Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 15

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 887

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ต.ค. 2563 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 15
แบบอักษร

15

             “ขอโทษด้วยนะคะที่จู่ๆ ก็มาขอคุยด้วยอะไรแบบนี้”  

             หญิงสาวในชุดสูททำงานนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ในมุมพักผ่อนของชั้นที่มุคาเอดะทำงานอยู่ อย่างน้อยก็ยังเรียกว่าไม่โชคร้ายเกินไปนักที่ยังพอมีพนักงาน คนอื่นนั่งพักคุยกันอยู่บ้าง และมีคนสูบบุหรี่อยู่ในห้องสำหรับสูบบุหรี่ข้างๆ ด้วย

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ...” มุคาเอดะตอบนิ่งๆ ยกกาแฟกระป๋องที่กดออกมาจิบ “คงจะคุ้นหน้าผมที่ร้านกาแฟของคุณชินใช่ไหมครับ? ขอโทษที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณฮาเซกาว่าทำงานอยู่บริษัทเดียวกันนี่” เป็นคนเปิดประเด็นเอง จะได้รีบจบๆ

             “ฮาเซกาว่า นานามิค่ะ อยู่แผนกบัญชี จะเรียกนานามิเหมือนคนอื่นก็ได้นะคะ หรือจะดูสนิทไป?” หญิงสาวหัวเราะ ยกป้ายแขวนคอพลิกให้ดู

             “เห็นคุณมุคาเอดะเช่าห้องที่ชั้นสามของร้านนั้นอยู่ ก็อยากคุยด้วยหลายครั้งแล้วค่ะ แต่ไม่กล้า”

             “...มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

             “เอ่อ...” ทั้งที่ภายนอกดูออกจะมั่นๆ ตั้งแต่มาหาที่แผนกจนถึงตอนนี้ หญิงสาวค่อนข้างจะพูดจาฉะฉานอย่างที่วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะเป็นคนที่มั่นใจในหน้าตาและบุคลิกของตัวเองพอสมควร แต่ที่แสดงออกตอนนี้ดูขัดๆ เขินๆ จนต้องหลบสายตาจากเขา “เรื่องคุณชิ... เอ่อ มาสเตอร์น่ะค่ะ”

             บอกตามตรง ไอ้อาการที่เห็นก็ทำให้เขารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ได้เหมือนกัน... // มุคาเอดะ  

             “เห็นคุณมุคาเอดะสนิทกับมาสเตอร์ ก็เลยอยากจะถามเรื่องของมาสเตอร์นิดหน่อยน่ะค่ะ”

             “ครับ...”

             “ผู้หญิงที่ชื่อคุณมิกิ เอ่อ คนที่มาที่ร้านบ่อยๆ เหมือนกันนั่น ใช่แฟนของมาสเตอร์หรือเปล่าคะ? คิโกะบอกว่าไม่ใช่ แต่ฉันก็เห็นเขาไปที่ร้านบ่อยๆ ก็เลยไม่แน่ใจ มาสเตอร์ก็ดูสนิทด้วย”

             “ไม่ใช่ครับ” มุคาเอดะตอบตามตรง ยกกาแฟจิบ “เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของคุณชินน่ะครับ”

             “จริงเหรอคะ” หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก “ถ้าคุณมุคาเอดะว่าอย่างนั้นฉันก็โล่งใจ ช่วงนี้คือแบบ มาสเตอร์เขาดูเปลี่ยนไปด้วยน่ะค่ะ”

             “เปลี่ยนไป? ...ผมไม่สังเกตถึงขนาดนั้นหรอกครับ เพราะว่าเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่เท่าไหร่เอง”

             “เปลี่ยนค่ะ คุณมุคาเอดะไม่รู้สินะคะว่าปกติถึงมาสเตอร์จะพูดคุยกับลูกค้าบ้าง แต่ไม่ถึงกับมาพูดจาเล่นหัวสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ พอมีคุณมุคาเอดะย้ายมานี่แหละค่ะ มาสเตอร์ก็เปลี่ยนไปเลย ยิ้มบ่อยขึ้น ดูอบอุ่นอารมณ์ดี นี่ถ้าคิโกะไม่ยืนยันว่ามาสเตอร์ยังไม่มีแฟน ฉันจะคิดว่ามาสเตอร์กำลังมีความรักนะคะเนี่ย”

             มุคาเอดะนิ่งอึ้ง ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาแปลกๆ จนต้องรีบเบี่ยงไปมองตู้ขายน้ำแทน แล้วก็ยกกาแฟซดฮวบ

             “ฉันก็ไม่คิดว่ามาสเตอร์เวลารักใครแล้วจะเป็นขนาดนี้เลยค่ะ”

             พรูดดดด 

             สำลักกาแฟเกือบพ่นออกมา

             “ครับ?”

             “ก็ลูกสาวคุณมุคาเอดะไงคะ” หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “เพิ่งรู้ว่ามาสเตอร์เป็นคนรักเด็กขนาดนี้ เพราะมีลูกสาวคุณมุคาเอดะเข้ามา บรรยากาศของร้านก็เลยอบอุ่นขึ้นมาเลยค่ะ ไม่คิดว่าจะได้เห็นมาสเตอร์ในมุมแฟมิลี่แมนอย่างนี้ด้วย ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ”

             “เอ่อ...” คนฟังหัวเราะแห้ง แต่ก็ดีแล้วที่คิดอย่างนั้น...

             “เพราะฉะนั้น” ตอนแรกมุคาเอดะนึกว่าจะจบแค่นั้น ไม่นึกว่าจะมีต่อ “ฉันคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสดีมากเลยค่ะ มาสเตอร์รักเด็กขนาดนี้ อาจจะนึกอยากแต่งงานมีลูกขึ้นมาก็ได้ อยากให้คุณมุคาเอดะช่วยหน่อยน่ะค่ะ คิโกะจังน่ะ เห็นอย่างนั้นแต่ไม่ค่อยเชียร์ฉันให้กับมาสเตอร์เลย ถ้าเป็นคุณมุคาเอดะที่เป็นผู้ชายด้วยกันละก็ น่าจะได้ผลกว่า”

             “...คุณฮาเซกาว่า เอ่อ คุณนานามิสนใจคุณชินอยู่...? ผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ?”

             หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ หน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างที่คนมองก็อึดอัดใจ พูดอะไรไม่ออก

             “ไหนๆ เราก็อยู่บริษัทเดียวกันแล้ว คุณมุคาเอดะช่วยแนะนำฉันอย่างเป็นทางการทีสิคะ จะได้ดูพิเศษกว่าเป็นแค่ลูกค้าประจำที่มานั่งบ่อยๆ น่ะค่ะ ต่อไปจะได้เข้าไปอยู่ในวงสนทนาใกล้ๆ กับมาสเตอร์บ้าง เห็นพวกคุณคุยกันสนิทสนมแล้วฉันก็อยากไปอยู่ตรงนั้นบ้างจัง”

             “คือว่า...” มุคาเอดะตอบอึกอัก “คุณชินเขา… มีแฟนแล้วนะครับ”

             เขาพูดอะไรออกไปเนี่ย... // มุคาเอดะ 

             พูดออกไปแล้วก็รู้สึกผิด เพราะเห็นสีหน้าหญิงสาวสะอึกไปไม่พอ แววตายังมีความสับสนงงงวยจนเขาต้องรีบหลบสายตา นึกยังไงก็ไม่รู้ถึงได้พูดออก ไปโดยไม่ถามเจ้าตัวก่อน... เขาก็แค่... อยากจะตัดปัญหา โดยที่ในใจก็รู้สึกอยู่แหละว่า หลุดปากไปเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองล้วนๆ

             “มาสเตอร์น่ะเหรอคะ...? แต่คิโกะบอกว่า...”

             “คิโกะจังคงไม่รู้เรื่องนี้หรอกครับ” พอยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างใจเย็นแบบนี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่ะมันตัวร้ายชัดๆ “คนที่รู้เรื่องนี้ก็น่าจะมีแค่ผมกับคุณมิกิ” ถึงไม่บอกตรงๆ ก็อดหยอดไม่ได้ว่าตัวเองสนิทกว่า ดูเป็นคนน่ารังเกียจชะมัด

             นานามิขมวดคิ้ว เลิ่กลั่กทำหน้าไม่ถูก

             “ใครเหรอคะ? เป็นลูกค้าที่ร้านหรือเคยมาที่ร้านหรือเปล่า ฉันเคยเห็นหรือเปล่า? คบกันนานหรือยัง?”

             “ก็ไม่นานหรอกครับ” พอเห็นสีหน้าที่ดูใจเสียไม่มากก็น้อย เขาก็เลยเบาลงหน่อย “แล้วมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณชินเขา เอาเป็นว่าคุณฮาเซกาว่ารู้แค่นี้ก็พอดีกว่า”

             “คบไม่นาน... ก็แปลว่าเพิ่งเริ่มคบใช่ไหมคะ?”

             “...ก็น่าจะอย่างนั้น”

             “อย่างนั้นก็อาจจะยังไปกันไม่ถึงขั้นไหนก็ได้”

             ถึงแล้ว! เอ๊ย ไม่ใช่ ทำไมโพสิทีฟ! // มุคาเอดะ 

             “ที่ผ่านมาฉันก็เรื่อยๆ เอื่อยๆ เพราะคิโกะน่ะ บอกแต่ว่าคุณชินน่ะไม่มีใคร ฉันเองก็ไม่เห็นคุณชินสนิทกับลูกค้าสาวๆ คนไหนเป็นพิเศษเลยคิดว่าไม่ต้องรีบอะไร พอได้ยินอย่างนี้ก็มีไฟขึ้นมาเลยค่ะ แสดงว่าคุณชินไม่ได้เฉยเมยหรือไม่สนใจใครอย่างที่เคยคิด อย่างนี้ก็ยังมีหวังอยู่นะคะ”

             ไหงเป็นงั้นครับ... // มุคาเอดะ 

             “เอ่อ แต่ว่า... คุณชินเขาก็ตัดสินใจไปแล้วนะครับ ควรจะให้เกียรติเขาหน่อย”

             “เรื่องแบบนี้ใครดีใครได้ค่ะ”

             “...”

             “แค่ได้ยินว่าไม่ใช่คุณมิกิก็สบายใจแล้ว แหม ถ้าเป็นผู้หญิงสวยๆ แบบนั้นแถมยังเป็นเพื่อนกันมานานอีกก็คงสู้ได้ลำบาก แต่ถ้าเป็นผู้หญิงที่ไหนไม่รู้แล้วยังเพิ่งจะเริ่มคบๆ กันก็มีหวังค่ะ โอกาสไปกันไม่รอดสูง ทำตัวให้อยู่ในสายตาหน่อยให้เขารู้ว่าเรารออยู่ เผลอๆ เดี๋ยวเขาเปรียบเทียบแล้วก็จะรู้ได้เองว่าเราดีกว่า ฉันเองก็คิดว่ามีดีไม่แพ้ใครเหมือนกันนะคะ ที่ผ่านมาไม่ออกตัวมากเพราะนึกว่าคุณชินไม่สนเรื่องพวกนี้เสียอีก”

             “ก็ไม่สนนะครับ” มุคาเอดะยิ้ม “ไม่ใช่ว่าเพราะคนนั้นพิเศษกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้หรือเปล่าครับเลยคบด้วย?”

             “งั้นก็ต้องหาทางรู้ให้ได้ก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหนยังไง”

             “...”

             “ถ้าเป็นแฟนคุณชินละก็ ยังไงก็ต้องโผล่มาที่ร้านบ้างแน่นอนค่ะ แต่ขนาดคุณมุคาเอดะกับคิโกะจังยังไม่รู้ ก็แปลว่าต้องนัดเจอกันข้างนอกตอนวันที่คุณชินหยุดแหงๆ”

             “ฮะ ฮะ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นนะครับ”

             “เราต้องร่วมมือกันนะคะ คุณมุคาเอดะก็น่าจะอยากรู้ไม่ใช่เหรอ?”

             “เอ่อ ผมไม่...”

             “วันนี้คุณมุคาเอดะก็ต้องไปรับลูกสาวใช่ไหมคะ เดี๋ยวฉันไปด้วย”

             “หืมม์?”

             “ก็แหงสิคะ เราจะได้ไปที่ร้านด้วยกัน คุณมุคาเอดะจะได้แนะนำฉันไงว่าบังเอิญเจอที่บริษัทแล้วได้รู้ว่าเราทำงานที่เดียวกัน ทีนี้คะแนนความอยู่ในสายตาของฉันก็จะได้เพิ่มขึ้น” หญิงสาวยกกำปั้นขึ้นมาตรงหน้า “ความรักมันคือการแก่งแย่งนะคุณมุคาเอดะ ใครไม่สู้ก็แพ้ไปซะ”

             “...”

             มุคาเอดะถือกระป๋องกาแฟค้าง พูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นหญิงสาวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเหมือนคนมีไฟลุกโชนอยู่ด้านหลัง

             “เจอกันห้าโมงครึ่งที่หน้าตึกนะคะ” หันมานัดแนะเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนจะเดินก้าวฉับๆ กลับไปยังห้องทำงานตัวเอง ทิ้งให้มุคาเอดะนั่งอึ้งอยู่อย่างนั้น

             เหงื่อออกอย่างบอกไม่ถูก กำลังรีบจะยกมือถือขึ้นมากดหาโอโตนามิ ก็ได้ยินเสียงยะจิมะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเรียก

             “รุ่นพี่ครับ คนประสานงานของบริษัทวาตานาเบะโคเกียวโทรมาขอคุยเรื่องรายละเอียดวิทยากรที่จะไปบรรยายที่บริษัทพรุ่งนี้น่ะครับ”

             “อ๊ะ งานนั้นฉันรับเรื่องอยู่เอง” มุคาเอดะเปลี่ยนโหมด เสียบมือถือกลับเข้ากระเป๋าชุดสูท โยนกระป๋องกาแฟลงถังขยะรีไซเคิลแล้วลุกขึ้น

             กำลังก้าวผ่านรุ่นน้อง ขาก็ชะงักเพราะถูกดึงแขนเอาไว้

             “รุ่นพี่มุคาเอดะครับ”

             มุคาเอดะหันมอง ขมวดคิ้วกับสีหน้าอึกอักของยะจิมะ แต่รุ่นน้องไม่เพียงทำสีหน้าวิตกพิกล ยังหนีสายตาไม่ยอมสบด้วย

             “ไม่ว่ารุ่นพี่นาคากุจิจะพูดอะไรก็อย่าไปเชื่อนะครับ ผมขอโทษ”

             “...นาคากุจิไม่ได้บอกอะไรทั้งนั้นนะ” มุคาเอดะทำตาปริบๆ อดยื่นมือไปลูบศีรษะรุ่นน้องที่ทำหน้าวิตกกังวลขนาดนั้นไม่ได้ “นายทำหน้าอะไรของนายเนี่ย? ถ้ามีสาวๆ ในบริษัทผ่านมาแล้วคิดว่าฉันรังแกนายจะว่ายังไงเฮอะ”

             “แค่ไม่อยากให้รุ่นพี่มุคาเอดะกับรุ่นพี่นาคากุจิมีปัญหากันน่ะครับ”

             “ฮะ ฮะ ฉันไม่ทะเลาะกับหมอนั่นอยู่แล้ว แต่ถ้านายคิดมากขนาดนั้น ฉันจะช่วยตะล่อมคุยให้เอง ไม่ต้องห่วงหรอก”

             ยะจิมะเงยหน้ามองรอยยิ้มอ่อนโยนของรุ่นพี่ สีหน้าเปลี่ยนฉับอีกทีจนต้องหลบสายตาหนีอีกรอบ มุคาเอดะเปลี่ยนมาตบไหล่เป็นเชิงปลอบ รุ่นน้องก็เลยจำต้องปล่อยมือจากแขน ให้เขากลับไปทำงานต่อ

             ยะจิมะมองตามแผ่นหลังกว้างเงียบๆ มุคาเอดะเป็นคนหน้าตาดีขนาดที่จัดได้ว่าคนที่เพิ่งเจอครั้งแรกก็ต้องเหลียวหลังมองตาม แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากเพราะว่าเขาแต่งงานแล้วและมีลูกสาวเล็กๆ วัยกำลังน่ารัก เจ้าตัวเป็นคนไม่ค่อยสนใจรอบข้างอย่างมาก ก็เลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องการแต่งงานและการหย่าของตัวเองนั้นเป็นที่พูดถึงกันในบริษัทขนาดไหน พวกสาวๆ รุ่นพี่ที่เข้ามาคุยกับเขาก็ล้วนถามกันทั้งนั้นว่ามุคาเอดะที่แผนกกลับมาเป็นโสดแล้วหรือ? แทนที่ผ่านการแต่งงานและมีลูกแล้วจะทำให้ราคาค่าตัวตกลง กลับกลายเป็นดึงหุ้นที่มีอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก ยิ่งในงานบาร์บิคิวที่ผ่านมา ยิ่งเผยให้เห็นว่าตัวจริงเป็นคุณพ่อแฟมิลี่แมนที่อบอุ่นจนใครๆ ก็มองเหลียวหลัง จะไม่ให้อิจฉาได้ยังไง

             ...ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาทำงานในแผนกนี้เมื่อต้นเดือนเมษาฯ ก็ได้รุ่นพี่คนนี้นี่แหละที่คอยดูแลสอนงานให้ทุกอย่าง มุคาเอดะก็ทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย ปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่เจ็ดหรือแปดแล้ว ตอนที่เขาเข้ามาทำงาน เป็นช่วงที่มุคาเอดะกำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องการย้ายบ้านหลังจากหย่ากับอดีตภรรยาพอดี ตอนแรกทางแผนกก็คิดว่าจะเปลี่ยนตัวคนสอนงานเขาให้ไปเป็นรุ่นพี่อีกคน แต่รุ่นพี่มุคาเอดะเองที่ยืนยันว่าทำได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดีของเขาที่มุคาเอดะไม่ยอมเปลี่ยน เพราะถ้าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในแผนก ก็คงไม่สอนงานเป็นขั้นตอนเรียบร้อยและดูแลเขาดีอย่างรุ่นพี่คนนี้

             มุคาเอดะไม่ได้สอนเขาแค่เรื่องงาน แต่ยังพาหิ้วไปไหนมาไหนด้วย ตอนกลางวันบางทีก็เลี้ยงข้าว รวมถึงให้คำปรึกษากับเขาในเรื่องการใช้ชีวิตวัยทำงานด้วย ที่สำคัญ... เพราะมีรุ่นพี่คนนี้ ทำเขาได้มีโอกาสสนิทสนมกับรุ่นพี่คนอื่นที่ทำงานกันคนละแผนก ใช่... ความเมตตาไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่รุ่นพี่มุคาเอดะ แต่รุ่นพี่นาคากุจิที่ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทของรุ่นพี่มุคาเอดะอย่างที่ใครๆ ก็รู้กันในบริษัท ก็ยังแบ่งปันความใจดีเผื่อแผ่มาถึงเขาด้วย แรกๆ เขาก็เคยสงสัยว่าสองคนนี้สนิทกันได้ยังไงเพราะทั้งนิสัยและความชอบไปกันคนละทาง รุ่นพี่นาคากุจิเป็นพวกเข้าสังคมเก่ง อัธยาศัยดี เฮฮาปาร์ตี้ ไปไหนไปกัน เข้ากับใครก็ได้ ในขณะที่มุคาเอดะชอบความเงียบ ทำงานประณีตละเอียดลออ จะทำอะไรก็วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน คิดเผื่อคนรอบข้างและวางตัวดีตลอด ...แต่ตอนนี้เขาไม่แปลกใจแล้ว ก็น่าจะเพราะรุ่นพี่มุคาเอดะเป็นแบบนี้ รุ่นพี่นาคากุจิถึงได้มาตามติดแจ และคำตอบเมื่อกี้ของรุ่นพี่มุคาเอดะก็ยิ่งทำให้เขากระจ่าง

             ที่หย่ากับภรรยา... ก็เพราะรุ่นพี่นาคากุจิ

             จริงๆ ก็ตรงตามที่เขาสงสัยตั้งแต่แรก แต่เคยคิดว่ารุ่นพี่มุคาเอดะที่ดูสุขุมเรียบร้อยไม่น่าจะสนใจความสัมพันธ์ประเภทนี้ ก็จนเห็นในงานบาร์บิคิวนั่นแหละ ที่พูดจาแปลกๆ ขึ้นมาเหมือนอยากจะให้รุ่นพี่นาคากุจิรู้สึกตัว แล้วไงล่ะ... รุ่นพี่นาคากุจิก็ตอบสนอง ใครที่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้นของรุ่นพี่มุคาเอดะก็ปล่อยไปไม่ได้ทั้งนั้น เขายังเดาได้ทันทีเลยว่าคิดอะไรอยู่...

             ก่อนหน้างานบาร์บิคิว รุ่นพี่มุคาเอดะดูเหมือนกำลังกลุ้มใจอะไรหนักๆ อยู่สองสามวัน แต่หลังจากวันงานไปแล้วก็กลับมาเป็นปกติ ไม่สิ... ดูสดใสยิ่งกว่าปกติเสียอีก เหมือนอะไรๆ ก็คลี่คลายแล้ว ถ้าให้วิเคราะห์ก็นั่นแหละ... ช่วงเริ่มคบกันกับรุ่นพี่นาคากุจิก็คงจะเป็นหลังงานบาร์บิคิว เพราะฉะนั้น... รุ่นพี่นาคากุจิก็คงไม่บอกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรุ่นพี่หลังงานบาร์บิคิวนั่นหรอก

             ทั้งที่เขาน่าจะเป็นตัวแปรให้รุ่นพี่นาคากุจิตัดสินใจขอคบกับรุ่นพี่มุคาเอดะได้เร็วขึ้น... แต่มันจะดีเหรอที่รุ่นพี่มุคาเอดะไม่รู้เรื่องนี้? อย่างนี้เรียกว่าขี้โกงได้ไหม? ไม่แฟร์... ก็เข้าใจหรอกว่ารุ่นพี่มุคาเอดะถึงขนาดลงทุนหย่ากับภรรยาเพื่อรอวันนี้ แต่บางทีเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันนะว่าถ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังงานบาร์บิคิวนั่นแล้วจะทำหน้ายังไง ยังจะบอกว่าถ้าเขาลำบากอะไรเรื่องรุ่นพี่นาคากุจิแล้วจะช่วย... อะไรอย่างนี้ได้อีกหรือเปล่า?

             กับรุ่นพี่นาคากุจิไม่มีวันทะเลาะกันเหรอ...? ตั้งใจอวด? 

             รุ่นพี่มุคาเอดะเป็นรุ่นพี่ที่มีบุญคุณกับเขามากๆ ถ้าทรยศหักหลังคนที่ดูแลช่วยเหลือเขามาขนาดนี้ได้ เขาก็คงได้ชื่อว่าเป็นคนนิสัยไม่ดีสุดๆ แม้แต่รุ่นพี่นาคากุจิก็คงโกรธเกลียดและไม่ให้อภัยเขาหรอก แต่...

             คนที่ปิดบังแฟนตัวเองเรื่องนี้ ก็พอกัน น่าจะเรียกว่าเป็นคนนิสัยไม่ดีเหมือนกันไม่ใช่หรือ...

 

             “ตั้งแต่พรุ่งนี้ต้องเอากล่องข้าวมาเองเหรอครับ...” 

             มุคาเอดะทวนคำครูสาวด้วยท่าทางเลื่อนลอย

             “ใช่ค่ะ... ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี่ทางโรงเรียนไม่มีอาหารโรงเรียนให้แล้วน่ะค่ะ วันนี้มีเป็นวันสุดท้าย คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านแล้วจะฝากเด็กกับทางโรงเรียนช่วงปิดเทอมจะต้องเอาข้าวกล่องมาเองค่ะ” คุณครูอธิบาย มองสีหน้าอึ้งของมุคาเอดะไปด้วย “...ตามที่มีจดหมายแจ้งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว”

             “ทราบแล้วครับ ...ข้าวกล่องนะครับ” อย่าว่าแต่จำจดหมายไม่ได้ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเซ็นชื่อส่งคำยื่นขอฝากมิสุเอะช่วงปิดเทอมเรียบร้อยตั้งแต่ตอนไหน ในหัวตอนนี้นึกถึงกองข้าวของที่รื้อออกมาจากกล่องตอนย้ายบ้าน เหมือนว่าจะมีกล่องข้าวอยู่บ้างเหมือนกัน ว่าแต่ในตู้เย็นมีอะไรบ้าง...

             มุคาเอดะยกนาฬิกาขึ้นมอง กล่าวลาครูประจำชั้นแล้วจูงลูกสาวเดินกลับลงเนิน หญิงสาวในชุดสูททำงานที่ยืนพิงรั้วสวนสาธารณะรออยู่กระตุกตัวขึ้นทันทีที่เห็น โบกมือให้

             เด็กหญิงทำตาปริบมองนานามิที่เดินเข้ามาหาพลางยิ้มให้ พอจะจำได้ว่าเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้ที่ร้านคุณชินหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยพูดคุยด้วย

             “เพื่อนที่ทำงานของปะป๊าน่ะ ชื่อคุณนานามิ พอดีว่าวันนี้จะไปที่ร้านคุณชินด้วยกันน่ะนะ”

             “สวัสดีจ้ะ ขอยืมตัวคุณพ่อนิดนึงนะ” หญิงสาวหัวเราะกับสีหน้าไม่ค่อยพอใจของหนูน้อย ท่าทางแสดงออกถึงอาการหวงคุณพ่ออย่างเห็นได้ชัดด้วยการดึงแขนเสื้อขอให้อุ้ม มุคาเอดะก็เลยต้องก้มลงไปช้อนตัวขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด

             “เรามาวางแผนกันนิดนึงก่อนนะคะ” นานามิกระชับกระเป๋าถือ “คุณมุคาเอดะแนะนำฉันว่าบังเอิญเจอกันที่บริษัทแล้วก็เลยนัดมาด้วยกัน แล้วก็ทำตัวสนิทกันนิดนึงนะ”

             “ยังไงนะครับ...?”

             “ก็คุยกันแบบสนิทๆ เลยค่ะ เรียกฉันว่า `นานามิ` ไปเลย เผื่อมาสเตอร์ เอ่อ คุณชินเห็นแบบนี้อาจจะนึกหึงฉันขึ้นมาบ้างไง” หญิงสาวตัดสินใจเรียกเจ้าของร้านด้วยชื่อเหมือนมุคาเอดะบ้าง

             แล้วถ้าคนที่เขาหึงไม่ใช่คุณนานามิ ใครเดือดร้อนครับ...? // มุคาเอดะ 

             “เอ่อ...” มุคาเอดะยิ้มรับ “แต่ประเด็นคือ คุณชินเขามีแฟนของเขาอยู่แล้ว และเท่าที่ฟัง เขาก็ดูสนิทสนมกันดีไม่มีปัญหาอะไร ไม่น่าจะมีที่ให้คุณนานามิแทรกเข้าไปนะครับ ถึงคุณนานามิจะคุยสนิทสนมกับใครก็ไม่น่าจะหึงหรือเปล่า?”

             “แหม เรื่องแบบนั้นก็บอกไม่ได้หรอกค่ะ คนไม่รู้ใจตัวเองมีเยอะแยะ”

             “อือ...”

             “อาจจะตาสว่างขึ้นมาก็ได้ ที่ผ่านมาอาจจะแค่ไม่รู้ว่าฉันสนใจอยู่เหมือนกัน พอมีคนเข้ามาสารภาพรักเข้าหน่อยก็เลยเผลอคบไป”

             “...คุณชินอาจจะเป็นคนสารภาพก็ได้หรือเปล่าครับ?”

             “ไม่มีทาง อย่างคุณชินอยู่เฉยๆ ก็มีแต่คนมาสารภาพรักเรื่อยๆ อยู่แล้ว มันยังไงล่ะ เหมือนมีออร่าแปลกๆ คุณมุคาเอดะคงไม่รู้หรอก”

             ...นี่ก็คนที่สองแล้วที่พูดแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิด คุณมิกิก็เคยบอกว่าคุณชินมีออร่าเรียกให้คนไปสารภาพรักด้วย ออร่าอะไรกันเนี่ย สร้างความลำบากชะมัดเลย // มุคาเอดะ 

             “อย่างนั้นคุณนานามิก็จะสารภาพรักกับคุณชินเหรอครับ?”

             “ท้ายสุดก็คงอย่างนั้นแหละค่ะ” หญิงสาวยักไหล่ “แต่ของแบบนี้มันต้องรอจังหวะนิดนึง อย่างแรกเลยคิดต้องหาทางให้คุณชินเห็นฉันอยู่ในสายตาก่อน แล้วก็ต้องสืบให้รู้ก่อนว่าแฟนเขาเป็นใคร เป็นคนยังไง เผื่อจะได้รู้ไงคะว่าเขาชอบคนแบบไหน”

             “อืมม์”

             “เพราะฉะนั้น” นานามิหันมองด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณมุคาเอดะก็ต้องช่วยฉันด้วยนะคะ เราต้องช่วยกันแทคทีมหลอกถามเรื่องแฟนเขามาให้ได้ อ้อ ต้องบอกคิโกะด้วย”

             มุคาเอดะมองไม่เห็นอะไรนอกจากเส้นทางของความซวย แต่เพราะขาก้าวถึงหน้าประตูร้าน แล้วหญิงสาวก็ผลักประตูเข้าไปแล้วด้วยท่าทีสดใสพลางลากแขนเขาไปด้วย ก็เลยพูดอะไรต่อไม่ได้

             ไม่ต้องเดาก็เห็น ว่าเจ้าของร้านที่กำลังทำอาหารหลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าประหลาดใจแค่ไหน ขนาดคำกล่าวต้อนรับลูกค้าที่ปกติจะต้องออกจากปากโดยอัตโนมัติก็ยังอึ้งไปชั่วครู่

             “...คุณนานามิ?”

             โอโตนามิขมวดคิ้วมองหญิงสาวที่ลากมุคาเอดะเข้ามาด้วยรอยยิ้ม

             “คุณชินจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอคะ!”

             ไม่แปลกที่เขาจะจำชื่อลูกค้าประจำที่มาบ่อยๆ ได้หรอก โดยเฉพาะหญิงสาวที่มานั่งสั่งกาแฟที่ร้านสองสามวันต่อสัปดาห์ แล้วยังเหมือนจะสนิทกับคิโกะขนาดที่เรียกไปถามไปคุยอะไรบ่อยๆ ด้วย เขาเองก็เคยคุยด้วยบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะนึกว่าหญิงสาวจะอยากนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ มากกว่า ถึงได้มักจะมาหามุมสงบในร้านนั่งเสมอ

             “เอ่อ... คุณฮาเซกาว่า นานามิทำงานที่บริษัทเดียวกันน่ะครับ ผมก็เพิ่งรู้วันนี้...” มุคาเอดะวางลูกสาวที่อุ้มอยู่ลง มิสุเอะรีบเดินไปปีนเก้าอี้เด็กของตัวเองขึ้นไปนั่งประจำที่

             “แหมๆๆ ฉันน่ะเห็นมาสักพักแล้วค่ะว่าคุณมุคาเอดะน่ะทำงานที่เดียวกัน ถึงจะเพิ่งรู้วันนี้แต่ก็คุยกันถูกคอมากเลยนะคะ เลยนัดกันว่าเย็นนี้มาที่ร้านคุณชินด้วยกันดีกว่า”

             โอโตนามิยิ้ม เสิร์ฟน้ำเปล่าให้ตรงหน้าเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ที่หญิงสาวนั่ง ปกติถึงจะมาคนเดียวเธอก็ไม่กล้านั่งตรงนี้ แต่เพราะมุคาเอดะที่มาด้วยกันเลื่อนเก้าอี้นั่งข้างลูกสาว เธอก็เลยได้นั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติไปด้วย

             “โหย บังเอิญจังเลยค่ะคุณนานามิ อย่างนั้นก็คุยกันที่บริษัทได้บ่อยๆ เลยสิคะ” คิโกะรี่เข้ามาเสริม

             “ใช่ๆ อย่างวันนี้เราก็นั่งคุยกันจนฉันคอแห้งเลยนะคะ” หญิงสาวเอาขาสะกิด

             “อ่า... ครับ...” มุคาเอดะรับด้วยรอยยิ้ม มองมือใหญ่ของคนหลังเคาน์เตอร์ที่ยกสลัดผักจานเล็ก กับอาหารเย็นที่เตรียมไว้มาวางให้ทีละจาน “คุณนานามิเป็นคนคุยเก่งกว่าที่คิดนะครับ”

             “ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ ใครๆ ก็บอกว่าพอสนิทด้วยแล้วไม่เหมือนอย่างที่คิดเลย มีแต่คนบอกว่าอยู่ด้วยแล้วสนุก”

             “คุณนานามิก็ดูน่าจะเป็นคนคุยเก่งอยู่แล้วนี่ครับ ปกติก็เห็นคุยกับคิโกะอยู่บ่อยๆ” โอโตนามิยิ้มตอบ ค่อยหันไปเห็นเด็กหญิงนั่งหน้าบึ้ง ไม่ยอมกินอาหารที่เตรียมไว้ให้

             “มิสุเอะจัง? ไม่ชอบไก่คาราเกะเหรอ?” ถามด้วยเสียงแปลกใจ

             “ช็อคค่ะ” มิสุเอะทำหน้าหงิก

             “ช็อค? ช็อคอะไรหือ?”

             “ช็อคที่คุณชินมีแฟนแล้ว”

             เงียบกันไปทั้งเคาน์เตอร์ มุคาเอดะสำลักข้าว หันมองลูกสาว ม่านตาขยายกว้าง

             “ว้ายยยย จริงเหรอมิสุเอะจัง! ไปเอามาจากไหน? ใครบอก?!” คนที่กรี๊ดขึ้นมาคือคิโกะ หน้าตาสุดแสนจะตื่นเต้น

             “ปะป๊า”

             ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโอโตนามิเหลือบมองทันที มุคาเอดะถือช้อนค้าง อ้าปากพะงาบๆ จะพูดแก้ตัว แต่เด็กหญิงก็ชิงพูดก่อน

             “ปะป๊าบอกว่าคุณชินมีแฟนแล้ว สนิทกันมากด้วย ไม่มีที่ให้ใครแทรก”

             อ๊า!!!!!!!!!!!!! // มุคาเอดะ 

             “เห~” โอโตนามิหลุดขำ เหลือบมองมุคาเอดะที่หน้าแดงก่ำ ทำท่าเหมือนคนอยากจะวิ่งหนีแล้วเอาถังขยะคลุมหัว ทำไมเขาถึงลืมไปได้ว่าลูกสาวกำลังอยู่ในวัยที่เริ่มจะฟังรู้เรื่องทุกอย่าง สนใจรอบข้าง แถมยังความจำดีมากๆ ด้วย!!

             “แล้วจริงหรือเปล่าคะคุณชิน?” นานามิรีบถาม คิโกะก็ยิ่งทำหน้าอยากรู้พอกัน

             “ครับผม” เจ้าของร้านยิ้มตอบปกติ “ก็ตามโท... คุณมุคาเอดะพูดแหละ”

             “เหรอคะ...” มุคาเอดะมองสีหน้าที่หมองลงของนานามิ ตรงข้ามกับคิโกะที่ไม่ใช่แค่ดวงตาเป็นประกาย ตัวก็รีบกระเถิบเข้าไปสัมภาษณ์เหมือนเป็นนักข่าวบันเทิง  

             “ตั้งแต่เมื่อไหร่! ตั้งแต่เมื่อไหร่คะมาสเตอร์?!”

             “ก็เมื่อเร็วๆ นี้”

             “ใครอะ?”

             “จะบอกทำไม”

             “ฉันรู้จักหรือเปล่าคะ? เคยเจอไหม?”

             “กลับบ้านไปได้แล้ว” โอโตนามิกอดอกบ่น “หมดเวลาทำงานแล้ว อยู่ต่อก็ไม่จ่ายเงินเพิ่มหรอกนะ”

             “แหม ไล่กันเฉยเลย ไม่บอกจริงเหรอคะ”

             “ไม่บอก”

             คิโกะทำหน้ามู่ทู่ กลับเข้าไปเก็บของข้างในตามเจ้าของร้านว่า โอโตนามิเหลือบมองมุคาเอดะที่ก้มหน้าจัดการกับอาหารเย็นเงียบๆ แล้วค่อยหันไปถามนานามิที่เหมือนจะลืมไปแล้วว่าตั้งแต่เข้ามาก็ยังไม่ได้สั่งอะไร

             “คุณนานามิจะสั่งอะไรไหมครับ?”

             “อ่า... เอ่อ ขอกาแฟดำแล้วกันค่ะ”

             เจ้าของร้านหันไปจัดการตามว่า ครู่เดียวก็เอาออกมาวางเสิร์ฟ คิโกะกลับออกมาพอดี กล่าวลาเสียงแจ๋วก่อนจะออกจากร้านไป

             “แฟนคุณชินใช่คนนั้นหรือเปล่าคะ? คนที่ชื่อมิกิ?”

             มุคาเอดะสะดุ้งเล็กๆ เหลือบมอง

             “เปล่าหรอกครับ นั่นเพื่อนสมัยมัธยม” โอโตนามิหัวเราะ “สนใจกันขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

             “ก็ แหม...” นานามิหัวเราะแก้เขิน “คุณชินเป็นคนดังนี่นา แล้วมันก็เหนือคาด ฉันเองก็ได้ยินเรื่องคุณชินมาเยอะ ปกติมีคนมาสารภาพรักคุณชินเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ แต่ไม่เห็นสนใจใครเลย ก็เลยคิดว่าคุณชินไม่สนใจเรื่องพวกนี้น่ะค่ะ”

             “ได้ยินจากไหนล่ะครับ จากคิโกะ?”

             หญิงสาวพยักหน้า

             “ไม่รู้ว่าไปได้ยินอะไรมา แต่คนอื่นๆ ชอบพูดเว่อร์ๆ ไปเองน่ะครับ ผมก็คนธรรมดาๆ นี่แหละ ไม่เชื่อถามคุณมุคาเอดะสิ”

             ทำไมต้องโยนมาทางนี้ด้วย! // มุคาเอดะ 

             “คุณชินเป็นคนสารภาพรักใช่ไหมคะ?”

             มุคาเอดะหันขวับตามเสียงเจื้อยแจ้วเล็กๆ เหงื่อแตกพลั่ก หยุดเดี๋ยวนี้นะ ลูก! 

             “ใครบอกอีกล่ะ?”

             “ปะป๊า”

             ลูกกกกกกกกก ลูกสาวฉันนนนน // มุคาเอดะ 

             โอโตนามิขำจนต้องเอามือกุมริมฝีปาก

             “คุณชินชอบเด็กใช่ไหมคะ?” หญิงสาวเห็นได้โอกาสก็รีบถาม “คิดเรื่องแต่งงานมีลูกบ้างหรือเปล่า?”

             “มีหลานน่ะครับ ลูกน้องสาว ปีนี้ก็สองขวบ”

             “กำลังน่ารักเลย แล้วของตัวเองล่ะคะ?”

             “อืมม์”

             คนถูกถามมองเด็กหญิงที่หันกลับไปเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ยเต็มปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ส่งยิ้มเอ็นดู

             “ก็เพราะไม่เคยคิดละมั้งครับ” เท้าคางกับเคาน์เตอร์พลางตอบ “ตอนนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนโชคดีน่ะนะ”

             มุคาเอดะเหลือบมอง โอโตนามิไม่ได้พูดอะไรต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ นานามิยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็เลยชวนคุยเรื่องอื่น....

 

             “อ๊ะ ทำไมไม่เห็นค่อยเย็นเลย นายเปิดแอร์อุณหภูมิเท่าไหร่เนี่ย โทโอ...” โอโตนามิเดินเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะตอนสี่ทุ่ม เด็กหญิงหลับไปแล้ว มุคาเอดะเปิดไฟไว้เฉพาะตรงห้องครัว เงยใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมาตามเสียงประตูเปิด โอโตนามิยืนตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะก้าวพรวดเข้าไปทางห้องครัว ดึงแขนเจ้าของห้องได้ก็รวบไว้ในอ้อมแขน กอดแน่น

             “มีอะไรไม่ปรึกษาฉันอีกแล้ว...” มือใหญ่วางหลังศีรษะ กดให้แนบกับแผงบ่าตัวเอง “เรื่องคุณนานามิใช่ไหม?”

             “เอ่อ...”

             มุคาเอดะหันหัวออก โอโตนามิถึงได้เพิ่งเห็นเขียงที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ ครัว กับหอมหัวใหญ่ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยค้างไว้

             “...ทำอะไรอยู่น่ะ?” โอโตนามิมองอึ้งๆ ทั้งเรื่องที่มุคาเอดะหั่นหัวหอมตอนสี่ทุ่มจนน้ำตาไหลพราก และเรื่องที่มันเละเทะกระจัดกระจายไปถึงพื้นเบื้องล่าง

             “กล่องข้าวครับ” มุคาเอดะตอบพลางผละตัวออก โอโตนามิจับมือไว้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะเผลอเอาป้ายหน้า แค่นี้ก็ตาแดง น้ำตาเปรอะแก้มไปหมดแล้ว “จะเตรียมไว้พรุ่งนี้เช้าน่ะ”

             “กล่องข้าว? นายจะทำกล่องข้าวเหรอ?”

             “ตั้งแต่พรุ่งนี้มิสุเอะต้องเอากล่องข้าวไปน่ะครับ ช่วงปิดเทอมทางโรงเรียนไม่มีอาหารกลางวันให้”

             “แล้วทำไมนายไม่บอกฉันเฮอะ? แค่กล่องข้าวมิสุเอะ ฉันทำแป๊บเดียวก็ได้แล้ว” โอโตนามิบ่น

             “ปิดเทอมมันไม่ใช่แค่วันสองวันนะครับ ต้องทำแต่เช้าทุกวัน เป็นภาระด้วย”

             “พูดกับใครน่ะเฮอะ นี่เจ้าของร้านที่ทำอาหารขายมาสิบปีนะ แค่ข้าวกล่องเด็กอนุบาลเดือนเดียวจะเป็นภาระได้ยังไง”

             คนฟังเถียงไม่ออก มองโอโตนามิที่เอาเศษหอมใหญ่เทใส่จาน แล้วก็ก้มลงไปทำความสะอาดพื้นต่อ

             “...ขอโทษนะครับเรื่องคุณนานามิ” มุคาเอดะนั่งยองๆ ลงข้างๆ ใช้กระดาษทิชชู่เก็บเศษหอมใหญ่ที่เรี่ยราด “ที่เผลอไปบอกว่าคุณชินมีแฟนแล้ว เลยกลายเป็นเรื่องยุ่งเลย คิโกะก็ดูอยากรู้ไปด้วย”

             “หือ ฉันไม่เคยบอกเลยนะว่าจะเก็บเป็นความลับ” คำตอบของโอโตนามิทำให้คนฟังหยุดกึก หันหน้ามองตัวแข็งทื่อเหมือนโรบอท

             “แต่เพราะนายหรอก ก็เลยไม่ได้บอกใคร” โอโตนามิขำ “ออกจะดีใจด้วยซ้ำ ที่นายบอกคนอื่นเองด้วย”

             “...ไม่ได้ตั้งใจ” แก้ตัวไปก็เท่านั้น เพราะหน้าแดงก่ำ

             “บอกว่าไงนะ? ฉันกับแฟนสนิทกันขนาดไม่มีใครมาแทรกได้เลยเหรอ?”

             “...คุณนานามิบอกว่าจะสารภาพรักคุณชินแน่ะ”

             “เป็นห่วง?”

             “จะตอบเขาว่าไง?”

             “ต้องถามด้วย?” โอโตนามิขำ ยื่นหน้าเข้าไปหา จูบลงที่ริมฝีปาก ซึ่งอีกคนก็ไม่ได้หลบ

             “ดูเคยชินจังนะครับ” มุคาเอดะตอบเสียงขรึม “ปกติคงมีคนมาสารภาพรักเรื่อยๆ อยู่แล้ว ทั้งคุณมิกิกับคุณนานามิบอกว่าคุณชินมีออร่าเรียกคนให้มาสารภาพรักกันทั้งนั้น”

             “จะมีได้ยังไง นายยังไม่เคยพูดเลย”

             “...”

             “ถ้ามีออร่าจริงๆ ขอใช้โควต้าตอนนี้ได้มั้ย?”

             เขาก็พูดไปอย่างนั้น คำสารภาพรักอะไรมันไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก ไม่เท่าปฏิกิริยาตอนที่เขากำลังค่อยๆ ไล่จมูกลงกับลำคอขาว แล้วก็เห็นหมอนี่นั่งเงียบ กลืนน้ำลายดังเอื้อกอย่างนี้หรอก

             “นายก็เอาข้าวกล่องไปกินด้วยสิ”

             “เอ๊ะ?”

             “ทำกล่องเดียวหรือสองกล่องมันก็เหมือนกัน จริงๆ ทำสองกล่องดีกว่า เพราะถ้าซื้อวัตถุดิบมามันก็จะพอดี”

             “คุณชินไม่ลำบากเหรอครับ”

             “ใครเขาลำบากเพราะแค่ทำข้าวกล่องกันล่ะ”

             ผมไง... // มุคาเอดะ 

             “ของผมไม่ต้องอะไรหรอกครับ เอาเหมือนของมิสุเอะเป๊ะๆ เลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยด้วย”

             “รับทราบ” ยิ้มพลางตะครุบจูบลงเบาๆ ที่ลำคอ “ทีนี้นายก็จะได้ไม่ต้องไปกินราเมงกันสองคนกับเพื่อนนายอีกสักพัก”

             “มาหึงผมกับนาคากุจิเนี่ยนะ?”

             “หึงหมด ตอนมากับคุณนานามิก็ด้วย” โอโตนามิตอบอย่างไม่ลังเล สอดมือเข้าไปใต้เสื้อ พอนิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับจุดได้ก็ขยี้เม็ดบนยอดอกทั้งสองข้างไปมา หลุบตามองคนที่หลบสายตาพลางเสียจังหวะลมหายใจไปด้วย “อย่าลืมสิว่าฉันอาการหนักกว่านาย”

             “...เอาอะไรมาวัด?”

             “นายไม่เคยเป็นคนเริ่มเลยนี่” เสียงต่ำกระซิบข้างหู “ไม่อยากมั่งเหรอ?”

             มุคาเอดะจับแขนให้หยุด โอโตนามิมองใบหน้าแดงก่ำที่ดูไม่ค่อยพอใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายผลักหลังเขาเอนลงกับพื้น โอโตนามิเท้าข้อศอกสองข้าง สีหน้ากระตุกไปนิดๆ ที่อีกคนขึ้นมานั่งคร่อม หลุบตามองพลางถอดเสื้อเชิ้ตใส่นอนออกโยนไปข้างๆ

             เดี๋ยวๆ... มุมนี้... // โอโตนามิ 

             มุคาเอดะเท้าแขนลงกับพื้น คร่อมเหนือศีรษะคนนอนหงาย โน้มตัวประกบริมฝีปากลง อีกคนอย่าว่าแต่ไม่ขัดขืน อ้าปากตอบรับจูบแต่โดยดีพลางส่งเสียงกระหายเล็กๆ ผ่านลมหายใจ แค่อีกคนขึ้นมานั่งคร่อม ข้างล่างเขาก็อึดอัดคับขันแทบจะประกาศภาวะวิกฤตออกไปแล้ว นี่ยังจงใจขยับสะโพกเอาของตัวเองเสียดสี ลงลิ้นผ่านริมฝีปากเสร็จก็กระตุกตัวกลับขึ้นไปเหมือนจะปล่อยให้เขาโหยหา หลุบดวงตาพราวอารมณ์มองราวกับเห็นเขาเป็นเหยื่อ แก้มนวลเปล่งปลั่งไปด้วยสีแดงก่ำ หอบน้อยๆ แล้วสะโพกยังขยับตามจังหวะหอบ โอ๊ย นายจะฆ่าฉันด้วยอะไรก็เอาสักอย่าง

             “ไม่ได้... เอาถุงยาง...มานะ”

             คนอยู่ข้างบนตอบคำถามด้วยสายตาที่ทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายดังเอื้อก มุคาเอดะล้วงมือไปหยิบอะไรออกมาจากกระเป๋าหลัง ชูซองเล็กๆ ของของที่เขาพูดถึงพลางใช้ปากฉีกออก

             “มีครับ”

             โทโอรุ...!! // โอโตนามิ 

             ขนาดจะเรียกชื่อเขายังไม่กล้า หมอนี่อัพเลเวลไปไหนแล้วเนี่ย กำลังขยับตัวลงจากตัวเขาพร้อมดึงเอากางเกงเขาไปด้วย ก็แน่อยู่แล้วว่าโดนขนาดนั้นใครจะไม่พร้อมรบ แต่สายตาที่ตวัดมองเขานิดหนึ่งก่อนจะตวัดลิ้นเลียแล้วครอบถุงยางลงไปให้นั่นมันก็เหลือจะเอ่ย...

             โอโตนามิสีหน้ากระตุก ครางออกมาเบาๆ ตอนที่อีกคนครอบตัวเองลงมาทีละนิดกับของเขาต่อหน้าราวกับเห็นแท่งหรรษานั่นเป็นของเล่น มุคาเอดะเองก็หน้าเบ้ เหงื่อออกพราว หอบพลางส่งเสียงครางเบาๆ ขณะก้มหน้ามองโพสิชั่นตัวเองให้เหมาะเจาะ แค่ภาพและเสียงหอบแผ่วของมุคาเอดะที่กำลังจัดการของตัวเองนิ่งๆ จนกลืนกินของเขาเข้าไปได้หมดขนาดนี้ ก็แทบจะทำให้เขาทนไม่ไหวอยู่แล้ว หมอนั่นยังตวัดตามองเขาด้วยใบหน้าของคนประคองอารมณ์ไม่อยู่ ดวงตาหวานเยิ้ม มือร้อนผ่าวกดลงบนหน้าท้องของเขา ก่อนจะค่อยๆ ขยับสะโพกพร้อมปล่อยเสียงครางเบาๆ ไปด้วย

             “โทโอรุ...” โอโตนามิเรียกเสียงสั่น “อย่าเพิ่งขยับมาก”

             อย่าว่าแต่จะหยุด ชะลอความเร็วลงก็ยังไม่... โอโตนามิกระตุกสีหน้า ยื่นมือไปรั้งสะโพกคนที่ขยับเป็นจังหวะหวาดเสียวจะให้หยุดแค่นี้ก่อน แต่มุคาเอดะทำหน้าไม่ยอม ขยับตัวขึ้นแล้วครอบตัวลงไปใหม่เหมือนจะท้า โอโตนามิกัดริมฝีปาก ตรึงมือที่จับสะโพกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะขยับสะโพกตัวเองแทงสวนเข้าไป มุคาเอดะทำหน้าตกใจ สำลักลมหายใจดังเฮือก บิดตัวส่ายหน้า หอบออกมาไม่เป็นจังหวะ พอจะถอยตัวตอนนี้ก็หนีก็ไม่ได้ เพราะถูกมือแข็งแกร่งทั้งสองข้างกดสะโพกไว้มั่น

             “คุณชิน! คุณชิน!”

             “อย่ามาท้าทายฉันมาก นายก็รู้ว่าถ้าฉันเบรคไม่ได้มันจะเป็นยังไงฮึ? ตรงที่นายชอบน่ะ มันตรงนี้”

             มุคาเอดะครางเสียงดัง เบี่ยงตัวจะหนีแต่อีกคนกระตุกตัวขึ้นมานั่งทั้งที่ร่างกายยังเชื่อมต่อกันอยู่ ชันเข่ารวบตัวล็อคเอาไว้กลางร่าง ประกบริมฝีปากแน่น สอดลิ้นเรียกร้องให้เอาความร้อนมาแลก มือบีบสะโพกขาวจนแดง กดร่างที่บิดไปมาไว้ไม่ให้หนี แล้วดึงให้ขย่มรับจังหวะตามที่ตัวเองป้อน

             “ทำไมถึงแน่นอย่างนี้... นายจะฆ่าฉันหรือไงเฮอะ?”

             มุคาเอดะสะบัดหน้า คนที่จะขาดใจตายคือเขาเองมากกว่าเมื่ออีกฝ่ายกัดเบาๆ ที่ใบหู ปล่อยมือออกจากสะโพกมากำท่อนลำด้านหน้า รูดขึ้นรูดลงเป็นจังหวะรวดเร็วจนเขาเผลอครางลั่น พยายามเอามือไปจับให้หยุดแต่โอโตนามิไม่มีทีท่าจะปรานีให้ แค่ใช้ลิ้นแตะหัวนมกลางแผ่นอกขาวที่ร่อนไปมาตรงหน้า เขาก็ครางจนจะหมดเสียงแล้ว ไม่ต้องบอกว่าร้องออกไปขนาดไหนตอนที่ริมฝีปากนั่นครอบลงมาบนเม็ดอกแล้วก็ดูดเป็นเสียงดังทำขนลุกไปทั้งร่าง

             มุคาเอดะเปลี่ยนเอามือไปโอบรอบคอโอโตนามิ ซุกหน้าลงกับศีรษะพร้อมเสียงหอบหนัก ยิ่งลำตัวแนบติดกับอกกว้าง ยิ่งทำให้พื้นที่การเสียดสีทั้งข้างบนข้างล่างยิ่งกระชับแน่น ไม่ใช่แค่หน้าอกเขาที่ชุ่มน้ำลายอีกฝ่ายไปหมดแล้ว มือของโอโตนามิที่รูดของแข็งขึ้นลงไปมาก็เปียกแฉะไปหมด แล้วยังจะเงยหน้าขึ้นมาหายใจรดลำคอโชกเหงื่อของเขา กระซิบด้วยเสียงต่ำ

             “ฉันจะไม่ไหวแล้วนะ นายว่าไง?”

             มุคาเอดะส่ายหน้า ตอบด้วยการจิกมือลงกับแผงบ่าตามจังหวะมือและสะโพกที่อีกฝ่ายเพิ่มให้โดยไม่รอคำตอบ เห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังทำทุกอย่างเพื่อจะให้เขาไปถึง แล้วยังจะมาถามอะไรอีก...

             โอโตนามิได้ยินเสียงมุคาเอดะครางแผ่วที่ข้างหู ร่างกายกระตุกเกร็ง ก่อนแรงที่จิกลงกับกล้ามเนื้อไหล่เขาจะผ่อนลง เจ้าตัวเองก็คงรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกจากของแข็งข้างในตัวเองที่เป็นจังหวะติดๆ พอกัน เสียงครางต่ำๆ ของโอโตนามิทำใจหวิว มุคาเอดะก็เลยก้มหน้าซุกกับลำคอพลางปล่อยเสียงหอบ ทิ้งเรี่ยวแรงทั้งหมดลงบนตัวคนที่นั่งคร่อมอยู่ โอโตนามิแค่เหลือบมองแก้มด้าน ข้างยังเห็นว่าแดงก่ำ

             “ทำไมวันนี้ร้อนแรงฮึ? หึงจนหน้ามืด?” ถามพลางวางมือลงบนศีรษะมุคาเอดะที่สะดุ้ง ไม่ตอบ แต่พลิกสายตาหลบ อะจิงดิ?

             จะใช่ตามนั้นหรือไม่ก็ทำเขายิ้มออก ก้มหน้าแตะริมฝีปากลงกับเส้นผม

             “ถ้ายังไม่ลุกเดี๋ยวโดนอีกรอบนะ”

             พอว่าอย่างนี้อีกคนก็ผงะ มองขึ้งพลางผละตัวเองออกทันที

             “เสียใจจัง นายไม่อยากโดนอีกรอบขนาดนั้นเลย?”

             “...เดี๋ยวก็กลายเป็นพวกติดเซ็กส์หรอก”

             “ติดนายต่างหาก” โอโตนามิหัวเราะ ปลดถุงยางออกโยนใส่ถังขยะ “แล้วเมื่อกี้ใครเป็นคนเริ่มนะ? ฉันอุตส่าห์อยากให้นายพักบ้าง ถุงยางก็ไม่ได้เอามา เห็นไหม บริสุทธิ์ใจขนาดไหน”

             “ถึงเวลาก็แค่ไม่ใช้... คิดอย่างนี้หรือเปล่า”

             “ก็อย่าท้าทายกันนักสิ”

             “ไม่ได้ทำอะไร...”

             มุคาเอดะผ่อนลมหายใจ รับจูบจากริมฝีปากที่แตะลงมา อ้อมแขนไปคล้องรอบลำคอ แตะหน้าผากลงกับไหล่

             “อยากให้บอกอะไรคุณนานามิไหม?” โอโตนามิเอามือลูบแผ่นหลังไปมา

             “ไม่ต้อง” มุคาเอดะบอกเบาๆ “ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่ถ้าเขาสารภาพรักก็ช่วยปฏิเสธหน่อย...”

             “คิดว่าจะตอบรับหรือไงฮึ? ไม่บอกก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้วมั้ย?” โอโตนามิบ่น “งั้นถ้านาคากุจิสารภาพรักนายก็ต้องปฏิเสธด้วยนะ”

             มุคาเอดะขำพรืด

             “พูดจริงพูดเล่นครับเนี่ย?”

             “จริงสิ” โอโตนามิทำเสียงขุ่น “คราวนี้ถ้าเพื่อนนายมากอดนายอีก ฉันจะต่อยจริงๆ นะ”

             “ไม่มีๆ” มุคาเอดะตอบแบบไม่ต้องคิด “แล้วโดยปกติผมก็ไม่มีออร่าให้คนเที่ยวมาสารภาพรักอย่างคุณชินด้วย”

             “งั้นช่วยบอกหน่อยว่าต้องทำยังไงไอ้ออร่านี่มันถึงจะออกมาตอนนี้น่ะ?”

             “สงสัยเราจะอยู่คนละฝ่ายกันนะครับ” มุคาเอดะยิ้มอ่อน “ผมกำลังหาทางกำจัดมันอยู่”

             “ขอใช้กับนายก่อนไม่ได้เหรอ?”

             มุคาเอดะขำออกมาเบาๆ ผลักหลังให้ลุกขึ้น

             “ไปอาบน้ำได้แล้วครับ”

 

             เสียงดนตรีเบาๆ ดังบอกเวลาพักในบริษัท มุคาเอดะยังทำงานต่ออีกนิดหน่อยจนคนในแผนกออกไปกินอาหารกลางวันกันเกือบหมดแล้วถึงได้หยิบกระเป๋ากล่องข้าวขึ้นมาวาง กล่องข้าวใบนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของที่โอโตนามิมีอยู่แล้วทั้งเซ็ท ตอนตื่นมาก็เจอยืนทำอาหารอยู่ในครัวแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ว่าตื่นกี่โมงเหมือนกัน แต่ก็เลยได้บุญกุศลอาหารเช้าเผื่อแผ่มาด้วย

             มุคาเอดะเปิดฝากล่องข้าว แล้วก็นิ่งอึ้งไปกับคาแรคเตอร์พิ้งค์กี้พิ้งค์แวดล้อมไปด้วยกับข้าวน่ากินแบบเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกปลาหมึกแปะลูกกะตาหรือบล็อกโคลี่เสียบไม้จิ้มสีชมพูลายคิตตี้สุดจะน่ารัก

             อืมม์... เขาบอกเองนี่นะว่าเอาเหมือนมิสุเอะทุกอย่าง แต่มันควรจะออกมาแบบนี้ไหมหือ... // มุคาเอดะ 

             ก็ยังดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ยะจิมะที่นั่งข้างๆ ก็ออกไปกินกลางวันที่อื่น คิดว่าถ้าไม่ใช่โรงอาหารของบริษัทก็คงออกไปกินข้างนอกแถวนี้เพราะบริษัทตั้งอยู่ในแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านค้า ก็มีบ้างบางวันที่หมอนั่นจะซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อที่ชั้นหนึ่งขึ้นมานั่งกินคนเดียวที่นี่ ซึ่งบางทีเขาเห็นอย่างนั้นก็ไปซื้อมานั่งกินด้วย

             “มุคาเอดะ ชีทที่จะเข้าประชุมบ่ายเสร็จหรือยังอะ ต้องก็อปปี้ไหม?” รุ่นพี่ในแผนกอีกคนเดินเข้ามาในห้อง เห็นหน้าก็ถาม

             “อ๊ะ เรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยวว่าจะก็อปปี้ซักยี่สิบชุด”

             “เอามาเลยๆ เดี๋ยวให้รุ่นน้องอีกแผนกก็อปปี้ให้”

             มุคาเอดะเอื้อมมือไปที่ถาดเอกสารตรงหน้าที่เขาเรียงแยกไว้อย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ ขมวดคิ้วที่เอกสารบนสุดที่แตะไม่ใช่เอกสารที่เขาเตรียมไว้ จนต้องยืนขึ้นดู แล้วก็ทำตาปริบๆ คุ้ยหาเอกสารจากกอง

             “อะไรอะ? ไม่เจอเหรอ?” รุ่นพี่เดินเข้ามาถาม

             “เอ... ก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะ หรือตกไปไหน” มุคาเอดะมองซ้ายขวา ก้มลงไปมองใต้โต๊ะ สอดส่ายสายตา ก่อนจะเห็นสีเอกสารคุ้นๆ คล้ายๆ เอกสารที่เขาทำอยู่ที่อีกมุมของห้อง

             ถูกเครื่องตัดเอกสารหั่นออกเป็นริ้วๆ แล้วก็ยัดไว้ในถังขยะหน้าเครื่องถ่ายเอกสาร...

 

To be continue

ความคิดเห็น