email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่6 : ของขวัญวันเกิดล่วงหน้า

ชื่อตอน : ตอนที่6 : ของขวัญวันเกิดล่วงหน้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2563 01:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่6 : ของขวัญวันเกิดล่วงหน้า
แบบอักษร

ตอนที่6 : ของขวัญวันเกิดล่วงหน้า

 

 

เช้าวันใหม่ที่สดใส กับคนบนเตียงที่ยังไม่ยอมตื่น ร่างโปร่งของไป๋เซียนยังคงหลับตาพริ้มและไม่รู้สึกตัว เขาหลับลึกจนไม่รู้ว่ามีใครบางคนเดินเขามาในห้อง ชายร่างสูงในชุดดำกำลังจ้องมองเขาแบบไม่วางตา สายตาที่อีกฝ่ายมองมามันบ่งบอกถึงความรู้สึกได้ชัดเจนว่าเจ้าตัวนั้นรู้สึกยังไงกับเขา

ร่างสูงเดินตรงเข้ามาใกล้ๆเตียงคนไข้ ก่อนจะใช้มือแกร่งเกลี่ยปอยผมให้คนหลับเบาๆ ใบหน้านิ่งขรึมที่ไม่ค่อยมีรอยยิ้มค่อยๆคลี่ยิ้มบางๆออกมาอย่างนึกเอ็นดู แต่คนขี้เซากลับดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าตัวเองจนมิด แล้วหันหน้าหนีไปอีกทางเพราะถูกเขารบกวน

หลงเว่ยยืนจ้องมองคนบนเตียงอยู่สักพัก ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ แล้วนั่งรออยู่หน้าห้อง เพราะเขาไม่อยากรบกวนเวลานอนของอีกฝ่าย และอีกอย่างคือเขากลัวตัวเองจะอดใจไม่ไหว เผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำลงไปด้วย

 

 

"อือ..."

และแล้วคนบนเตียงก็เหมือนจะรู้สึกตัว หมอไป๋งัวเงียลุกขึ้นจากที่นอนช้าๆ ก่อนจะเดินลากเสานำเกลือตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น พอเสร็จเรียบร้อยก็กลับมานั่งรอหลงเว่ยที่เตียงเหมือนเดิม

 

"อ้าวคุณหมอ ตื่นแล้วเหรอคะ ดิฉันจะมาถอดสายน้ำเกลือให้น่ะค่ะ" พยาบาลสาวคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาพร้อมรถเข็นทางการแพทย์ เธอเอ่ยทักหมอหนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใส ทำให้คนที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องเดินตามพยาบาลสาวเข้ามาด้วย

"ครับ เชิญเลยครับ" หมอหนุ่มเองก็บอกกลับด้วยรอยยิ้ม ทำให้พยาบาลสาวถึงกับตกตะลึง เธอเขินจนหน้าแดงเมื่อใบหน้าหล่อส่งยิ้มมาหวานให้แบบนี้

 

"คะ...ค่ะ ขออนุญาตนะคะ" เธอบอกกลับเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะลงมือแกะพลาสเตอร์บนหลังมือออกให้หมอหนุ่มช้าๆ และพยายามทำให้เบามือที่สุด

"เรียบร้อยแล้วค่ะ" พยาบาลสาวบอกเมื่อเธอจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย

"ขอบคุณครับ" หมอไป๋เองก็เอ่ยขอบคุณอย่างสุภาพ หญิงสาวพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะเข็นรถเข็นทางการแพทย์เพื่อออกไปจากห้อง แต่เดินไปได้ถึงแค่หน้าประตู เธอกลับหันมาถามคำถามที่เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้กับหมอหนุ่ม

 

"เอ่อ...คุณหมอคะ เมื่อวานมีผู้ชายหล่อๆตัวสูงๆมาถามหาคุณหมอด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอได้เจอเขารึเปล่าคะ"

"ใครเหรอครับ ผมไม่เห็นมีใครมาเยี่ยมเลย" หมอหนุ่มตอบตามความจริง เพราะหลังจากเฟยหยางกับเวลกลับไปแล้ว นอกจากธันวาที่บอกว่าเดินผ่านมา ก็ไม่เห็นมีใครมาเยี่ยมเขาเลยสักคน

"อ้าวเหรอคะ สงสัยเขาต้องหาห้องคุณหมอไม่เจอแน่ๆเลย" หญิงสาวบอกกลับพร้อมทำท่าครุ่นคิด

"แล้วรู้มั้ยครับว่าเขาเป็นใคร" หมอหนุ่มถามกลับ เพราะอยากรู้ว่าใครกันแน่ที่มาเยี่ยมตน หลงเว่ยที่นั่งอยู่ตรงโซฟาคิ้วขมวดทันทีที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็ทำได้แค่เงียบและฟังทั้งสองคนคุยกัน

 

"อืม...อ้อ คุณธันค่ะ คุณธันพี่ชายของคุณเวลไงคะ" หญิงสาวบอกลับเมื่อนึกขึ้นได้ เพราะเมื่อวานเธอจำได้ว่าเพื่อนๆบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือธัน พี่ชายของเวล

"ใช่เหรอครับ แน่ใจนะครับว่าเป็นเขาที่ถามหาผม" หมอหนุ่มถามกลับอย่างไม่เชื่อ เพราะเมื่อวานอีกฝ่ายเป็นคนบอกเองว่าไม่ได้มาเยี่ยมเขา

"แน่ใจสิคะ หล่อๆสูงๆแบบนั้นดิฉันจำไม่ผิดแน่นอนค่ะ เมื่อคืนยังกลับไปหาข่าวของเขาอยู่เลยค่ะ" หญิงสาวบอกกลับด้วยความมั่นใจ ทำให้หมอหนุ่มสงสัยหนักกว่าเดิมไปอีกว่าทำไมธันวาถึงต้องโกหกตนด้วย

"โอเคครับ งั้นคุณกลับไปทำงานต่อเถอะครับ ผมฝากบอกหัวหน้าฝ่ายทุกคนด้วยว่าอีกหนึ่งชั่วโมงผมนัดประชุม"

 

"ได้ค่ะคุณหมอ หายไวๆนะคะ" หญิงสาวตอบรับเสียงใส ก่อนจะเข็นรถเข็นเดินออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงหมอหนุ่มกับบอดิ้การ์ดของเขาสองคน

 

"แล้วทำไมมันต้องโกหกว่าผ่านมาเห็นด้วยวะ ต้องการอะไรกันแน่" หมอหนุ่มพึมพำถามตัวเองด้วยความสงสัย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

 

"นายหมายถึงใครเหรอครับ" หลงเว่ยที่นั่งเงียบมานานเอ่ยถามขึ้น ถึงอีกฝ่ายจะแค่พึมพำแต่เขาก็ได้ยิน เพราะตอนนี้ในห้องมันเงียบมาก

"อะ...อ่อ ไม่มีอะไรหรอก นายอย่าไปสนใจเลย แล้วไหนเสื้อผ้าฉันล่ะ" หมอหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆหลงเว่ยก็ถามขึ้นมา เขาบอกปัดเรื่องของธัรแล้วรีบพูดเปลี่ยนเรื่องทันที

 

"นี่ครับ" เมื่ออีกฝ่ายไม่อยากตอบ บอดี้การ์ดหนุ่มก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ เขายื่นกระเป๋าสีดำข้างตัวส่งให้ผู้เป็นนาย

"ขอบใจนะ นายไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันประชุมเสร็จแล้วจะโทรไปบอก" หมอหนุ่มบอกก่อนจะรับกระเป๋าเสื้อผ้าไป ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดปกติเหมือนเดิม

 

'หวังว่าคงไม่ใช่มันนะ' หลงเว่ยคิดในใจ ใบหน้าคมตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงผู้ชายคนนั้น คนที่ชอบกลั่นแกล้งหมอไป๋จนทำให้เขานึกโกรธแค้น

 

....

 

ทางฝั่งของธันวา ตอนนี้เขากำลังนั่งอารมณ์ดีอยู่ในห้องทำงานของเขา ใบหน้าหล่อเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

"ป่านี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง สงสัยเลิกงานคงต้องแวะไปหาสักหน่อย" ธันวาพูดพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม ทำให้เลขาหนุ่มที่เดินเข้ามาถึงกับต้องเอ่ยทัก เพราะมีไม่บ่อยนักที่เขาจะเห็นผู้เป็นนายมีสีหน้ายิ้มแย้มแบบนี้

 

"อารมณ์ดีอะไรแต่เช้าครับนาย"

"เจต! มาได้ไงเนี่ย ฉันบอกให้นายอยู่ช่วยงานพ่อที่เชียงใหม่ไม่ใช่เหรอ แล้วนายมาที่นี่ทำไม" คนหล่อว่าออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ อารมณ์ที่เคยดีๆก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าหล่อเข้มของเลขาหนุ่ม เพราะอีกฝ่ายเปรียบเสมือนกล้องวงจรปิดที่คอยรายงานข่าวเรื่องที่เขาทำให้พ่อกับแม่รับรู้

 

"นายท่านสั่งให้ผมมาช่วยงานนายที่นี่ครับ" ชายหนุ่มบอกตามความจริง ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม เพราะความจริงแล้วเขาถูกส่งมาเพื่อให้ตามดูพฤติกรรมของเจ้านายคนนี้ต่างหาก

"เหอะ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าพ่อส่งนายมาทำไม" ธันวาแค่นหัวเราะแล้วบอกกลับอย่างรู้ทัน

"ครับ ก็ตามนั้นแหละครับ" เลขาหนุ่มไม่ปฏิเสธ แต่กลับยื่นซองเอกสารบางอย่างให้ผู้เป็นนายแทน

 

"อะไร"

"ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าจากคุณท่านครับ" เลขาหนุ่มตอบหน้านิ่ง

"เออว่ะ ลืมไปเลยว่าอาทิตย์หน้าถึงวันเกิดฉันแล้ว" ธันวาว่าพร้อมเปิดเอกสารในมือออกมา และพอได้อ่านข้อความในเอกสารเท่านั้นแหละ ดวงตาคมถึงกับเบิกกว้างทันที

 

"นี่มันรถที่ฉันอยากได้นิ!" คนหล่อพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเซ็นมอบรถ ซึ่งในเอกสารบ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็นเจ้าของ และรถรุ่นนี้เป็นรถสปอร์ตสุดหรูที่เขาเคยบอกพ่อว่าอยากได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เขาซื้อ โดยให้เหตุผลว่าเขามีรถหลายคันแล้ว ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เขาจึงจำใจที่จะไม่ซื้อมัน แต่ใครจะไปคิดว่าคนที่ห้ามกลับเป็นคนที่ซื้อมาให้เขาเองซะงั้น

 

"ใช่ครับ นายท่านตั้งใจเซอร์ไพรส์นายเลยนะครับ"

"พ่อนะพ่อ คิดว่าจะไม่สนใจลูกชายคนนี้แล้วซะอีก" ธันวาบ่นผู้เป็นพ่อแบบไม่จริงจังนัก เพราะคิดว่าพ่อสนใจแต่เวลกับลูกเขยจนลืมลูกชายอย่างเขาไปแล้ว

"ไม่มีพ่อคนไหนไม่สนใจลูกตัวเองหรอกครับนาย" เลขาหนุ่มออกความเห็น เพราะเขารู้ดีว่านายใหญ่นั้นรักและห่วงใยธันวาไม่แพ้กับเวลเลย แต่ท่านแค่แสดงออกต่างกันแค่นั้น

 

"เหอะ ฉันรู้หรอกน่ะ ฉันก็แค่บ่นไปงั้นแหละ" ธันวาบอกกลับเสียงเรียบ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าพ่อกับแม่รักเขามากแค่ไหน เพียงแต่บางทีเขาก็อดน้อยใจไม่ได้ ที่พ่อกับแม่เอาแต่โอ๋เวลจนลืมนึกถึงเขา

"ครับ"

 

"แล้วตอนนี้รถอยู่ไหน ฉันอยากจะไปลองเครื่องซะหน่อย" ธันวาพูดเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากมานั่งคิดอะไรให้เยอะแยะแล้ว

"จอดอยู่หน้าบริษัทครับ แล้วนี่ก็กุญแจรถครับนาย" เลขาหนุ่มตอบพร้อมยื่นกุญแจรถมาให้

 

"ขอบใจ งั้นฉันไปนะ ถ้ามีงานอะไรด่วนนายค่อยโทรหาฉันแล้วกัน" คนหล่อบอกยิ้มๆก่อนจะยื่นมือไปรับกุญแจรถ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อดูอารมณ์ดีขึ้นก่อนหน้านี้เยอะ

พนักงานทุกคนต่างก้มหัวให้เขา เวลาที่เขาเดินผ่าน แต่ชายหนุ่มกลับไม่แม้จะสนใจใครเลยสักนิด เขาแค่พยักหน้าตอบแล้วเดินออกมาเลย ร่างสูงเดินตรงไปยังรถคันหรูที่จอดอยู่หน้าบริษัท เขาไม่รอช้ารีบปลดล็อกประตูแล้วเข้าไปนั่งในรถทันที

 

"ของจริงสวยกว่าในรูปอีกแฮะ" ธันวาสบถกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับมองสำรวจไปทั่วรถหรูด้วยแววตาเปล่งประกาย

 

 

Tru...Truu...Truuu

แต่แล้วอยู่ๆเสียงโทรศัพท์เครื่องหรูก็ดังขึ้น และคงไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่าปลายสายเป็นใคร ธันวาล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด เพราะคนที่โทรเข้ามานั้นเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเขาจริงๆ

 

"ฮัลโหลครับพ่อ"

"ว่าไงไอ้ลูกชาย ชอบของขวัญวันเกิดที่ฉันส่งไปให้มั้ย" ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามลูกชายอย่างอารมณ์ดี เพราะเขาตั้งใจซื้อมันเพื่อเซอร์ไพรส์วันเกิดให้ลูกชายคนนี้โดยเฉพาะ

"ชอบมากครับ ขอบคุณนะครับพ่อ ตอนแรกผมก็นึกว่าพ่อสนใจแต่เวลจนลืมผมไปแล้วซะอีก" คนหล่อบอกกลับด้วยน้ำเสียงงอนๆ เพราะที่ผ่านมาทั้งพ่อและแม่ทำเหมือนไม่ค่อยสนใจเขาจริงๆ ถึงเขาจะรู้ว่ามันไม่ใช่แบบนี้ก็เถอะ

"อะไรกัน อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยเรา ยังจะมาน้อยใจเป็นเด็กๆไปได้" ผู้เป็นพ่อเอ่ยแซวในความขี้น้อยใจของลูกชาย

"ก็มันจริงนิ ถึงผมจะไม่พูดแต่ผมก็รู้สึกนะ" คราวนี้น้ำเสียงของเขาดูเปลี่ยนไป ทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับหุบยิ้มไปทันที เพราะไม่เคยรู้ว่าลูกชายตัวเองรู้สึกแบบนี้

 

"โถ่ไอ้ลูกชาย ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่สนใจเรื่องของลูกหรอกนะ แต่ที่ฉันกับแม่แกไม่ค่อยจ้ำจี้แก เพราะเห็นว่าแกโตแล้ว ถึงพวกฉันจะเซ้าซี้ไปก็มีแต่จะทำให้แกรำคาญ พวกฉันเลยปล่อยให้แกได้ทำตามใจไง เข้าใจมั้ย ไอ้ลูกหมา"

ผู้เป็นพ่อบอกกลับยาวๆด้วยเหตุผล ทำให้ธันวาชะงักแล้วคิดตามสิ่งที่อีกฝ่ายพูด แล้วทุกอย่างมันก็เป็นอย่างที่ผู้เป็นพ่อพูดจริงๆ เพราะเขาเป็นคนไม่ค่อยฟังใครอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่พวกท่านจะไม่ค่อยวุ่นวายกับเขานัก นี่จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าท่านทั้งสองคอยใส่ใจและติดตามเรื่องของเขาอยู่ตลอด แต่เป็นเขาต่างหากที่คิดไปเองว่าพวกท่านไม่สนใจ

 

"อืม...มันก็จริงของพ่อเนาะ งั้นขอบคุณสำหรับรถนะครับ ผมรักพ่อนะ ฝากบอกแม่ด้วยนะครับว่าผมคิดถึง" คนหล่อบอกยิ้มๆ พร้อมกับความน้อยใจที่เคยมีได้มลายหายไปหมดสิ้น ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกท่านถึงทำแบบนี้

"อืม พ่อกับแม่ก็รักแกนะ สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้านะไอ้ลูกชาย วันเกิดแกฉันกับแม่แกคงไม่ได้บินไปหานะ อย่าน้อยใจเป็นเด็กห้าขวบอีกล่ะ ฮาๆๆ" ผู้เป็นพ่ออวยพรลูกชายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ธันวาเองก็ยิ้มและมีรู้สึกความสุขที่ได้ยินแบบนั้น ถ้าไม่ติดตรงประโยคสุดท้ายที่ขัดใจเขาซะก่อน

"โถ่พ่อ! ผมกำลังจะซึ้งอยู่แล้วเชียว ทำเสียมูทหมด" ธันวาบอกกลับอย่างขัดใจ

"ฮาๆๆ ก็มันจริงนิ โตจนจะมีลูกมีเมียได้อยู่ละยังมางอนเป็นเด็กๆไปได้ รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่นเลยนะน่ะ" คนเป็นพ่อยังแซวลูกชายไม่หยุด จนคนหล่อต้องรีบพูดตัดบทแล้วกดตัดสายทิ้งทันที

"โถ่พ่ออ่ะ ผมไม่คุยด้วยแล้ว แค่นี้นะ"

พอตัดสายจากผู้เป็นพ่อ ชายหนุ่มก็สตาร์ทรถและขับออกไปจากบริษัททันที โดยเป้าหมายที่ขะไปคือโรงพยาบาลวิสตันที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นั่นเอง

 

 

"ก็เป็นซะแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่แกจะมีเมียกับเขาล่ะเนี่ย" ชายวัยกลางคนมองโทรศัพท์แล้วส่ายหน้าให้ลูกชายตัวดีอย่างเอือมๆ พลางหนักใจเมื่อนึกถึงความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ตอนเด็กเป็นยังไงโตมาก็เป็นอย่างงั้น ไม่รู้จะมีใครปราบนิสัยใจร้อนและเอาแต่ใจของลูกชายคนนี้ได้

 

"เอาน่ะคุณ ไว้เราค่อยแนะนำสาวๆให้ลูกรู้จักก็ได้ มันต้องมีลูกคุณหญิงสักคนที่เข้าตาลูกเราบ้างแหละ" คุณหญิงที่นั่งฟังสามีกับลูกคุยกันอยู่นานพูดขึ้นบ้าง

"เหอะ คุณคิดว่าคนอย่างเจ้าธันมันจะสนใจผู้หญิงที่คุณแนะนำให้งั้นเหรอ ที่ผ่านมากี่คนๆผมก็ไม่เห็นมันจะสนใจใครสักคน" ชายวัยกลางคนบอกกลับอย่างปลดปลง เพราะจนป่านี้ลูกชายตัวดียังไม่ยอมมีใครเป็นจริงเป็นจังสักที ไม่รู้ว่าชาตินี้เขาจะมีโอกาสได้อุ้มหลานมั้ย

"คุณก็ อย่าเพิ่งท้อสิคะ ฉันคิดว่าลูกคุณหญิงสุดาต้องถูกใจตาธันแน่ๆ สาวสวยจบนอก ดีกรีนางแบบ ไม่สนใจก็ให้มันรู้ไปสิ" คุณหญิงยืดอกบอกสามีอย่างมั่นใจ เพราะเธอเชื่อว่ายังไงลูกสาวของเพื่อนเธอคนนี้ก็ต้องถูกใจลูกชายของเธอแน่ๆ

"หึ มันก็ไม่แน่หรอกคุณ เจ้าธันมันเหมือนคนอื่นซะที่ไหน สวยอย่างเดียวเอามันไม่อยู่หรอกนะ" คนเป็นสามีแย้ง

"ไม่ใช่แค่สวยนะคุณ แต่ยังเก่งและฉลาดมากด้วย ฉันว่าคนนี้แหละที่เหมาะจะมาเป็นลูกสะใภ้เรา" เธอบอกกลับอย่างมั่นใจ

"แล้วถ้าเจ้าธันมันไม่ชอบอีกล่ะ คุณจะว่ายังไง" คนเป็นสามีถามต่อ เพราะดูครั้งนี้ภรรยาของเขาดูจะมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน

"เฮ้อ...ถ้าไม่ชอบคนนี้อีกฉันก็จนปัญญาแล้วล่ะคุณ คงไม่หาใครให้ลูกอีกแล้ว คงต้องแล้วแต่ธันมันแล้ว" เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป เธอถึงกับถอนหายใจออกมา เพราะถ้าหญิงสาวที่เฟอร์เฟคที่สุดยังไม่ถูกใจลูก เธอก็จนปัญญาแล้วจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเธอก็คอยแนะนำสาวๆสวยๆให้ลูกชายตลอด แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยคิดจะสนใจใครเลยสักนิด

 

"ผมว่าคุณเลิกยัดเยียดสาวๆให้ลูกเถอะ ปล่อยให้ลูกได้ตามหาหัวใจด้วยตัวเองดีกว่านะ" คนเป็นสามีบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ก็นี่ไงคะ ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จฉันก็จะปล่อยแล้ว" เธอบอกกลับอย่างปลดปลง สามีก็พยักหน้ารับรู้ เพราะเขาเข้าใจในความหวังดีของเธอ ถึงแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับวิธีแบบนี้ก็ตาม เพราะตอนหนุ่มๆเขาเองก็เคยโดนแบบนี้มาเหมือนกัน แต่แย่หน่อยตรงที่เขาเกือบโดนคลุมถุงชน ถ้าไม่ได้เจอรักแท้อย่างภรรยาคนนี้ ป่านี้คงถูกจับแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว เขาจึงไม่อยากให้ลูกโดนแบบที่ตัวเองเคยโดน เพราะการถูกบังคับหรือถูกยัดเยียดมันรู้สึกอึดอัดและทรมานมาก

 

....

 

"เอาล่ะครับทุกคน ถ้าไม่มีใครสงสัยอะไรแล้ว ผมขอจบการประชุมแค่นี้นะครับ" ผู้อำนวยการใหญ่ของโรงพยาบาลวิสตันประกาศออกไมค์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หลังจากที่ประกาศเรื่องเวลาการมาทำงานของตัวเองไป

"เดี๋ยวครับคุณหมอ แล้วถ้ามีเรื่องฉุกเฉินหรือเคสฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ พวกเราสามารถติดต่อหมอได้มั้ยครับ" หมอหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น เพราะหมอไป๋ถือว่าเป็นหมอที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาลนี้ ถ้าไม่มีเขาสักคนไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถผ่าตัดคนไข้เคสยากๆได้มั้ย

"ได้แน่นอนครับ ถ้ามีเรื่องด่วนหรือมีเคสที่พวกคุณไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ ให้รีบโทรหาผมทันทีเลยครับ" หมอหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขาเองก็ซีเรียสกับเรื่องนี้มากเช่นกัน ถึงเขาจะไม่ได้อยู่โรงพยาบาลตลอด แต่คอนโดที่เขาซื้อไว้ก็อยู่ไกลจากที่นี่ไม่กี่โลเอง ขับรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว

"โอเคครับ" หมอหนุ่มคนนั้นตอบยิ้มๆ

"งั้นผมขอจบการประชุมแค่นี้ครับ" หมอหนุ่มประกาศเสียงดัง ทุกคนพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะยิ้มให้หมอหนุ่มแล้วพากันเดินออกจากห้องประชุมกันไปทีละคนสองคนจนหมด

 

เรื่องที่เขาเรียกประชุมก็ไม่มีอะไรมาก หมอหนุ่มแค่ประกาศเรื่องที่ตนจะไม่ได้มาทำงานทุกวันเหมือนเมื่อก่อน เพราะถูกหัวหน้าใหญ่แห่งแก็งมังกรดำสั่งมา ทุกคนก็รับรู้และเหมือนจะเห็นด้วยกับความคิดของเฟยหยาง เพราะที่ผ่านมาหมอไป๋ทำงานหนักมาโดยตลอด ทั้งที่ความจริงเขาไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้

 

หมอหนุ่มหยิบโทรศัพท์เพื่อจะโทรหาหลงเว่ยว่าเขาประชุมเสร็จแล้ว แต่พอเดินออกมาเขากลับพบอีกฝ่ายยืนรออยู่หน้าห้อง

"อ้าว ฉันว่าจะโทรหานายพอดี ป่ะ กลับกันเถอะ ฉันอยากพักผ่อนแล้ว"

"ยังกลับไม่ได้ครับ นายต้องไปกินข้าว" หลงเว่ยบอกเสียงเรียบ พร้อมกับมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ

"เออจริงด้วย งั้นเราไปกินร้านหน้าโรงบาลก็ได้ ฉันอยากกินข้าวกระเพราเผ็ดๆพอดี" หมอไป๋บอกด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยที่ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มนี้สามารถฆ่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาได้เลย

 

"หลง! หลง! ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย" เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ยอมตอบ หมอไป๋จึงใช้มือเขย่าแขนให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว

"คะ..ครับ ไปครับไป" หลงเว่ยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนเขย่า เขาเลิกลั่กผิดปกติจนหมอหนุ่มนึกสงสัย

"เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมอยู่ๆก็เหม่อล่ะ" หมอหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาไม่เคยเห็นหลงเว่ยเป็นแบบนี้มาก่อน หรือเคยเป็นแต่เขาไม่เคยสังเกตเองมากกว่า

"ผมไม่ได้เป็นไรครับ เราไปกินข้าวกันเถอะ" หลงเว่ยปฏิเสธเสียงเรียบ เขาหลบตาคนตรงหน้าแล้วหันหลังเดินออกไปทันที เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายสงสัยไปมากกว่าเดิม

"อะไรของเขา" หมอไป๋สบถกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินตามร่างแกร่งของหลงเว่ยไป

 

 

"ป้าครับ ผมเอากระเพาะเผ็ดๆ พิเศษไข่ดาวที่นึงครับ" เมื่อมาถึงร้านอาหาร หมอหนุ่มก็ออกปากสั่งเมนูโปรดกับแม่ค้าเจ้าประจำทันที ป้าเจ้าของร้านก็รับออเดอร์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเตรียมลงมือทำเมนูที่หมอหนุ่มสั่ง

"ไม่เอาครับป้า ขอเป็นข้าวต้มกุ้งแทนนะครับ ส่วนของผมข้าวผัดหมูเหมือนเดิมครับ" หลงเว่ยที่ได้ยินอีกคนสั่ง รีบพูดเปลี่ยนเมนูให้อีกฝ่ายทันที

"อะไรเนี่ยหลง นายมายกเลิกออเดอร์ฉันทำไม ฉันอยากกินข้าวกระเพรา" หมอไป๋ว่าให้หลงเว่ยอย่างขัดใจ เพราะตอนนี้เขาอยากกินอะไรเผ็ดๆมากจริงๆ

"ไม่ได้ครับ นายยังไม่หายดี ผมยังไม่อยากให้กินอาหารรสจัด" หลงเว่ยบอกกลับด้วยเหตุผลเพราะความเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าคนป่วยไม่ควรกินอาหารรสจัดเกินไป

"แต่ฉันอยากกะ..."

"ไม่มีแต่ครับ นายอย่าดื้อสิครับ หายแล้วค่อยมากินก็ได้" หมอหนุ่มทำท่าจะแย้ง แต่โดนหลงเว่ยพูดขัดขึ้นมาซะก่อน

"ก็ได้ๆ นายนี่ทำตัวเหมือนพ่อฉันเข้าไปทุกวัน" หมอหนุ่มพูดบ่นออกมา ทำให้คนหน้าตายอย่างหลงเว่ยเผลอยกยิ้มมุมปากออกมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะหน้างอแงของหมอไป๋ตอนนี้มันดูน่ารักน่าเอ็นดูจนเขาเก็บอาการไม่อยู่จริงๆ

"ดีครับ" หลงเว่ยตอบสั้นๆ ส่วนหมอไป๋ก็จิปากให้บอดี้การ์ดหนุ่มอย่างขัดใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมกินข้าวต้มกุ้งที่อีกฝ่ายสั่งไป เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมันจริงทุกอย่าง ว่าคนป่วยไม่ควรกินอาหารรสจัดหรือของแสลงต่างๆ

 

 

"เหอะ ไอ้บ้านี่อีกแล้วเหรอวะ เมื่อไหร่จะไปพ้นๆสักที" ธันวาที่แอบมองทั้งคู่อยู่สบถออกมาอย่างหัวเสีย เขาอุตส่าห์คิดว่าจะมาเยี่ยมคนหน้าหวานของเขาสักหน่อย แต่พอมาถึงกลับต้องมาเจอภาพที่ไม่สบอารมณ์แบบนี้ ขัดใจซะมัด คนหล่อคิดในใจ

"ไม่ได้! กูไม่ยอมแพ้มึงหรอกนะ ไอ้หน้าจืด" ธันวาสบถออกมาเหมือนต้องการเตือนตัวเอง เขากำพวงมาลัยแน่นด้วยความโกรธ อารมณ์หึงมันรุนแรงขึ้นจนเขาเองก็ไม่รู้ตัว เพราะสายตาที่หลงเว่ยมองหมอไป๋มันบ่งบอกชัดเจน ว่าเจ้าตัวรู้สึกยังไงกับเจ้าของใบหน้าหวานนั้น

ร่างสูงเปิดประตูออกไปจากรถอย่างรีบร้อน ก่อนจะเดินข้ามถนนมุ่งตรงไปยังร้านอาหารที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ และไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าจุดมุ่งหมายของเขาคืออะไร

 

 

"ป้าครับ ผมเอาคะน้าหมูกรอบพิเศษที่นึงครับ"

"..."

"..."

 

 

To be continued...

เอาแล้วววว!! จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้นะ จะเกิดสงครามขึ้นระหว่างพี่ธันกับหลงเว่ยรึเปล่า หรือสงครามประสาทระหว่างพี่ธันกับหมอไป๋กันนะ ต้องมาลุ้นต่อตอนหลังค่ะ อิอิ 😁😂

เย้!! มาแล้วค่ะ ไรท์สอบเสร็จแล้วนะ มาต่อให้ตามสัญญาแล้ว หลังจากห่างหายไปรู้สึกสมองตันมาก 5555 แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ไรท์จะไม่ทำให้รีดที่น่ารักผิดหวังแน่นอนค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ไม่ทิ้งกันนะคะ คิดถึงรีดที่น่ารักทุกคนมากๆเลยค่ะ จุ๊ป 😍😘❣️

 

 

ความคิดเห็น