facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่เจ็ด : ไม่คิดจริงจังแล้วให้ความหวังทำไม?

ชื่อตอน : ทางแยกที่เจ็ด : ไม่คิดจริงจังแล้วให้ความหวังทำไม?

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 590

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่เจ็ด : ไม่คิดจริงจังแล้วให้ความหวังทำไม?
แบบอักษร

7 

           สี่ปีก่อน เดือนมกราคม  

           ต้นเดือนมกราคม อากาศที่เชียงใหม่ค่อนข้างหนาวเย็นโดยเฉพาะช่วงเช้าแต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับกรุ๊ปทัวร์เฉพาะกิจที่ชญาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดขึ้น หลังจากตีซี้กับปวีร์ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทั้งชญาและเฌอเอมสามารถยกระดับความสนิทสนมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มของเขาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ถึงขั้นนัดทานข้าว ดูหนัง ไปนั่งฟังปวีร์ร้องเพลงด้วยกัน คราวนี้จึงถือโอกาสชักชวนเพื่อนทั้งสองกลุ่มให้ไปเที่ยวด้วยกันเป็นการฉลองมิตรภาพและฉลองจบการศึกษาล่วงหน้า (สองเดือน) ให้สมัครพรรคพวกของปวีร์ ทุกคนตอบตกลงในเวลาอันรวดเร็ว ยกเว้นบุริมนาถที่ให้คำตอบล่าช้ากว่าใคร เกือบเป็นตัวปัญหาเสียด้วยซ้ำ แต่โชคชะตายังเป็นใจอยู่บ้าง เมื่อรณเกียรติและบุษณีได้รับคำเชิญด่วนจี๋ให้ลงไปสัมมนาที่กรุงเทพฯ ช่วงเวลาเดียวกันพอดี การเตรียมการทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้น โดยจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวครั้งนี้คือ ‘ดอยอ่างขาง’  

           ถ้าไม่ท้าทายก็ไม่ใช่ชีวิตวัยรุ่นที่แท้จริง...เฌอเอมพิมพ์ไว้แบบนั้นก่อนเริ่มวางแผนเที่ยวในกลุ่มไลน์ คนอื่นๆ จึงเห็นดีเห็นงามกับการเดินทางด้วยรถสาธารณะ ซึ่งก็คือรถบัส เวลานัดรวมพลได้ฤกษ์ดีตีห้าตรงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่แห่งที่ 1 หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันติดปากว่าขนส่งช้างเผือก เพราะด้านหน้ามีอนุสาวรีย์ช้างเผือกตั้งอยู่ 

           สี่สาวมาถึงก่อนนัดหมายเพราะนอนค้างด้วยกันที่ห้องชญา ตีสี่ครึ่งนำจักรยานยนต์มาฝากกับร้านรับฝากรถชั่วคราวภายในบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารแล้วนั่งรอหน้าจุดจำหน่ายตั๋วโดยสาร ไม่นานนัก...ฐวัฒน์ ณัฐกมล และนราพร เพื่อนในกลุ่มปวีร์ก็ตามมาสมทบ  

           ‘ไอ้วียังไม่มาอีกเหรอ มันจะเบี้ยวเรารึเปล่าวะ’ ฐวัฒน์หรือมิน ผู้รับหน้าที่ตากล้องประจำทริปเอ่ยถามหลังพากันกอดอกนั่งหนาวรอเกือบถึงตีห้า  

           ‘มาสิ...วีบอกว่ากว่าจะได้กลับห้องก็เกือบตีสองแล้ว อีกสักพักคงมาถึง’  

           ‘วู้! โฆษกส่วนตัวแถลงเอง รออีกหน่อยแล้วกัน’ ณัฐกมลโห่แซวเบาๆ เมื่อบุริมนาถรีบชี้แจงเหตุผลการมาสายของสมาชิกกลุ่มคนสุดท้ายทั้งที่ฐวัฒน์ไม่ได้เจาะจงถาม คนโดนเล่นงานเขินอายท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ  

           ‘นินทาเหรอวะ’ ราวกับนัดแนะคิวกันไว้ว่าจะปรากฏตัวจังหวะไหน ปวีร์ส่งเสียงห้วนห้าวทักทาย โผล่มาทางด้านหลังฐวัฒน์ มือข้างที่ไม่ได้จับสายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ฟาดเบาๆ ลงกลางหลังเพื่อนรัก ‘มาก่อนเวลานัดตั้งสามนาที พวกแกไม่ได้ค่าปรับจากฉันหรอก’ เขายักคิ้ว กวาดสายตามองเพื่อนๆ ที่สัญญากันไว้ว่าทริปนี้ใครทำตัวเชื่องช้าหรือผิดเวลาต้องถูกปรับเงินเข้ากองกลางครั้งละหนึ่งร้อยบาท  

           ‘จ้ะๆ ไหนๆ มาครบแล้ว ญาขอเก็บเงินเพื่อนๆ คนละห้าร้อยก่อนนะคะ’  

           ผู้จัดการการท่องเที่ยวตัดบทฉับพร้อมกับแบมือสองข้างขอเก็บเงินค่าใช้จ่ายกองกลางตามที่ได้ตกลงกันไว้ในกลุ่มสมาชิก  

           ‘วีออกให้’ บุริมนาถชะงักเมื่อมือหนาดันมือข้างที่กำลังถือกระเป๋าสตางค์ของเธอลงบนหน้าตัก เธอเหลียวมองปวีร์ที่โน้มตัวยื่นหน้าลงมาใกล้ๆ อย่างสงสัย ‘เมื่อคืนได้ทิปน่ะ’ เขายิ้มกว้าง  

           ‘โห...เป็นเพื่อนกันมาสี่ปี ค่ากับข้าวสามสิบสี่สิบไม่เคยออกให้ฉัน แต่กับเพื่อนที่เพิ่งสนิทเนี่ย เทคแคร์ดีจังนะแก’ นราพรหรือกุ๊กไก่แกล้งจิกกัดเพื่อน ปวีร์รีบหันขวับไปค้อน  

           ‘บ้านแกรวยเหมือนผลิตแบงค์ใช้เองได้ ใครมันจะอยากให้วะ’ คนพูดไม่ได้ใส่อารมณ์หากแต่กวนประสาทอีกฝ่ายกลับ   

           ‘พอจ้ะ พ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย ใครจะจ่ายให้ใครก็จ่ายมา ฉันจะได้ไปซื้อตั๋วแล้วแจ้งรายละเอียดที่นั่งสักที’ ชญาเหมือนเครื่องห้ามทัพและเครื่องทวงเงินอัตโนมัติ ดึงธนบัตรจากมือเพื่อนๆ แต่ละคนไปรวมกันไว้ในมือตัวเอง แล้วไม่รีรอพุ่งตัวไปซื้อตั๋วกลับมาแจก ‘ฉันกับเอมจับสลากแบ่งที่นั่งมาแล้ว’ คนพูดกับเฌอเอมยิ้มร้ายส่งให้กันโจ่งแจ้ง ดั่งนางร้ายในละครสิบยี่สิบปีที่แล้ว  

           บุริมนาถกับพนิตามองหน้ากันงงๆ ว่าสองสาวแอบทำภารกิจกันเมื่อไหร่  

           ‘ช่วยฟังพวกฉันก่อนสิยายบัว ยายหมิว’ เฌอเอมมองแรง ‘มินนั่งกับตง ญานั่งกับกุ๊กไก่ หมิวนั่งกับฉัน ส่วนบัวนั่งกับวีนะ’  

           ‘พวกมันไม่ได้จับหรอก มันจงใจ’ พนิตากระซิบกระซาบเพื่อนสาว แต่เมื่อไม่มีใครคัดค้าน ต่างคนต่างขนสัมภาระทยอยขึ้นรถบัสสีส้มเชียงใหม่ – ฝาง กำหนดเส้นทางเดินรถออกจากเชียงใหม่ สู่จุดจอดรถอำเภอเชียงดาว ผ่านอำเภอไชยปราการ และปลายทางอำเภอฝาง  

           ‘ส่งมาให้วีมา วีช่วยถือ’  

           ปวีร์อาสาช่วยบุริมนาถถือกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักแต่ก็หนักไม่น้อย เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงเดินทางไปไหนแต่ละที ต้องพกของใช้กระจุกกระจิกเต็มไปหมด  

           ‘ขอบคุณนะ’ หญิงสาวไม่ปฏิเสธ ส่งกระเป๋าสีน้ำตาลให้เขา ก่อนเดินตามปวีร์ขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย  

           ความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรมีส่วนช่วยให้ชายหนุ่มเก็บกระเป๋าไว้บนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ก่อนเอี้ยวตัวมาทางบุริมนาถ  

           ‘‘บัวอยากนั่งติดหน้าต่างไหม’ ปวีร์ถามความสมัครใจของหญิงสาว  

           ‘ไม่ดีกว่า บัวนั่งด้านในดีกว่า’ หญิงสาวที่รู้ตัวดีว่าขี้เซาบอกปัด ไม่อยากให้เขาเห็นลีลาโหม่งกระจกของเธอ บุริมนาถหลีกให้คนตัวสูงเบียดตัวเข้าไปนั่ง ก่อนตัวเองจะทิ้งตัวลงบนเบาะติดกับทางเดินด้านใน  

           รถบัสสีส้มที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่าสิบปี เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารช้าๆ ตอนตีห้าครึ่ง ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดสนิทมีเพียงแสงไฟข้างทางที่ส่องกระทบเข้ามาเป็นช่วงๆ  

           ‘วีง่วง ขอพักสายตาหน่อยนะ’  

           บุริมนาถพยักหน้ารับรู้ ปวีร์เพิ่งเลิกงานไม่กี่ชั่วโมง กว่าจะจัดกระเป๋าเสร็จ ได้พักให้หายเหนื่อยไม่ถึงสองชั่วโมงก็ต้องมาให้ทันเวลานัด  

  

           แสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาทำให้หญิงสาวสะดุ้งตื่นในเวลาเจ็ดโมงสิบห้านาที เพื่อนๆ เบาะหน้าหลับสนิทเช่นเดียวกับปวีร์ที่ฝืนฤทธิ์ความง่วงไม่ไหว เอนหัวมาชนหัวเธอ บุริมนาถขยับตัวเล็กน้อย เอื้อมมือรูดปิดผ้าม่าน คนถูกรบกวนเวลาพักผ่อนอันแสนสุขเริ่มดิ้นตัว ชายหนุ่มปรือตามองบุริมนาถก่อนใช้มือขยี้เปลือกตาเบาๆ  

           ‘ใกล้ถึงแล้วเหรอ’  

           ปวีร์เปลี่ยนอิริยาบถ ถดตัวลงต่ำ เหยียดขายาวไปใต้เบาะด้านหน้าซึ่งเป็นที่นั่งของมิน เวลานี้ศีรษะของเขาพิงไหล่บุริมนาถพอดิบพอดี  

           ‘ยังไม่ถึงหรอก’  

           คนถูกถามกระซิบตอบหลังเขากระซิบถามก่อน เธอสังเกตเห็นป้ายข้างทางตอนปิดม่านเมื่อกี้ รถโดยสารเคลื่อนที่ด้วยความเร็วจำกัดจึงจะถึงจุดจอดรถเชียงดาวในอีกประมาณสิบนาที 

           ‘อะไรติดหน้าน่ะ’ ครั้งนี้ปวีร์พูดเสียงเบาจนต้องอ่านปาก บุริมนาถทำหน้าเหลอหลา ‘เดี๋ยววีเอาออกให้ ก้มหน้ามา’ คนไม่ทันเกมทำตามอย่างว่าง่าย คนเจ้าเล่ห์ยื่นปากไปแตะริมฝีปากเธออย่างรวดเร็ว  

           ‘วี’ บุริมนาถรีบหันมองผู้โดยสารรอบๆ กลัวมีคนมองอยู่ ปรากฏว่าทุกคนยังหลับใหลในห้วงนิทรา ปวีร์ถึงกล้ากระทำการอุกอาจ  

           ‘รถใกล้ถึงจุดจอดรถเชียงดาวแล้วนะครับ ผู้โดยสารสามารถลงไปทำธุระส่วนตัว ซื้ออาหารและเครื่องดื่มได้ รถจะออกเดินทางต่อในอีกสิบห้านาทีนะครับ’  

           เสียงประกาศจากกระเป๋ารถเมล์เป็นนาฬิกาปลุกชั้นดี ทุกคนตื่นนอนด้วยอาการสะลึมสะลือเหมือนๆ กัน บางคนลุกขึ้นยืนรอบริเวณทางเดินตรงกลาง เพื่อจะได้รีบลงไปเข้าห้องน้ำที่มีจำกัดก่อนผู้โดยสารคนอื่น  

           เดิมบุริมนาถตั้งใจจะรอบนรถ ทว่าสหายทั้งหลายชวนลงไปยืดเส้นยืดสายด้านล่าง หญิงสาวจำต้องตามลงไป เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทางต่อ บุริมนาถขึ้นมาบนรถเป็นคนแรกก็พบว่ามีหญิงวัยกลางคนสวมใส่ชุดชาติพันธุ์นั่งตรงเบาะของเธอกับปวีร์ เนื่องจากเบาะในรถเป็นเบาะยาวไม่มีพนักกั้นระหว่างที่นั่ง ผู้โดยสารที่ขึ้นมาทีหลังไม่อาจเดาได้ว่ากระเป๋าสะพายใบเล็กที่วางจองไว้เป็นสำหรับที่เดียวหรือสองที่  

           บุริมนาถจึงคิดจะย้ายไปนั่งกับชญาไม่ก็เฌอเอม แต่ก็มีปัญหาอีกนั่นแหละ...ระหว่างทางมีผู้โดยสารทยอยขึ้นตามจุดสำคัญอย่างเช่นหน้าโรงพยาบาลอำเภอแม่ริม ทำให้ก่อนถึงอำเภอเชียงดาวผู้โดยสารเริ่มแน่นขนัดอยู่แล้ว พอถึงจุดจอดพักรถเชียงดาวก็มีคนซื้อตั๋วขึ้นรถอีก เพื่อนเธอต่างตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน สุดท้ายบุริมนาถจึงได้นั่งตรงกลางระหว่างปวีร์และผู้โดยสารหญิงคนนั้น 

           แต่แบบนี้ก็น่าจะดีเหมือนกัน...บุริมนาถคิด เธอไม่ต้องกังวลว่าปวีร์จะฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งอีก เมื่อมีบุคคลที่สามนั่งด้วย แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ช่วยคุ้มภัยให้ได้ถึงแค่อำเภอไชยปราการ พอหญิงคนนั้นลงรถปุ๊บ ปวีร์ก็กระเถิบกลับมาซบไหล่เธอปั๊บ บุริมนาถมองเอือมๆ แต่ก็ไม่ผลักไส เพราะเขาคอพับหลับไปจริงๆ 

             

           ‘ผู้โดยสารที่จะลงหน้าวัดหาดสำราญ ทางขึ้นดอยอ่างขางเตรียมตัวนะครับ’  

           เกือบสองชั่วโมงนับจากรถเคลื่อนตัวออกจากจุดจอดรถเชียงดาวก็ใกล้ถึงที่หมายแรกเสียที คนขับรถเหยียบเบรกแต่ไกลและจอดสนิทเมื่อถึงหน้าวัดหาดสำราญ ศาสนสถานสำคัญในอำเภอฝาง  

           ไม่ได้มีแค่กลุ่มของบุริมนาถที่จะเดินทางไปดอยอ่างขาง นักท่องเที่ยวอีกยี่สิบกว่าคนที่ลงรถจุดเดียวกันล้วนแล้วแต่จะไปที่นั่น ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง   

           เข้ามาในบริเวณวัด ทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะไหว้พระขอพรกันก่อน ต่อด้วยการเจรจากับคนขับรถสองแถวประจำถิ่นเรื่องค่าเดินทางขึ้นดอยอ่างขาง คนขับเสนอให้เหมาจ่ายเนื่องจากมากันถึงแปดคนจะคุ้มค่ามาก โดยคนขับจะรับหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยว เขาจะนอนค้างคืนที่นั่น เพื่อเตรียมพร้อมพากลุ่มของเธอท่องเที่ยวต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อต่อรองได้ราคาที่สมเหตุสมผลทั้งสองฝ่าย การเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง  

           เส้นทางขึ้นดอยอ่างค่อนข้างคดเคี้ยวและชัน สาวปากเก่งอย่างชญาเกิดอาการเมารถ คนขับรถต้องจอดข้างทางหลายรอบเพื่อให้เธอลงไปอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง 

           ‘ลองนี่ไหมญา’ ปวีร์ที่ตามชญาลงไป รูดซิปเปิดช่องเล็กบนกระเป๋า ล้วงขวดแก้วเล็กๆ ออกมา ขวดนั้นคือน้ำมันเขียวที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อย แมลงสัตว์กัดต่อย หรือสูดดมแก้วิงเวียน ‘ลองเอาทารอบสะดือดู เผื่อดีขึ้น’ ส่งให้ชญาที่ท่าทางอ่อนแรง  

           ‘ทาสะดือเหรอ’ คนเมารถงุนงง  

           ‘ใช่ มีคนเคยบอกว่าใช้ได้ผล’ ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้แกล้งอำ 

           ‘ลองเถอะแก เผื่อจะดีขึ้น’ บุริมนาถสนับสนุน ชญาจึงรับไปแล้วหันหลังให้รถ ทำตามคำแนะนำของปวีร์เงียบๆ  

  

           ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถสองแถวพาทุกคนมาถึงลานกางเต็นท์ม่อนสน ลานกว้างไล่ระดับในป่าสนต้นสูงเด่น อยู่ติดถนนหลัก ทุกคนตัดสินใจจะกางเต็นท์นอนที่นี่หนึ่งคืน โดยเช่าเต็นท์และเครื่องกันหนาวของอุทยานแห่งชาติที่มีไว้บริการ   

           ‘บรึ๋ย...หนาว’ 

           เข้าสู่ช่วงสายแต่อุณหภูมิบนยอดดอยยังอยู่ที่สิบองศา ชญาที่วิ่งไปยังจุดชมวิวให้ลมหนาวปะทะกายเป็นคนแรกปากซีดสั่น อาการปวดเศียรเวียนเกล้าพะอืดพะอมหายเป็นปลิดทิ้งหลังทาน้ำมันเขียว อาการดี๊ด๊าร่าเริงหวนคืนกลับมาสถิตร่าง  

           ‘กรรมตามสนอง บอกให้ช่วยกางเต็นท์ก่อนก็ไม่เชื่อ’ เฌอเอมซ้ำเติมเพื่อนตัวเอง  

           หนุ่มๆ สามคนรวมถึงคนขับรถอาสากางเต็นท์ทั้งหมดเอง คราวนี้เฌอเอมจัดที่นอนตามใจชอบไม่ได้ เพราะเช่าเต็นท์ใหญ่มาสามหลัง ให้ผู้ชายพักเต็นท์เดียวกันหนึ่งหลัง บุริมนาถ เฌอเอม พนิตา อีกหนึ่งหลัง ส่วนอีกหนึ่งหลัง...สองสาวชญากับนราพรนอนด้วยกัน พี่คนขับรถนั้นมีที่พักประจำอยู่ใกล้สถานีเกษตรหลวง 

           ก่อนเดินทางไปยังสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ทุกคนทานอาหารที่ร้านอาหารตามสั่งแถวๆ นั้น เหมารวมเป็นมื้อเช้าและกลางวัน ยกเว้นปวีร์ที่ซื้อกาแฟไปยืนดื่มที่จุดชมวิวคนเดียว บุริมนาถทานข้าวเสร็จก่อนใครจึงแอบตามมาหา  

           ‘ไม่หิวเหรอ’ หญิงสาวกระชับเสื้อไหมพรมเข้าหาตัวขณะเอ่ยถามคนยืนพิงราวกั้น  

           ‘ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ บัวกินข้าวหมดไหม ทำไมมาเร็วหรือวีไม่อยู่ด้วยแล้วกินข้าวไม่ลง’ ปวีร์สัพยอกสาวสวยที่เขายังไม่ได้เอ่ยปากชมว่าวันนี้เธอน่ารักเหมือนตุ๊กตา เพราะใส่เสื้อคอเต่าสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมตัวยาวคลุมกางเกงยีนส์เข้ารูปจนถึงเข่า เครื่องแต่งกายทั้งหมดล้วนแต่เป็นสีดำล้วน มีเพียงหน้าขาวใสที่แทบไม่ได้แต่งแต้มอะไรโผล่พ้นอาภรณ์ บุริมนาถหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราชวนมองตลอดเวลา  

           ‘อิ่มแล้วต่างหาก’ คนถูกชมในใจเบ้ปากกับอาการหลงตัวเองของปวีร์ แต่มีส่วนถูกอยู่บ้างที่เธอนึกห่วงชายหนุ่มจนรีบทานข้าว ‘บรรยากาศดีจัง’ บุริมนาถเดินเข้าไปยืนข้างๆ ปวีร์ ฉีกยิ้มกว้างมองภูเขาเขียวเรียงตัวสลับซับซ้อน เธอเห็นถนนเส้นที่ใช้เดินทางขึ้นมาบนนี้ มีดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูเบ่งบานเต็มต้นสองฝากฝั่งถนน มองจากตรงนี้เหมือนขนมสายไหมสีชมพูน่ากิน  

           ‘ดีมากเลยแหละ’ สองคนหันมาสบตากัน ‘วีดีใจที่ได้มาเที่ยวกับบัวนะ’ มือข้างซ้ายที่ว่างอยู่เอื้อมไปประสานมือเย็นๆ ของหญิงสาว  

           ทำให้สองคนรู้สึกอบอุ่นขึ้น...ทั้งมือและหัวใจ 

           ‘บัวก็ดีใจ’  

           บุริมนาถก้มหน้างุด แอบยิ้มเขิน ทว่าเสียงตะโกนจากด้านหลังทำอารมณ์โรแมนติกกระเจิดกระเจิง  

           ‘รถจะออกแล้วนะคะคุณขา มาแอบจู๋จี๋กันไม่อ่านแชทเลย’  

           ทั้งคู่รีบปล่อยมือ ถอยห่างออกจากกัน หันหลังกลับไปเจอเฌอเอมที่ยืนเท้าเอว ยิ้มเยาะ ทำหน้ารู้ทัน บุริมนาถเสมองปวีร์แวบหนึ่งอายๆ ก่อนเดินเร็วไปเกาะแขนเพื่อน เดินนำชายหนุ่มไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่รออยู่แล้ว 

            

           จากลานกางเต็นท์ม่อนสนมาถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขางใช้เวลาเดินทางไม่นาน ทางเข้าสถานีมีจุดเก็บค่าผ่านทางและค่าเข้าชม เหรัญญิกกลุ่มจัดการแทนทุกคนเสร็จสรรพ หลังจากนั้นพี่โชเฟอร์ขับรถมาจอดบริเวณลานจอด แนะนำให้กลุ่มบุริมนาถลงเดินเท้าเที่ยวชมสวนส่วนแรกใกล้ๆ ทางเข้าก่อน   

           เพื่อนร่วมก๊วนหกคนรีบแจ้นลงรถราวกับถูกกำหนดเวลาแห่งความสนุกสาน ทิ้งปวีร์กับบุริมนาถมองตามอย่างไม่เข้าใจนัก   

           ‘พวกนั้นจะนินทาเราลับหลังไหม’  

           หญิงสาวกังวล หวนคิดถึงตอนเฌอเอมโผล่ไปเจอเธอกับปวีร์ยืนจับมือกัน คิดๆ ดูแล้วเหมือนการเที่ยวครั้งนี้เป็นข้ออ้างให้สองคนได้อยู่ใกล้ชิดกัน  

           ‘ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอก ทุกคนมีความสุขจะตาย ดูสิ’  

           ปวีร์ชี้ให้ดูสี่สาวที่กรี๊ดกร๊าดเอาหน้าอิงแอบดอกซากุระที่บานสะพรั่งบนต้นสองข้าง ด้านสองหนุ่มมินและตงแบกกล้องหามุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เพื่อนผู้หญิง  

           ‘พี่คะ ช่วยหนูซื้อหน่อยๆ’  

           เสียงพูดภาษาไทยไม่ชัดดึงความสนใจจากคู่หนุ่มสาว เด็กหญิงแก้มแดงในชุดชาวเขาและน้องสาวของเธอทำตาแป๋วพลางชูไม้ท่อนยาวที่คล้ายด้ามไม้กวาดดอกหญ้า มีกำไลเส้นบางสีเงินคล้องอยู่เกือบเต็มท่อน 

           ‘ขายยังไงคะ’  

           ไม่ใช่บุริมนาถที่ถาม แต่เป็นปวีร์ที่ทรุดตัวลงนั่ง ย่นระยะห่างระหว่างความสูงของตัวเขาและเด็กหญิง แถมพูดลงท้ายเสียงหวาน  

           ‘วงละหนึ่งบาทค่ะ สิบวงสิบบาท ยี่สิบวงยี่สิบบาท’ 

           บุริมนาถเอ็นดูในความใสซื่อของเด็กที่ถูกป้อนข้อมูลให้ท่องจำแบบนั้นเพื่อขายของให้สำเร็จ  

           ‘พี่ซื้อห้าสิบวง ช่วยนับให้พี่หน่อย’  

           หญิงสาวลอบมองชายหนุ่มตาหวานเชื่อม เขาเหมาะจะเป็นครูมากกว่าเธอเสียอีก เขาสามารถสอนคนอื่นเรียนรู้ได้ในทุกสถานการณ์ ถึงเด็กน้อยจะนับผิด นับช้า ใช้เวลานานเขาก็ไม่ดุหรือบ่น ปล่อยเธอนับจนครบตามจำนวน แล้วยื่นธนบัตรฉบับละหนึ่งร้อยส่งให้เด็กหญิง  

           ‘ขอบคุณค่ะพี่สุดหล่อ’  

           เด็กหญิงยิ้มโชว์ฟันหลอกล่าวขอบคุณก่อนเดินไปหาลูกค้าใหม่  

           ‘เอามือมา’ ชายหนุ่มแบมือข้างที่ไม่ได้ถือกำไลมาตรงหน้าบุริมนาถ เธอคว่ำมือแปะลงบนฝ่ามือเขา ‘ให้’ เขาสวมกำไลทั้งหมดที่แขนซ้ายหญิงสาว ดีที่กำไลบางมากเลยดูไม่รกเมื่ออยู่รวมกันบนแขนของเธอ  

           ‘ไปที่ไหนก็ใจป้ำนะเรา’  

           ‘แล้วน่าปล้ำไหม เอ้ย...ไม่ใช่สินะ’ เขาพูดทะลึ่งตึงตังจนบุริมนาถต้องรีบยกมือปิดหู ‘สงสารเด็ก อะไรที่พอช่วยได้ก็ช่วย’  

           ‘คนดี’  

           บุริมนาถทำเสียงเล็กเสียงน้อยแต่ไม่ได้ประชดประชัน หากแต่รู้สึกชื่นชมจริงๆ  

           ‘ไปกันต่อเถอะ’  

           ปวีร์วาดแขนโอบไหล่บุริมนาถ ดันให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะตอนนี้เดินตามคนอื่นๆ ไม่ทันเสียแล้ว แต่ทั้งสองกลับไม่เร่งรีบอะไร ด้วยเหตุผลที่รู้กันในใจว่าปรารถนาเวลาส่วนตัวแบบนี้ไม่น้อย  

           ชายหนุ่มรับหน้าที่ตากล้อง คอยถ่ายรูปให้บุริมนาถที่สวนพืชเมืองหนาวกลางแจ้ง มีรูปเซลฟี่คู่กันบ้างประปราย พออากาศเริ่มร้อนก็หลบเข้าไปยังโรงเรือนไม้กระถาง ก่อนออกมาเดินเล่นริมถนน เก็บภาพสวยๆ ของต้นซากุระ  

           ‘ถ่ายให้วีหล่อๆ นะ จะเอาลงเฟซบุ๊ก’  

           ‘ชิ! เรียกยอดไลก์อีกล่ะสิ’ บุริมนาถมองค้อนแต่ก็ตั้งใจถ่ายภาพให้ เริ่มชินกับความฮอตปรอทแตกของเขาบ้างแล้ว เธอมัวแต่เดินหน้าถอยหลังหามุมสวยๆ จังหวะที่ไม่ทันได้ระวังเท้าซ้ายเกิดพลิกตกขอบถนน ‘โอ๊ย!’ หญิงสาวร้องลั่น เซล้มบนพื้นหญ้าข้างๆ  

           ‘บัวเป็นไงบ้าง เจ็บมากมั้ย’ ปวีร์ปรี่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง เขาเห็นเหตุการณ์แต่ทุกอย่างรวดเร็วยากจะช่วยเหลือทันเวลา  

           ‘เจ็บๆ’ คนสวยทำหน้าเบ้จะร้องไห้เมื่อปวีร์จับข้อเท้าเธอยกขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ‘บัวซุ่มซ่ามเอง’ เธอด่าตัวเอง  

           ‘ถอดรองเท้าก่อนนะ’ ชายหนุ่มบอกเธอให้รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังทำ บุริมนาถนั่งนิ่ง มองเขาอย่างเกรงใจ ‘วีเคยเรียนหลักปฐมพยาบาล R.I.C.E ให้คนข้อเท้าแพลงมา ลำดับแรกเลยคือ R – Rest บัวต้องห้ามขยับเขยื้อน พักรอดูอาการก่อน’ เขาอธิบายดั่งคนมีภูมิ ปวีร์รู้รอบด้านจนบุริมนาถอดทึ่งไม่ได้  

           ‘บัวว่ามันคงไม่ร้ายแรงถึงขั้นกระดูกหักหรอก สักพักคงดีขึ้น’  

           ‘จริงๆ หลักข้อ I – Ice เราต้องประคบเย็นเพื่อลดบวม แต่ตอนนี้เราไม่มีน้ำแข็ง’ 

           ‘บัวนวดเองก็ได้’ 

           ‘ไม่ได้นะบัว!’ ปวีร์ดุเสียงดัง ดึงมือคนหน้าเสียไว้ ‘การนวดจะทำให้เท้าบวมและเจ็บมากกว่าเดิม อยู่เฉยๆ เลยนะ ห้ามยุ่งกับเท้าตัวเอง ไม่อย่างนั้นวีจะลงโทษ’ ขู่สำทับ บุริมนาถจึงนั่งหงอย  

           ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิ ยกปลายเท้าบุริมนาถพาดบนขาตัวเอง ‘E ตัวสุดท้ายคือ Evaluation ต้องยกปลายเท้าลดบวมลดปวด ถ้าบัวโอเคขึ้น เราค่อยไปต่อ’  

           บุริมนาถพยักหน้าจ๋อยๆ รับทราบ เกือบยี่สิบนาทีที่สองคนนั่งคุยกันใต้ต้นซากุระ ใครเดินผ่านไปมาล้วนแลมองด้วยความสงสัย หญิงสาวอาการดีขึ้นแต่ยังปวดหากต้องเดินเอง ปวีร์ขอกึ่งบังคับกลายๆ ให้คนเจ็บขี่หลังเขาเดินกลับไปที่รถ ทีแรกเธอบ่ายเบี่ยงทว่าทนฟังเสียงบ่นไม่ไหวเลยจำยอมอย่างเสียไม่ได้  

           ตลอดเส้นทางเดินกลับมีทั้งต้นซากุระและต้นนางพญาเสือโคร่งออกดอกบานสะพรั่งราวกับฉากในซีรี่ส์รักเกาหลี ปวีร์ร้องเพลงให้บุริมนาถฟังตามที่เธอขอ ถึงตรงไหนที่บุริมนาถอยากถ่ายภาพ ชายหนุ่มจะปล่อยให้เธอยืนพิงเขาแล้วถ่ายภาพด้วยกัน  

           ‘ขอบคุณนะวี’ เธอบอกเจ้าของแผ่นหลังกว้างด้วยความซาบซึ้งใจ 

           ‘ขอบคุณเรื่องอะไรครับ’ ปวีร์เอี้ยวศีรษะถามสาวตัวเบาด้านหลัง  

           ‘ขอบคุณที่แบกบัวเดินมาตั้งไกล’ หญิงสาวอยากขอบคุณที่เขาเข้ามาในชีวิต มาสร้างความสุขให้เธอ  

           ‘ไม่เป็นไรครับ บัวตัวเบามาก ให้แบกกลับเข้าเมืองยังไหว’  

           ‘แน่ใจนะ’ 

           ‘พูดเล่นครับ’ ปวีร์ส่ายหัว  

           ‘ความจริงบัวมีอะไรจะบอกวี’  

           ‘อะไรล่ะ บอกมาสิ’ 

           ‘บัวว่า...บัวหลงรักวีแหละ’ บุริมนาถแหกคำปฏิญาณกับสามสาวเพื่อนรักที่ว่าจะไม่เป็นฝ่ายเผลอสารภาพรักชายหนุ่มก่อนจนกว่าเขาจะขอเธอเป็นแฟน ‘บัวว่าวีคงรู้อยู่แล้ว แต่บัวอยากบอกให้ชัดเจน’ หญิงมั่นแห่งศตวรรษที่ 21 เผยความในใจ 

           ปวีร์ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดตอบกลับมา ใจที่เคยฟูฟ่องกลับอ่อนยวบ ที่บุริมนาถรวบรวมความกล้าสารภาพเพราะคืนนั้นเขาบอกเองว่าถ้าวันหนึ่งพร้อมจะขอเธอเป็นแฟน เธอลงทุนเร่งความพร้อมขนาดนี้แล้วทำไมเขาเงียบล่ะ หรืออึ้งไม่ออก หญิงสาวนับหนึ่งถึงยี่สิบในใจหวังให้เขาหายช็อกแล้วพูดอะไรบ้าง  

           ทว่าเขากลับเงียบเป็นเป่าสากกระทั่งกลับถึงรถที่จอดอยู่  

           เท่ากับว่า...ที่เขาอ่อย เขาเต๊าะ เขาจูบ เขาทำดีสารพัด เขาไม่คิดอะไรเลยสักนิดงั้นหรือ   

           ‘ตายแล้วแก...เกิดอะไรขึ้น’ พนิตาร้องลั่นทำให้เพื่อนคนอื่นๆ หันมองบุริมนาถ  

           ‘ข้อเท้าพลิก แต่อาการดีขึ้นมากแล้วล่ะ’ บุริมนาถตอบเสียงเรียบ ลงจากหลังปวีร์ก็เดินกะเผลกไปนั่งบนรถ ไม่อยากมองหน้าปวีร์เพราะทั้งอายทั้งหงุดหงิด ‘เราจะไปไหนกันต่อคะพี่’ เธอถามคนขับรถแก้เก้อ  

           ‘สวนแปดสิบครับ เป็นสวนที่ปลูกดอกไม้หลายพันธุ์ ถ้าน้องเดินไม่ไหวนั่งรอที่สโมสรอ่างขางได้ครับ’ ’  

           ‘บัวอยู่บนรถรอก็ได้ค่ะ’  

           ‘เฮ้ย...ไม่ได้สิ แกขี่หลังวีก็ได้ วีเต็มใจอยู่แล้วใช่ไหม’ ชญาโยนคำถามถึงชายที่เพื่อนชอบ  

           ‘ใช่ ลงไปเที่ยวด้วยกัน เมื่อกี้เรายังไม่ได้ถ่ายภาพหมู่เลย’    

            ทุกคนเห็นพ้องกับคำพูดของปวีร์ บุริมนาถฝืนมติเสียงข้างมากไม่ไหว ต้องลงที่สวน ๘๐ พร้อมทุกคน ปวีร์อาสาให้ขี่หลังเหมือนเดิมแต่บุริมนาถยืนยันว่าเธอจะเดิน ขอให้เฌอเอมกับพนิตาช่วยประคองก็พอ ด้านมินกับตงตั้งกล้องสำหรับถ่ายภาพหมู่ที่ดงซากุระในสวน ๘๐ ปวีร์เลือกยืนข้างๆ บุริมนาถ มือหนาแอบโอบเอวเธอไว้หลวมๆ สาวขี้งอนมองค้อนด้วยสายตาไม่พอใจจนเขายอมชักมือกลับ พอถ่ายภาพเสร็จเพื่อนๆ รีบแยกย้าย ทิ้งให้หนุ่มสาวที่กำลังมีปัญหาอยู่ด้วยกัน บุริมนาถกัดฟันสู้ความเจ็บหนีไปที่ม้านั่งยาว  

           ‘บัวเป็นอะไรไป วีทำอะไรผิดรึเปล่า’  

           ‘เปล่า’ บุริมนาถตอบเสียงห้วน ไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าถามคำถามนี้  

           ‘ถ้าเปล่าก็ช่วยมองหน้าเวลาตอบด้วย ไม่ใช่ทำหน้าบึ้งใส่’ ปวีร์เชยคางคนรั้นให้เงยหน้าขึ้น  

           ‘ก็คนปวดเท้า จะให้ยิ้มอยู่ตลอดเวลาเหรอ’  

           ‘ปวดมากไหม ทำไมไม่บอก’ ปวีร์รีบปราดลงมานั่งที่พื้นจะจับข้อเท้าบุริมนาถ ทว่าเธอชักเท้าหนีทัน ‘บัวหงุดหงิดอะไรก็บอกมาสิ’  

           หึ...บอกแล้วยังไง บอกแล้วเขาจะบอกรักเธอตอบเหรอ บุริมนาถคิด  

           ‘ไม่มี’ 

           ‘โอเค ไม่อยู่กวนใจบัวแล้วก็ได้’ ชายหนุ่มยกมือยอมแพ้ เดินไปบอกให้ชญากับนราพรมาอยู่เป็นเพื่อนบุริมนาถแทน แต่ปวีร์ก็เดินถ่ายรูปเล่นไม่ไกลจากบริเวณนั้น  

           ‘แกโกรธวีเหรอ’ ชญาถามเพื่อนรักทันทีที่มาถึง  

           ‘เปล่า ฉันจะโกรธเขาทำไม’  

           ‘หน้าแกมันฟ้อง ถึงแกจะสวยแต่ถ้างอนบ่อยๆ ผู้ชายก็หนีนะแก’  

           ถึงไม่งอน เขาก็ไม่รักเธออยู่ดี บุริมนาถแอบหงุดหงิด ตวัดสายตามองทางปวีร์แล้วอารมณ์ที่ร้อนรุ่มยิ่งเดือดปุดกว่าเดิม เพราะตอนนี้เขากำลังยืนคุยกับผู้หญิงผมลอนสีน้ำตาล แต่งหน้าแต่งตัวดูดี ท่าทีคล้ายสนิทสนมกันมานาน  

           ‘นังผิง’ นราพรจิกเรียกใครบางคนที่สองสาวคาดเดาว่าน่าจะเป็นผู้หญิงข้างๆ ปวีร์ สังเกตจากแววตาไม่เป็นมิตรของนราพร ‘นั่นแฟนเก่าไอ้วีสมัยปีหนึ่งปีสอง ยายนั่นเป็นดาวมหา’ลัย พอเจอผู้ชายใหม่ที่รวยกว่าก็ทิ้งแฟนตัวเอง หน้าด้านหน้าทนอะไรเบอร์นั้นถึงกล้าทักเพื่อนฉันอีก’ บุริมนาถกับชญาไม่ต้องเสียเวลาซักถาม นราพรสรุปย่อให้ฟังเรียบร้อย  

           แฟนเก่างั้นเหรอ...  

           ได้ยินแล้วใจบุริมนาถสั่นไหว คราวนี้นึกอิจฉาที่อย่างน้อยผู้หญิงคนนั้นยังเคยได้ใช้คำว่า ‘แฟน’ กับปวีร์  

           ‘แฟนเก่าเขาจับมือถือแขนกันแบบนั้นได้เหรอ วีมันไม่โกรธเลยหรือไง ยายนั่นเคยทิ้งวีไม่ใช่เหรอ’ ชญาโวยวายบ้าง ทำท่าจะพุ่งตรงไปเอาเรื่องคนที่ยอมให้แฟนเก่าควงแขนถ่ายรูป แต่บุริมนาถรั้งแขนไว้  

           ‘เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขาสิ พวกเราไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย’ 

           บุริมนาถกล้ำกลืนฝืนพูด ทั้งที่เห็นตรงกับเพื่อนสนิท ผู้หญิงคนนั้นทำร้ายจิตใจเขาขนาดนั้น ทำไมถึงมอบรอยยิ้มอ่อนโยนขนาดนั้นให้ยายนั่นอีก  

           โกรธชะมัดเลย...  

           ‘ฉันไปทักทายแฟนเก่าของเพื่อนก่อนนะ’  

           นราพรที่ไม่มีใครห้ามเดินอาดๆ ตรงเข้าแทรกกลางระหว่างเพื่อนกับอดีตดาวมหาวิทยาลัยคนสวย ผิงทำหน้าเจื่อนๆ โบกมือลาปวีร์ในที่สุด ทว่าภาพที่เห็นไม่ได้ช่วยให้คนนั่งดูทางนี้อารมณ์ดีขึ้นเท่าใด ในใจบุริมนาถยังเคืองปวีร์ไม่หาย  

           ‘แกอย่าคิดมากนะ’ ชญาลูบหลังปลอบใจเพื่อนรัก  

  

           ‘ถ้าน้องๆ ยังไม่หิวข้าว เชิญเดินชมแปลงบ๊วยสวนผักได้ตามสบายเลยนะครับ เพราะนี่เป็นที่สุดท้ายในสถานีที่เราจะเที่ยวกันแล้ว เดี๋ยวก่อนกลับที่พัก จะให้เดินตลาดซื้อของชาวบ้านกัน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปเที่ยวต่อ’ 

           ทุกคนพึงพอใจกับแผนที่ผู้นำเที่ยวจัดแจงให้ จึงแยกย้ายเดินชมสวนรวบรวมพันธุ์ผักฝั่งขวาและแปลงบ๊วยฝั่งซ้ายของถนน 

           บุริมนาถเชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นแปลงบ๊วยที่อ่างขางผ่านหูผ่านตาเหมือนกันกับเธอ เพราะหลายปีก่อน ที่นี่เคยเป็นโลเคชั่นในภาพยนตร์ดังอย่าง ‘The Letter จดหมายรัก’ ที่มีนางเอกคือแอน ทองประสม และภาพยนตร์ภาคต่อ ‘Timeline จดหมายความทรงจำ’ ที่เจมส์ จิรายุกับเต้ย จรินทร์พรแสดงไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม  

           บุริมนาถที่เป็นแฟนภาพยนตร์ตัวยงของทั้งสองเรื่อง หายเจ็บหายเศร้าชั่วคราว หยิบผ้าปูรองนั่งผืนใหญ่ออกจากกระเป๋าสะพายมาปูที่พื้นหญ้าใต้ต้นบ๊วย แหงนมองดอกสีขาวเล็กๆ ที่ผลิบานสวยสะพรั่งดั่งสาวน้อยวัยแรกแย้มแล้วปลื้มปริ่มใจ  

           ‘ภาพสวยมากเลยบัว’  

           ฐวัฒน์ที่แอบลั่นชัตเตอร์ตอนบุริมนาถเผลอ กดแสดงภาพจากกล้องให้หญิงสาวดู  

           ‘ดีจริงๆ ด้วย มินถ่ายให้บัวหลายๆ รูปได้ไหม’  

           หญิงสาวตั้งใจจะเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์เฟซบุ๊กใหม่แทนรูปดอกบัว ถ้าได้รูปจากมินคงดีไม่น้อย จะได้มีหน้ามีตาในโลกโซเชียลกับเขาเสียที  

           ‘ได้สิ ถ้าบัวปวดเท้าก็นั่งเหยียดเลยก็ได้นะ’ ช่างภาพแนะนำการโพสต์ท่าที่ทำให้นางแบบสบายและได้ภาพที่เป็นธรรมชาติ  

           ‘ขอร่วมเฟรมด้วยคนสิ’  

           ฐวัฒน์ถ่ายรูปได้ไม่กี่รูป ปวีร์ที่เพิ่งเสร็จกับการชื่นชมสวนผักฝั่งตรงข้ามก็แจ้นเข้ามานั่งบนผ้าปูส่วนตัวของบุริมนาถ  

           ‘มึงเขยิบมาชิดๆ บัวอีกหน่อย’ ช่างภาพหลังกล้องสั่ง ตั้งใจช่วยเพื่อนให้ได้ใกล้ชิดสาว ‘ลองไปนั่งด้านหลังแล้วเอามือจับไหล่บัวซิ’  

           ภาพล่าสุดที่ออกมาจึงเป็นภาพบุริมนาถนั่งเหยียดขาตรงมีปวีร์เอาคางเกยไหล่โผล่มาจากด้านหลัง  

           ขอมีส่วนร่วมในภาพถ่ายเธอเสร็จ เขาก็ตามมินกับตงไปถ่ายภาพมุมอื่นๆ ปล่อยคนที่น้อยใจอยู่แล้วให้น้อยใจหนักกว่าเก่า  

           เขาคงมองเธอเป็นแค่ทางผ่านไม่คิดจริงจัง 

ความคิดเห็น