Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 14

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2563 17:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 14
แบบอักษร

14 

             “ร้านเค้ก?” 

             โอโตนามิรับแก้วชาที่มุคาเอดะส่งให้ เลิกคิ้วกับคำถาม  

             “ครับ คือ... วันเกิดมิสุเอะวันที่ 20 กรกฎานี้น่ะครับ ก็เลยว่าจะไปสั่งเค้กไว้หน่อย” 

             “ลายพิ้งค์กี้พิ้งค์?”  

             มุคาเอดะหัวเราะ 

             “ถ้ามีก็ดี” 

             “ตรงสถานีมีหลายร้าน ฉันไปสั่งให้ไหม?”  

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ” มุคาเอดะตักน้ำตาลใส่แล้วคนพลางส่งยิ้มอ่อน “อะไรทำเองได้ก็ทำเอง”  

             “งั้นวันนั้นฉันเข้ามาทำอาหารให้ที่ห้องนี้นะ” โอโตนามิยกนิ้วนับ “ปาร์ตี้วันเกิดแบบเด็กๆ ก็ต้องมีพวกไก่ทอด, มันฝรั่งทอดอะไรอย่างนี้สินะ แล้วอะไรอีกนะที่มิสุเอะจังชอบ? มีทบอล?” 

             “ต้องเป็นซอสเทริยากินะครับ อย่างอื่นไม่กิน” 

             “จิงดิ” 

             มุคาเอดะมองยิ้มๆ เห็นโอโตนามิยกมือถือขึ้นมาจดไอ้ที่พูดมาเมื่อกี้ใส่ในแอพสมุดบันทึก ก็เลยยกมือถือตัวเองขึ้นมาดูบ้าง เลื่อนมือไปเปิดแอพ สมุดโทรศัพท์แล้วใช้นิ้วเลื่อนลงไปข้างล่าง พอถึงตรงชื่อ `ฟุซาโกะ` ก็หยุดนิ่ง  

             ...ตอนแรกก็ว่าจะลบทิ้ง แต่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับมิสุเอะก็คงต้องติดต่อกันอยู่ดี เลยเก็บไว้อย่างนั้น 

             มุคาเอดะกดเปิดหน้าเมสเสจ พิมพ์ตัวหนังสือลงไปทีละตัว 

             `ขอโทษครับที่ส่งข้อความมารบกวนเวลาดึก แต่เห็นว่าใกล้จะถึงวันเกิดของมิสุเอะแล้วก็เลย...` 

             ดูไร้เยื่อใยไปหน่อย ลบแล้วก็พิมพ์ใหม่ 

             `ขอโทษนะครับที่ส่งเมสเสจมารบกวนเวลานี้ สบายดีไหมครับ อากาศช่วงนี้เริ่มจะร้อนขึ้นแล้ว อย่าลืมรักษาสุขภาพ...`

             เวิ่นเว้อแฮะ... อ่านแล้วเหมือนเมสเสจขายสินค้าประจำฤดู เอาใหม่ 

             `ไม่ได้อยากจะเมสเสจมากวนหรอกครับ แต่เมื่อวันก่อนมิสุเอะเขียนขอในแผ่นขอพรวันทานาบาตะว่า...` 

             อืมม์... อันนี้ก็ดูเป็นความจริงเกินไป  

             “พิซซ่า” 

             มุคาเอดะสะดุ้ง ปล่อยนิ้วจากมือถือ เงยหน้ามองโอโตนามิที่จู่ๆ ก็พูดขึ้น 

             “จานหลักเป็นพิซซ่าดีไหม มิสุเอะจังชอบด้วย กินง่ายกว่าสปาร์เก็ตตี้” 

             “ผมแวะซื้อจากสถานีเข้ามาก็ได้ครับ”  

             “เอางั้นเหรอ แต่นายต้องไปเอาเค้กนี่” 

             “ก็เอากลับมาพร้อมกัน” มุคาเอดะยิ้มให้ มองแก้วชาที่หมดเกลี้ยงของโอโตนามิพลางถาม “เอาชาเพิ่มไหมครับ?” 

             “ไม่แล้วล่ะ นายก็ไปนอนได้แล้วมั้ง” 

             มุคาเอดะยื่นมือไปหยิบแก้วของโอโตนามิยกไปวางที่อ่างพร้อมกับของตัวเอง โอโตนามิลุกขึ้นตาม ตอนแรกกะว่าจะไปช่วย แต่ตาหลุบมองหน้า จอมือถือของมุคาเอดะที่ยังเปิดค้างไว้อยู่ ค่อยเห็นว่าชายหนุ่มพิมพ์เมสเสจทิ้งค้างเอาไว้ ชื่อคนที่จะส่งให้ขึ้นหรา ก่อนหน้าจอจะดับกลายเป็นสีดำ 

             “...” 

             “ไม่เป็นไรครับ คุณชินไปนอนได้เลย” 

             “วันนี้ฉันนอนนี่แล้วกัน” 

             มุคาเอดะปิดฝาตู้เหนืออ่างล้างจาน หันไปทำหน้างงกับคำตอบที่ได้ยินจนต้องเดินไปชะโงกหน้าดูที่ห้องญี่ปุ่น แล้วก็ยิ่งงงกว่าเดิมที่โอโตนามิสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มเรียบร้อย เว้นที่ตรงกลางที่ติดกับมิสุเอะไว้ให้  

             “...คือจะไม่กลับห้อง?” 

             “นอนด้วยกันประหยัดแอร์ไง” 

             “ใครจ่ายฮึ?” 

             มุคาเอดะถอนหายใจ เดินไปปิดไฟห้องรับแขกก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอนที่เปิดไฟสีส้มดวงเล็กเอาไว้ สอดตัวเข้าไปในพื้นที่ตรงกลางที่เหลือระหว่างโอโตนามิกับลูกสาว พลางบ่น 

             “นอนตรงกลางระหว่างรอยต่อฟูกมันเจ็บหลังนะ”  

             “ก็มาอยู่ฟูกนี้ด้วยกัน” โดนดึงตัวพรืด แขนคนข้างหลังกอดหมับ ซุกจมูกกับหัวไหล่ท่ามกลางเสียงกรนของเด็ก 

             “ร้อนนะครับ” มุคาเอดะบ่น แต่ไม่ได้ตะกายตัวออก แค่หันไปเหล่ “แล้วก็ไม่ทำอะไรแล้วทั้งนั้นนะครับ จะนอนแล้ว” 

             “พูดอะไรครับโทโอรุคุง เมื่อกี้เพิ่งทำอะไรกันไปครับ ถึงไม่ห้ามก็หมดแรงแล้วครับ” โอโตนามิหยอกด้วยประโยคสุภาพแบบที่มุคาเอดะชอบใช้ เจ้าตัวหันมาทำหน้างอ แต่เพราะหน้าแดงก่ำชวนให้นึกถึงเรื่องที่เพิ่งจัดกันไป ก็เลยพอให้อภัยได้ 

             “นายมีฉันอยู่นะ” 

             “อะไรครับ?” 

             “จะบอกว่าฉันอยู่ตรงนี้” วางจมูกโด่งลงบนหัวไหล่นิ่ง พูดด้วยเสียงต่ำ “ถ้าเรื่องที่นายไม่ปรึกษา ฉันก็ไม่รู้จะยุ่งยังไงเหมือนกัน ตั้งแต่ก่อนคบกันก็บอกหลายรอบแล้วนะ นายไม่จำเป็นต้องคิดคนเดียวแก้ปัญหาคนเดียวหมดทุกอย่าง ก็ได้” 

             “...” 

             “มีอะไรกลุ้มใจก็ปรึกษากันบ้าง” 

             “...คุณชิน” มุคาเอดะเงียบไปชั่วขณะ ไม่ได้หันไปมองหน้า “ไม่ได้แอบดูมือถือผมใช่ไหมครับ?” 

             โอโตนามินิ่งอึ้ง แตะจมูกที่หลังใบหู 

             “แค่เหลือบไปเห็นน่ะ... ไม่ได้ตั้งใจจะดู” ตอบเบาๆ “ฉันเป็นห่วงนายนะ” 

             มุคาเอดะถอนหายใจแผ่วเบา เอื้อมมือไปหยิบมือถือมาเปิด หน้าจอสว่างวาบขึ้นมาในความมืด โอโตนามิมองตามมือที่เลื่อนเปิดไลน์กรุ๊ปขึ้นมาให้ดู แล้วค่อยเห็นว่าเป็นไลน์กรุ๊ปแม่ๆ ที่โรงเรียนอนุบาลของมิสุเอะ... กำลังคุยเรื่องชวนกันไปกินข้าวกลางวันหลังงานชมการศึกษาที่จะมีในอีกวันสองวันข้างหน้า  

             “คุณชินว่าผมควรจะไปร่วมงานแบบนี้ไหมครับ? ที่ผ่านมาก็ไม่เคยไปเลย แต่วันนั้นกะว่าจะลางานอยู่แล้ว เพราะต้องไปชมการเรียนของมิสุเอะช่วงเช้า” 

             “อะ... อือ...” โอโตนามิไล่สายตาอ่านบทสนทนาพวกแม่ๆ โทโอรุ มันไม่ใช่เรื่องนี้!! // โอโตนามิ “...ก็ดีไม่ใช่เหรอ ไปกินข้าวกลางวันกับพวกแม่ๆ เพื่อนมิสุเอะจังบ้าง เผื่อจะได้ฟังข้อมูลเกี่ยวกับครูหรือโรงเรียนแบบที่เราไม่รู้ไงล่ะ” 

             “อือ...” มุคาเอดะทำท่าคิดหนัก “ตอนแรกคิดว่าชมการศึกษาเสร็จก็จะกลับมาอยู่ที่ร้านกับคุณชิน แล้วตอนเลิกเรียนค่อยไปรับมิสุเอะด้วยกัน”

             ทำไมนายเป็นคนดีแบบนี้ฮึ! ฉันปิดร้านรอจริงๆ นะ // โอโตนามิ 

             “ไปเถอะ ไม่เป็นไร” สุดท้ายก็เลือกตอบแบบนั้น จูบเบาๆ ที่ข้างแก้ม “ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเยอะ” 

             “ก็นั่นสินะ” มุคาเอดะปิดมือถือ พลิกตัวเข้าหาแผ่นอกกว้าง หลับตา “งั้นเดี๋ยวก็คงตอบรับว่าจะไปครับ เป็นผู้ชายคนเดียวคงเกร็งน่าดูเลย” 

             “เอ่อ... นายมีเรื่องกลุ้มแค่นี้เหรอ? มีเรื่องอื่นจะปรึกษาหรือเปล่า?” 

             “ไม่มีนี่ครับ” ตอบทั้งที่เปลือกตาไม่เปิดกลับมาด้วยซ้ำ  

             “ไม่มีเลยเหรอ...? อย่างเช่น เรื่องงานวันเกิดมิสุเอะจัง...?” 

             “ก็เอาตามที่คุณชินว่าแหละครับ อือ... ราตรีสวัสดิ์นะครับ” 

             ดูก็รู้ว่าคนพูดง่วงเต็มทนจนลืมตามองยังไม่ไหว เอาหน้าผากแตะแผ่นอกเขาไว้แล้วก็หลับไปอย่างนั้น โอโตนามิมองใบหน้าตอนหลับของคนที่ดูไม่มีพิษมีภัยแต่เป็นอันตรายกับเขาที่สุด ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ได้แต่เอามือโอบไหล่ แตะจมูกลงกับเส้นผมสีดำละเอียด ก่อนจะหลับตาลงตามไปด้วย 

 

             “ก็ควรจะชวนเขาหรือเปล่า ถึงหย่ากันไปแล้วก็ยังเป็นแม่ของมิสุเอะจังอยู่นะ” 

             นาคากุจิดึงตะเกียบไม้แยกออกจากกัน โซ้ยเส้นราเมงเข้าปากฮวบๆ ในขณะที่เพื่อนร่วมเคาน์เตอร์ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป กดโพสต์ลงไอดีอินสตราแกรมของตัวเองพลางพูด  

             “ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดี นายก็รู้ว่าไม่ได้หย่ากันแบบสวยงามสบายใจทุกฝ่ายนะ ไม่ได้เจอกันตั้งแต่ฝ่ายนั้นหนีกลับบ้านไปแล้วส่งจดหมายจากทนายเรียกให้ไปคุยเรื่องหย่าน่ะ ไปศาลครอบครัวแต่ละครั้งก็มีแต่ทนายมา ฟุซาโกะก็ไม่อยากเจอฉันขนาดนั้น แล้วตอนนี้ฉันก็ไม่ได้อยากเจอด้วยเข้าใจไหม” บ่นยาวก่อนจะเลิกคิ้วนิดๆ เพราะมีคนกดไลค์รูปที่เพิ่งลงไปทันที มุคาเอดะมองชื่อโอโตนามิอึ้งๆ คุณชิน... เร็วไปไหม...? 

             “แต่มิสุเอะจังไม่เกี่ยวอะไรด้วยนี่หว่า สำหรับมิสุเอะจัง แม่ก็คือแม่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อ๊ะ ทำไมไม่เตือนกันบ้าง ฉันลืมถ่ายรูปเลยเห็นมั้ย” นาคากุจิว่า ยกมือถือขึ้นมาดูบ้างเพราะเห็นเพื่อนอัพรูปขึ้น “เฮ้ย นี่ใครอะ? ไอดีคุณชินร้านไร้เสียงเหรอ? นี่เขาเป็นเพื่อนใน SNS ของนายด้วยเหรอ?” 

             “...ก็แค่อินสตราแกรมน่ะ” 

             “ฉันฟอโลว์เขาด้วยดีกว่า เผื่อมีเมนูใหม่ๆ มาจะได้ไปกิน”  

             มุคาเอดะส่ายศีรษะ เริ่มลงมือจัดการกับอาหารกลางวันของตัวเองบ้าง 

             “คือจริงๆ ฉันก็ไม่อยากติดต่ออะไรด้วยแล้ว... แต่ว่าพอนึกถึงจิตใจของมิสุเอะที่เขียนคำขอแบบนั้นลงไปแล้ว นายว่ามันเห็นแก่ตัวเกินไปไหมที่คิดแบบนี้...?” 

             “พวกพ่อแม่ที่หย่ากันไปแล้วแต่ยังช่วยกันเลี้ยงลูกด้วยกันก็มีเยอะ แยะ คุณฟุซาโกะก็อาจจะอยากมางานนู่นนี่ของลูกอยู่ก็ได้ ตอนหย่านายไม่ได้ตกลงเรื่องพวกนี้เลยหรือไงล่ะ?” 

             “ฟุซาโกะไม่ขอมีสิทธิ์อะไรในตัวมิสุเอะเลย แต่ก็... อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์ที่อยากตัดขาดจากฉันมากๆ ก็ได้” 

             “แล้วนายจะเอาไง? วันเกิดมิสุเอะจังมันก็ใกล้จะถึงแล้ว นายก็ไม่ได้มีแฟนใหม่หรือความสัมพันธ์อะไรกับใครใหม่ไม่ใช่เหรอ?” 

             “เอ๊ะ...?” 

             ตะเกียบของมุคาเอดะหยุด หันไปมองอึ้งๆ นาคากุจิทำตาปริบๆ ทั้งที่เส้นราเมงเต็มปาก 

             “ใช่ไหมล่ะ? เท่ากับว่านายไม่มีใครต้องเกรงใจไง ถ้านายมีแฟนใหม่ไปแล้วหรือคบหากับใครอยู่ละก็ มันก็ควรจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเขาด้วย ใครจะอยากให้นายติดต่อกับเมียเก่าอยู่น่ะเฮอะ แต่นายก็ไม่มีใช่ไหมล่ะ?” 

             “...” มุคาเอดะหันกลับ เอาตะเกียบเขี่ยหน่อไม้ในชาม ทำหน้าเข้าใจยาก “แต่ว่า... มันเป็นความสัมพันธ์เก่าที่จบไปแล้วนะ ก็ต้องไม่มีความรู้สึกอะไรด้วยอีกแล้วถึงได้หย่ากันไปไม่ใช่เหรอ ดังนั้นแค่มางานวันเกิดลูกก็ไม่ใช่เรื่องที่คนใหม่จะต้องกังวลอะไรนี่” 

             “...มุคาเอดะ” นาคากุจิมองตาค้าง “มันใช่ซะที่ไหนล่ะ! ไม่ใช่เกี่ยวกับว่าหย่ากันเพราะอะไรสภาพไหน! ถึงนายจะไม่คิดอะไรเลย แต่แฟนคนปัจจุบันไม่มีใครอยากเห็นแฟนเก่าของแฟนเรามาอะไรกับแฟนเราหรอกเฟ้ย! แค่มายืนคุยเฉยๆ ก็หึงแล้ว บางคนแค่เห็นส่งเมสเสจคุยกันก็จิตตกแล้วนะเฟ้ย!” 

             “แต่ถ้าคนที่คบด้วยรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีลูก แล้วก็เป็นผู้ใหญ่กว่า ก็ไม่น่าจะหึงในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง...” เสียงมือถือเตือนทำให้ต้องหยิบดู แล้วก็เห็นว่าเป็นข้อความจากโอโตนามิ 

             `นี่ เพื่อนนายตามมาฟอโลว์อินสตราแกรมฉันแน่ะ พอฉันเข้าไปดู ก็เห็นเพื่อนนายเช็คอินที่ร้านราเมง! คงไม่ได้เป็นร้านเดียวกับที่นายลงรูปนะ? นายไม่ได้ไปกินราเมงกันสองคนใช่ไหม?` 

             “...” 

             “ปฏิกิริยานายแปลกๆ อยู่นะ นายไม่ได้คบกับใครจริงเหรอ? ไม่ได้มีแฟนใหม่ใช่มั้ย?” คำถามของนาคากุจิทำเอาสะดุ้ง ต้องรีบหันไปตอบ 

             “อะ... อื้อ” 

             “มีใครในบริษัทมาสารภาพรักหรือเปล่า? คนนั้นใช่มั้ย? นานามิที่อยู่แผนกบัญชี?” 

             “จะบ้าหรือไง แล้วทำไมนายถึงมีชื่อผู้หญิงออกจากปากได้รวดเร็วขนาดนั้นเฮอะ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยนะ ไม่รู้จักด้วยซ้ำ” 

             “อ้าว ก็ฉันเห็นเขามองนายอยู่บ่อยๆ” นาคากุจิกินต่อ “ฮาเซกาว่า นานามิ แผนกบัญชี คนที่ไว้ผมยาวประมาณไหล่ไง ตอนฉันไปหานายที่แผนก เห็นเขายืนอยู่หน้าแผนกนายสองสามครั้งแล้ว เหมือนแอบมองนายด้วย” 

             “ฮืมม์... ไม่รู้จัก” มุคาเอดะตอบอย่างไม่มีเยื่อใย แต่ตะเกียบสะดุดตอนที่นาคากุจิพูดต่อ 

             “หรืออาจจะอยากคุยกับนายในฐานะลูกค้าประจำร้านไร้เสียงเหมือน กันก็ได้” 

             “...ลูกค้าร้านคุณชินเหรอ?” มุคาเอดะหันขวับ 

             “อ้าว นายก็เคยเจอไม่ใช่เหรอ วันแรกที่ฉันไปที่ร้านไง นั่งโต๊ะหลังเราอะ เออ แต่นายอาจจะไม่ทันสังเกตก็ได้ เพราะวันนั้นนายล่กๆ ลนๆ ทำกาแฟหกใส่ชุดสูท เหมือนเขาจะสนใจคุณชินอยู่ไง” 

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าถ้าเป็นหญิงสาวผมประมาณไหล่ในชุดสูททำงานคนนั้น เขาเองก็เห็นที่ร้านของโอโตนามิประจำหลายรอบ...  

             เธอมักจะมานั่งที่ร้านตอนเลิกงาน เรียกคิโกะไปคุย แล้วก็มองมาทางโอโตนามิอยู่เกือบตลอด... 

             “...คนนั้นอยู่บริษัทเราเหรอ?” 

             “เออสิวะ นายนี่ไม่สนใจใครเลยจริงๆ นะ ที่ผ่านมาสาวๆ ที่มาสนใจถึงได้เลิกไปเอง” นาคากุจิบ่น “แต่เอาเป็นว่านายไม่ได้มีใครใช่มะ? อย่าลืมว่าฉันปฏิญาณตัวเอาไว้ว่าจะขัดขวางการแต่งงานของนายทุกวิถีทางน่ะ” 

             “เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเหอะ ไม่ก็ไปร่วมงานโกกงกับยะจิมะซะบ้าง จะได้เลิกเวิ่นเว้อเรื่องสาวๆ ที่บริษัทเสียที” 

             มุคาเอดะส่ายหน้า จัดการกับอาหารต่อ แต่พอรู้สึกว่าเพื่อนเงียบไปก็หันมองอีกรอบ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่านาคากุจิจงใจไม่สบตา เหงื่อออกเต็มหน้าแปลกๆ 

             “...อย่าบอกนะว่าไปกับยะจิมะมาแล้ว?” 

             “บะ... บ้าเหรอ? ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ นายเข้าใจคำว่าเมามะ? เมา” อีกคนหันมาเถียงเลิ่กลั่ก สำลักน้ำซุปเส้นแทบออกจมูก 

             “...นายไปหิ้วใครกลับมาจากโกกงเหรอ?” 

             พรูดดดดด 

             เส้นเกือบออกจมูกจริงๆ 

             “ม่ายช่ายยยย มุคาเอดะ นายจะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้ไปโกกง” ยกน้ำดื่มพรวดๆ พลางเอาตะเกียบชี้หน้า “แล้วทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะนายนะ ความผิดของนายคนเดียว” 

             “ฉันไปทำอะไรฮะ?” มุคาเอดะขมวดคิ้ว “อ๊ะ รู้แล้ว นายทะเลาะอะไรกับยะจิมะ? เมื่อกี้ตอนชวนหมอนั่นมากินราเมงด้วยกันทีแรกก็บอกจะมา แต่พอบอกว่านายไปด้วยก็รีบปฏิเสธบอกว่านึกได้ว่ามีนัดทันที นายแกล้งอะไรรุ่นน้องฉันเฮอะ?” 

             “ไม่ได้ทะเลาะ... เอ่อ หมอนั่นปฏิเสธทันทีเลยเหรอตอนนายบอกว่าฉันจะไปด้วย” 

             “เออสิ” 

             “...”  

             มุคาเอดะมองเพื่อนที่ยกน้ำซุปที่เหลือซดหมดชามอย่างคนมีพิรุธเต็มที่ พูดต่อ 

             “ถ้านายจะจีบสาวในบริษัทละก็ นายก็ต้องคอยโอ๋หมอนั่นเอาไว้นะรู้ไหม ยะจิมะเป็นรุ่นน้องเข้าใหม่ที่สาวๆ เอ็นดูทั้งบริษัทตั้งแต่ตอนสมัยอินเทิร์นแล้วนายอย่าลืม เผลอไปทะเลาะแล้วถ้าหมอนั่นเอาไปฟ้องใครละก็ นายจะเป็นศัตรูกับสาวๆ ทั้งบริษัทเลยนะจะบอกให้” 

             ไม่ได้ตั้งใจจะขู่ แต่ก็เพิ่งเคยเห็นเพื่อนนั่งเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อไม่มองหน้าอย่างนี้เป็นครั้งแรก ปกติคนอย่างนาคากุจิต่อให้เล่นมุกแป้กบนเวทีงานเลี้ยงบริษัทต่อหน้าคนเป็นร้อยเป็นพัน ก็ยังไม่เคยสะทกสะท้านอะไรสักนิด  

             “เรื่องพวกนั้นฉันรู้อยู่แล้วน่ะ ว่าแต่ยะจิมะเล่าเรื่องที่ไปโกกงคราวก่อนให้นายฟังบ้างไหม? ตกลงได้ควงกับใครหรือคบกับใครเป็นแฟนหรือยังหือ?”  

             “ก็ไม่นะ” มุคาเอดะตอบ “ตอนงานบาร์บิคิวก็ยังคุยกับนายเรื่องสาวๆ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยอยู่เลยนี่ ถ้ามีแฟนแล้วก็คงไม่พูดอะไรอย่างนั้นมั้ง” 

             “อ้า... งานบาร์บิคิวนะ ใช่ ใช่” นาคากุจิยกเหยือกน้ำมาเทใส่แก้ว แล้วก็ดื่มหมดรวดเดียวอีก 

             “แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้นะ แต่ก็ไม่ได้ยินว่ามีไปร่วมงานนัดบอดอะไรที่ไหน...” มุคาเอดะทำหน้านึก “วันงานบาร์บิคิวฉันต้องอยู่เคลียร์งานจนจบ พวกนายไปดื่มกันต่อกันกับพวกแผนกเซลล์ไม่ใช่เหรอ? ไม่ได้คุยท็อปปิคพวกนี้กันหรือไง?” 

             นาคากุจิสะดุ้งขึ้นมาเล็กๆ รีบยกมือถือขึ้นมาดู 

             “กะ... ก็คุยนิดหน่อย แต่เอาเป็นว่าถ้าเจอยะจิมะก็ฝากขอโทษด้วยแล้วกัน” 

             “จะให้ขอโทษเรื่องอะไร?” 

             “ก็เรื่องเมื่อวันงานบาร์บิคิว” นาคากุจิตอบสั้นๆ ลุกขึ้นยืนเหมือนอยากจะตัดบท “ฉันต้องไปแล้ว บ่ายนี้ต้องไปบริษัทลูกค้า ไม่เข้าบริษัทนะ” 

             มุคาเอดะมองเพื่อนที่เดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์แล้วออกจากร้านไป ได้แต่ขมวดคิ้วมองตามแล้วหันไปจัดการกับราเมงในชามต่อ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นดูเพราะนึกได้ว่าเมสเสจของโอโตนามิที่มาเมื่อครู่ยังไม่ได้ตอบ  

 

กินกันสองคนครับ เวลาพักตรงกันพอดี 

อะไรนะ? ทำไมถึงไปกันสองคนล่ะ 

คนอื่นไปไหน?? 

เจอกันที่ชั้นหนึ่งพอดีน่ะครับ 

แต่นาคากุจิรีบกินแล้วก็รีบไปแล้ว  

ตอนนี้อยู่คนเดียวครับ 

...งั้นเหรอ 

 

             มุคาเอดะมองหน้าจอยิ้มๆ พิมพ์ต่อ  

 

เรื่องงานวันเกิดมิสุเอะจังน่ะ 

อื้อๆ นายมีอะไรจะบอกใช่ไหม? 

กำลังคิดว่าจะซื้อตุ๊กตาพิ้งค์กี้พิ้งค์ให้ 

เป็นของขวัญน่ะครับ แต่คิดอยู่ว่ามันจะ 

เยอะไปมั้ย... ในห้องเต็มไปด้วยสีชมพู 

หมดแล้ว 

...ก็ช่วยไม่ได้นี่ มีลูกสาวก็อย่างนี้  

งั้นฝากซ่อนไว้ที่ห้องคุณชินหน่อยนะครับ 

ได้สิ 

นายมีอะไรจะบอกฉันอีกไหม? 

เรื่องนาคากุจิน่ะเหรอครับ? ฮะฮะ 

คุณชินคิดมากไปแล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ 

... 

งั้นเดี๋ยวเจอกันตอนเย็นนะ 

 

             โอโตนามิมองสติ๊กเกอร์รูปแมวกับตัวหนังสือว่าโอเคที่อีกฝ่ายส่งกลับมา รู้สึกประสบความล้มเหลวในการถามเรื่องที่มุคาเอดะไม่ยอมบอก ...นี่นายกะจะปิดฉันเป็นความลับจริงๆ เหรอเนี่ย?? คนทำกาแฟถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นิ่งเงียบ พลางมองข้อความจากชายหนุ่มอีกรอบ 

             โทโอรุ... นายใช้สติ๊กเกอร์โคตรจะน่ารักเลย... // โอโตนามิ 

              

             มุคาเอดะรับเอกสารที่วางไว้หน้าห้องเรียนแล้วเดินเข้าไปพร้อมแม่ๆ คนอื่นที่ไปยืนออกันหลังห้อง ส่วนใหญ่มีแต่คนที่เขาก็ไม่ค่อยรู้จัก แต่โชคดีที่กลุ่มที่เขาเคยคุยสองสามครั้งตอนมารับมิสุเอะกวักมือเรียกไว้ ก็เลยได้ไปยืนด้วย  

             “สวัสดีครับ เอ่อ คุณแม่คะสุกิคุง” เด็กชายชื่อนี้เขามักจะได้ยินมิสุเอะพูดถึงบ่อยๆ เท่าที่ได้คุยกับคุณแม่สองสามครั้งก็ดูค่อนข้างจะเข้ากันได้อยู่ ได้ยินว่าสามีเป็นระดับผู้จัดการแผนกของบริษัทใหญ่สักแห่งแถวนี้ คะสุกิมีพี่สาวอีกสองคนที่เรียนจบจากโรงเรียนนี้ทั้งคู่ คุณแม่ก็เลยค่อนข้างจะรู้เรื่องต่างๆ ในโรงเรียนนี้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นที่พึ่งของแม่ๆ ทั้งหลาย และที่สำคัญก็คือเป็นคนริเริ่มแผนการไปกินอาหารกลางวันกันเป็นกลุ่มครั้งนี้นี่แหละ

             “สวัสดีค่ะ มิสุเอะจังนั่งกลุ่มเดียวกับคะสุกิคุงอีกแล้วนะคะ” ดูอายุแล้วก็น่าจะสามสิบปลายๆ หรือไม่ก็สี่สิบต้นๆ ห่างจากเขาเป็นสิบปีอยู่ เวลาพูดด้วยก็เลยค่อนข้างจะต้องเกรงใจบ้าง

             “ครับ มิสุเอะก็ดีใจมากเลยครับ”

             “เอ... จริงเหรอคะ คือว่าช่วงนี้ได้ยินว่าทะเลาะกันบ่อยๆ น่ะค่ะ นี่ก็กะว่าถ้าเจอคุณมุคาเอดะวันนี้จะขอโทษด้วย ดีใจมากเลยที่คุณมุคาเอดะตอบรับไปกินข้าวกับพวกแม่ๆ ในชั้นเราวันนี้ได้”

             “ใช่ครับ ไหนๆ ก็ลางานมาแล้ว ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเลยครับ เพราะผมไม่ค่อยได้คุยกับใครเลย” ชายหนุ่มยิ้มตอบพลางทำหน้าพิศวง “เอ่อ มิสุเอะมีปัญหาอะไรกับคะสุกิคุงเหรอครับ? ไม่เห็นเล่าอะไรให้ผมฟังเลย”

             “ก็ทะเลาะกันแบบเด็กๆ นี่แหละค่ะ คะสุกิคุงก็ไม่ค่อยดี ชอบไปยุ่งไปแซวมิสุเอะจังบ่อยๆ ปากไม่ค่อยดีน่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

             “ไม่หรอกครับ มิสุเอะเองก็เอาแต่ใจเป็นบางที... ผมเองก็เลี้ยงแบบตามใจไปหน่อย ใครแนะนำอะไรก็อาจจะไม่ค่อยฟังน่ะครับ”

             “คุณครูบอกว่าคงเป็นแค่ช่วงเดียวน่ะค่ะ ถ้าคุณมุคาเอดะได้ยินอะไรจากมิสุเอะจังก็ช่วยบอกฉันด้วยนะคะ”

             “ได้ครับ” มุคาเอดะมองลูกสาวที่นั่งกับเพื่อนในกลุ่ม ยกมือตอบคำถามครูฉะฉานแล้วเริ่มทำกิจกรรมด้วยกัน เขาไม่เคยมาร่วมงานประชุมผู้ปกครองหรือชมการศึกษาลูกจากหลังห้องแบบนี้มาก่อน จริงอยู่ว่าโรงเรียนอนุบาลที่เรียนนั้นไม่ได้สอนวิชาการอะไร แต่การที่เห็นลูกสาวจัดการกับสิ่งของรอบตัวด้วยตัวเองแบบเดียวกับเพื่อนๆ ได้แล้วก็รู้สึกโล่งใจปะปนกับความใจหายขึ้นมาแปลกๆ มิสุเอะทำอะไรได้ตั้งเยอะแล้ว ทั้งที่ปกติเวลาอยู่ที่บ้านเขาต้องบอกเป็นขั้นตอนทุกอย่าง รูปที่วาดก็เลือกใช้สีสวยด้วย ลูกเขามีความ สามารถทางศิลปะใช่ไหมนะ??

             คิดเข้าข้างตัวเองยังไม่ทันไร เด็กหญิงก็หยิบดินสอสีผิดกล่อง ไปหยิบจากกล่องของเพื่อนข้างๆ ซึ่งแน่นอนว่าก็เป็นของน้องผู้ชายที่ชื่อคะสุกิ ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะท้วง เด็กหญิงที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็โพล่ง

             “อ๊ะ มิสุเอะจังขโมยดินสอสีของคะสุกิ”

             เด็กหญิงทำตาปริบๆ มองดินสอสีในมือที่กำอยู่ รีบวางแล้วเถียงกลับ

             “ไม่ได้ขโมย! เราแค่หยิบผิด”

             “โกหก โกหก การโกหกก็เป็นบ่อเกิดของขโมยอยู่ดี คะสุกิคุงก็เห็นใช่มั้ย”

             “อ๊ะ” เด็กชายยังไม่ทันพูดอะไร มิสุเอะก็ทำหน้าบึ้ง หยิบดินสอแท่งเดิมขึ้นมาอีกรอบ ปาดระบายลงในกระดาษตัวเองทั้งอย่างนั้น กดเป็นปื้นจนเนื้อสีติดหนา พอหักกลางท่อนเด็กชายก็ร้องไห้จ้า เพื่อนผู้หญิงยิ่งโวยวายเสียงดังจนคนอื่นหันมองกันทั่ว

             “ครูคะ มิสุเอะแกล้งคะสุกิคุงอีกแล้วค่ะ”

             “มีอะไรกันจ๊ะ เกิดอะไรขึ้น” ครูสาวที่เข้ามาดูสถานการณ์ยิ้มถามด้วยท่าทางใจดีแม้ว่าเด็กแต่ละคนจะแย่งกันฟ้อง สุดท้ายไม่ใช่แค่คะสุกิที่ร้องไห้ มิสุเอะก็ร้องไห้ลั่นไปด้วย

             มุคาเอดะยิ้มเจื่อน หันไปก้มศีรษะให้แม่ของเด็กชายที่ยืนข้างๆ ซึ่งก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ก้มหัวตอบเช่นกัน

 

             “ก็ปกติแหละนะ เด็กๆ ก็อย่างนี้ไม่ใช่เหรอ ทะเลาะกันแป๊บเดียวก็คืนดีกันแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องห่วงหรอกน่า”  

             “อืมม์...”

             มุคาเอดะนั่งชันเข่าอยู่บนโซฟาปรับนอน กอดหมอนใบใหญ่ดูทีวี ในมือมีแก้วชาอุ่นๆ จิบ โอโตนามินั่งข้างๆ เหลือบมองไปทางห้องญี่ปุ่นที่ปิดประตูเอาไว้ และมีเด็กหญิงนอนอยู่

             “ครูก็บอกอย่างนั้นแหละครับ จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีปัญหาทะเลาะจุกจิกกับเพื่อน ปกติตอนไปรับก็ไม่เจอแม่ๆ คนอื่น วันนี้ที่ไปดูการเรียนการสอนก็รู้สึกได้ว่ามิสุเอะโตขึ้นมาก ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ดูเป็นคนละคนกับที่บ้านเลย... ผมอาจจะไม่ค่อยได้ดูลูกก็ได้”

             “ไม่จริงหรอกน่ะ เด็กๆ เวลาอยู่บ้านกับโรงเรียนก็คนละแบบกันอยู่แล้ว”

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ คิดถึงเรื่องคำขอพรที่เขียนแขวนต้นไผ่ในวันทานาบาตะที่ผ่านมา หรือบางทีเป็นเพราะใกล้จะวันเกิดของมิสุเอะแล้ว และเรื่องที่อยากให้แม่มาร่วมงานมันรบกวนจิตใจลึกๆ ของลูกก็เลยทำให้แสดงออกมาแบบนี้... หรือจริงๆ เขาควรจะลดทิฐิตัวเองติดต่อฟุซาโกะ ขอให้ช่วยมาเจอในวันเกิดของมิสุเอะหน่อย...

             แต่เรื่องที่นาคากุจิพูดวันนี้ก็ติดใจอยู่... โอโตนามิจะคิดยังไงถ้าเขาทำแบบนั้น ควรจะถามก่อนใช่ไหม? ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงไม่ให้เข้าใจผิด...

             มุคาเอดะถอนหายใจ เอียงตัวไปพิงไหล่คนที่นั่งอยู่อย่างไม่รู้ตัว โอโตนามิหันมองยิ้มๆ

             “แล้วที่ไปกินข้าวกลางวันกับพวกแม่ๆ เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

             “นรกมากครับ”

             “อะ...เอ่อ... มีอะไรรึ?”

             “ฟังไม่ทัน เขาคุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่องเลย พูดถึงครูคนไหนก็ไม่รู้ เด็กคนไหนก็ไม่รู้ งานอะไรก็ไม่รู้ แล้วเปลี่ยนเรื่องเร็วมาก นั่งใบ้ยิ่งกว่ารูปปั้นผู้ก่อตั้งที่หน้าโรงเรียนอีก ไม่มีวันจะไปอีกแล้วงานแบบนี้ เหนื่อย”

             “ฮะ ฮะ ฮะ” โอโตนามิหลุดขำ เพิ่งเคยเห็นคนอย่างมุคาเอดะบ่นอะไรให้ฟังแบบนี้เป็นครั้งแรก ขณะที่อีกคนตวัดตามองบึ้งๆ เขาก็อดก้มลงไปจูบที่ศีรษะที่พิงอยู่กับไหล่เป็นการปลอบใจไม่ได้ “พวกแม่ๆ ที่ไม่ได้ชอบไปรวมกลุ่มแบบนี้ก็เยอะ แต่ก็คงคิดเหมือนนายแหละ คือพยายามไปรักษาคอนเนคชั่นกับพวกแม่ๆ เอาไว้ เผื่อลูกมีปัญหาอะไรจะได้พึ่งพา”

             “เลี้ยงลูกนี่มันเหนื่อยจัง”

             โอโตนามิหลุบตามอง ก้มลงไปจูบเบาๆ ที่หลังใบหู

             “ให้นวดไหล่อีกไหม?”

             “กับคุณหมอลามกคนนั้นน่ะเหรอ...?”

             ถามกลับพลางหดคอหนีจากลมหายใจที่พ่นใส่ต้นคอตามเสียงขำ กำลังมองด้วยหางตา แต่ริมฝีปากอีกคนก็ประกบลงมา เรียกร้องให้แลกจูบด้วยเบาๆ และเขาก็ไม่ได้มีอะไรที่ต้องปฏิเสธ

             “ลูกค้าก็ลามกหรือเปล่า? แค่จูบก็เป็นถึงขนาดนี้น่ะ”

             มุคาเอดะไม่ตอบ เพราะอีกฝ่ายพูดแค่นี้หน้าก็แดงก่ำไปแล้ว โอโตนามิดึงแก้วชาออกไปวางให้บนโต๊ะ แต่เจ้าตัวยังมีหมอนใบใหญ่ถือเป็นปราการเอาไว้อยู่ ซึ่งเขาก้มหน้าลงไปไซ้ซอกคอแค่แป๊บเดียวก็แย่งเอามาได้ แต่ไม่ได้โยนทิ้งไปไหนหรอก เพราะเดี๋ยวก็ต้องใช้ใช่ไหมล่ะ

             โอโตนามิยกรีโมทกดปิดทีวี ดึงตัวมุคาเอดะให้ขยับลงมานั่งให้ถนัดมือ สอดมือเข้าใต้เสื้อยืดทีละน้อยพลางจูบเบาๆ ที่ซอกคอทำลายจังหวะหายใจ แค่นี้หมอนี่ก็ตัวอ่อนปวกเปียกยอมทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนที่เขาสอดอีกมือเข้าไปในขอบกางเกง กำของที่อยู่ข้างใต้แล้วกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

             “ฮั่นแน่ะ คาดหวังอะไรน่ะครับ คุณลูกค้า หรือว่าต้องการบริการลามกหือ?”

             ก็แทนที่จะตอบปฏิเสธ ดันมองมือเขาที่กำลังรูดของข้างล่างขึ้นลงเบาๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำแล้วพยักหน้า จะให้ทำไงได้นอกจากใช้ริมฝีปากไล้ที่ต้นคอแล้วใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหัวนมใต้เสื้อไปด้วย พอทำแบบนี้เจ้าตัวก็บิดพราดๆ ส่งเสียงครางไม่เป็นท่า นายมันพวกชอบลองของชัดๆ

             “คุณชิน...” โอโตนามิเลื่อนริมฝีปากไปประกบ รู้ดีว่ามุคาเอดะเรียกแบบนี้คือกำลังอ้อนขอให้จูบ จริงๆ แค่เห็นใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มของหมอนี่สองวินาทีก็แทบจะปลุกความหื่นของเขาให้ตื่นขึ้นมาหมดแล้ว เสียงครางเบาๆ กับลมหายใจเสียจังหวะแผ่วตามสัมผัสที่เขากำลังป้อนนั้นเรียกให้ทำทุกอย่างให้ได้จริงๆ ใจจริงอยากจะเร่งความเร็วของมือที่กำลังรูดท่อนลำขึ้นลงให้เพราะรู้สึกถึงความต้องการจากร่างกายเจ้าตัวที่ปลดปล่อยเมือกเหนียวทะลักเลอะมือเขาขนาดนี้ แต่ก็ตัดสินใจปล่อยมือออกตอนที่น่าจะกำลังได้ที่ มุคาเอดะหลุบตาลง มองทันที แววตาไหวระริกเว้าวอน ส่งสายตาเสียดายเรียกให้ทำต่อจนเกือบทำให้เขาเปลี่ยนใจไปจับกดแล้วก็จัดการให้เสร็จเรื่อง แต่ก็หักห้ามใจไปหยิบของที่อยู่ในกล่องปลายเท้าออกมาชูตรงหน้า

             “ไหนๆ นายก็ซื้อมาแล้ว วันนี้จะลองใช้ไอ้นี่ดูนะ”

             มุคาเอดะมองดิลโด้สีชมพูด้วยสายตาพร่ามัว หน้าแดง หอบหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้า

             “ของแบบนี้... มันก็แค่ของเล่นนะครับ”

             “แต่ก็ซื้อมาแล้วไม่ใช่เหรอ”

             “มันไม่ทำให้รู้สึกดีได้หรอก”

             “ไม่ลองก็ไม่รู้ใช่มั้ย”

             คนพูดดึงกางเกงอีกคนออกไปกองกับพื้น มุคาเอดะมองเงียบๆ ด้วยสีหน้าหวั่น โอโตนามิดึงตัวให้ลงมานอน คร่อมตัวลงไปประกบริมฝีปากเหมือนจะปลอบ แล้วค่อยเลื่อนริมฝีปากลงมาครอบตรงยอดอก มุคาเอดะสำลักลมหายใจ ทันที ดิ้นพราดๆ ตามจังหวะของปลายลิ้นและเสียงดูดที่ทำเอาวาบหวามจนครางไม่เป็นท่า อีกคนใช้จังหวะตอนกำลังเพลินๆ สอดนิ้วเข้าไปทางช่องด้านหลัง อย่างชำนาญ ดำเนินการเตรียมพื้นที่ให้อย่างเชี่ยวชาญจนดูท่าทางว่าน่าจะพอใช้ได้ โอโตนามิเงยหน้ามองใบหน้ากับแววตาที่ละลายไปหมดแล้วก่อนจะยิ้มให้ ขยับตัวเองไปอยู่ข้างล่าง พับขาคนนอนขึ้น หยิบเจลหล่อลื่นมาบีบใส่ พลางมองตาไปด้วย

             “เจ็บก็บอกเจ็บนะ”

             อีกคนพยักหน้าแดงเหมือนยอมตกลงทำสัญญากันเรียบร้อย กล้าม เนื้อเกร็งขึ้นมาตอนที่ท่อนใหญ่ๆ ในมือของโอโตนามิสอดเข้ามาทีละนิด มุคาเอดะเบี่ยงสายตาหลบ หอบหายใจแรงพลางทำหน้าเบ้ ส่ายหน้า

             “...มันไม่น่าจะเข้าไปได้”

             “ของฉันยังเข้าไปได้ มันก็ต้องเข้าได้สิ” โอโตนามิตอบเสียงขรึม หลุบตามองพลางบรรยายสถานการณ์ที่เจ้าของร่างไม่ได้เห็น “แค่สอดเข้าไปนิดเดียว นายก็ดูดเข้าไปเองแล้ว”

             ใบหน้ามุคาเอดะแดงก่ำ ส่ายศีรษะเหมือนไม่ยอมรับ โอโตนามิส่งยิ้ม ค่อยๆ ดึงเข้าดึงออกช้าๆ ให้เข้าไปได้ลึกขึ้นทีละนิด สังเกตสีหน้าและเสียงอืออาของอีกฝ่ายที่เหงื่อออกเต็มหน้า ต้องเอาอีกมือไปจับมือเอาไว้เหมือนจะคอยให้กำลังใจไปด้วย

             “เห็นไหม เข้าได้หมดแล้ว...” เงยหน้าถามด้วยเสียงแหบพร่า “เป็นไงมั่ง?”

             “แน่น...” มุคาเอดะหอบรัว ยังคงส่ายหน้า “บอกแล้วว่ามันแค่ของเล่...” พูดไม่ทันจบ ของที่คาอยู่ก็สั่นขึ้นตามแรงมือของคนที่กดสวิตช์จากด้านหลัง คนโดนกระทำสะดุ้งโหยง สำลักลมหายใจดิ้นพราด ส่งเสียงครางออกมาทันที

             “อะไร...! นี่มันอะไรครับ??”

             ไม่ใช่แค่ร้องไม่เป็นภาษา ร่างยังบิดไปมาพร้อมสะโพกที่ขยับเองอย่างหยุดไม่ได้ อีกคนมองด้วยสีหน้ายิ่งกว่าสนุก กดแท่งที่เสียบอยู่ให้เข้าลึก ครอบริมฝีปากที่หัวนมข้างหนึ่ง แล้วใช้มือเขี่ยที่อีกข้างจนคนโดนกระทำยิ่งบิดตัวแทบตกจากที่นอนลงมาข้างล่าง

             “ก็ของเล่นไง”

             “ไม่เอา...” มุคาเอดะทั้งร้องทั้งดิ้น “ไม่เอานะครับ...ไม่”

             “ไหนบอกแค่ของเล่น ไม่น่าจะทำให้รู้สึกดีไงฮึ?” หยุดลิ้นที่ตวัดเงยหน้าขึ้นมายิ้มเยาะ “รู้หรือเปล่าว่ามันปรับระดับความสั่นได้น่ะ” อีกฝ่ายจะรู้หรือไม่รู้เขาก็ไม่สน เพราะเอานิ้วเลื่อนปรับระดับขึ้นไปแล้ว มุคาเอดะร้องครางขึ้นมาอีกรอบ เสียงสั่นจนแทบฟังไม่ออกว่าพูดอะไรต่อ

             “เอาออกไป! เอาออกไปเดี๋ยวนี้!”

             “จะถึงแล้ว?”

             “เอาของจริง...” มุคาเอดะส่ายหน้า ครางไม่เป็นคำ “เอาของคุณชินดีกว่า...”

             คนฟังกลืนน้ำลายดังเอื้อก ดึงไอ้ของเล่นที่ว่าออกทิ้งลงพื้น พลิกตัวคนพูดให้นอนคว่ำ จัดการแทนที่เข้าไปด้วยของตัวเองทีเดียวมิดลำ มุคาเอดะครางเสียงดังอีกรอบ เรียกชื่อโอโตนามิพลางกอดหมอนแน่น เหมือนจะไม่รับรู้อะไรอีกแล้วตอนที่ร่างใหญ่คร่อมทับลงมาจากข้างหลัง เอาจมูกไซ้ซอกคอ มือสองข้างขยี้เม็ดที่ยอดอก ขณะที่สะโพกซอยเข้าออกถี่ ได้ยินเสียงท่อนเนื้อเสียดสีกันตลอดเวลาตามแรงกระแทก

             “นายมันหื่นเกินไปแล้ว”

             “คุณชิน!”

             มุคาเอดะเรียกชื่อซ้ำๆ เอียงหน้าไปรับจูบร้อนแรงที่ชายหนุ่มป้อนให้ ก่อนทุกอย่างจะขับเคลื่อนไปด้วยความร้อนแทบละลายทั้งคู่ น้ำสีขาวพุ่งเลอะโซฟาในจังหวะที่คนนอนคว่ำเกร็งตัวไปทั้งร่าง เช่นเดียวกับคนข้างหลังที่ดึงออกมาไม่ทันจนอีกคนรับรู้ได้ถึงของแข็งข้างในที่กระตุกติดๆ ตามมาด้วยความอบอุ่นแผ่ซ่าน มุคาเอดะทิ้งตัวลงกับโซฟาและหมอนใบใหญ่ด้วยท่าทางหมดแรง นอนตะแคงหอบในสภาพเหลือเสื้อยืดใส่นอนตัวเดียวดูไม่จืด แต่สำหรับคนที่ก่อเหตุอยู่ข้างหลังมองแล้วต้องกลืนน้ำลายซ้ำ เพราะเนื้อตัวของมุคาเอดะชุ่มไปด้วยเหงื่อ หน้าแดง หอบหายใจรัว มองเขาด้วยสายตาที่กำลังหวานละลาย ในขณะที่ท่อนล่างเปลือยเปล่า

             ของเหลวขุ่นข้นสีขาวที่ไหลย้อนออกมาจากช่องทางด้านหลังยิ่งทำให้คนมองต้องสะกดจิตสะกดใจไม่ให้ลงไปซ้ำรอบสอง เจ้าตัวคงไม่รู้สึกอะไรหรอก ว่ากำลังอยู่ในสภาพวาบหวิวแค่ไหนเพราะแค่นอนตะครุบลมหายใจก็เหมือนคนป่วยใกล้จะตายแล้ว เลือดลมคงจะยังไหลไปไม่ถึงสมอง

             “ไหนใครบอกกันนะว่าของเล่นแบบนั้นไม่ช่วยให้รู้สึกดีน่ะ” โอโตนามิโน้มตัวลงไปปัดเส้นผมออกจากหน้าผากชุ่มเหงื่อให้แล้วจูบเบาๆ มองปลอกหมอนที่ยับยู่ไปหมดเพราะโดนอีกคนจิกมือใส่ มุคาเอดะยังได้แต่ทิ้งเสียงหอบ พูดอะไรไม่ออก

             “อ๊ะ...”

             แต่พอหลุบตามองอีกคนที่กำลังใช้ทิชชู่ซับร่องรอยเปื้อนตามที่ต่างๆ แล้วก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นชุ่มฉ่ำที่ช่องทางหลัง แววตาตื่น ถามโพล่งออกมาทั้งหน้าแดงก่ำ

             “อย่าบอกนะครับว่า...”

             “รีบไปล้างออกดีกว่า” โอโตนามิสอดมือช้อนใต้ขาจะยกขึ้น มุคาเอดะก็เลยโวยวาย

             “วันก่อนบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เอาถุงยางมาเอง!”

             “ลืมน่ะ ขอโทษๆ กะว่าวันนี้จะใช้แต่ไอ้นี่ แต่นายดันอ้อนขนาดนั้น” มองแท่งบนพื้นที่ชุ่มไปด้วยของเหลวหนืด มุคาเอดะมองตามแล้วต้องรีบปัดสายตาหลบ

             “ผมเดินไปเองได้ครับ”

             “ไม่ได้สิ เดี๋ยวมันหยดเลอะพื้น”

             ทำตาเหลือกหันมอง จริงไม่จริงไม่รู้ แต่การที่เกร็งตัวปล่อยให้อีกคนอุ้มไปดีๆ ก็ทำให้โอโตนามิหลุดขำ

             “นายขมิบไว้ก็ไม่หยด”

             “หยุดนะ ไม่อายเหรอพูดแต่เรื่องเสื่อมๆ”

             “ขมิบไว้สิครับ ก็จะได้ไม่หยด”

             “เปลี่ยนเป็นรูปสุภาพก็ไม่ช่วยอะไรครับ” มุคาเอดะเถียงหน้าแดง “แล้วถ้าจะปล่อยข้างในก็ควรขอก่อนมั้ย?”

             “มันไม่ทันจริงๆ นี่ นายลองมาเป็นฉันที่ต้องมาได้ยินนายบอกให้แทงแรงๆ ลึกๆ ครางเสียงดังไปถึงปากซอย พอจะดึงออกนายก็กอดไม่ปล่อย นี่แค่ใส่เข้าไปนายก็แทบจะกัดของฉันขาดอยู่แล้ว ยังหวังจะให้ดึงออกมาให้ทันอีกเหรอ”

             คนฟังอ้าปากค้าง อย่าว่าแต่หน้าแดง สมองคงระเบิดตู้มไปแล้ว

             “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไม่มีอะไรกับใครนอกจากนายอยู่แล้ว” โอโตนามิขำ “ถ้าไม่สบายใจจะให้ไปตรวจโรคที่ไหนก็ได้นะ”

             มุคาเอดะไม่ได้ตอบ พออีกคนเปิดประตูห้องอาบน้ำวางแหมะลงบนเก้าอี้ก็หันมาทำหน้าบึ้ง ผลักโอโตนามิออกไปนอกห้องแล้วปิดประตูใส่หน้า

             “เดี๋... อาบด้วยกันเซ่ ฉันก็จะล้างตัวเหมือนกันนะ”

             “ล้างเสร็จแล้วจะเรียกนะครับ”

             “โทโอรุคุง~ กลัวฉันเห็นอะไรน่ะ ฉันเห็นไปหมดแล้วนะ เปิดเดี๋ยวนี้”

             “ก็บอกว่าเสร็จแล้วจะเรียกไง”

             โอโตนามิยืนฟังเสียงน้ำฝักบัวอยู่หน้าห้องอย่างช่วยไม่ได้ หรืออีกฝ่ายจะไม่รู้ ว่าจากข้างนอกนี่มองผ่านกระจกมัวๆ เห็นภาพเป็นเงาๆ ว่ากำลังถอดเสื้อผ้าท่าไหนล้างอะไรยังไงบ้าง นี่มันปลุกเร้าได้ยิ่งกว่าเห็นเต็มๆ อีกนะ! ทำอะไรให้ฉันดูเนี่ย นายนี่มันตัวก่อกวนจริงๆ ให้ตายเถอะ!

             “เข้ามาได้แล้... อ๊ะ...” มุคาเอดะเปิดออกมาพร้อมไออุ่นและกลิ่นสบู่ ตาสบกับส่วนล่างของอีกคนที่ดูแข็งแรงขึ้นมาอีกรอบ นิ่งอึ้งแล้วทำท่าจะปิดประตูใส่ มือใหญ่ต้องรีบสอดเข้าไปคานแรงไว้ไม่ให้ปิด

             “นายจะปิดทำไมหา”

             “ยืนคิดอะไรอยู่หน้าห้อง... มันถึงได้เป็นอย่างนี้ครับ”

             ยังมีหน้ามาถามอีกนะ // โอโตนามิ 

             “ไม่มีรอบสองแล้วนะ ล้างตัวเฉยๆ นะครับ เอ้า ล้างตัวซะ” พอต้านไม่ได้ก็ต้องยอมถอยออก มุคาเอดะเอาฝักบัวฉีดให้เหมือนกับว่าระดมน้ำไปที่ตรงนั้นแล้วจะช่วยให้มันสงบ แต่มันได้ผลตรงข้ามนะไอ้บ้า! หรือนายไม่เคยเอาฝักบัวไปฉีดเล่นเฮอะ! ทำอะไรแต่ละอย่าง นายแกล้งฉันใช่ไหม! 

             โอโตนามิยื่นมือไปดึงฝักบัวมาถือแทน ลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งข้างหลัง  

             มุคาเอดะฟอกสบู่เงียบๆ ก่อนจะถามขึ้นมาเบาๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย 

             “คุณชินว่า... งานวันเกิดของมิสุเอะควรจะชวนฟุซาโกะมาไหมครับ?” 

             คนฟังเงยหน้ามองแผ่นหลัง โหย โทโอรุ ในที่สุดนายก็เล่าจนได้... ต้องให้จัดขนาดนี้เลยเหรอ กว่าจะยอมเชื่อใจปรึกษา? นายใช้อะไรวัดความเชื่อใจกันน่ะหือ? 

             “นายอยากจะชวนเหรอ?” 

             “มิสุเอะน่ะครับ เขียนในกระดาษขอพรวันทานาบาตะว่าอยากให้แม่มาร่วมงานวันเกิด” มุคาเอดะตอบตามตรง “ผมก็เลยไม่รู้จะทำยังไงดี” 

             “ความรู้สึกนายล่ะ?” 

             “ก็...” คนตอบถอนหายใจ “ทางนั้นเองก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมา ถ้าเป็น ไปได้ก็อยากจะให้ต่างคนต่างอยู่กันไป แต่ก็คงทำอย่างนั้นไม่ได้ใช่ไหมครับ ในเมื่อมิสุเอะก็ถือว่าเป็นลูกของฝ่ายนั้นด้วย แล้วมิสุเอะก็ไม่ได้ผิดอะไร แกไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ถึงจะทำแค่ไหน ผมคนเดียวมันก็คงแทนที่แม่เขาไม่ได้หรอก” 

             โอโตนามิผ่อนลมหายใจเบาๆ เลื่อนฝักบัวไปล้างสบู่ออกจากแผ่นหลังให้ 

             “นายไม่จำเป็นต้องคิดว่าตัวเองต้องเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ให้ลูกหรอกนะ นายก็เป็นนายนี่แหละ มิสุเอะจังเองก็ต้องค่อยๆ เข้าใจสถานการณ์ด้วยตัวเองเองด้วย ความจริงเรื่องที่พ่อแม่แยกทางกัน ยังไงมันก็คือความจริงอยู่ดี ต่อให้แม่เขามาหาตามคำขอ สุดท้ายก็ต้องกลับและแยกกันไปอีก ความจริงคือพวกนายแยกกันไปแล้ว ดังนั้นมิสุเอะจังต้องค่อยๆ ยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ นายต้องเป็นคนนำไปรู้ไหม” มือใหญ่ลูบแขนที่ยังมีสบู่เกาะ เอาน้ำจากฝักบัวล้างให้ “ตอนนี้มิสุเอะจังกับนายกำลังเริ่มต้นใหม่ ควรจะมุ่งไปข้างหน้าแล้วก็สร้างสิ่ง แวดล้อมใหม่ๆ รอบตัวให้เขาดีกว่า เอาให้มันแข็งแกร่งกว่าเดิมอีก รอบตัวยังมีคนตั้งเยอะเยอะนอกจากพ่อแม่ ที่จะกลายเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ดีๆ ของลูกสาวนายนะ”  

             ไม่รู้ว่าคำพูดเขาไปกระทบจิตใจมากน้อยแค่ไหน ดวงตาของมุคาเอดะเหมือนมีน้ำตาเกาะ พยักหน้าเล็กๆ 

             “เพราะฉะนั้น เราเปลี่ยนมาจัดงานวันเกิดกันที่ร้านฉันดีกว่า” โอโตนามิพูดต่อ  

             “ร้านกาแฟชั้นหนึ่งน่ะเหรอครับ...?” 

             “ใช่แล้ว ชวนมิกิกับเพื่อนที่บริษัทนายมาด้วยก็ได้ ไหนๆ ทุกคนก็กลายเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ของนายกับมิสุเอะจังกันหมดแล้วนี่” 

             “อือ...” มุคาเอดะพยักหน้าเห็นด้วย ค่อยยิ้มออกมาได้บ้าง “คิดถูกที่มาปรึกษาคุณชิน ตอนแรกนาคากุจิก็บอกว่าควรจะโทรไปเรียกฟุซาโกะให้มาด้วยน่ะครับ” 

             “ทีนี้มีอะไรก็อย่าลืมมาปรึกษ...เดี๋ยวนะ...” โอโตนามิตวัดตามอง ยื่นมือไปปิดก๊อกน้ำ “อย่าบอกนะว่าไปปรึกษาหมอนั่นก่อนฉันอีกน่ะ...?” 

             “เอ่อ... เจอกันตอนกลางวันพอดี ก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเองครับ” มุคาเอดะตอบ มองรอยยิ้มอีกคนด้วยความรู้สึกไม่สู้ดี  

             “โทโอรุคุง...” โอโตนามิยื่นมือไปเปิดก๊อกน้ำแรงสุด ฉีดใส่แผ่นหลังขาวผ่องที่นั่งหน้าจนคนนั่งสะดุ้งตกจากเก้าอี้ ตอนแรกมุคาเอดะก็หัวเราะดีๆ จนกระทั่งริมฝีปากอีกคนประกบลงมา รับจูบอู้อี้พลางพยายามเบี่ยงหน้าหนี เพราะละอองน้ำกระเซ็นใส่จนตาพร่าไปหมด  

             “ปิดน้ำก่อนดีไหม? หรี่หน่อยก็ได้” 

             “อยากโดนทำโทษนักใช่ไหม หือ?” 

             “เดี๋ย...” ม่านตามุคาเอดะขยายด้วยท่าทางตกใจกับฝักบัวที่จี้ลงมาปิดกั้นตรงปลายอวัยวะท่อนล่าง ขนลุกทั้งตัวจนต้องบิดหนีเร่าๆ หน้าแดงก่ำร้องไม่เป็นภาษา อีกคนอย่าว่าแต่คิดจะล้มเลิก เหยียดริมฝีปากยิ้มให้พลางใช้แขนช้อนข้างหลังเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ อ้อมใต้รักแร้ไปได้ก็ขยี้หัวนมไปมา ตะครุบจูบโดยไม่สนเสียงร้องครางที่น่าเอ็นดู 

             “แค่นี้ก็ตื่นแล้วเหรอ อยากให้จัดอีกรอบใช่ไหม? ฮึ?”  

             “ปล่อย... บอกแล้วนะว่ารอบเดียว” มุคาเอดะส่ายหน้า หอบไม่เป็นจังหวะพลางร้องห้าม  

             “บอกตอนไหน” โอโตนามิไซ้ซอกคอ กระซิบข้างหูด้วยเสียงต่ำ  

             “รอบเดียวมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว โทโอรุ” 

              

             “แฮปปี้เบิร์ธเดย์! มิสุเอะจัง!” 

             เด็กหญิงยิ้มแก้มปริ หน้าตาออกเอียงอายกับเสียงปรบมือจากรอบทิศทาง หลังจากทุกคนในร้านร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์และให้เธอเป่าเทียนดับ มิกิกรีดนิ้วจับหมวกสามเหลี่ยมวางบนหัวให้เด็กน้อยสวยๆ เพื่อให้โอโตนามิถ่ายรูป คิโกะเดินไปเปิดไฟ แล้วกลับมาปรบมือต่อตอนที่โอโตนามิถลกแขนเสื้อตัดเค้กแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ใส่จานให้  

             มุคาเอดะยืนเท้าพนักเก้าอี้มองอยู่ข้างหลัง ยิ้มกับภาพรอยยิ้มดีใจของบุตรสาวที่รับห่อของขวัญจากมิกิและคิโกะ เขาคิดถูกที่เชื่ออย่างที่โอโตนามิว่า ถึงความจริงมันอาจจะโหดร้ายไปบ้าง... แต่ลูกสาวเขาก็จะต้องอยู่กับความจริงข้อนี้ไปอีกนาน สิ่งที่เขาจะทำได้ก็คือสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ดีๆ ให้ลูกอย่างที่โอโตนามิว่า เลิกคิดถึงการพยายามประคองอะไรเก่าๆ เอาไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของใครเสียที เขาก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้วนี่... ไม่ต้อง การให้ใครเสียใจ สุดท้ายก็เลือกเดินในทางที่คนอื่นเลือกจนเจ็บกันทุกฝ่าย  

             “ตกลงนายก็ไม่ได้โทรหาคุณฟุซาโกะสินะ” นาคากุจิเดินมาหยุดข้างๆ ถือจานที่ใส่ทั้งมันฝรั่งทอดและพิซซ่ามากินด้วย 

             “เปล่า...” มุคาเอดะตอบเรียบๆ สบตากับโอโตนามิที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นและชะงักพอดี ไม่เห็นจะต้องระแวงขนาดนั้น...  

             “ฉันจะเลี้ยงมิสุเอะของฉันแบบนี้ล่ะ”

             “ก็ต้องอย่างนี้สิคุณพ่อ” นาคากุจิหันมายิ้ม ยื่นจานให้ มุคาเอดะมองสายตาคนหลังเคาน์เตอร์ที่แผ่รังสีอำมหิตมาจนถึงนี่ เลยตัดสินใจหยิบแค่มันฝรั่งทอดเข้าปากชิ้นเดียว

             “ว่าแต่... นายยังไม่คืนดีกับรุ่นน้องฉันอีกเหรอ ยะจิมะเลยปฏิเสธไม่ยอมมางานวันเกิดของมิสุเอะเลย น่าจะเพราะฉันไปบอกว่านายจะมานี่แหละ”

             นาคากุจิสะดุ้ง หยิบพิซซ่างับเข้าปาก หลบสายตาทันที

             “เอ่อ... ยะจิมะ ไม่ได้ฟ้องอะไรนายใช่มะ?”

             “ฟ้องเรื่องอะไร?”

             “งั้นก็ไม่มีอะไร”

             มุคาเอดะขมวดคิ้ว ยื่นหน้าเข้าไปจ้องอย่างคนจะจับพิรุธ

             “นายมีอะไรที่ไม่ได้บอกฉันฮึ? เมื่อตอนงานบาร์บิคิวเกิดอะไรขึ้น?”

             “ปละ เปล่า... ก็แค่มีปากเสียงกันนิดหน่อย มันเริ่มมาจากเรื่องที่นายพูด” นาคากุจิตอบตะกุกตะกัก

             “เรื่องไหน?”

             “ก็ที่นายบอกไงว่าอย่าไปมองว่าผู้หญิงยืนคุยกับผู้ชายแล้วต้องเป็นแฟนกัน โลกนี้มันมีความสัมพันธ์อีกหลายแบบ... ที่...ฉันลองกอดนายดูแล้วก็คิดว่า เออ ได้เหมือนกัน...”

             มุคาเอดะหน้าแดงวูบขึ้นมาเฉยๆ อ้าปากกำลังจะพูดอะไรด้วย มือใหญ่ก็ยื่นจานใส่เค้กมาให้คนละจานข้างหน้า

             “เรียกสองรอบแล้ว ไม่ไปกินเค้กกันละหือ?”

             “เอ่อ... ครับ” นาคากุจิรับจานเค้กจากโอโตนามิที่ส่งยิ้มให้ แต่พอจะดึงจานเค้กไป อีกคนก็ไม่ปล่อยง่ายๆ จนต้องเงยหน้ามองรอยยิ้มอีกรอบ แล้วเหงื่อก็ออกเต็มหน้าอย่างไม่มีเหตุผล ในเค้กนี่คงไม่มียาพิษใช่มั้ยวะ? ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต?? // นาคากุจิ 

             มิกิมองเพื่อนอย่างหมั่นไส้ เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักคนเดียว ก่อนจะหันไปเห็นเด็กหญิงตาแป๋วที่ดูออกจะมีความสุขเมื่อกี้กำลังทำหน้าเศร้า  

             “อ้าวๆ เป็นอะไรคะ ตัวเอกของงานจะมาทำหน้าเศร้าไม่ได้นะ” 

             พอได้ยินมิกิทัก ทั้งมุคาเอดะและโอโตนามิก็หันมอง คนเป็นพ่อใจหายวาบที่เห็นลูกสาวนั่งน้ำตาคลอ ถือจานเค้กไว้ในมือแต่ก็ไม่ได้ตักกิน 

             “มิสุเอะ...” มุคาเอดะเดินเข้าไปหา “เป็นอะไรไป เค้กไม่อร่อยเหรอ?” 

             “คงไม่มาใช่ไหมคะ?” เด็กหญิงเริ่มส่งเสียงสะอื้น ปล่อยน้ำตาไหลหยด “ทั้งที่เป็นวันเกิดมิสุเอะ แต่ก็คงไม่มาใช่ไหมคะ?” 

             มุคาเอดะเม้มปาก ย่อตัวลงนั่ง บีบแขนลูกสาวไว้พลางส่งยิ้มอ่อน  

             “ถึงไม่มา แต่มิสุเอะก็มีปะป๊ากับทุกคนนะ ต่อไปนี้จะมีคนอยู่กับมิสุเอะเยอะแยะเลย”  

             โอโตนามิผ่อนลมหายใจ ส่งยิ้มแล้วเอามือวางลงบนศีรษะด้วย  

             “คุณชินด้วยนะ” 

             คนอื่นมองเงียบๆ แม้แต่มิกิก็น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ 

             “แต่ว่า...” มิสุเอะเงยหน้า น้ำตาหยดอีกสองแหมะ  

             “แต่ว่าสัญญากันแล้วนะ ว่าจะแต่งงานกัน” 

             “...” 

             “...” 

             ไม่ใช่แค่มุคาเอดะที่นิ่งอึ้ง คนอื่นก็ยืนเงียบกันถ้วนหน้า  

             “เอ่อ...” คนเป็นพ่อส่งยิ้มอ่อนโยน “มิสุเอะจังเสียใจที่ใครไม่มางานวันเกิดนะลูก?” 

             “คะสุกิคุง” 

             หมายความว่าไงวะ!! // มุคาเอดะ 

          “สัญญาว่าจะแต่งงานกัน แต่ไม่มางานวันเกิดของมิสุเอะจังอย่างนี้ แปลว่าโกหกใช่ไหมคะปะป๊า!” 

          อะไร?? อะไรคือสัญญาจะแต่งงานกัน!!! ไหนบอกทะเลาะกันประจำไง!! // มุคาเอดะ 

             มิกิหันหน้าเข้าหาเคาน์เตอร์ กลั้นขำอย่างที่สุด ส่วนโอโตนามิก็ขำพรืด มองคนเป็นพ่อที่สติหลุดไปแล้ว เลยต้องเป็นคนเข้าไปลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ แล้วอุ้มขึ้นปลอบแทน 

             “คะสุกิคุงเหรอ... เอ สงสัยปะป๊าจะไม่รู้นะว่ามิสุเอะจังอยากให้คะสุกิคุงมาด้วยก็เลยไม่ได้ชวนน่ะ เอาไว้ปีหน้านะ” 

             “ปะป๊านี่ไม่ได้เรื่องเลย!” 

             !!! // มุคาเอดะ 

             แค่นี้ก็จะลุกไม่ขึ้นอยู่แล้ว ยังเหมือนโดนเอาตะปูตอกซ้ำแทบกระอักเลือด  

             โอโตนามิขำออกมาเบาๆ  

             “มิสุเอะจังชอบคะสุกิคุงเหรอ?” 

             “ชอบๆ” 

             “งั้นเอาไว้จะให้ปะป๊าบอกคุณแม่ของคะสุกิคุงให้นะ” 

             มิสุเอะทำหน้าบึ้ง แต่ก็ยอมพยักหน้า โอโตนามิหย่อนตัวเด็กหญิงกลับลงไปบนเก้าอี้เด็ก พอวางจานเค้กให้ก็ถึงเริ่มตักกิน คนอื่นหลุดหัวเราะออกมาอย่างหยุดไม่ได้ จะมีก็แต่มุคาเอดะที่ยังนั่งหน้าเครียดอยู่กับที่ จนโอโตนามิต้องไปดึงให้ไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัว แล้วก็ยัดจานเค้กใส่มือให้ด้วย  

             “เห็นไหม บอกแล้ว เด็กๆ น่ะไม่คิดมากขนาดนายหรอกน่ะ” 

             “เอาเวลาสองสามวันที่กลุ้มใจของผมคืนมานะ...” มุคาเอดะทำเสียงโอดครวญ 

             “ก็มีเรื่องใหม่ให้กลุ้มไง” 

             คนฟังเงยหน้าขึ้นมาทำตาเหลือก เหงื่อแตกพลั่ก ถึงกับต้องหันไปถามลูกสาวอีกรอบ 

             “ใครเป็นคนพูดก่อนน่ะ? ใครเป็นคนพูดว่าจะแต่งงานด้วยฮึ? คะสุกิคุงใช่มั้ย?” 

             “มิสุเอะเองแหละ” 

             ลูกสาวฉันหรอกเหรอ!! // มุคาเอดะ 

             โอโตนามิขำสีหน้าช็อคของมุคาเอดะที่ตักเค้กเข้าปากด้วยท่าทางเลื่อนลอยยิ่งกว่าลูกสาว เลยได้แต่วางมือบนศีรษะแล้วตบลงเบาๆ เป็นเชิงปลอบ  

 

             มุคาเอดะบิดขี้เกียจ มองนาฬิกาแล้วเลื่อนเก้าอี้ว่าจะออกไปพัก แต่หันไปเห็นรุ่นน้องข้างๆ ยังนั่งพิมพ์งานต๊อกแต๊กก็เลยกลับลงไปนั่งใหม่ ยะจิมะเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงครึ่งปี จบมหาวิทยาลัยเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ถือเป็นรุ่นน้องเล็กที่ทั้งอายุและประสบการณ์ทำงานน้อยสุดในแผนก หัวหน้านิชิมุระให้เขาเป็นคนฝึกงานและดูแลมาตั้งแต่ต้น ตอนแรกก็ลำบากใจนิดๆ เพราะเด็กคนนี้ค่อนข้างจะป๊อบในหมู่พี่สาวมาตั้งแต่สมัยที่เคยมาเป็นอินเทิร์นเมื่อตอนปีสี่ช่วงสั้นๆ ก็เพราะหน้าตาที่ออกไปทางหวานๆ ตามแนวที่สาวๆ สมัยนี้ชอบ แล้วยังสูงแค่ 165 เวลายืนก็อยู่แค่ประมาณไหล่เขา แถมยังทำอะไรล่กๆ ลนๆ เวลาโดนเร่งให้ดูน่าเป็นห่วงตลอด แต่ในเรื่องงานก็ถือว่าเรียนรู้ได้เร็ว ทำงานได้เสร็จตามที่เขามอบหมาย ถึงจะขี้เล่นแต่ก็ไม่ลามปามกับรุ่นพี่ เลยดูไม่ออกว่าจะไปทะเลาะกับเพื่อนสนิทอย่างนาคากุจิที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเขาได้ยังไง นั่นมันรุ่นพี่คนละแผนก แถมเข้าทำงานก่อนหลายปีเลยนะ... 

             “นี่ ตกลงนายทะเลาะอะไรกับนาคากุจิกันแน่น่ะ ยังไม่คืนดีกันอีกเหรอ?”

             คนถูกถามสะดุ้ง หันมองรุ่นพี่ตาปริบๆ รีบยิ้มกลบเกลื่อน

             “เอ้อ ก็อย่างที่บอกคราวที่แล้วแหละครับ ไม่มีอะไรมาก... รุ่นพี่มุคาเอดะไม่ต้องห่วงหรอกครับ”

             “จะไม่ให้ห่วงได้ไง มีอะไรก็บอกมาตามตรงได้เลยนะ ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแค่ไหน ถ้ามารังแกรุ่นน้องที่น่ารักของฉันละก็ ฉันก็ต้องจัดการอะไรสักอย่าง แล้วแผนกเราก็มีหน้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อมในบริษัทให้คนทำงานกันได้อย่างสบายใจอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรระหว่างกันละก็ ปรึกษาฉันโดยตรงได้เลย”

             มุคาเอดะทำเสียงแข็งขัน แต่แล้วต้องขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิมที่เห็นแก้มอีกคนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ พลางหันกลับไปมองจอคอมพิวเตอร์หน้านิ่ง

             “คือว่า...”

             “อือ”

             “ถามเรื่องอะไรก็ได้เหรอครับ?”

             “ได้สิ”

             “เรื่องส่วนตัวก็ได้เหรอ?”

             “...ก็ถ้าตอบได้”

             “คือรุ่นพี่มุคาเอดะ...คบกับ...เอ่อ...” ยะจิมะถามตะกุกตะกัก เหลือบมองอย่างคนกลัวๆ กล้าๆ “คนเพศเดียวกันอยู่หรือเปล่าครับ?”

             “!!!!!!!!!!!!!!!!!”

             “รุ่นพี่?”

             ยะจิมะยื่นมือไปเขย่ามุคาเอดะที่ทำหน้าเหมือนคนทำวิญญาณหลุด สติกลับเข้าร่างได้ก็เหงื่อท่วม มองรุ่นน้องที่ทำหน้าซีดพอกัน มุคาเอดะยังไม่ทันตอบ ยะจิมะก็หลบสายตาอึกอัก

             “ปะ...เป็นเรื่องจริงสินะครับ อ๊ะ แต่ผมไม่บอกใครหรอกนะครับ เชื่อใจได้ ไม่ต้องห่วง...”

             เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน... ขอฉันประมวลผลแป๊บ // มุคาเอดะ 

             “นะ... นายรู้ได้ยังไง? หรือว่าวันงานบาร์บิคิวนายเห็น...” 

             ตอนที่อยู่ในห้องน้ำกับคุณโอโตนามิ?? // มุคาเอดะ 

             ยะจิมะพยักหน้าแดงหงึกๆ 

             ม่ายยยยยยยยยยย 

             “งั้น... ที่บอกว่าทะเลาะกับนาคากุจิอยู่ ก็คือเรื่องฉันเหรอ?” มุคาเอดะหน้าซีดลงกว่าเดิม ถามตะกุกตะกัก 

             ยะจิมะบอกเรื่องนี้กับนาคากุจิ แต่นาคากุจิไม่เชื่อ ก็เลยมีปากเสียงกับยะจิมะ แล้วก็เลยเข้าหน้ากันไม่ติดจนถึงทุกวันนี้... อะไรอย่างนั้นเหรอ? 

             “ครับ... แต่ เอ่อ... เอาเป็นว่าถ้ารุ่นพี่นาคากุจิเล่าอะไรเกี่ยวกับผมให้ฟัง ก็อย่าไปเชื่อมากนะครับ” ยะจิมะยิ้มอ่อนใจ “วันนั้นผมก็เมาน่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะ... พูดขนาดนั้น” 

             “เข้าใจแล้ว” มุคาเอดะกลืนน้ำลายดังเอื้อก ตอบอย่างใจเย็นทั้งที่ในใจกดโทรศัพท์หาโอโตนามิไปแล้วเรียบร้อย เหงื่อไหลเต็มแผ่นหลัง จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี ไหนบอกคนที่รู้เรื่องนี้มีแค่คุณมิกิคนเดียวไงล่ะ แค่นั้นก็อายแทบจะระเบิดตัวเองหนีอยู่แล้วนะ แต่นี่รุ่นน้องในบริษัท! แถมยังเป็นรุ่นน้องสายตรงในแผนกอีก! แล้วคุณมิกิได้ยินแค่เสียง อย่าบอกนะว่า... 

             “ฉันจะคุยกับนาคากุจิให้เอง นายทำตัวปกติไปก็แล้วกัน” 

             ยะจิมะพยักหน้า หลบสายตาเหมือนไม่อยากจะตอบคำตอบที่ให้ความมั่นใจอะไรด้วย  

             นี่มันร้ายแรงขนาดกลับไปคุยกันไม่ได้เลยเหรอ...? // มุคาเอดะ 

             กำลังอ้าปากจะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงเรียกจากเพื่อนร่วมแผนกอีกคนที่หน้าห้อง 

             “เฮ้ มุคาเอดะ มีคนมาหานายน่ะ” 

             คนถูกเรียกชื่อรีบลุกขึ้นยืน ตอนแรกเกือบคิดว่าเป็นโชคดีที่ทำให้ตัวเองจะได้ผละออกไปจากตรงนี้ แต่ต้องเลิกคิ้วนิดๆ ทันทีที่มองเห็นคนยืนรอหน้าห้อง...  

             คุยกับรุ่นน้องเมื่อกี้ก็ว่าแผ่นหลังเสียววูบวาบแล้ว พอเห็นหน้าคนที่มาหายิ่งรู้สึกเย็นยะเยือกยิ่งกว่า หญิงสาวผมยาวประมาณไหล่ในชุดสูททำงานจ้องมาที่เขาพลางก้มศีรษะให้นิดๆ ...คนนี้ใช่ไหมที่นาคากุจิพูดถึงวันก่อนว่าเห็นมายืนมองเขาอยู่บ่อยๆ ผู้หญิงคนที่ไปที่ร้านคุณชินบ่อยๆ นั่น 

             ฮาเซกาว่า นานามิ... 

 

To be continue 

 

Meb E-book ID >> Hanabidou (ตอนนี้ออกถึงเล่ม 3 แล้วค่ะ) ^^

ความคิดเห็น