอแค่รู้ตัวตัวการสำคัญก็พอแล้ว เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะดึงอู่เชามาเป็นพวกไม่ได้!  

ศึกภายนอกค้นพบสาเหตุแล้ว อู่เยวี่ยก็เริ่มหันมาครุ่นคิดเรื่องศึกภายใน เธอแน่ใจว่าตัวเธอครอบครองพื้นที่ในใจของอู่เจิ้งซือมากกว่าอู่เหมย แต่อู่เจิ้งซือเป็นคนรักหน้าตาศักดิ์ศรีเป็นอย่างมากและชอบความเงียบสงบ ทางที่ดีที่สุดในบ้านควรจะรักใคร่ปรองดองกันไว้  

เมื่อก่อนอู่เหมยเงียบไม่พูดไม่จา ทำให้ภายในบ้านเงียบสงบจริงๆ อู่เจิ้งซือก็เลยไม่ได้พูดว่าอะไร แต่ช่วงนี้อู่เหมยเอาแต่พูดใส่ร้ายป้ายสีทั้งวัน แถมยังโวยวายเรื่องการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันด้วย ทำให้อู่เจิ้งซือหงุดหงิดอย่างยิ่ง แล้วพาลไปตำหนิคุณแม่ หากขืนปล่อยให้อู่เหมยโวยวายต่อไป เกรงว่าแม้แต่เธอเองก็อาจพลอยถูกตำหนิด้วย  

เธอจะต้องปรึกษาหารือกับคุณแม่เสียแล้ว พวกเธอจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการจัดการอู่เหมย จะทุบตีหรือด่าทอเหมือนอย่างแต่ก่อนไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยที่สุดจะต้องไม่ทุบตีด่าทอต่อหน้าคุณพ่อ  

อู่เยวี่ยเปิดประตูห้อง เหอปี้อวิ๋นกำลังถูพื้นอยู่ในห้องรับแขก ผมที่หน้าผากเปียกชุ่มเหงื่อ เหอปี้อวิ๋นทำงานยุ่งมาตลอดทั้งเช้า เธอเหนื่อยสายตัวแทบขาด ตอนนี้เธอชักจะเริ่มคิดถึงลูกสาวคนเล็กแล้ว  

เมื่อก่อนเวลาทำความสะอาดครั้งใหญ่เธอมีอู่เหมยคอยช่วยเช็ดโต๊ะถูพื้น ทำให้เธอทำงานน้อยลงไปกว่าครึ่ง สบายกว่าตอนนี้เยอะเลย  

“แม่คะ พักสักเดี๋ยวนึงสิคะ เดี๋ยวหนูช่วยทำให้”  

อู่เยวี่ยพูดพลางเดินเข้ามาแย่งไม้ถูพื้น เหอปี้อวิ๋นรีบห้ามเธอและพูดอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่ต้องๆ เหลืองานอีกแค่นิดเดียวแล้ว เยวี่ยเยวี่ย ลูกไปอ่านหนังสือเถอะ แม่ทำได้จ้ะ”  

ต่อให้เหนื่อยสายตัวแทบขาด เหอปี้อวิ๋นก็ไม่อาจให้ลูกสาวคนโตสุดที่รักทำงานได้ เบียดเบียนการเรียนน่ะไม่เท่าไร แต่ถ้ามือหยาบกร้านขึ้นมาจะทำอย่างไร  

ต่อไปเยวี่ยเยวี่ยของเธอจะต้องเป็นคุณหญิงคุณนาย ถ้ามีมือหยาบกร้านล่ะก็ขายหน้าแย่! 

ความคิดเห็น