facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 57 ขอเงิน / ตอนที่ 58 พลิกผัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 57 ขอเงิน / ตอนที่ 58 พลิกผัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 57 ขอเงิน / ตอนที่ 58 พลิกผัน
แบบอักษร

ตอนที่ 57 ขอเงิน 

               อู่เจิ้งซือไม่มองอู่เหมยขณะที่ตีหน้าเรียบนิ่งเหมือนผิวน้ำสงบ หมุนตัวเดินขึ้นอาคารไป อู่เหมยรู้สึกหนาวขึ้นมาพลางถูบริเวณแขนเดินตามหลังอู่เจิ้งซือไป โชคดีที่เธอมาได้เวลาพอดี มีอู่เจิ้งซืออยู่เหอปี้อวิ๋นไม่กล้าด่ารุนแรงเกินไป 

               ระเบียงทางเดินของชั้นสองคึกคักไปด้วยเหล่าแม่บ้านของแต่ละครอบครัวต่างกำลังยืนวุ่นอยู่หน้าเตากันใหญ่ เมนูอาหารที่หลากหลายผสมปนเปกันไปจนกลายเป็นกลิ่นหอมที่ยากจะบรรยาย ลอยแทรกเข้าโพรงจมูกรับกลิ่นของทุกคน 

               เหอปี้อวิ๋นเพิ่งผัดกับข้าวสองอย่างและน้ำซุปหนึ่งอย่างเสร็จก็ได้ตุ่มใสบนมือมาหลายจุด เก็บอารมณ์โกรธไว้ในใจกระทั่งเห็นอู่เหมยที่เดินมาในสภาพร่อแร่ตามหลังอู่เจิ้งซือไฟโทสะของเธอก็พุ่งพรวด หากไม่ได้อยู่บนทางเดินเธอคงหยิบไม้ขนไก่มาฟาดอีกคนตั้งนานแล้ว 

               “เหมยเหมยกลับมาแล้วเหรอ? โอ้! บนตัวไปโดนอะไรมา? รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว อย่าเป็นหวัดเข้าล่ะ” อาจารย์แม่จางมองอู่เหมยด้วยความตะลึง 

               อู่เหมยรู้สึกอุ่นใจนิดๆ ไม่ว่าจะอู่เจิ้งซือหรือเหอปี้อวิ๋นไม่มีใครจะเป็นกังวลว่าเธอจะเป็นหวัดหรือไม่ ไม่มีแม้แต่จะเสแสร้งสักนิด เทียบกับคนนอกไม่ได้เลย 

               เหอปี้อวิ๋นได้ยินคำพูดของอาจารย์แม่จางก็เริ่มโอดครวญว่าตัวเองโกรธจนหน้ามืด เพราะยายตัวดีนี่ต่างหากที่สร้างเรื่องไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อวาน 

             “เจ้าลูกคนนี้ทำไมถึงติดเล่นจัง เลิกเรียนแล้วไม่รีบกลับมาทำการบ้านก็วิ่งไปไหนไม่รู้ ดูสิสกปรกกลับมา ต้องให้เป็นห่วงตลอด ถ้าเป็นเด็กดีได้สักครึ่งของพี่สาวก็ดีสิ” 

               เหอปี้อวิ๋นขมวดคิ้วยิ้มบ่นไม่กี่ประโยคให้ดูเหมือนเป็นคุณแม่ที่กำลังคิดหนักปนเอือมระอายามเผชิญหน้ากับลูกที่ไม่เอาไหน 

               สิ่งที่อู่เหมยรำคาญที่สุดก็คือการที่เปรียบเทียบเธอกับอู่เยวี่ย ชื่อของจอมเสแสร้งน่าสะอิดสะเอียนอย่างอู่เยวี่ยนั้นเธอไม่อยากได้ยินมันเลยแม้แต่นิดเดียว 

               “หนูไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหน แค่หิวเลยไปซื้อของกินบนถนน คุณพ่อคะ ให้เงินสักห้าสตางค์ได้มั้ยคะ? หนูยังติดเงินค่าแพนเค้กรากบัวของคุณป้าคนขายอยู่เลย” 

               อู่เหมยหัวไวพลางคิดได้ว่านี่เป็นช่วงเวลาขอเงินที่ดีที่สุด อู่เจิ้งซือเป็นคนรักหน้ารักตา ไม่มีทางปฏิเสธเธอยามอยู่ต่อหน้าอาจารย์แม่จาง  

               อู่เจิ้งซือสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมาก กล่าวเสียงนิ่ง “ลูกไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากัน” 

               เหอปี้อวิ๋นกลับทนไม่ได้พลางพูดต่อว่า “ทำไมถึงรู้จักติดค้างเงินแล้ว? ตอนเที่ยงใช่ว่าไม่ได้ทานข้าวสักหน่อย? ทำไมต้องเปลืองเงินไปซื้อของกิน? พี่สาวของลูกไม่ได้ฟุ่มเฟือยเหมือนลูกเลยนะ?” 

               อู่เหมยได้ยินก็นึกโกรธตะโกนกลับ “ตอนเที่ยงหนูมีแค่ซาลาเปาไส้ผักเค็มสองลูก อู่เยวี่ยมีกับข้าวในกล่องเก็บอุณหภูมิแล้วยังมีไข่ดาวกับเนื้อ พี่ไม่มีทางหิวอยู่แล้ว อีกอย่างหนูไม่ได้ฟุ่มเฟือย เงินที่ซื้อขนมแพนเค้กนั่นก็เงินค่าขนมที่หนูอดออมมา คุณแม่ไม่เคยให้ค่าขนมหนูมาก่อน แต่อู่เยวี่ยมีเงินค่าขนมสองหยวนทุกอาทิตย์” 

               คนอื่นๆ ที่กำลังทำอาหารต่างมองมาทางนี้แล้วขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้เมื่อได้ยินถ้อยคำของอู่เหมย รู้อยู่แล้วว่าเหอปี้อวิ๋นลำเอียงไปทางลูกสาวคนโต แต่ตอนนี้ดูลำเอียงมากไปจริงๆ 

               เรื่องดีๆ ไม่มีแต่เรื่องเสียหายกลับแพร่สะพัดไปไกลพันลี้ สิ่งที่อู่เหมยพูดที่สนามบาสเมื่อวานได้แพร่ไปทั่วโรงเรียนตั้งนานแล้ว พวกเขาไม่อาจเข้าไปยุ่งกับเรื่องครอบครัวคนอื่นได้ จึงทำได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลับหลังเท่านั้นเอง 

               แต่ตอนนี้กลับมาเกิดขึ้นต่อหน้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพูดสักหน่อย 

               “คุณครูเหอ เหมยเหมยอยู่ในช่วงเจริญวัย ซาลาเปาไส้ผักเค็มสองลูกจะพอกินได้ยังไง? ในเมื่อเยวี่ยเยวี่ยมีกับข้าวเตรียมไว้ให้ ก็น่าจะเตรียมให้เหมยเหมยด้วยสิ” 

               “นั่นสิ ต้องยุติธรรมหน่อย ทั้งสองคนเป็นลูกที่ออกมาจากท้องของคุณเหมือนกันเชียว!” 

               “คุณครูอู่ก็น่าจะอบรมทัศนคติของภรรยาคุณหน่อย ดูสิเหมยเหมยผอมแห้งขนาดนี้ น่าสงสารจะตาย!” 

                                         

ตอนที่ 58 พลิกผัน 

             คนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีล้วนมีความหมายไปในทางเดียวกันว่าเหอปี้อวิ๋นลำเอียงเกินไป อู่เหมยช่างน่าสงสาร รอยยิ้มฝืดของเหอปี้อวิ๋นน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพูดแก้ตัว “บางครั้งที่ยุ่งเกินไปถึงกินซาลาเปาไส้ผักเค็ม เยวี่ยเยวี่ยก็กินด้วย ถ้ามีเวลาก็จะเตรียมอาหารให้เด็กๆ” 

               อู่เหมยตอบเสียงเย็นชา “หนูไม่เคยได้กินข้าวสักมื้อเลย วันๆ มีแต่ซาลาเปาไส้ผักเค็ม ส่วนอู่เยวี่ยถ้าแม่ไม่ทันทำกับข้าวให้ก็ให้เงินเธอไปซื้อบะหมี่ซุปร้อนๆ กิน” 

               เหอปี้อวิ๋นพยายามระงับไฟโทสะแสร้งกล่าวอย่างเสียใจ “เหมยเหมยพูดแบบนี้ได้ยังไง? เมื่อวานลูกสอบได้คะแนนไม่ดีแม่ถึงได้ตีลูกไปไม่กี่ครั้งเพราะความโกรธ ลูกกลับคิดแค้นมาถึงตอนนี้ ทำไมลูกใจแคบขนาดนี้ล่ะ” 

               “หนูเปล่า…” 

               อู่เหมยยังไม่ทันพูดจบอู่เจิ้งซือกลับพูดแทรกเธอ “เหมยเหมย คุณแม่ด่าเพราะหวังดีกับลูก ลูกจะโกรธแค้นแม่เพราะเรื่องนี้ได้ยังไง? ลูกทำพ่อผิดหวังมากนะ รอเดี๋ยวไปเขียนสำนึกผิดห้าร้อยตัวอักษรแล้วส่งให้พ่อดู” 

               เหอปี้อวิ๋นแอบได้ใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าสามีไม่มีทางปล่อยให้ยายนี่โวยวายต่อ อู่เจิ้งซือรักหน้าตาตัวเองยิ่งกว่าเธอเสียอีก ยายเด็กนี่ รอเข้าห้องแล้วค่อยจัดการเธอ! 

               คนอื่นยังนึกเชื่อในตัวสองสามีภรรยาอู่เจิ้งซือมากกว่า ไม่ใช่พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงสักหน่อย จะลำเอียงได้สุดขั้วขนาดนั้นจริงหรือ? 

               ไม่คิดว่าเจ้าอู่เหมยจะนิสัยแย่ขนาดนี้ ใส่ร้ายกระทั่งคุณแม่แท้ๆ ของตัวเอง เทียบกับพี่สาวอู่เยวี่ยของเธอไม่ได้เลยจริงๆ เสียดายที่เกิดมาหน้าตาดีขนาดนี้ 

               อู่เหมยใจดำดิ่งลงเหว แค่อู่เจิ้งซือกับเหอปี้อวิ๋นพูดลอยๆ ไม่กี่ประโยคทุกคนก็เชื่อใจอย่างไม่คิดจะลังเล เธอพูดมากเท่าไรก็ไร้ผลเพียงเพราะเธอเป็นเด็กคนหนึ่ง ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเธอ 

               อาจารย์แม่จางลอบถอนหายใจและนึกเห็นใจอู่เหมยอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะเมื่อคืนได้ยินบทสนทนาระหว่างอู่เหมยกับเหอปี้อวิ๋นล่ะก็บางทีเธออาจจะไม่เชื่ออู่เหมยก็เป็นได้ 

               “เหมยเหมยรีบไปอาบน้ำเถอะ ระวังจะเป็นหวัดเข้านะ ถึงตอนนั้นคนทรมานก็คือหนูเองล่ะ” 

               อาจารย์แม่จางพูดแฝงความนัยก่อนเรียกสติอู่เหมยได้ นั่นสิ คงไม่มีใครนึกเป็นห่วงเธอหากเธอป่วย ไม่มีใครยอมต้มน้ำซุปหรือของอร่อยๆ ให้เธอ อู่เหมยยิ้มให้อาจารย์แม่จางด้วยความขอบคุณน้อยๆ แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องพร้อมยกกาน้ำร้อนสองใบ เหอปี้อวิ๋นเห็นแล้วหนังตากระตุกอดกลั้นเสียงเอาไว้ เห็นอีกคนเอากาต้มน้ำเติมน้ำเต็มทั้งสองใบแล้ววางไว้บนเตา 

             “คุณครูอู่ เหมยเหมยผอมเกินไปจริงๆ นะคะ ตอนเยวี่ยเยวี่ยโตขนาดนี้แข็งแรงจะตาย ตัวสูงด้วย” 

               อาจารย์แม่จางเห็นแผ่นหลังซูบผอมของอู่เหมยแล้วใจอ่อนลง กล่าวต่ออู่เจิ้งซืออย่างมีนัยยะแฝง ถือว่าเธอได้เห็นตัวตนของเหอปี้อวิ๋นชัดเจนดีแล้ว สวมหน้ากากคนมีการศึกษาแต่การกระทำกลับต่ำต้อยยิ่งกว่าหญิงบ้านนอกคอกนา ไม่รู้จริงๆ ว่าในหัวเธอคิดอะไรอยู่ 

               “เหมยเหมยเกิดมาเป็นแบบนี้แหละค่ะ เหมือนคุณพ่อของเธอ กินยังไงก็ไม่อ้วน เยวี่ยเยวี่ยเหมือนฉัน แค่ดื่มน้ำยังอ้วนได้” เหอปี้อวิ๋นยิ้มกล่าว 

               อู่เจิ้งซือถลึงตาใส่เธอแวบหนึ่งก่อนยิ้มให้อาจารย์แม่จาง “ขอบคุณคำเตือนของอาจารย์แม่จางครับ ผมให้เหอปี้อวิ๋นสั่งนมไปแล้ว” 

               “นมเป็นของดี คุณครูอู่รอบคอบจริงๆ” 

             อาจารย์แม่จางอดพูดเหน็บแหนมประโยคหนึ่งไม่ได้ ถือผักเข้าไปในบ้าน อย่างไรเสียเธอเป็นเพียงคนนอกและช่วยได้อย่างจำกัด ต้องรอเจ้าเด็กอู่เหมยลุกขึ้นมาเอง ไม่ปล่อยให้ถูกรังแกเหมือนเมื่อก่อนง่ายๆ สองวันนี้ดูท่าทางจะแข็งกร้าวขึ้นไม่น้อย 

               อู่เหมยใช้น้ำในกาหมดทั้งสองใบ ตัวอุ่นร้อนแล้วยังนำเสื้อผ้าที่เปลี่ยนออกไปแช่ผงซักฟอกไว้ รอทานข้าวเสร็จค่อยมาซัก 

               พวกเหอปี้อวิ๋นกำลังทานอยู่พอดี หน่อไม้ผัดเนื้อ ผัดปลาตะเพียน ผัดผัก อู่เหมยรีบวิ่งไปเติมข้าวที่ห้องครัวก่อนนั่งลงทานข้าวส่วนของตัวเอง ตะเกียบแรกก็จัดการคีบเนื้อส่วนท้องของปลาชิ้นใหญ่ไป เหอปี้อวิ๋นเห็นแล้วหนังตากระตุก ปกติเวลาเยวี่ยเยวี่ยทานปลาจะยอมทานแค่เนื้อตรงส่วนหน้าท้องเพราะเห็นว่าหลังปลาก้างเยอะ แล้วตรงหน้าท้องมีเนื้อทั้งหมดแค่ส่วนนั้น ยายเด็กนี่ยังมีหน้ามาแย่งเยวี่ยเยวี่ยกินอีกหรือ? 

ความคิดเห็น