facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 51 แพนเค้กรากบัว / ตอนที่ 52 เงินห้าสตางค์

ชื่อตอน : ตอนที่ 51 แพนเค้กรากบัว / ตอนที่ 52 เงินห้าสตางค์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 51 แพนเค้กรากบัว / ตอนที่ 52 เงินห้าสตางค์
แบบอักษร

ตอนที่ 51 แพนเค้กรากบัว 

กริ่งเลิกเรียนดังขึ้นอู่เหมยก็พรูลมหายใจยาว เก็บหนังสือและกล่องดินสอใส่กระเป๋า การบ้านวิชาภาษาและภาษาอังกฤษทำเสร็จแล้วเหลือแค่โจทย์คณิตศาสตร์ไม่กี่ข้อ เหลือไว้กลับไปถามอู่เจิ้งซือที่บ้านแล้วกัน ต่อให้เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับคุณพ่อจอมเสแสร้งก็ตามที 

เทียบกับอู่เยวี่ยและเหอปี้อวิ๋นแล้ว เธอยอมมีปฏิสัมพันธ์กับอู่เจิ้งซือมากกว่า ถือว่าฝึกฝนทักษะการแสดงของตัวเองไปก็แล้วกัน! 

“เหมยเหมยรอฉันด้วย ฉันกลับด้วย” 

เจินหวานหว่านช้ากว่าหน่อย เห็นอู่เหมยที่เดินออกจากห้องเรียนก็เริ่มร้อนใจ เธอมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ถามเลย ทำไมวันนี้ยายขี้เหร่นี่ถึงกลับไว? 

เมื่อก่อนมักจะรอกลับคนสุดท้ายตลอดเลยไม่ใช่หรือไง? 

อู่เหมยแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแถมยังเร่งฝีเท้า เจินหวานหว่านคิดอยากสืบหาข้อมูลข่าวสารจากเธอแน่ๆ เธอรู้ใบหน้าที่แท้จริงของเจินหวานหว่านแล้ว จะตกหลุมพรางได้อย่างไรอีก? 

เจินหวานหว่านสะพายกระเป๋าวิ่งตามมาแต่ไม่เห็นเงาอู่เหมยด้วยซ้ำ กระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง ดูเหมือนวันนี้จะได้เงินแค่สองสตางค์แล้ว เดิมทีอยากถามมากกว่านี้แล้วขอเงินอู่เยวี่ยสักห้าสตางค์เสียอีก เปิดเทอมอะไรก็ต้องซื้อ เธอกำลังต้องการเงิน!  

อู่เชาเองก็รีบวิ่งออกมาพอไม่เห็นอู่เหมยก็รีบถามเจินหวานหว่าน “อู่เหมยล่ะ?” 

“ไปก่อนแล้ว” 

เจินหวานหว่านตอบคำหนึ่งก็กลับไปก่อน เธอต้องไปรออู่เยวี่ยที่หน้าประตู หมึกปากาใกล้หมดแล้ว เงินสองสตางค์ซื้อหมึกปากกาน้ำเงินได้ขวดหนึ่งพอดี พอใช้สำหรับหนึ่งเทอมแล้ว 

อู่เหมยย่อมไม่มีทางไปรออู่เยวี่ยโง่ๆ เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอแบกกระเป๋าสีเขียวทหารเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ใช่ทิศทางกลับบ้าน เธอไม่รู้ว่าจะไปไหน แค่เดินไปตามความรู้สึก 

เมืองจินในตอนนี้ยังเป็นเพียงถนนตึกรามบ้านช่องตามยุคสมัยเก่า ความทรงจำอู่เหมยเลือนรางเต็มทีอย่างที่ควรจะเป็นเพราะผ่านมาตั้งชาติหนึ่ง บนถนนมีร้านขนมข้างทางมากมาย เสียงทอดน้ำมันดังเซ็งแซ่รวมถึงเสียงเรียกลูกค้าที่ฟังดูเป็นมิตร อู่เหมยอดยิ้มไม่ได้ อารมณ์ดีขึ้นไปตามๆ กัน 

‘โครก’ 

อู่เหมยลูบท้องไปมา อาหารกลางวันเป็นซาลาเปาไส้ผักเค็มที่พกมาจากบ้าน เพราะที่ทำงานของเหอปี้อวิ๋นอยู่ไกลจากใจกลางเมืองเมืองจินพอสมควร กลางวันเลยไม่กลับมา คนที่เทน้ำมันไม่เป็นอย่างอู่เจิ้งซือยิ่งไม่มีทางทำอาหารได้ ฉะนั้นอู่เหมยกับอู่เยวี่ยต้องพกอาหารกลางวันมาเอง 

แน่นอนว่าอาหารกลางวันของอู่เยวี่ยต้องถูกตระเตรียมอย่างดีจากเหอปี้อวิ๋น กลางคืนทำอาหารรวมถึงกับข้าวมากหน่อยเพื่อเหลือเก็บไว้ในกล่องเก็บอุณหภูมิ หากมีเวลาเหลือก็ทอดไข่ดาวสักสองฟอง ตอนนี้ดูไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรแต่กลับเป็นอาหารรสเลิศในยุคนั้นเชียว 

อู่เหมยไม่มีทางได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้อยู่แล้ว แปดในสิบวันคือซาลาเปาผักเค็มสองลูก อีกสองวันอาจจะไม่มีแม้แต่ซาลาเปาไส้ผักเค็มด้วยซ้ำ เหอปี้อวิ๋นให้เงินเธอแค่สตางค์เดียวให้เธอซื้อหมั่นโถวสองลูกไว้รองท้องระหว่างที่ไปโรงเรียน 

ปกติอู่เหมยไม่ใช้เงินสตางค์เดียวนี้กลับเก็บออมไว้เป็นเงินค่าขนมเพราะน้อยครั้งที่เหอปี้อวิ๋นจะให้เงินค่าขนมเธอ บางครั้งก็ให้น้อยกว่าสตางค์เดียว ไม่เหมือนอู่เยวี่ยที่เงินไม่เคยขาดมือ เหอปี้อวิ๋นใจกว้างสำหรับลูกสาวคนโตเสมอรวมถึงคุณย่าอู่ก็มักให้เงินค่าขนมอู่เยวี่ยบ่อยๆ 

    

ทางเข้าประตูโรงอาหารมีคุณป้าคนหนึ่งกำลังทอดขนมแพนเค้กรากบัวที่ถูกสับเป็นเส้นใยบางๆ คลุกเคล้ากับแป้งเป็นแผ่นๆ เติมเครื่องปิรุงน้อยๆ ก่อนใช้ช้อนลึกตักใส่กระทะเพื่อทอด เสียงน้ำมันดังสนั่นรอขนมแพนเค้กกลายเป็นสีเหลืองอร่ามถึงใช้ช้อนตักออกมาให้สะเด็ดน้ำมันก็ทานได้แล้ว 

ขนมทานเล่นแบบนี้มีขนาดเท่าขวดน้ำทั่วไปที่มีทรงคล้ายโคมไฟดวงเล็กหรือในอดีตที่เรียกกันว่าโคมไฟกระดาษน้ำมัน รสชาติหอมกรุ่นขณะทาน แม้วันเวลาผ่านไปหลายสิบปีก็ยังเป็นที่นิยมชมชอบของหมู่วัยรุ่น อู่เหมยชอบทานอย่างมากเพียงแต่ภายหลังน้อยคนที่สามารถทำขนมแพนเค้กดั้งเดิมเช่นนี้ออกมาได้ เพราะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป 

 

ตอนที่ 52 เงินห้าสตางค์ 

ขนมแพนเค้กส่งกลิ่นหอมเข้าจมูกเรียกให้ท้องของอู่เหมยส่งเสียงร้องดังกว่าเดิม น้ำลายในปากบ่งบอกว่ามันช่างน่ากิน เธอจะอดใจต่ออย่างไรไหวรีบพุ่งตัวไปที่ร้านทันที 

“คุณป้าคะ ขอขนมแพนเค้กรากบัวสองชิ้นค่ะ” 

คุณป้าทอดแพนเค้กรูปร่างอวบ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาแต่หน้าตากลับดูใจดี เธอได้ยินเสียงหวานใสของสาวน้อยแล้วเห็นอู่เหมยหน้าตาน่ารักขนาดนี้ก็ยิ้มใจดีกว่าเดิม 

“ถือไว้นะระวังร้อน สองชิ้นสิบห้าสตางค์จ้า” 

คุณป้าใช้หนังสือพิมพ์ฉบับเก่าที่ฉีกเตรียมไว้ห่อขนมแพนเค้กให้อู่เหมย น้ำมันซึมเปื้อนหนังสือพิมพ์ไปหมดยิ่งขับให้ตัวอักษรบนนั้นชัดเจนกว่าเดิม อู่เหมยกัดคำโตอย่างอดใจไม่ไหวดึงเส้นรากบัวออกมาหลายเส้น พอลมพัดมาเส้นรากบัวเกาะติดบนจมูกให้ความรู้สึกจั๊กจี้ อู่เหมยอดหัวเราะร่าไม่ได้ 

“อร่อยจังเลย นี่เงินค่ะคุณป้า” 

อู่เหมยล้วงเงินจากกระเป๋าตาหยี เธอจำได้ว่าตัวเองมีเงินยี่สิบสตางค์แต่พอล้วงเข้ากระเป๋าปุ๊บ รอยยิ้มของเธอก็ชะงักกึก ทำไมเหลือแค่ใบเดียวล่ะ? 

รีบพลิกกระเป๋าบนตัวทั้งหมดอย่างไม่ยอมแพ้ก็ยังเหลือแค่สิบสตางค์ บนธนบัตรมีรูปชายและหญิงเรียงเป็นหน้ากระดานยิ้มมองไปไกล ข้างๆ เขียนไว้ว่า ‘หนึ่งสตางค์’ แต่ไม่ใช่ ‘สองสตางค์’ 

“คุณป้า หนู...หนูคืนให้ชิ้นหนึ่งดีกว่า...” 

อู่เหมยมองขนมแพนเค้กสองชิ้นที่ตัวเองกัดเข้าคำโตก็ไม่มีหน้าที่จะพูดให้จบประโยค รีบก้มหน้าลงด้วยความเขินอายไม่กล้ามองคุณป้า ทำไมเธอไม่สำรวจเงินในกระเป๋าให้ดีก่อนล่ะ? 

ทีนี้ได้อับอายขายหน้าแล้ว! 

“ไม่เป็นไร เอาไปกินเถอะ ไม่ต้องให้เงินแล้ว” คุณป้าใจดีพูดสั้นๆ พลางยิ้มมองอู่เหมยตาหยี แค่แวบเดียวเธอก็รู้ได้ทันทีว่าอู่เหมยไม่ใช่เด็กหน้าไม่อายที่ตั้งใจจะกินของฟรี 

“หนูมีเงินสิบสตางค์ให้คุณป้าก่อน ติดคุณป้าไว้อีกห้าสตางค์ พรุ่งนี้หนูเอามาให้คุณป้าแน่ๆ ค่ะ” 

อู่เหมยหยิบเงินสิบสตางค์ใส่กล่องเงินแล้วให้คำมั่นอย่างจริงจัง คุณป้าทำงานหาเงินอย่างยากลำบาก เธอจะติดค้างเงินห้าสตางค์ไม่ได้ 

คุณป้าเห็นชุดตัวเก่าที่ไม่เข้ากับขนาดตัวบนตัวอู่เหมยเลยยิ้มกล่าว “เงินห้าสตางค์นั่นไม่ต้องให้แล้ว พอแล้วล่ะ” 

“คุณป้าสวี่ เกิดอะไรขึ้น?” 

เหมยซูหานเดินมาพร้อมจักรยานคันเก่า ในตะกร้ารถข้างหน้ามีกระเป๋าเรียนที่ถูกซักจนขาวซีดและรอยเย็บหลายจุด แต่กลับดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนผู้เป็นเจ้าของที่มักมีรอยยิ้มสดใสอยู่ตลอดเวลา 

อู่เหมยรีบก้มหน้าลง ทำไมเหมยซูหานถึงมาอยู่ถนนซอยนี้ได้ บ้านของเขาควรกลับอีกทางไม่ใช่หรือ หรือว่าเธอจำผิด? 

“เหมยเหมย ทำไมยังไม่กลับบ้านล่ะ? เยวี่ยเยวี่ยล่ะ? เธอไม่กลับด้วยกันเหรอ?” 

เหมยซูหานดีใจเมื่อเจออู่เหมยเลยพ่นคำถามออกมายาวเป็นพรวน คุณป้าสวี่เห็นเหมยซูหานรู้จักเด็กสาวถึงได้บอกเรื่องเงินห้าสตางค์นั่นไปอย่างยิ้มๆ ก่อนจะให้เหมยซูหานเร่งเร้าให้อู่เหมยรีบกลับบ้าน 

“ผมจ่ายเงินห้าสตางค์นี้แทนเหมยเหมยเอง คุณป้าสวี่รับเงินไว้นะครับ” 

เหมยซูหานไม่พูดพร่ำทำเพลงล้วงธนบัตรห้าสตางค์จากกระเป๋าออกมาใส่ในกล่องเงิน คุณป้าสวี่และอู่เหมยตะโกนออกมาพร้อมกัน “ไม่ต้อง” 

“พี่...ซูหาน ขอบคุณมาก แต่ฉันเอาเงินห้าสตางค์ของพี่ไม่ได้” 

อู่เหมยเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ซูหานอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกติดอยู่ตรงปาก แม้เธอไม่เกลียดเหมยซูหานแต่แค่คิดว่าเขากับอู่เยวี่ยรวมหัวกันหลอกเธอมานับสิบปีก็ปวดใจเหมือนโดนทิ่มแทง ยิ่งไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหมยซูหาน ไม่อยากเลยแม้แต่สักนิดเดียว 

ที่สำคัญเธอรู้ดีว่าฐานะการเงินของเหมยซูหานแย่แค่ไหน เงินห้าสตางค์นี้อาจเป็นค่ากับข้าวทั้งวันของเขาเลยก็ได้ เธอยิ่งรับไว้ไม่ได้ 

ความคิดเห็น