facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 63 บวกลบเลขไม่เกินหลักสิบเป็นมั้ย / ตอนที่ 64 สงสาร

ชื่อตอน : ตอนที่ 63 บวกลบเลขไม่เกินหลักสิบเป็นมั้ย / ตอนที่ 64 สงสาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 63 บวกลบเลขไม่เกินหลักสิบเป็นมั้ย / ตอนที่ 64 สงสาร
แบบอักษร

ตอนที่ 63 บวกลบเลขไม่เกินหลักสิบเป็นมั้ย 

นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนหมิงซุ่นได้รับรู้ถึงเสน่ห์ของคนหัวไม่ดี หลังจากอธิบายไปแล้วสามรอบ อู่เหมยก็ยังคงงุนงงอยู่เหมือนเดิม แล้วมองเขาอย่างไร้เดียงสา 

“เธอไม่เข้าใจตรงไหน” เหยียนหมิงซุ่นถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ยอมใจจริงๆ 

“ฉัน... ฉันไม่เข้าใจทั้งหมดเลย” 

อู่เหมยอับอายมาก เธอโง่เง่าเหลือเกินจริงๆ แต่ละคำที่เหยียนหมิงซุ่นพูดเธอฟังเข้าใจทุกคำ แต่พอนำมารวมกัน เธอกลับงุนงงราวกับฟังคัมภีร์สวรรค์ 

ถึงแม้เหยียนหมิงซุ่นจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าอู่เหมยจะหัวขี้เลื่อยขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เขาอธิบายโจทย์เสียละเอียดยิบ พูดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้แล้ว ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจล่ะ 

“สอบเลขครั้งล่าสุดเธอได้คะแนนเท่าไร” เหยียนหมิงซุ่นถามเสียงอ่อนแรง 

“แปด... แปดคะแนน!” 

อู่เหมยหน้าแดงแจ๋ เธอไม่เคยรู้สึกอับอายเท่านี้มาก่อนเลย เธอเสียใจเล็กน้อยที่ขอให้เหยียนหมิงซุ่นสอนให้ เธอยอมกลับบ้านไปแล้วถูกเหอปี้อวิ๋นทุบตีดุด่าเสียยังจะดีกว่าตกนรกทั้งเป็นแบบนี้ 

เหยียนหมิงซุ่นเห็นเด็กสาวตรงหน้าก้มหน้าจนแทบจะแตะพื้น ก็อดหัวเราะไม่ได้ แปดคะแนน? 

สอบได้คะแนนที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ อู่เหมยเป็นเด็กหัวไม่ดีที่พบเห็นได้ไม่บ่อยจริงๆ มิน่าล่ะอู่เจิ้งซือกับภรรยาถึงได้จงเกลียดจงชังลูกสาวคนเล็กนัก ในวงการการศึกษาคนในตระกูลอู่ขึ้นชื่อเรื่องเรียนเก่งเป็นอย่างมาก 

“บวกลบเลขไม่เกินหลักสิบเป็นมั้ย” 

เหยียนหมิงซุ่นคิดว่าเขาควรลดมาตรฐานต่ำลงอีกหน่อย หนทางพันลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรก เขาลองถามความรู้พื้นฐานของเด็กหญิงคนนี้ดูก่อนจะดีกว่า 

“ตูม!” 

อู่เหมยราวกับโดนขีปนาวุธระเบิดใส่หัว เธอเงยหน้าจ้องด้วยสายตาถมึงทึงทันที ทำแก้มป่องพลางตะโกนว่า “ทำเป็น บวกลบเลขไม่เกินหลักร้อยก็ทำเป็น” 

ชาติก่อนเธออายุมากกว่าเหยียนหมิงซุ่นในตอนนี้เสียอีก นึกไม่ถึงว่าเขาจะสงสัยว่าเธอบวกลบเลขที่ง่ายที่สุดไม่เป็น สุดจะทานทนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอไม่อยากจะทนอีกต่อไปแล้ว 

“เก่งมาก บวกลบเลขไม่เกินหลักร้อยก็เป็นด้วย” เหยียนหมิงซุ่นพูดชมอย่างจริงใจ นี่เกินความคาดหมายของเขาจริงๆ เดิมทีเขายังคิดว่าจะต้องช่วยติวเลขป.1 ให้อู่เหมยด้วยซ้ำ 

แต่อู่เหมยกลับคิดว่าเหยียนหมิงซุ่นกำลังหัวเราะเยาะเธออยู่ ริมฝีปากฉีกยิ้มขนาดนั้น เขากำลังยิ้มเยาะเธออยู่ชัดๆ! 

แน่นอนว่าคนโง่อย่างเธอไม่มีความมั่นใจในตัวเองจริงๆ สมควรแล้วที่ถูกเยาะเย้ย คนอื่นต่อให้เรียนแย่แค่ไหน แต่ก็ยังมีสักวิชาที่ตัวเองถนัด แต่เธอไม่ถนัดเลยสักวิชา ตั้งแต่ป.1 จนถึงป.5 เธอไม่เคยสอบได้เกินหกสิบคะแนนเลยสักครั้ง สถิติสูงสุดคือห้าสิบแปดคะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่เธอพอที่จะภาคภูมิใจไปชั่วชีวิต 

เธอโง่อย่างนี้ ต่อไปจะเอาอะไรไปสู้กับอู่เยวี่ยล่ะ 

แล้วเธอจะแก้แค้นได้อย่างไร 

เมื่อนึกถึงความน้อยใจและความอัปยศอดสูของทั้งสองชาติ แล้วก็อนาคตที่เลือนราง อู่เหมยก็รู้สึกเคืองตา แล้วน้ำตาก็ไหลพราก 

“ขอโทษค่ะ ฉันมันโง่เหลือเกิน ฉันไม่ดีเอง ขอโทษค่ะ” 

อู่เหมยร้องไห้แบบไร้เสียง แล้วนั่งยองลงไปก้มหน้าซุกหัวเข่า ไหล่อันผอมแห้งสั่นเทิ้ม ดูน่าสงสารมาก เหยียนหมิงซุ่นตกใจและอดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้ 

เขาไม่ได้พูดจารุนแรงสักหน่อย เธอร้องไห้ทำไมกัน 

ขี้ขลาดตาขาวจริงๆ เลย! 

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันจะอธิบายให้ฟังอีกที” 

อู่เหมยรู้สึกได้ถึงความจนใจในน้ำเสียงของเหยียนหมิงซุ่น อีกทั้งยังเจือแววหงุดหงิดเล็กน้อย เธอหยุดร้องไห้ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาพัลวัน ตาเธอแดงก่ำ ปลายจมูกก็แดงเรื่อ ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ช่างน่าสงสาร 

เหยียนหมิงซุ่นหลบเลี่ยงดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอเบ้าของอู่เหมย เขารู้สึกหงุดหงิดมาก ดวงตาของเด็กหญิงคนนี้ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดเหลือเกินจริงๆ อายุแค่สิบสองปีก็มีเสน่ห์ขนาดนี้ แล้วโตขึ้นจะขนาดไหน 

 

ตอนที่ 64 สงสาร 

เหยียนหมิงซุ่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเอาความอดทนมาจากไหน คิดไม่ถึงว่าจะอธิบายโจทย์ปัญญาอ่อนของเด็กประถมให้อู่เหมยฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิหนำซ้ำอีกฝ่ายก็เป็นคนหัวไม่ดีที่ไอคิวไม่เอาไหนจริงๆ 

“เข้าใจหรือยัง” 

เสียงของเหยียนหมิงซุ่นไม่ได้ชัดใสเหมือนแต่ก่อน ออกจะแหบแห้งเล็กน้อย เขาพูดเยอะมากจนลำคอรู้สึกร้อนรุ่ม 

อู่เหมยพยักหน้าด้วยความลังเล อันที่จริงเธอยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร ถึงแม้เธอจะท่องจำสิ่งที่เหยียนหมิงซุ่นอธิบายได้ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว แต่พอประกอบเข้าด้วยกันแล้ว เธอก็ไม่เข้าใจ 

“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ พี่หมิงซุ่น ฉันกลับบ้านไปทำการบ้านละ ไปก่อนนะคะพี่หมิงซุ่น!” 

อู่เหมยรู้สึกอายมาก ตัวเธอไม่เอาไหนเลยจริงๆ ทำให้ว่าที่เสาหลักของชาติต้องเสียเวลาอันมีค่าไปตั้งเยอะ เธอโบกไม้โบกมือให้เหยียนหมิงซุ่น ฝีเท้าหนักอึ้ง ยิ่งโมโหในความโง่เง่าของตัวเองมากขึ้นไปอีก 

มิน่าล่ะเหอปี้อวิ๋นถึงด่าทอเธอตลอดว่าแม้แต่หมูก็เทียบไม่ได้ เธอสู้หมูไม่ได้จริงๆ! 

หมูยังเอาเนื้อไปขายได้ เธอทำอะไรได้บ้าง 

อู่เหมยขยับไปข้างหน้าทีละก้าวๆ สีหน้าเศร้าหมอง ความตื่นเต้นดีใจตอนที่เพิ่งจะกลับมาเกิดใหม่ถูกความหงอยเหงาเศร้าซึมเข้ามาแทนที่ทั้งหมด เดิมทีเหยียนหมิงซุ่นรู้สึกภูมิใจที่ประสบความสำเร็จ สอนให้คนหัวไม่ดีเข้าใจได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ แต่พอเห็นแผ่นหลังที่ดูเศร้าหมองของอู่เหมย เขากลับรู้สึกอึดอัดใจ มีความรู้สึกแปลกประหลาด 

“เธอลองคำนวณโจทย์ข้อเมื่อกี้ให้ดูหน่อยสิ” 

เหยียนหมิงซุ่นเรียกอู่เหมยที่กำลังเศร้าห่อเหี่ยว สมองนึกที่เหยียนหมิงซุ่นคำนวณให้ดูก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งใจร้อนก็ยิ่งคิดไม่ออก ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังพอจำได้อยู่เลย 

“เธอยังไม่เข้าใจใช่หรือเปล่า?” 

พอเห็นเธอน้ำตาเอ่อคลอเบ้า เหยียนหมิงซุ่นก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เจ้าเด็กคนนี้ยังไม่เข้าใจนี่เอง นี่มันช่าง... 

ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงตอนนี้ เหยียนหมิงซุ่นไม่เคยล้มเหลวอย่างนี้มาก่อน เขามีเป้าหมายชัดเจน ทำสิ่งใดก็มีจุดมุ่งหมาย อีกทั้งไม่ได้รับผลกระทบจากคนรอบข้างหรือสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อย ไม่ว่าสิ่งใดเขาก็ทำได้สบายมาก แล้วก็ทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ 

ทว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแพ้อย่างราบคาบ ในความคิดของเขา สิ่งที่เขาอธิบายไปเมื่อกี้นี้ ต่อให้เป็นผู้ที่บกพร่องทางสติปัญญาก็ฟังเข้าใจ แต่ทำไมอู่เหมยถึง... 

“พี่หมิงซุ่น ฉันพอจะเข้าใจนิดหน่อยแล้วค่ะ ฉันกลับไปแล้วลองคิดดูอีกทีก็ทำได้แล้วละ พี่อย่ารำคาญฉันนะ!” อู่เหมยลนลานเล็กน้อย เธอกังวลว่าเหยียนหมิงซุ่นจะเกลียดเธอ รังเกียจที่เธอโง่เหมือนวัว 

เหยียนหมิงซุ่นรู้สึกขำ เด็กคนนี้ขี้ขลาดเสียยิ่งกว่าอาฮวาที่บ้านเขาเสียอีก เขายังไม่ได้พูดอะไรเลย น้ำตาก็ไหลเอ่ออีกแล้ว เหยียนหมิงซุ่นไม่ได้รำคาญอู่เหมยเลย เขากลับสงสารเธอเสียด้วยซ้ำ 

เนื่องจากถูกพ่อแม่จงเกลียดจงชัง ถึงได้คอยกังวลอยู่ตลอดว่าคนอื่นจะไม่ชอบตน นี่เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจสุดขีด เด็กแบบนี้จะแคร์สายตาของคนอื่นเป็นพิเศษ ขอแบกรับความเจ็บปวดไว้เองดีกว่าจะไปรบกวนคนอื่น เขาอ่านเจอในหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่าตรงกับอู่เหมยมาก 

“ฉันไม่ได้รำคาญหรอก เธออย่าคิดฟุ้งซ่าน รีบกลับบ้านเถอะ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ถามอาจารย์อู่นะ” เหยียนหมิงซุ่นพยายามพูดเสียงผ่อนคลาย เขาไม่อยากทำให้เด็กหญิงตรงหน้าตกใจกลัว 

อู่เหมยแววตาเศร้าหมอง อู่เจิ้งซือต้องบอกให้เธอไปถามเหอปี้อวิ๋นแน่นอน จากนั้นเหอปี้อวิ๋นก็จะด่าเธอเปิง แล้วเธอก็อาจจะโดนตีด้วย 

“บ๊ายบาย พี่หมิงซุ่น” 

อู่เหมยยิ้มและโบกไม้โบกมือให้ แล้วหมุนตัวเดินกลับอาคารบ้านพักครู อู่เจิ้งซือและคนอื่นๆ น่าจะใกล้กลับมาแล้ว 

เหยียนหมิงซุ่นไม่ได้มองข้ามความเศร้าหมองในแววตาอู่เหมย ในดวงตามีความเศร้าโศกซึ่งไม่เหมาะกับอายุของเธอ แล้ววินาทีนั้นเองเขาก็พลันเข้าใจความจนใจของอู่เหมย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและหมุนตัวเดินกลับบ้าน 

ความคิดเห็น