'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

7. กาลเวลาพิสูจน์รัก

ชื่อตอน : 7. กาลเวลาพิสูจน์รัก

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ #นิยายรัก #นิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 996

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7. กาลเวลาพิสูจน์รัก
แบบอักษร

7. 

กาลเวลาพิสูจน์รัก 

 

สีทันดรยามนี้มิต่างจากทะเลน้ำนมอันเงียบเหงา เกล็ดมณีนั่งอยู่บนหาดทรายขาวสะอาดสีเดียวกับผืนน้ำ ถึงแม้เพลานี้หลายสรรพสิ่งจักหลับใหล แต่การที่หมายได้มานั่งมองแสงแรกแห่งอรุณรุ่งขึ้นที่นี่ เป็นหนึ่งในสิ่งที่นางอยากกระทำกับผู้ใดก็ตามที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างนางตลอดไป 

“ข้ามิคิดว่าเจ้าจะมาถึงก่อนข้า” เสียงกระพือปีกดังพร้อมกันกับเสียงที่นางถวิลหา 

“เจ้ามาช้า” 

“ข้าขออภัยเจ้าด้วย...” เขาสาวเท้าเข้ามานั่งยังโขดหินก้อนใหญ่ข้างๆ นางมิห่าง “เมื่อคืนข้านอนมิค่อยหลับ อาจเพราะตื่นเต้นกระมังที่จะได้มาสถานที่แห่งนี้กับเจ้า” 

“ในสายตาเจ้าสีทันดรเดิมทีก็มิต่างจากทะเลน้ำนมทั่วไปหรอกหรือ” 

“เมื่อก่อนน่ะใช่...” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่ตอนนี้ผิดแผกไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง” 

เกล็ดมณีอมยิ้มอย่างพอใจในคำตอบที่นางได้รับ อนิลในยามนี้สวมอาภรณ์สีเงินยวงมิต่างจากนาง ผิวขาวรับกับสังวาลทองคำที่สวมมา ภายใต้อาภรณ์ที่ห่มไว้ก็เป็นกล้ามเนื้อชัดเจนได้รูปสวยทั้งไหล่ อก และหน้าท้อง บุรุษที่เพียบพร้อมด้วยหน้าตาและรูปลักษณ์เช่นนี้ หากมาอยู่ในสถานที่ที่มิค่อยมีผู้ใดโคจรผ่านไปมาเช่นนี้ล้วนถูกมองมิงาม 

แต่บัดนี้ข้าหาได้สนใจในข้อครหาเหล่านั้นไม่... 

เมื่อพระสุริยาทิตย์เริ่มทำหน้าที่ของพระองค์ แสงสุวรรณพลันทาบทับไปทั่วแผ่นฟ้า ส่องสว่างสะท้อนกับผืนทะเลสีน้ำนมให้พรรณรายตามเกลียวคลื่นที่ซัดสาด มัจฉาหลายตัวกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อรับสายลมเย็นยามเช้าด้วยความสดชื่น มิวายนางได้เหลียวไปเห็นเงือกสะครานกลุ่มหนึ่งว่ายน้ำเล่นกับเหล่ามัจฉาอย่างรักใคร่ชิดเชื้อ 

ณ ที่แห่งนี้ เดิมทีคล้ายเป็นสถานที่วิวาห์ของนางยามเมื่อภูชาเคนทร์และบุษปามาส่งตัวนาง แต่เมื่อกลับขึ้นไปที่ฉิมพลี กลับมิได้มีการจัดงานเสกสมรสแต่อย่างใดให้โอ่อ่าสมฐานะดังที่นางคาดหมาย 

อย่างที่คิดมามิผิดหรอก หากมิคาดหวังสิ่งใด ก็จักมิเจ็บปวด… 

สรรพสิ่งโดยรอบแสนวิเศษและสุขสมมิต่างจากคราแรกที่นางได้มอบใจให้วิหรุต บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงข้างบัดนี้เอาแต่จับจ้องใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความร่าเริงยามต้องแสงสุริยา เกล็ดมณีรู้ดีถึงความในใจที่อนิลหมายเอื้อนเอ่ยให้นางได้รับรู้ แต่สำหรับนาง นางอยากให้เวลาเป็นเครื่องทดสอบทั้งสองให้มากกว่านี้อีกหน่อย 

“ใบหน้าข้ามีสิ่งใดติดแต้มอยู่หรือ” ถึงแม้นางจะจ้องนัยน์ตาซุกซนนั้นกลับไป เขาก็มิละสายตาจากนางแม้เพียงน้อย นางจึงอดมิได้ที่จะไต่ถามเขาถึงความประสงค์นี้ 

“ข้าเพียงแค่สงสัย” 

“สงสัยสิ่งใด” 

“ไยเจ้าจึงครองพรหมจารีย์อยู่นานกว่าเจ็ดร้อยปี…” ในน้ำเสียงนั้นเพิ่มความหนักแน่นจนทำให้เกล็ดมณีหวั่นใจ ใบหน้าที่เคยส่งยิ้มมาให้มิขาดกลับฉายแววจริงจังอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าเป็นผู้ถือครองพรหมจารย์ หรือเจ้ามิพบผู้ที่คู่ควรกับเจ้ากันแน่” 

“มีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่มิได้เป็นที่เปิดเผยมากเท่าใดนัก” 

“แสดงว่าข้าคงมิคู่ควรที่จักรู้สินะ” เขาหลบหน้านางเล็กน้อย ฉายความเศร้าสลดบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัดว่าผิดหวังเพียงใดจากคำตอบที่ได้รับจากนาง 

“อนิล…” เกล็ดมณีเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว 

บุรุษเจ้าของนามที่ถูกเรียกขานค่อยหันกลับมามองอย่างช้าๆ นางจึงกลับกลายร่างเป็นนาคีเกล็ดแก้วมรกต ยามเมื่อต้องแสงสุริยาเช่นนี้ มันเกิดประกายสวยสดของอัญมณีหลากสี จนทำให้ผู้ที่พบเห็นเป็นต้องตะลึง ครุฑหนุ่มมิได้จำแลงกายสู่ร่างเดิมของตน เขาถือวิสาสะเอื้อมมือไปสัมผัสเกล็ดสีสวยเหล่านั้นด้วยเพราะเกิดหลังสงครามครุฑนาค จึงมิได้มีโอกาสพบเห็นนาคีอย่างใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อไล่มองไปจนถึงส่วนเศียรนาคีที่มีกนกหงอนสีทอกสุกปลั่ง นัยน์ตาฉายแสงสุวรรณมิได้ดูดุร้าย ริมฝีปากแห่งนางถึงจะมีเขี้ยวยาวตามรูปลักษณ์แห่งนาคี แต่กลับมิได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เขา 

“เกล็ดของเจ้าช่างงดงามเสียจริง” 

“นี่คือร่างที่แท้จริงของข้า มิใช่ร่างทิพยาเหมือนที่เจ้าเคยเห็น ชาววิหคเยี่ยงพวกเจ้ามิพึงใจในรูปลักษณ์นี้เท่าใดนัก เมื่อเจ้าได้เห็นถึงรูปลักษณ์เช่นนี้แล้ว เจ้ายังพึงใจที่จะเคียงข้างข้าอีกหรือ” 

“ข้ามิได้พึงใจในทิพยาของเจ้า…” เขาลูบมือไปตามเกล็ดแต่ละชิ้นที่เปล่งประกายประดุจของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในทั่วทุกภูมิ “ข้ารู้สึกเช่นไรกับเจ้าในวันแรก จนบัดนี้ถึงกายเจ้าจักเปลี่ยนไป มันก็มิได้ทำให้ความรู้สึกนั้นของข้าลดน้อยลง” 

ร่างนาคีพลันกลับสู่ร่างทิพย์ดังเดิม มือหนาที่วางทาบบนเกล็ดแก้วมรกต บัดนี้มือข้างนั้นวางแนบบนแก้มเนียน ซึ่งซับสีแดงระเรื่อชัดเจนถึงความรู้สึกที่อยู่เบื้องลึก การต้องกายเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกวูบไหวไปทั้งร่าง ในอุระมิต่างจากเปลวร้อนแห่งลาวาพร้อมพวยพุ่งออกมา แถมร่างกายของนางกลับโหยหาซุกซ่อนใกล้ชิดกับเขาให้ระยะห่างตรงหน้านั้นมิอาจมีสิ่งใดขวางกันได้ 

คงถึงเวลาแล้วกระมัง… 

เกล็ดมณีมิปฏิเสธสิ่งใดที่อยู่เบื้องหน้าอีกต่อไป นางขยับเข้าไปใกล้อนิลมากยิ่งขึ้น ก้นหัวลงวางดวงหน้างามลงบนหน้าอกแกร่ง นิ่งงันฟังสำเนียงของดวงทหัยจากบุคคลตรงหน้า ความอบอุ่นจากกายเขาแผ่ซ่านผ่านหน้าผากมนมาด้วยความร้อนเร่า สำเนียงแห่งห้วงหทัยนั้นเต้นมิเป็นจังหวะ แถมทีท่าเก้กังของเขาก็บ่งบอกว่าเขามิกล้าล่วงเกินนางแม้เพียงน้อย ถึงแม้จะเป็นนางที่เข้าใกล้เขาก่อนก็ตาม 

“หากข้ามีเรื่องอยากบอกเจ้า เจ้าจักยอมรับฟังข้าหรือไม่” 

“เจ้ามีสิ่งใดก็ว่ามาเถิด” 

เกล็ดมณีถอยออกห่างจากอกแกร่งเมื่อครู่ ทอดสายตามองใบหน้าของอนิลที่ถึงแม้จะเรียบเฉย แต่ใบหูทั้งสองข้างซับสีแดงอย่างเห็นได้ชัด นางรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก่อนเอื้อมมือไปกอบกุมมือหนาของอีกฝ่าย เพียงพริบตาร่างของพวกเขาทั้งคู่พลันหายวับไปกับตา ก่อนปรากฏกายยังวิมานเล็กๆ ท้ายฉิมพลี 

“ที่นี่มัน…” 

“ที่นี่ทรุดโทรมไปมาก” เกล็ดมณีกวาดสายตาไปโดยรอบ 

วิมานท้ายฉิมพลีแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของนางเมื่อครั้งเสกสมรสเข้ามา สวนหน้าวิมานที่เคยเต็มไปด้วยสระบัวกลับแห้งผาก เห็นเพียงซากกอบัวเหล่านั้นมิต่างจากสวะที่มิถูกสะสาง ตัววิมานเองก็ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมมิได้สะอาดสะอ้านเมื่อคราที่นางพำนักอยู่ ยังมิรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ภายในที่กระจัดกระจาย มิต่างจากมีผู้ใดมากระทำการย่ำยีสถานที่แห่งนี้ให้สาสมแก่ความชิงชัง 

“ที่นี่เป็นวิมานต้องห้ามนี่นา ไยเจ้าจึงรู้จักสถานที่แห่งนี้” 

“เหตุผลใดจึงเรียกมันว่าวิมานต้องห้ามกันเล่า” 

เกล็ดมณีสาวเท้าเข้าไปข้างในวิมานทองคำ เป็นดังที่คาดไว้ ภายในทั้งสกปรกและข้าวของกระจัดกระจาย มิได้มีความงดงามเช่นแต่ก่อน ทั้งแพรพรมต่างขาดวิ่นด้วยรอยกรงเล็บ เครื่องกระเบื้องโสภาแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ทุกอย่างที่เคยสวยสมกลับกลายเป็นความโสมมตามที่จิตใจผู้ชิงชังจักบันดาล 

“พระนางพิลาสมยุราบอกว่า ที่นี่เคยเป็นวิมานของหนึ่งในชายาขององค์วิหรุต ที่ทำผิดต่อศีลธรรมจรรยา ลักลอบเล่นชู้กับผู้อื่นจนถูกขับไล่ออกไปจากฉิมพลี และห้ามผู้ใดย่างกายเข้ามาที่นี่อีก เพื่อมิให้กาลกินีเหล่านั้นสัมผัสต้องกายให้มัวหมอง” 

ความชิงชัง ยังไงก็มิคลายลงไปบ้างเลยหรือ… 

“ข้าคือเกล็ดมณีนาคี…” นางหันไปเอ่ยเมื่อเขาเล่าความคร่าวๆ จากปากของพิลาสมยุรา ที่สั่งห้ามทั้งผู้ใดก็ตามเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ เนื้อความทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดจากปากของนางทั้งสิ้น เขามิได้ปดแม้แต่คำเดียว “และข้าคือพระชายาขององค์วิหรุตที่เคยพำนัก ณ วิมานแห่งนี้ แถมยังถูกกล่าวหาให้หม่นหมองตามที่เจ้าได้กล่าวมา” 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ…” อนิลมิอยากเชื่อหูของตัวเอง แต่ความนิ่งสงบของเกล็ดมณีจำใจบังคับให้เขาต้องเชื่อในสิ่งที่นางกำลังพูด “จักเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร แต่เจ้ารักษาพรหมจารีย์มากว่าเจ็ดร้อยปีแล้วมิใช่หรือ” 

“เรื่องราวครั้งนั้นเป็นเหตุโกลาหลที่ข้าเองก็ยอมรับว่าข้าบันดาลโทสะ เพราะข้าขาดสิ่งหนึ่งที่สำคัญไป…” เกล็ดมณีก้มลงไปทอดมองแจกันกระเบื้องครามลายมัจฉาที่นางโปรดปราน สะบัดมือเพียงครั้ง เหล่าข้าวของที่แตกหักเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายวับไปกับตา พื้นที่โดยรอบค่อยๆ สะอาดสะอ้านขึ้นมาในบัดดล “สิ่งนั้นคือสติ” 

”สติเหรอ” 

“ก่อนหน้านี้ข้าจึงได้ถามเจ้าอย่างไรเล่า…” ใบหน้าของผู้ที่เป็นคู่สนทนากลับฉายความฉงนออกมาอย่างชัดเจน จนนางเดินตรงเข้าไปหาเขา วางมือเรียวบางลงเหนือหน้าอกแกร่งด้านซ้าย เพียงเพราะอยากสัมผัสถึงท่วงทำนองการเต้นของดวงหทัย ที่เมื่อนางเล่าความทุกอย่างออกไปหมดแล้ว เขาอาจหลีกหนีนางไป “ว่าหากข้ามีเรื่องอยากบอกเจ้า เจ้าจักยอมรับฟังข้าหรือไม่” 

“ข้าพร้อมจะรับฟัง” 

 

เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ในวันที่ตอกย้ำความเจ็บปวดของเกล็ดมณีมากที่สุด… 

“อย่าทำข้า ได้โปรดเถิด” 

“ตบนาง…” ศรีวิตรีวิงวอนร้องขอ บัดนี้ร่างกายของนางบอบช้ำไปทั่วทั้งกาย เนื่องจากถูกข้ารับใช้ของพิลาสมยุรารุมทำร้าย โดยมียูงทองนางนั้นคอยยืนเผยอยิ้มอยู่มิห่าง “ตบให้นางรู้สำนึกเสียบ้าง ว่าเป็นแค่ชายาอันดับท้าย มิอาจมารั้งให้องค์วิหรุตอ้างแรมกับนางทุกค่ำคืน” 

“มิใช่ความผิดข้า พระองค์ประสงค์จะอ้างแรมกับข้าเอง” 

“สามหาวนัก ตบปากนาง” 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ…” กินนรีรับใช้ของศรีวิตรีที่รีบไปตามเกล็ดมณีมาที่วิหารทางทิศอุดร ซึ่งอยู่ห่างจากวิหารของนางมากโข แต่ก็ยังดีที่อยู่ในเขตพระราชฐานเดียวกัน ทำให้การเดินทางมาในครานี้มิได้ยากเย็นเท่าใด “นั่นพวกเจ้าทำกระไรกันอยู่ ปล่อยนางเดี๋ยวนี้” 

“เจ้ามิมีสิทธิ์ออกคำสั่งกับคนของข้า…” นี่มิใช่ครั้งแรกที่ยูงทองแสดงความทระนงองอาจ จนทำให้เกล็ดมณีรู้สึกหมดความอดทนกับทิพยปักษานางนี้ “ตบนางอีก” 

“หากมิหยุด อย่าหาว่าข้าบีบบังคับเจ้าเลยนะ” 

เกล็ดมณีสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ข้ารับใช้เหล่านั้นก็ถูกกระแสทิพย์ซัดจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ศรีวิตรีรีบคลานเข้ามาหลบเบื้องหลังของผู้มีพระคุณซึ่งนางเคารพเทิดทูลมิต่างจากมารดา ยามเมื่อมาอยู่ที่นี่ในทุกคราที่นางถูกรังแก เห็นทีจะมีก็เพียงแต่เกล็ดมณีกระมังที่ปกป้องนางไว้อย่างมิคิดรับสิ่งใดตอบแทน 

“นับวันเจ้ายิ่งแส่มิเข้าเรื่องนะเกล็ดมณีนาคี” 

“ระวังปากเจ้าหน่อยนังยูงทอง…” ธารทิพย์ตวาดเสียงเข้ม นัยน์ตาสีอำพันฉายแววแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้นางจะเป็นเพียงแค่นาคีรับใช้ แต่บารมียังสูงกว่าทิพยปักษานางนี้อยู่มาก หากปะทะกันซึ่งๆ หน้า มิต้องถึงมือของเกล็ดมณีหรอก แค่ธารทิพย์คายพิษใส่นาง ยูงทองนางนี้ก็จักสิ้นบุญวาสนาลง “อย่าคิดว่ามีองค์วิหรุตคอยให้ท้าย แล้วเจ้าจักสามหาวต่อองค์หญิงของข้าได้” 

“อย่าคิดว่าเจ้าบารมีสูงกว่าแล้วข้าจักทำอันใดเจ้ามิได้นะ” นางเข่นเขี้ยว 

“หากเจ้าทำได้…” เกล็ดมณีสาวเท้ามาขวางหน้าธารทิพย์ไว้ กินรีรับใช้ของศรีวิตรีรีบตรงไปหยิบเอาผ้าแพรบางมาคลุบร่างกายของนายเหนือหัวที่บอบช้ำ อาภรณ์ที่สวมล้วนขาดวิ่นเพราะถูกย่ำยี ทั้งถูกทุบตี และกลั่นแกล้งให้อับอาย เกล็ดมณีต้องข่มความโกรธาเอาไว้จนสุดกำลัง ยิ่งเมื่อเห็นว่าศรีวิตรีผู้นี้ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดเพียงไร นางกลับยิ่งอยากบันดาลโทสะ เผาร่างของยูงทองนางนี้ให้แดดิ้นตายจึงสาสม “ข้าคิดว่าเจ้าคงทำไปนานแล้ว” 

เกล็ดมณีคืนร่างสู่นาคีตัวมหึมา ส่งเสียงคำรามกึกก้องจนเหล่าข้าทาสบริวารรีบหนีหายไปจนหมด พิลาสมยุราตกใจจึงรีบวิ่งหนีไป นางหกล้มไปหลายตลด เกล็ดมณีเพียงคำรามขู่ก็เท่านั้น หมายให้เสียงกึกก้องนั้นย้ำเตือนให้ยูงทองรู้สึกเข็ดหลาบเสียบ้าง 

ข้าคิดว่าเจ้าจักแน่สักแค่ไหนกันเชียว… 

เมื่อข่มขู่นางจนสมใจแล้วจึงกลับสู่ร่างทิพย์ แล้วตรงเข้าหาสาวน้อยผู้โชคร้าย ที่บัดนี้แทบอยากปลิดชีพตัวเองเพื่อหลีกหนีเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังต้องเผชิญ โดยเรื่องราวเหล่านั้นมิได้เกิดจากความผิดของนางเสียด้วยซ้ำ 

“เจ้าไหวหรือไม่ศรีวิตรี” 

“พระนาง…” ทั้งคำเรียกขานที่แสดงถึงความเคารพต่อเกล็ดมณีนั้นต่างจากที่นางใช้เรียกขานพิลาสมยุรานางนั้นอย่างสิ้นเชิง “ข้ามิอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเพคะ ข้าเจ็บใจยิ่งนัก ข้าทำอันใดผิดหรือเพคะ เหตุใดนางต้องข่มเหงน้ำใจข้าถึงเพียงนี้” 

เด็กสาวกำมือทุบลงบนปทุมถันธ์เปล่าเปลือยจากอาภรที่ถูกฉีกขาด นางออกแรงทุบหมายให้หัวใจที่อยู่ภายในนั้นหยุดร่ำไห้ด้วยความคับแค้น เกล็ดมณีดึงร่างนางมากอดปลอบมิต่างจากมารดาที่ให้ความอบอุ่นแก่บุตรี ยิ่งใช้มือเรียวลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงจากการถูกจิกทึ้งกลับยิ่งที่ทำให้ศรีวิตรีกรรแสงดังสนั่นอย่างมิเอียงอาย 

“เจ้า” เกล็ดมณีหันไปสั่งกินรีรับใช้ของศรีวิตรีที่นั่งร้องไห้มิต่างจากนาง 

“เพคะ” 

“ไปเตรียมน้ำสะอาด โรยด้วยกลีบดอกไม้หอมให้ข้าสักอ่างเถิด ข้าจักพานางไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสียหน่อย” 

“เพคะพระนาง” 

เมื่อสิ้นเสียงขานรับ กินรีรับใช้จึงรีบถอยห่างออกไปในทันที ส่วนตัวนางเองก็บาดเจ็บมิแพ้นายเหนือหัว เกล็ดมณีจึงต้องหันไปพยักหน้าให้ธารทิพย์ เป็นเชิงบอกให้ไปช่วยเหลืออีกแรง 

“หากเจ้าต้องการร้อง ก็ร้องออกมาเถิดหนา…” เกล็ดมณีปลอบประโลมศรีวิตรีอยู่ครู่หนึ่งจนนางหยุดกรรแสงในที่สุด เจ้าของใบหน้างามถอยออกห่างจากอ้อมอกของนาคีเล็กน้อย พยายามยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เปื้อนแก้มแดงก่ำ เผยให้เห็นความใสซื่อปรากฏขึ้นจนนางก็อดเอ็นดูมิได้ “ไยเจ้าหยุดร้องแล้วเล่า” 

“ข้าอยากเข้มแข็งได้เหมือนพระนางบ้างเพคะ” 

“ข้ามิได้เข้มแข็งปานนั้นหรอก…” เมื่อพบว่าเด็กสาวเริ่มสงบจิตใจได้แล้ว นางจึงพยุงร่างของผู้ที่ถูกทำร้ายให้ลุกยืนขึ้น “มาเถิด ไปชำระล้างร่างกายเสียหน่อย แล้วเจ้าจะได้พักผ่อน” 

เกล็ดมณีปลดเปลื้องอาภรณ์ขาดวิ่นออกจากร่างของศรีวิตรี มองร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ทั้งยังเส้นผมที่ถูกดึงทึ้งจนหลุดออกมาเป็นกระจุก ในใจนึกเวทนาเด็กสาวผู้นี้เสียยิ่งกว่าความทนทุกข์ของตน ครั้นพาอาบน้ำอาบท่าจนเสร็จสรรพ นางยังพาองค์หญิงกินรีผู้นี้ไปแต่งกายให้สวยงาม นั่งสางเกศาให้มิต่างจากผู้เป็นมารดา ก่อนพานางเข้านอน 

“พระนางอยู่เป็นเพื่อนหม่อมฉันจนกว่าจะหลับได้หรือไม่เพคะ” 

“ได้สิ” เกล็ดมณีค่อยทิ้งกายนั่งยังตั่งทองที่อยู่มิห่างจากเตียงนอนมากนัก 

ศรีวิตรี เจ้ายังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะอยู่ในวิมานที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้… 

เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม เกล็ดมณีรอจนศรีวิตรีหลับสนิท นางจึงหยัดกายลุกและเดินออกจากห้องบรรทม เบื้องนอกธารทิพย์กำลังสนทนากับกินรีรับใช้ของศรีวิตรี ที่ร่างกายก็บอบช้ำมิแพ้ผู้เป็นนายเท่าใด เห็นจะมีก็เพียงแต่ความคิดที่พร้อมต่อสู้กับศัตรูที่องอาจกว่า แต่ศรีวิตรีกลับมิมีสิ่งนี้อยู่ในตัว 

“หากนางถูกรังแก เจ้าไปหาข้าที่วิมานได้ทุกเมื่อ” 

“หม่อมฉันมิรู้จักตอบแทนพระนางได้อย่างไร บุญคุณครั้งนี้ที่พระนางทรงยื่นมือช่วยเหลือ หากรู้ถึงหูพระบิดรกินนรแห่งหัวเมืองทักษิณ พระองค์ต้องทรงซาบซึ้งพระทัยยิ่งเพคะ” 

“เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องภายในครอบครัวของนาง…” เกล็ดมณีเหลียวไปมองประตูห้องบรรทมที่พึ่งถูกปิด ผู้ที่อยู่ภายในคงโศกเศร้าจนเต็มทน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็มิอาจรู้ได้ว่านางจักทนได้อีกนานเพียงไร “เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ ไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้า ปัญหาเหล่านี้หากจักแก้ได้ต้องอยู่ที่ตัวของนางเอง การจะเอาเรื่องภายในราชวงศ์ขององค์วิหรุตไปบอกพระบิดรกินนรของนาง เกรงว่าจะมิเหมาะกระมัง” 

“คำพูดพระนางเหมาะสมแล้ว” 

“เจ้าเองก็ดูแลตัวเองด้วย” 

“ขอบพระทัยเพคะ” 

เกล็ดมณีเดินทางกลับวิมานก็มาถึงในยามเย็น ความเหนื่อยล้าของเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ มิได้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ คราวก่อนที่นางถูกองค์วิหรุตทำร้าย ก็เพราะถูกป้ายสีจากพิลาสมยุราว่านางเป็นผู้ลงมือทำร้ายศรีวิตรี จนถึงกับทำให้องค์วิหรุตลงมือทำร้ายนางเมื่อคราวก่อน 

ยังมิทันที่จันทราจะส่องสกาว ดารายังมิทันได้พราวแสงยะยิบ กระแสลมหอบหนึ่งพลันกระแทกประตูเปิดออก ร่างของวิหรุตเดินรุดหน้าเข้ามาด้วยท่วงท่าขึงขัง มือหนาง้างขึ้นพร้อมกรงเล็บแหลมคบ หมายบันดาลงมือแก่นาคีสูงศักดิ์ ผู้ที่พำนักอยู่ในวิมานแห่งนี้ 

“องค์หญิงระวัง…” ธารทิพย์รีบปรี่เข้ามาบังการบันดาลโทสะครั้งนั้นไว้ เมื่อวิหรุตตวัดมือหมายตบลงบนใบหน้างาม ธารทิพย์จึงใช้หลังของนางเข้ามาขวางทางไว้ จนเกิดบาดแผลฉกรรจเป็นรอยเล็บที่ด้านหลัง ส่งผลให้เกิดความปวดแสบปวดร้อน เลือดสีมรกตข้นไหลกระเด็น อีกทั้งเสียงกรีดร้องที่เล็ดลอดออกมาด้วยความทุกข์ทรมาณที่สื่อถึงความสาหัสของบาดแผล “โอ๊ย!!” 

“ธารทิพย์” 

ก่อนที่วิหรุตจะบันดาลโทสะอีกเป็นครั้งที่สอง เกล็ดมณีกระโจนเข้ามาขวางร่างของนาคีรับใช้ไว้ทันที ผิวกายขาวสำอางปรากฏเกล็ดสีมรกตขึ้นมาเป็นช่วงๆ สื่อถึงว่านางพร้อมที่จะตอบโต้ต่อสวามีผู้นี้อย่างมิเกรงกลัว 

“เจ้าสามหาวเกินไปแล้วเกล็ดมณี กล้าดีอย่างไรลงมือทำร้ายพวกนางทั้งสองของข้า” 

“ข้ามิได้กระทำการใด” 

“เจ้าโกหก…” เขาตวัดกรงเล็บอีกครั้ง เกล็ดมณีหอบเอาร่างของธารทิพย์ที่โชกไปด้วยเลือดหลบการโจมตีอีกครั้งไปได้หวุดหวิด วิหรุตตรงเข้ามาไม่ลดละ หมายจักเอาชีวิตนาคีให้ได้ “ข้าปล่อยเจ้าไว้มิได้แล้วเกล็ดมณี” 

“ก็เอาสิเพคะ…” นางหยัดกายตรงพร้อมประจันหน้า นัยน์ตาสีสุวรรณแปรเปลี่ยนเป็นแดงชาดดุจโลหิต ริมฝีปากบางอ้าออกว้างพร้อมปรากฏแก้วมณีสีแดงเพลิงลอยออกมาเบื้องหน้า การกระทำดังกล่าวของนางจำใจบังคับให้เขาต้องหยุดการสาวเท้าเข้ามาในบัดดล “หากพระองค์ก้าวมาอีกก้าว หม่อมฉันจักปล่อยให้พิษนาคีแห่งนี้ลอยสู่อากาศเหนือฉิมพลี ครุฑผู้ทรงพลังอย่างพระองค์อาจทรงรับมือได้ แต่ยูงทองนางนั้นเกรงว่าจักถูกเผาไหม้ไปตั้งแต่การสูดลมหายใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าปล่อยพิษนี้ออกไป” 

“เจ้ามันเลวทรามยิ่งนัก” เขาเข่นเขี้ยวอย่างเหลืออด 

“คงมิต่างจากพระองค์กระมัง” 

“นี่เจ้า…” 

“ลุ่มหลงคาวโลกีจากสตรีที่มีจิตริษยา ไยพระองค์จึงมิรู้ว่ายูงทองนางนั้นเป็นผู้ใช้มารยาล่อลวงให้พระองค์เข้าใจหม่อมฉันผิดไป” 

“เจ้าเป็นนาคี” 

“เป็นนาคีแล้วอย่างไร…” เกล็ดมณีตวาดกลับลั่น น้ำตาที่กลั้นไว้ด้วยความขมขื่นหยาดรินออกมาอย่างห้ามมิได้ ถึงจะอับอายเพียงไร แต่การลงมือของวิหรุตในคานี้ช่างร้ายแรงยิ่งนัก เขาหมายมาดเอาชีวิตของนางและหากนางมิกระทำการอันใดโดยเร็ว ธารทิพย์อาจต้องพิษบาดแผลจนถึงแก่ชีวิต “เป็นนาคีแล้วมิมีหัวใจเช่นนั้นหรือ ข้าครองตนอยู่โดยรักษาซึ่งความสัมพันธ์ของสองเผ่าพันธุ์ให้ปรองดอง เห็นจะมีก็เพียงแต่ท่าน ที่หลงใหลในสตรีชาววิหค จนมิคำนึงถึงความรู้สึกของข้าที่มาจากบาดาล” 

“ข้าเคยบอกเจ้าไปชัดเจนแล้วเกล็ดมณี…” น้ำเสียงนั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความรู้สึกผิด “ข้ามิเคยรักเจ้า” 

“ถ้าเช่นนั้นก็ทำให้มันจบลงไปเสียวันนี้เถิดเพคะ” 

เกล็ดมณีปล่อยกระแสทิพย์วารีออกมาโดยรอบเพื่อเยียวยาบาดแผลให้แก่ธารทิพย์ ตอนนี้หากวิหรุตกระทำการใดอันบังเกิดแก่ความมิพอใจของนาง นางเองก็พร้อมที่จะสละแม้ชีวิตเพื่อยุติความวุ่นวายในครานี้ลง 

“เจ้าต้องไปขอโทษต่อพิลาสมยุรากับข้า” เขาเค้นเสียงบอก 

“ไยข้าต้องทำตามที่พระองค์ปรารถนา” 

“เจ้า…” เขาหมายบันดาลโทสะอีกหน แต่เกล็ดมณีกลับยื่นพิษของนางออกมาเบื้องหน้าพร้อมที่จะปลดปล่อยมันทุกชั่วขณะ วิหรุตจึงทำได้เพียงกำหมัดแน่นแล้วข่มความโกรธเอาไว้ “ไปขอโทษนางกับข้า แล้วข้าจักปล่อยเจ้าไป โดยสัญญายุติสงครามยังคงอยู่” 

“สัจจะนั้นหม่อมฉันจักเชื่อพระองค์ได้อย่างไร” 

“ข้ามิใช่ผู้ที่ตระบัดสัตย์” 

เกล็ดมณีเหลียวไปมองบาดแผลที่หลังของธารทิพย์ ซึ่งถูกกระแสทิพย์ของนางเยียวยาจนเกือบหายสนิทแล้ว นางจึงยอมกลืนพิษของตนกลับเข้าไป เพื่อยุติการวิวาทอันแสนขมขื่น นางเจ็บปวดมามากจนเกินกว่าจะทนอีกต่อไป นางจึงยอมรับข้อเสนอของเขา 

“ธารทิพย์…” เกล็ดมณีเอ่ยเรียก นาคีรับใช้เหลียวมามองด้วยความเจ็บปวดทรมาณจากแผลฉกรรจเมื่อครู่ ถึงแม้บาดแผลจะถูกเยียวยาจนหายแล้ว แต่ความบอบช้ำจากกรงเล็บพญาครุฑที่กระทำต่อนาคล้วนแล้วแต่ฝากความร้อนเร่าดังเปลวเพลิงแผดเผาเอาไว้ภายในอยู่แล้ว “เจ้าไปจากที่นี่เสียเถิด” 

“ไม่นะเพคะ หม่อมฉันจักมิทิ้งพระนาง” ถึงแม้ร่างกายจะบาดเจ็บเจียนตาย นางยังคงพยายามคลานเข้ามาจับกุมชายซิ่นอาภรณ์ของผู้เป็นนายเอาไว้ 

“เจ้าบอบช้ำมามากแล้ว พักผ่อนเสียเถิด” 

ร่างของธารทิพย์แปรเปลี่ยนเป็นนาคีร่างเล็กจิ๋ว ก่อนเลื้อยรัดพันรอบข้อมือของเกล็ดมณีจนกลายเป็นกำไลมรกตลายนาคราช ที่นางต้องเปลี่ยนธารทิพย์เป็นกำไล เพราะรู้ดีว่านาคีรับใช้ผู้นี้มิปล่อยให้นางเดินทางสู่ห้องบรรทมของยูงทองโดยลำพังกับวิหรุตแน่ 

“หากข้าขอโทษนางแล้ว สิ่งที่ท่านต้องทำนอกจากปล่อยข้า คือปล่อยศรีวิตรีไป” 

“เจ้าต่อรองมากไปแล้ว” 

“หากความจริงกระจ่าง…” เกล็ดมณีฝืนเอ่ย “ท่านจักพบว่านางคือผู้ที่น่าสงสารที่สุด” 

เกล็ดมณีสาวเท้าเดินไปยังวิมานที่ประทับของนางยูงทอง ตลอดการเดินทางมา ทั้งนางและเขามิสนทนากันแม้เพียงคำ ความขมขื่นในใจที่เก็บกดไว้คล้ายจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ นางจำเป็นต้องฝืนกายทำให้สิ่งที่เสียศักดิ์ศรีเพียงเพราะอยากออกจากห้วงคารมณ์โลกีย์ของผู้ที่นางมอบใจให้ ทั้งความเจ็บปวดที่นาคีรับใช้ของนางได้รับ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดจากความผิดของนาง 

ห้องบรรทมเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจของเหล่ากินรีรับใช้ เกล็ดมณีมิต่างจากเบือนหน้าหนีในละครอีกฉากที่ถูกจัดขึ้น ภายในห้องตกแต่งไปด้วยเครื่องทองสง่าสมเป็นชายาเอก ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นเงินและทองคำยะยิบแม้ยามราตรีกาลมาเยือน 

“พิลาสมยุรา” วิหรุตตรงเข้าไปประคองร่างบาง ที่บัดนี้ฟกช้ำไปทั้งร่าง ใบหน้ามีรอยแดงจากการถูกตบตีอย่างเห็นได้ชัด 

นี่เจ้ายอมลงทุนให้ผู้อื่นตบตีเจ้า เพื่อป้ายสีความผิดแก่ข้าเชียวหรือ… 

“มิใช่ความผิดของนางหรอกเพคะ เป็นข้าที่มิดีเอง” นางเอ่ยด้วยน้ำสียงรวยริน นั่นยิ่งทำให้วิหรุตหันมาตตวัดสายตาจ้องมองนาคีด้วยสายตาพิโรธ 

“จากนี้จักมิมีผู้ใดมาทำอันตรายแก่เจ้าได้อีก” 

“พระองค์หมายความว่าอย่างไร” 

“หมายความว่าข้าจักมิอยู่ที่ฉิมพลีอย่างไรเล่า” สิ้นเสียงของเกล็ดมณี ยูงทองมีใบหน้าที่ซาบซึ้งใจจนออกนอกหน้า แต่อยู่ๆ ก็พลันเศร้าหมองลง แล้วเอ่ยมิต่างจากถูกคัดลอกคำพูดมาจากละครชาตรีบทหนึ่ง 

“พระองค์ทรงมีพระเมตตาดั่งขุนเขา ทรงอภัยให้นางเถิดเพคะ อย่างไรนางก็เป็นพระชายาของพระองค์” 

“หญิงถ่อยเช่นนี้ มิคู่ควรนให้อยู่ฉิมพลีอีกต่อไป” 

คำพูดของวิหรุตทำให้นางเจ็บปวดดวงหทัยจนมิอาจสงบซึ่งความขมขื่นภายใน เจ้าของผิวขาวสะอาดกำจายกระแสทิพย์แห่งวารีไปจนทั่ว เหนือฉิมพลีปรากฏสายอัสนีคำรามกึกก้อง พร้อมสายลมแรงพัดกระหน่ำ วิหรุตจ้องมองนางพร้อมปรากฏกายสู่ร่างครุฑเตรียมปกป้องยูงทองที่ตนรัก 

“หากท่านกล่าวหาว่าข้าเป็นหญิงถ่อย ได้สิเพคะ…” ธารทิพย์เองก็สุดอดกลั้น นางมิอาจทนให้บุรุษผู้นี้ดูหมิ่นนายเหนือหัวของนางได้ จึงกลับกลายร่างเป็นนาคีขดกายปกป้องเกล็ดมณีเอาไว้ “หม่อมฉันจักถ่อยให้พระองค์ดู” 

สิ้นเสียงพลันเกิดสายอัสนีฟาดลงมาใส่ร่างยูงทองจนตกจากฉิมพลี ไปจุติใหม่ยังโลกมนุษย์สู่ภพภูมิแห่งกรรมที่นางพึงกระทำบนแดนฉิมพลีแห่งนี้ ให้นางได้ชดใช้จากการใช้กายทิพย์ด้วยความริษยา 

เสียงคำรามของพญาครุฑวิหรุตดังก้องสะท้านเวหา พลังพุ่งตรงเข้าหมายสังหารสตรีเบื้องหน้าเพื่อบันดาลโทสะ เกล็ดมณีกลับกลายสู่ร่างนาคีพร้อมคำรามท้าสู้มิแพ้กัน แต่ไฉนนางหรือจะสู้แรงของพญาครุฑได้ นางถูกวิหรุตใช้กรงเล็บจิกเข้าที่กลางลำตัวจนโลหิตสีเขียวหยาดริน ธารทิพย์ที่พยายามเอาตัวเข้าบังก็มิอาจช่วยได้ แต่นางจักก็มิยอมให้ผู้เป็นนายเหนือหัวเสียเปรียบเป็นอันขาด นางจึงเลื้อยเข้ารัดคอของพญาครุฑวิหรุตจนสุดกำลัง การยื้อยุดฉุดดึงบังเกิดทั้งพายุกระหน่ำ และฝนฟ้าคะนองไปทั่วทั้งวิมาน  

ความโกลาหลดังกล่าวต่างส่งผลไปยังแดนมนุษยภูมิที่ยูงทองไปจุติในวันนั้น เกิดเหตุวิบัติต่างๆ ขึ้นถ้วนทั่ว ทั้งพายุกระหน่ำจนเกิดน้ำท่วมขัง บางพื้นเกิดฝนแล้งมิตกต้องตามฤดูกาล สรรพสัตว์น้อยใหญ่ได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งการส่งยูงทองลงไปจุติแบบนี้ถือมิใช่หน้าที่ของนาง กลายเป็นว่านางฝืนโชคชะตาของเหล่าทิพยา ในการถือวิสาสะส่งผู้มีร่างทิพย์ลงสู่มนุษย์ภูมิ 

“เจ้าทำร้ายสตรีที่ข้ารัก” วิหรุตออกแรกจิกเล็บลงไปลึกมากขึ้น โลหิตสีมรกตข้นไหลทะลัก ความเจ็บปวดนี้ร้ายแรงจนทำให้เกล็ดมณีแทบสิ้นลมหายใจ ด้วยเพราะเสียกระแสทิพย์จากการรักษาบาดแผลให้นาคีรับใช้ไปมาก เรี่ยวแรงนางจึงอ่อนล้าเกินจะต่อสู้กับเขาได้อย่างเท่าทัน 

เกล็ดมณีคำรามก้องไปทั่วฉิมพลี สายอัสนีสายหนึ่งฟาดลงตรงกลางหน้าอกของวิหรุต ส่งให้เขาไปจุติยังแดนมนุษย์สมใจหมายเพื่อเคียงคู่กับคนที่ตนรัก พร้อมกันนั้นร่างนาคีทั้งสองกลับถูกสายอัสนีฟาดผ่า จนร่างกายตกสู่ใจกลางเกษียรสมุทร 

ท่ามกลางกระแสทิพย์อบอวล พร้อมทั้งความเย็นบริสุทธิ์ ผู้ที่เอียงกายบรรทมบนขดอนันตนาคราช คือองค์เทพที่นางเทิดทูลบูชา ร่างกายสูงโปร่งนอนเอนกายบรรทม ใบหน้าหล่อเหลาหรือเปรียบมิได้ เส้นเกศายาวสลวย ห่มอาภรณ์เบื้องล่างสีแดงสด เดินไหมด้วยสีสุวรรณอร่าม ผิวสีเข้มแต่มองแล้วกลับผุดผ่องนวลเนียน ใบหน้าที่หลับพริ้มแผ่ความเมตตามาแก่นาคีทั้งสองที่ค่อยๆ กลับสู่ร่างทิพย์ในลักษณะหมอบกราบ 

“เพราะความรักที่ปิดบังตาเจ้าให้มืดบอด จักได้ทำเรื่องที่น่าอับอายต่อเผ่านาคาเยี่ยงนี้ สมควรได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบนโลกมนุษย์ยิ่งนัก” 

สุรเสียงกังวานสะท้านห้วงแห่งเกษียรสมุทร เกล็ดมณีในอาภรณ์สีเขียวมรกตสภาพอิดโรยต่างน้ำตาริน ใบหน้าเยาว์วัยเอียงเหลือบมองด้วยดวงตาสีแดงก่ำ ผู้มีเศียรแผ่พังพานถึงเจ็ดเศียรผงาด เจ้าของเกล็ดเลื่อมทองประกายแสงยะยิบ ขดกายขนาดใหญ่มิต่างจากสุรเสียงเป็นแท่นประทับขององค์วิษณุเทพ ณ ใจกลางเกษียรสมุทร ความน่าเกรงขามที่แผ่มาปกปักทำให้ผู้ที่มิได้มีเชื้อขัติยาอย่างธารทิพย์จึงมิกล้าแม้เพียงลอบสบนัยน์ตาแข็งกร้าวคู่นั้น 

“ข้าแด่องค์วิษณุเทพ ข้าผู้ถือเป็นผู้สูงสุดของนาคา ขอตัดสินโทษแก่นาคีน้อยผู้นี้...” 

“ช้าก่อน...” เหนือสุรเสียงกึกก้อง สตรีงามผู้ประทับเคียงคู่บุรุษเลอลักษณ์บนบัลลังก์นาคาเปล่งสำเนียง ความไพเราะของเสียงที่เปล่งออกมามิต่างจากคีตขับขาน ท่วงทำนองนั้นคล้ายปลอบประโลมนาคีที่นั่งน้ำตานองอย่างแปลกประหลาด นางรีบก้มลงกราบที่พื้นทรายขาวสะอาด ทั้งยังละเอียดอ่อนยามผิวกายต้องสัมผัส “อย่าถึงขั้นต้องให้นางลงไปเป็นเดรัจฉานเลยอนันตนาคราช” 

“ข้าแต่พระแม่ นางบันดาลให้เกิดลมฝนในโลกมนุษย์ ทั้งยังบันดาลน้ำท่วมจนเกิดภัยพิบัติ พืชผลล้มตาย สัตว์น้อยใหญ่ได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งส่งพิลาสมยุราและวิหรุตไปจุติยังโ,กมนุษย์โดยหาใช่หน้าที่ของนางไม่ โทษของนางเพียงนี้นับว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ” 

“หากข้าถูกพรากจากของรัก ข้าก็คงเสียใจจนเผลอเรอบันดาลโทสะมิแพ้นางหรอกอนันตนาคราช” 

นี่แหละหนอจักว่างามจนยากหาสิ่งใดเปรียบเปรย งามทั้งน้ำพระทัยที่ใหญ่หลวงเป็นล้นพ้น... 

นาคีน้อยที่หมอบกราบมิต่างจากงูตัวจ้อยท่ามกลางกระแสทิพย์แห่งเทพและเทพีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองสั่นเทาจากแรงสะอื้น อนันตนาคราชเงียบเสียงลง มีเพียงเทพีผู้เป็นดุจร่มโพธิ์ใหญ่ให้แก่นาคีน้อยในตอนนี้เท่านั้นที่เอ่ยกับผู้ที่ทรงบรรทมอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ใบหน้าบุรุษช่างเลอลักษณ์ด้วยความหล่อเหลา ทั้งยังแผ่บารมีออกมาในพักตร์ที่หลับตาพริ้ม แต่อมยิ้มที่มุมปาก ดุจทุกเรื่องในโลกหล้ามิมีสิ่งใดเป็นทุกข์สำหรับพระองค์ 

“เสด็จพี่ หากพระองค์ทรงประทานอภัยแด่นาง ข้าจักสร้างสระบัวลึกลับขึ้นมา เพื่อให้นางบำเพ็ญเพียรเป็นการสำนึกผิด นอกจากจะเป็นการโปรดสัตว์แล้ว ยังช่วยให้นางได้พิเคราะห์ถึงสิ่งที่กระทำลงไป และยังเป็นการบังคับให้นางสร้างเสริมบุญไปในตัวด้วย พระองค์มีความเห็นว่าอย่างไร” 

“ให้เป็นเช่นที่เจ้าปรารถนาเถิด” 

“เกล็ดมณี...” เจ้าของผิวขาวนวลผุดผ่อง ห่มอาภรสีกลีบบัว พร้อมเครื่องแต่งกายทองคำยะยิบแพรวพราว ใบหน้าเผยยิ้มอ่อนโยน มิต่างจากมารดาของนางเอ่ยเรียกในฉับพลัน เมื่อร่างที่บรรทมอยู่ตอบรับ “ข้าได้เนรมิตสระบัวลึกลับขึ้นหนึ่งแห่ง เจ้าจงลงไปที่นั่น ดูแลสระบัวแห่งนั้นให้ดี สำนึกผิด และบำเพ็ญเพียร สั่งสมบุญบารมีให้มาก” 

“ขอบพระทัยองค์วิษณุเทพ...” ร่างที่หมอบราบสั่นเครือพร้อมทั้งปล่อยหยาดน้ำตาให้รินไหลออกมามิขาดสาย “ขอบพระทัยเพคะ พระแม่ลักษมีเทวี” 

สิ้นเสียงสั่นเครือ ร่างของนาคีทั้งสองพลันสลายเป็นละอองมรกต พวยพุ่งไปยังสระบัวลึกลับดังที่ถูกเนรมิตจากกระแสทิพย์แห่งเทพี พระนางจ้องมองนาคีน้อยที่ใจสลายเพราะตนมิถูกเลือกจากผู้ที่รัก 

 

อนิลฟังเรื่องราวทั้งหมดต่างก็มิเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ครานี้ทั้งองค์วิหรุตและพิลาสมยุราต่างใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์เสร็จสิ้น จนกลับขึ้นมาเสวยทิพย์บนฉิมพลีดังเดิม และยังได้ให้กำเนิดบุตรชายที่มากด้วยความสามารถ แต่ดันมีนิสัยมากในสตรีมิต่างจากผู้เป็นบิดา 

“เดิมทีข้าคงมีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของเจ้า แต่การเสกสมรสในครานั้นอาจเป็นการถูกยกเลิก เพราะเหตุโกลาหลที่เกิดขึ้นล้วนพัดพากระแสกรรมของแต่ละคนให้แตกต่างกันออกไป” 

“ข้ามีความจริงใจต่อเจ้า…” อนิลเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงแม้เรื่องที่เจ้าเล่ามา มันจะเป็นเรื่องที่ขมขื่นที่องค์วิหรุตมอบแด่เจ้า แต่นั่นมิใช่ข้า” 

“ข้ารู้ดีว่านั่นมิใช่เจ้า…” เกล็ดมณีแย้มสรวลกลับไป “เจ้ารู้หรือไม่ ทุกคราวที่ข้าคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ ข้ามักจะกลั้นอัสสุชลไว้มิอยู่ ข้ามิต่างจากสตรีนางอื่นที่ฟูมฟายโหยหาความรักจากเขา” 

“แต่ตอนนี้เจ้ากำลังยิ้ม” 

“นั่นเป็นเพราะมีผู้มาเยือนข้า…” เกล็ดมณีอดที่จะอมยิ้มมิได้ นางล้วงมือหยิบเอาถุงหอมที่เขามอบให้มาถือไว้ อนิลจ้องมองทุกอากัปกิริยาของนางที่กระทำอยู่ นางยกถุงห้อมนั้นขึ้นดอมดมก็ทำให้หัวใจของผู้ที่นั่งมิห่างกายถึงกับเต้นระรัวด้วยความเปรมปรีย์ “ซึ่งตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา มิอาจมีผู้ใดมาเยือนข้าได้ จะมีก็เพียงแต่เจ้า” 

“เจ้ามิได้รังเกียจข้าใช่หรือไม่ หากข้าอยากเป็นผู้ที่ดูแลปกป้องเจ้า” 

“ข้ามิขัดเคืองหรอกหนา…” เกล็ดมณีเอียงอาย ทีท่านั้นของนาง ทำให้อนิลรู้สึกได้ใจ “เพียงแค่ข้าหมายให้ระยะเวลานับจากนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ก็พอ” 

“ข้าจะรอ” 

“แม้ว่าจะเนิ่นนานเพียงใดหรือ” 

“นานเพียงใดข้าก็จะรอ” 

____________________________ 

มาต่อแล้วนะครับในบทต่อไป 

ขอบคุณทุกกำลังใจนะครับ โปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถเเสดงความคิดเห็นหรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

 

...ขอบคุณครับ... 

 

By 

พงพี 

ความคิดเห็น