facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 69 ท้อแท้ผิดหวังอย่างยิ่ง / ตอนที่ 70 ข้อเรียกร้อง

ชื่อตอน : ตอนที่ 69 ท้อแท้ผิดหวังอย่างยิ่ง / ตอนที่ 70 ข้อเรียกร้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 69 ท้อแท้ผิดหวังอย่างยิ่ง / ตอนที่ 70 ข้อเรียกร้อง
แบบอักษร

ตอนที่ 69 ท้อแท้ผิดหวังอย่างยิ่ง 

เหยียนหมิงซุ่นออกจากบ้านตระกูลอู่โดยที่ถือหนังสือ “เยวี่ยเวยเฉ่าถังปี่จี้” อยู่ในมือ อันที่จริงเขาไม่ชอบอ่านนวนิยายแนวลึกลับเหนือธรรมชาติพวกนี้ เมื่อกี้เนื่องจากเขาร้อนใจ ถึงได้พูดชื่อหนังสือออกไปโดยไม่ทันคิด อู่เจิ้งซือชอบศึกษาค้นคว้าภาษาโบราณเป็นพิเศษ ฉะนั้นในบ้านต้องมีหนังสือประเภทนี้แน่นอน 

เขาลองพลิกเปิดหนังสือดู ในนั้นมีอรรถาธิบายเต็มไปหมด ตัวหนังสือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของอู่เจิ้งซือทำให้รู้สึกเพลินตาเพลินใจ และแล้วใบหน้าที่เล็กยิ่งกว่าฝ่ามือเขาของอู่เหมยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง ช่างดูน่าสงสาร แต่กลับดื้อรั้นเหลือเกิน 

เด็กคนนี้ซื่อบื้อเหลือเกินจริงๆ ทั้งที่รู้ว่าหากกินอาหารจนเกลี้ยงจะต้องโดนตี แล้วยังจะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงอีก ทำไมถึงไม่รู้จักแสร้งโอนอ่อนผ่อนตามบ้างเลยนะ 

ถ้าไม่อย่างนั้นวันหลังจะให้เธอยืมหนังสือกลศึกสามก๊กไปลองอ่านดู คงเรียนรู้ได้บ้างไม่มากก็น้อยละมั้ง 

แต่ไม่ทันไรเหยียนหมิงซุ่นก็ล้มเลิกความคิดนี้ ด้วยไอคิวอย่างอู่เหมยแล้ว เกรงว่าเธอคงไม่เข้าใจกลศึกสามก๊กอันลึกซึ้งแยบยลหรอก แม้แต่คำถามปริมาณน้ำเข้าน้ำออกยังไม่เข้าใจ แล้วจะให้เธอเข้าใจกลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าวได้อย่างไรกัน 

เมื่อนึกถึงความจนใจในการอธิบายโจทย์เลขให้ก่อนหน้านี้ เหยียนหมิงซุ่นก็ส่ายหัวไปมา ไม่คิดเรื่องอู่เหมยอีก ทำไมเขาถึงอดคิดถึงเจ้าเด็กที่น่าสงสารคนนี้ไม่ได้สักที แปลกจริงๆ 

พอเหยียนหมิงซุ่นออกไป เหอปี้อวิ๋นก็หุบยิ้มลงทันที ท่าทางเย็นชาดุจน้ำแข็ง เธอมองอู่เหมยด้วยความเอือมระอาและตำหนิว่า “ใครใช้ให้แกออกมาทำขายขี้หน้า หา? ไสหัวกลับเข้าห้องไปเลย อย่ามายืนเกะกะตรงหน้าฉัน” 

อู่เหมยเจ็บตามเนื้อตามตัวไปหมด แค่หายใจก็รู้สึกได้ว่าเจ็บ เธอไม่มองเหอปี้อวิ๋น เธอรู้สึกท้อแท้ผิดหวังในตัวแม่แท้ๆ คนนี้อย่างยิ่ง ตอนนี้เธอกระทั่งสงสัยว่าตัวเองไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของเหอปี้อวิ๋น ไม่เช่นนั้นทำไมจิตใจถึงได้โหดร้ายยิ่งกว่าแม่เลี้ยงเสียอีกล่ะ 

“พ่อคะ หนูจะซื้อปากกาหมึกซึม ขอเงินให้หนูหน่อยสิคะ” 

จุดประสงค์ที่อู่เหมยออกมาก็คือเรื่องเงิน เธอจำเป็นต้องคืนเงินห้าสตางค์ให้กับเหมยซูหาน นอกจากนี้ปากกาหมึกซึมของเธอเป็นปากกาที่อู่เยวี่ยเคยใช้มาก่อน ซึ่งหัวปากกาคงจะเคยตกพื้นมาแล้ว หัวปากกาก็เลยแตก เส้นที่เขียนออกมาจึงหนามาก ทำให้เขียนให้อยู่ในช่องไม่ได้ 

พอได้ยินคำว่าเงิน เหอปี้อวิ๋นก็โมโหขึ้นมา “ซื้อปากกาหมึกซึมไปทำไม พี่แกให้ปากกาแกใช้แล้วไม่ใช่เหรอ วันๆ รู้จักแต่ใช้เงิน รู้บ้างหรือเปล่าว่าฉันกับพ่อแกทำงานหาเงินเหนื่อยแค่ไหน” 

อู่เหมยมองเธอเช่นกัน แล้วพูดเสียงสงบนิ่ง “ปากกาที่อู่เยวี่ยให้มามันไม่ดี เขียนหนังสือออกมาไม่สวย คุณครูบอกหนูหลายหนแล้วว่าให้เปลี่ยนไปใช้ปากกาดีๆ” 

“ตัวหนังสือไม่สวยแล้วโทษปากกางั้นเหรอ แกนั่นแหละโง่เง่าเขียนไม่สวยเอง ต่อให้ให้ปากกาด้ามทองแกไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าแกสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนได้เหมือนกับพี่สาวแก ปากกาหมึกซึมสิบด้ามฉันก็จะซื้อให้!” เหอปี้อวิ๋นด่าเปิง ไม่ว่าพูดอย่างไรก็ไม่ยอมให้เงิน 

อู่เยวี่ยยิ้ม “แม่อย่าโมโหเลยค่ะ หนูมีปากกาหมึกซึมสองด้าม เดี๋ยวเอาด้ามนึงให้เหมยเหมยใช้ก็ได้ค่ะ” 

“เด็กดี ถ้าน้องเค้าพูดจารู้เรื่องได้สักครึ่งหนึ่งของลูก ต่อให้เป็นความฝัน แม่ก็หัวเราะได้แล้วล่ะ” เหอปี้อวิ๋นมองดูลูกสาวคนโตอย่างรักใคร่เอ็นดู ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม 

อู่เหมยพูดอย่างเย็นชาว่า “ทำไมหนูต้องใช้ของที่อู่เยวี่ยไม่ต้องการแล้วด้วยล่ะ เสื้อผ้ากับรองเท้าขาดๆ ที่เขาไม่อยากใส่ ปากกาหมึกซึมห่วยๆ ที่ไม่อยากใช้ อาหารที่ไม่ชอบกิน หนูต้องรับมาทั้งหมด หนูไม่ใช่ที่รับเศษขยะสักหน่อย อู่เยวี่ยเป็นลูกในไส้ของพ่อแม่ ส่วนหนูเป็นลูกที่พ่อแม่เก็บมาเลี้ยงอย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พ่อแม่ก็ส่งหนูไปสถานสงเคราะห์เถอะ” 

เหอปี้อวิ๋นโกรธจนตาเขียวปัด แล้วเดินพุ่งเข้าไปจะตบอู่เหมยหูฉาด แต่อู่เจิ้งซือถลึงตาใส่เธอ เหอปี้อวิ๋นจึงจำต้องหยุดและพูดด้วยความเดือดดาล “คุณฟังเจ้าเด็กเนรคุณนี่พูดสิคะ ฉันอุตส่าห์คลอดออกมาอย่างยากลำบาก ตัวเองผลสอบน่าขายหน้าแล้วไม่รู้จักสำนึกผิดแก้ตัวใหม่ แล้วยังจะมีหน้ามาบ่นอีก” 

แววตาอู่เจิ้งซือเป็นประกายเล็กน้อย แต่ไม่นานนักก็กลับมาสงบนิ่งตามเดิม แล้วเขาก็ถลึงตาใส่เหอปี้อวิ๋นอีก เธอจึงจำต้องหุบปาก แล้วจ้องมองอู่เหมยอย่างจงเกลียดจงชัง 

“เหมยเหมย สองวันมานี้ลูกดูผิดแปลกไปมาก ในใจลูกคิดอย่างไรกันแน่?” อู่เจิ้งซือพูดเสียงผ่อนคลาย 

 

ตอนที่ 70 ข้อเรียกร้อง 

ลูกสาวคนเล็กโวยวายอาละวาดทั้งวันแบบนี้ชักไม่ได้การ ทำเอาบรรยากาศภายในบ้านอึมครึมไปหมด แล้วเขาจะอยู่ที่บ้านได้อย่างไรกัน 

อู่เหมยเงยหน้าขึ้นมองหน้าอู่เจิ้งซือ แล้วยิ้มเยาะ “หนูคิดอย่างไรน่ะเหรอ หนูแค่ต้องการให้พ่อแม่ยุติธรรมหน่อย หนูเรียนไม่ดี แต่นี่เป็นเหตุผลที่พ่อแม่จะมาทำโหดร้ายทารุณกับหนูเหรอ ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้หนู ไม่ให้หนูได้กินของอร่อยๆ แล้วยังต้องทำงานบ้าน พอทำได้ไม่ดีก็โดนตี พ่อแม่ตีหนูให้ตายไปเสียเลยดีกว่า ยังไงเสียหนูอยู่ไปก็ไม่มีความหมายอะไร ตีหนูให้ตาย พ่อแม่เองก็จะได้ไม่รำคาญใจด้วย” 

เธอพูดหมดเปลือกแล้ว เธอทนถูกตีได้ แต่เรื่องสวัสดิการเธอต้องช่วงชิงมาให้ได้ นี่เป็นภาระหน้าที่ที่กฎหมายระบุไว้ แล้วทำไมเธอจะไม่ช่วงชิงมาล่ะ 

เหอปี้อวิ๋นโมโหจนตาเขียวปัด อดดุด่าไม่ได้ “ตีแค่ไม่กี่ทีบอกว่าโหดร้ายทารุณงั้นเหรอ เป็นคนเนรคุณที่เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ ด้วย ฉันเลี้ยงสุนัขดีกว่า มันยังกระดิกหางได้” 

“พี่อู่เยวี่ยกระดิกหางให้แม่ทุกวันเลยไม่ใช่เหรอ” อู่เหมยอดตอกกลับไม่ได้ อู่เยวี่ยหน้าถอดสีเล็กน้อย โกรธแค้นจนกัดฟันกรอดๆ คิดไม่ถึงว่าเจ้าน้องโง่จะด่าว่าเธอเป็นสุนัข 

อู่เจิ้งซือใช้สายตาห้ามปรามเหอปี้อวิ๋นที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขามองพินิจพิเคราะห์ลูกสาวคนเล็กที่ตนละเลยไม่ได้สนใจมานานแล้ว ลูกสาวคนนี้ดูเข้มแข็งขึ้นมาก ไม่ได้อ่อนแอเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว รูปร่างหน้าตาก็สะสวย แต่น่าเสียดายที่การเรียนแย่เสียเหลือเกิน แย่จนขนาดแค่เขานึกถึงมันก็ทำให้หมดความอยากอาหารแล้ว 

“เหมยเหมย แม่เค้าตีลูกก็เพราะหวังดีกับลูก...” 

อู่เหมยหัวเราะอย่างเย็นชาขัดจังหวะการพูดของอู่เจิ้งซือ แล้วพับแขนเสื้อขึ้นโชว์แขนที่ฟกช้ำดำเขียว อู่เหมยพูดเสียงเย็นเยือก “หวังดีกับหนูเหรอ พี่อู่เยวี่ยโง่ให้ก้างปลาติดคอเอง แล้วเกี่ยวอะไรกับหนูด้วย แม่มีเหตุผลอะไรมาตีหนูแบบนี้ แล้วถ้าต่อไปพี่ถูกรถชนตาย พ่อแม่ก็จะให้หนูชดใช้ชีวิตด้วยหรือเปล่า” 

“เจ้าเด็กบ้า แกพูดเหลวไหลอะไรของแก แกถูกรถชนตาย พี่สาวแกก็ไม่เป็นไรหรอก” เหอปี้อวิ๋นอยากจะกลืนกินหัวใจของอู่เหมยซะ บังอาจมาแช่งลูกสุดที่รักของเธอให้ตายงั้นเหรอ 

“เหอปี้อวิ๋น ระมัดระวังคำพูดด้วย” อู่เจิ้งซือทำหน้าขึงขัง 

อู่เหมยยิ้มเยาะ “พ่อได้ยินแล้วใช่มั้ย ในใจของแม่ พี่อู่เยวี่ยต่างหากที่เป็นลูกสาวของแม่ หนูยังสู้สุนัขไม่ได้เลย แล้วพ่อยังจะบอกว่าแม่หวังดีกับหนูเหรอ แม่ตีหนูตายก็หวังดีกับหนูอย่างนั้นเหรอ” 

อู่เจิ้งซือปวดเศียรเวียนเกล้า แล้วก็หงุดหงิดมาก แผนการสอนโอเพ่นคลาสในวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่ได้เขียนสักตัว ลูกสาวคนเล็กก็อย่างกับภูเขาไฟระเบิด ยากที่จะควบคุมได้ เขาไม่รู้เลยว่าลูกสาวคนเล็กจะสั่งสมความแค้นเคืองที่มีต่อเหอปี้อวิ๋นมากขนาดนี้! 

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ครอบครัวจะรักใคร่ปรองดองกันได้อย่างไร 

“เหมยเหมย ตอนนี้ลูกไม่สุขุมใจเย็นเลย แม่เค้าแค่หุนหันพลันแล่นไปหน่อย แต่ก็ยังคงจิตใจดี ลูกพูดแบบนี้ทำให้พ่อผิดหวังมากเลยนะ” อู่เจิ้งซือพยายามสะกดความหงุดหงิดไว้และพูดโน้มน้าว 

อู่เหมยไม่อยากฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้แม้แต่นิดเดียว เธอแค่ต้องการเงิน ส่วนความรักของเหอปี้อวิ๋นเธอไม่สนใจเลยสักนิด 

“พ่อคะ หนูไม่มีข้อเรียกร้องอื่น หนูแค่ต้องการความยุติธรรม หนูไม่อยากรับเศษขยะจากพี่อู่เยวี่ยอีก ตอนเที่ยงหนูก็อยากจะกินข้าวร้อนๆ แล้วก็อยากได้เงินค่าขนมอาทิตย์ละสองหยวน แล้วก็ยังมีซุปไก่ตุ๋น ซุปเป็ดตุ๋น นมสด นมรสมอลต์ น้ำมันตับปลา อู่เยวี่ยมีอะไร หนูก็อยากมีด้วย หนูไม่อยากได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันอีก” อู่เหมยพูดข้อเรียกร้องรวดเดียวจบ ใบหน้าของเหอปี้อวิ๋นดำทะมึนเสียยิ่งกว่าน้ำหมึก 

“แกนี่ช่างกล้าพูดนะ ของบำรุงร่างกายพวกนั้นเอาไว้ให้พี่สาวแกกินบำรุงสมอง พี่เค้ากินแล้วสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียน เป็นหน้าเป็นตาให้กับฉันและพ่อแก แกกินแล้วสอบได้ที่เท่าไร ที่โหล่? แล้วยังจะมีหน้าอยากกินอีกเหรอ” 

อู่เหมยสีหน้าเย็นชาและตอบว่า “มีกฎหมายข้อไหนเหรอที่ระบุว่าผลสอบไม่ดีแล้วห้ามกินของดีๆ เมื่อก่อนคุณ M สอบวิชาเลขได้ศูนย์คะแนน แม่คิดว่าเขาเองก็ห้ามกินของดีๆ อย่างนั้นเหรอ?” 

ความคิดเห็น