facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 67 รู้โฉมหน้าที่แท้จริงตอนที่ 68 ใจอ่อน

ชื่อตอน : ตอนที่ 67 รู้โฉมหน้าที่แท้จริงตอนที่ 68 ใจอ่อน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 67 รู้โฉมหน้าที่แท้จริงตอนที่ 68 ใจอ่อน
แบบอักษร

ตอนที่ 67 รู้โฉมหน้าที่แท้จริง 

“เหมยเหมยสบายดีมาก ไม่เป็นอะไรเลย หมิงซุ่นเธอกลับไปอ่านหนังสือเถอะ อย่ามาเสียเวลาเลย” เหอปี้อวิ๋นตะโกน เธอต้องการจะโน้มน้าวเหยียนหมิงซุ่น 

“แค่เวลานิดหน่อยเองครับ ขอดูหน่อยดีกว่าจะได้สบายใจ อย่างไรเสียการที่เหมยเหมยได้รับบาดเจ็บ ผมเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ” เหยียนหมิงซุ่นไม่ได้หยุดเดินแต่อย่างใด 

เหอปี้อวิ๋นกระวนกระวายจนตะโกนเสียงดัง “เหมยเหมยออกมาเร็ว พี่หมิงซุ่นมาหาลูกแน่ะ!” 

แผลใหม่บวกกับแผลเก่า อู่เหมยเจ็บจนไม่มีแม้แต่จะมีแรงลุกขึ้นยืน เธอรู้สึกขอบคุณเหยียนหมิงซุ่นมาก ถ้าเขาไม่ได้มาหา เหอปี้อวิ๋นคงไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ แบบนี้ 

อู่เหมยหัวเราะเยาะตัวเอง จะมีใครที่เกิดใหม่แล้วอ่อนแออย่างเธอบ้างไหม กลับมาได้สองวันก็โดนตีไปแล้วสองยก นอกจากนี้ต่อไปอาจจะโดนมากกว่านี้ เมื่อไรชีวิตแบบนี้ถึงจะจบสิ้นลงสักที 

เธอเกลียดบ้านนี้ แต่เธอไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ เธออายุแค่สิบสองปี ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีที่พัก เมื่อออกไปข้างนอก แม้แต่เรื่องกินข้าวก็กลายเป็นปัญหาแล้ว อู่เหมยมองดูแขนขาเล็กๆ ของตัวเองด้วยความขุ่นเคือง ทำไมต้องให้เธอเกิดใหม่ตอนอายุสิบสองด้วย 

ทำไมไม่เกิดใหม่ตอนอายุยี่สิบ ต่อให้เธอต้องไปเก็บขยะข้างนอก เธอก็ไม่มีทางยอมทนทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านแบบนี้! 

เมื่ออู่เยวี่ยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเย็นชามาโดยตลอดได้ยินว่าเหยียนหมิงซุ่นมา ดวงตาเธอก็เป็นประกาย คิดๆ ดูแล้วก็ออกไปดีกว่า เธอไม่ค่อยสนใจเหยียนหมิงซุ่นสักเท่าไร เพราะเขาไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของคุณลุงเหยียนกับคุณป้าถาน ต่อไปพวกเขาต้องไม่ช่วยจัดหางานดีๆ ให้เหยียนหมิงซุ่นอย่างแน่นอน สังคมในปัจจุบันนี้หากไม่มีคอนเนกชั่น จะทำอะไรก็ยากลำบาก ไม่มีทางจะมีอนาคตที่สดใสได้ ดูเหมือนว่าอู่เยวี่ยจะสามารถมองเห็นชีวิตแสนธรรมดาในอนาคตของเหยียนหมิงซุ่นได้ล่วงหน้าแล้ว! 

แต่เพื่อเห็นแก่หน้าของคุณปู่เหยียน เธอออกไปเจอหน่อยก็แล้วกัน อีกทั้งเธอคืออู่เยวี่ยที่รู้จักกาลเทศะ แน่นอนว่ารวมไปถึงมารยาทด้วย จะให้คนอื่นมาตำหนิติเตียนไม่ได้ 

เมื่อเดินผ่านอู่เหมย อู่เยวี่ยก็ก้มลงมองเธอโดยที่ไม่ปิดซ่อนแววกระหยิ่มยิ้มย่องในดวงตาแม้แต่น้อย โง่อย่างกับหมู แล้วยังจะอยากแย่งเนื้อปลาของเธอไปกินอีก 

น่ารำคาญจริง! 

แค่เธอเห็นใบหน้าที่สวยงามของอู่เหมย ความสุขของเธอก็ลดลงฮวบฮาบ ถึงแม้จะโดนตีจนอ่วมขนาดนี้ แต่ใบหน้าของเจ้าน้องโง่คนนี้ก็ยังคงดูสวยเหมือนเดิม เห็นแล้วขัดหูขัดตาชะมัด 

ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกชอบแส่คนไหนที่เสี้ยมสอนให้เจ้าน้องโง่รวบผมขึ้น 

ไม่ได้การ จะต้องคิดหาวิธีทำให้เจ้าน้องโง่ปล่อยผมสยายลงมาอีก เธอไม่มีทางยอมให้อู่เหมยแย่งจุดสนใจไปจากเธอเป็นอันขาด เจ้าหญิงแห่งตระกูลอู่มีแค่เธอ อู่เยวี่ยคนนี้เท่านั้น ส่วนอู่เหมยก็เป็นเพียงแค่ตัวประกอบของเธอไปตลอดกาล 

นัยน์ตาของอู่เยวี่ยฉายประกายความมุ่งมั่น เธอมองดูอู่เหมยที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอย่างดูถูกเหยียดหยามและส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ แล้วเปิดประตูเดินออกไป อู่เยวี่ยยิ้มหวานและพูดว่า “สวัสดีค่ะพี่หมิงซุ่น” 

เหยียนหมิงซุ่นมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อกี้ตอนที่อู่เหมยโดนตี อู่เยวี่ยมองดูอย่างเงียบๆ ตลอด ไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าถ้าเธอไม่ใช่คนใจแข็ง ก็เป็นคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ก็ล้วนแตกต่างจากภาพลักษณ์ “พี่สาวแสนดี” ที่เธอแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นโดยสิ้นเชิง 

พูดง่ายๆ ก็คือ อู่เยวี่ยคนนี้เสแสร้งเก่งมาก เล่ห์เหลี่ยมก็ช่างแพรวพราว อาจารย์และนักเรียนทุกคนในโรงเรียนล้วนถูกเด็กหญิงอายุแค่สิบสี่ปีคนนี้หลอกเสียแล้ว และคนที่ถูกหลอกเข้าเต็มเปาก็คือน้องชายสุดทึ่มของเขา ในใจของเหยียนหมิงต๋านั้น อู่เยวี่ยเป็นเด็กหญิงที่จิตใจดีชวนให้รักใคร่เอ็นดู 

เหยียนหมิงซุ่นพยักหน้าเล็กน้อย ในใจมองว่าอู่เยวี่ยเป็นบุคคลที่พึงระวัง อู่เยวี่ยไม่ใช่คนที่ไม่มีความสำคัญ เธอเป็นคนที่หมิงต๋าชอบ หนำซ้ำเด็กสาวคนนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธหมิงต๋าอย่างชัดเจน คอยเกาะติดอยู่ตลอด ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของอู่เยวี่ยแล้ว เป็นไปได้อย่างมากว่าต่อไปอู่เยวี่ยจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับเขา อีกทั้งรวมตัวกับถานซูฟางเป็นพันธมิตรที่สนิทแนบแน่น 

ผู้หญิงที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและเปี่ยมด้วยลูกไม้สองคนอยู่รวมกัน ถึงแม้เหยียนหมิงซุ่นจะไม่กลัว แต่ก็ไม่กล้าดูถูก 

 

ตอนที่ 68 ใจอ่อน 

“เหมยเหมยไม่อยู่บ้านเหรอ” 

เหยียนหมิงซุ่นไม่อยากพูดอะไรกับอู่เยวี่ยมาก เขาแค่อยากเห็นสภาพของเจ้าเด็กน่าสงสารคนนั้น เมื่อกี้เหอปี้อวิ๋นตีแรงขนาดนั้น เด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอทนไหวก็แปลกแล้ว 

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ใจอ่อนกับคนที่ไม่สนิทสนมด้วย บางทีสภาพที่อู่เหมยโดนตีเมื่อครู่นี้อาจทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ไม่มีความสุขขึ้นมาละมั้ง 

เขากระโดดออกมาจากหลุมปีศาจนั้นแล้ว แต่อู่เหมยกลับยังคงจมปลักอยู่ในนั้น เขาจึงไม่อาจนิ่งดูดายได้ 

เหยียนหมิงซุ่นไม่ชอบที่ตัวเองใจอ่อนแบบนี้ กรอบที่เขากำหนดไว้ให้ตัวเองคือ เย็นชาไร้ความเมตตา ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ทว่าเจ้ากรอบนี้ไม่มีผลเมื่ออยู่กับอู่เหมย ซึ่งทำให้เขาหงุดหงิดมาก 

แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น! 

อู่เยวี่ยยิ้มและตอบว่า “เหมยเหมยไม่ค่อยสบายก็เลยเข้านอนไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันไปปลุกเธอขึ้นมาก็แล้วกันนะคะ” 

ถึงแม้เหยียนหมิงซุ่นจะรู้ว่าเธอพูดโกหก แต่ก็ไม่อาจเปิดโปงได้ อย่างไรเสียเขาก็คงเข้าไปดูในห้องของเด็กผู้หญิงไม่ได้หรอกมั้ง 

ดูท่าอู่เหมยจะเจ็บหนักพอดู ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืนไหว เหยียนหมิงซุ่นขมวดคิ้ว จู่ๆ อู่เยวี่ยที่ยิ้มสวยมีเสน่ห์ เหอปี้อวิ๋นที่อ่อนโยนใจดี รวมถึงอู่เจิ้งซือที่ท่าทางภูมิฐานก็ดูน่าขยะแขยงน่ารังเกียจขึ้นมาทันที 

“ไม่ต้องปลุกเหมยเหมยหรอก ไปก่อนนะ” 

เหยียนหมิงซุ่นหมุนตัวตั้งใจจะกลับบ้าน ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก อู่เหมยเดินออกมาจากห้องและเรียกเสียงเบาว่า “พี่หมิงซุ่น” 

เธอใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ เธอจะต้องออกไปให้ได้ เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงดึงดันที่จะเจอเหยียนหมิงซุ่นขนาดนี้ เธอแค่อยากจะพูดคุยกับคนที่พอจะพึ่งพาได้ ทำให้เธอมีความมั่นใจสักเล็กน้อยที่จะยืนหยัดต่อไป 

เหยียนหมิงซุ่นหมุนตัวกลับมา อู่เหมยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเล็กน้อย ใบหน้าของเธอนั้นไม่มีบาดแผล แต่ว่าสีหน้าดูแย่มาก ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเวลา นอกจากนี้เหงื่อเย็นๆ ยังผุดขึ้นเต็มหน้าผาก 

อู่เยวี่ยกับเหอปี้อวิ๋นหน้าถอดสีเล็กน้อย ไม่พอใจอย่างมากที่อู่เหมยไม่รู้จักกาลเทศะ เหอปี้อวิ๋นพูดเสียงนุ่มนวลว่า “เหมยเหมยลูกลุกขึ้นมาทำไม ไม่สบายก็นอนไปเถอะ พี่หมิงซุ่นของลูกก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล พี่เขาไม่ตำหนิลูกว่าเสียมารยาทหรอก” 

“นั่นสิ เหมยเหมยเธอลุกขึ้นมาเดี๋ยวก็เวียนหัวอีกหรอก” อู่เยวี่ยผสมโรง 

อู่เหมยรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคำพูดของสองแม่ลูกคู่นี้มาก เพิ่งจะฟาดเธออย่างแรงไปหยกๆ แต่ตอนนี้กลับแสร้งทำเป็นแม่และพี่สาวที่เมตตาใจดีอีกแล้ว ทำไมคนเราถึงจอมปลอมได้ขนาดนี้นะ 

ชาติก่อนเธอโง่ดักดานขนาดไหนกันนะถึงได้ไม่รู้โฉมหน้าแท้จริงอันเสแสร้งของญาติพี่น้องพวกนี้! 

“พี่หมิงซุ่น ฉันไม่เวียนหัวแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” 

อู่เหมยไม่สนใจสองแม่ลูกนั่น เธอยิ้มให้เหยียนหมิงซุ่นด้วยความซาบซึ้งใจ สำหรับเรื่องที่โดนตีเมื่อสักครู่นี้ เธอไม่ได้เอ่ยถึงเลยสักคำเดียว วิธีการอบรมสั่งสอนที่เป็นที่นิยมในสมัยนี้ก็คือรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ต่อให้เธอระบายความทุกข์ให้คนอื่นฟัง คนอื่นก็แค่คิดว่าเหอปี้อวิ๋นเข้มงวดกวดขันกับลูกสาว ไม่มีทางต่อว่าเธอแน่นอน 

แล้วก็อาจหันมาตำหนิอู่เหมยเสียด้วยซ้ำว่าเธอไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่ให้กำเนิดมา เป็นคนเนรคุณที่เลี้ยงไม่เชื่องและอกตัญญูอย่างที่สุด 

ดังนั้นขณะที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ เธอจึงได้แต่อดทนไว้ ไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหนก็ได้แต่ทนไว้ 

“ไม่เวียนหัวก็ดีแล้ว เธอรีบเข้านอนเถอะ” 

แม้เหยียนหมิงซุ่นจะเห็นใจเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของอู่เหมย แต่เขาไม่อยากที่จะยุ่งเรื่องนี้ การมาขอยืมหนังสือเพื่อช่วยเหลือเธอก็ทำให้เขาหงุดหงิดมากแล้ว อนาคตที่เขาวางแผนไว้ไม่มีอู่เหมยคนนี้ เขาไม่อาจสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องได้ 

แต่เขาหารู้ไม่ว่าชีวิตไม่ใช่ละครเวทีที่แสดงเป็นหมื่นรอบก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง บางทีคนที่ปรากฏตัวขึ้นโดยบังเอิญก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณได้ทั้งชีวิต และแม้กระทั่ง... 

ความคิดเห็น