facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 41 ไม่ใช่ปีศาจ / ตอนที่ 42 ระเบิดอารมณ์

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 ไม่ใช่ปีศาจ / ตอนที่ 42 ระเบิดอารมณ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 ไม่ใช่ปีศาจ / ตอนที่ 42 ระเบิดอารมณ์
แบบอักษร

ตอนที่ 41 ไม่ใช่ปีศาจ 

               อู่เหมยเอียงตามองอู่เชาที่โตกว่าเธอสองเดือนและมีรูปร่างสมบูรณ์เหมือนตี๋ชิวเยวี่ย ตอนเด็กยังพอดูน่ารักแต่โตมากลับดูดีกว่าอู่ต้าหลาง[[1]]เพียงนิดเดียวเท่านั้น 

               แม้เจ้านี่จะสู้เรื่องหน้าตาไม่ได้แต่กลับมีหัวใจอ่อนโยนดั่งคุณชายน่าหลัน[[2]] ความสามารถเต็มพิกัด เก่งเรื่องเขียนเรียงความแต่งบทกลอนได้สวยหรูมาตั้งแต่เด็กไม่แพ้ด้านการวาดรูป นับว่าเป็นคนที่มากความสามารถที่สุดในรุ่นนี้ของตระกูลอู่ 

               เพียงแค่อู่เชาคนนี้ผลการเรียนไม่ดีนัก คะแนนต่างกันเกินไปอย่างวิชาคณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และฟิสิกส์ที่เป็นตัวถ่วงคะแนน ในประเทศที่คัดสรรคนจากคะแนนสอบนั้น คนมากความสามารถแต่หน้าตาธรรมดาอย่างอู่เชาไม่ได้จึงน่าดึงดูดใจในสายตาผู้อื่นไปโดยปริยาย 

               ชาติก่อนอู่เหมยไม่ได้สนิทกับอู่เชามาก รู้แค่ว่าเขาได้ออกหนังสือขายดีหลายเล่ม อย่างเรื่อง ‘นักเขียนวัยหนุ่มผู้เลื่องชื่อแห่งหัวเซี่ย’ ที่พอจะได้ดิบได้ดีกว่าเรื่องอื่น 

               เธอมองอู่เชาแวบหนึ่ง ก็ตอบกลับอย่างจริงจัง “ฉันเป็นคน ไม่ใช่ปีศาจ” 

               อู่เชาหลุดขำ “ฉันเปรียบเปรยเฉยๆ รู้มั้ย? โง่จริง ฟังไม่ออกหรือว่ากำลังเปรียบเปรย” 

               “ฉันกำลังพูดประโยคบอกเล่า นายไม่โง่ยิ่งกว่าเหรอ” 

               อู่เหมยโต้กลับเสียงเรียบด้วยคร้านจะสนใจเขาอีก ก่อนจะเริ่มทานปูต่อทั้งยังตักน้ำซุปไก่มาถ้วยใหญ่อีกครั้ง ร่างกายในตอนนี้ไม่ค่อยแข็งแรง จะต้องบำรุงสักหน่อย 

               อู่เชาอึ้งไปพักใหญ่ ไม่คิดว่าลูกพี่ลูกน้องที่เงียบเป็นเป่าสากคนนั้นกลับปากคอเราะร้ายขึ้นซะแล้ว? 

               ยังบอกว่าไม่ใช่ปีศาจสิงร่างอีก โกหก! 

               ช่วงนี้อู่เชาหลงใหลเรื่องภูตผีหรือสิ่งลี้ลับต่างๆ อย่างมาก ฝันเห็นเทพธิดาแห่งตำราแสนสวยและอ่อนโยนเดินออกมาจากตู้หนังสือในบ้านบ่อยครั้ง หรือดอกโบตั๋นที่คุณแม่เขาปลูกกลายเป็นธิดาแห่งดอกไม้ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ปลาทองที่คุณปู่เลี้ยงไว้เขาก็ไม่เกี่ยงหรอก 

               เพียงแต่ฝันมานับครั้งไม่ถ้วน หนังสือยังเป็นหนังสือ ดอกไม้ยังเป็นดอกไม้ ปลายังเป็นปลา เขายังคงเป็นเจ้าหนุ่มน้อยร่างท้วมโสดสนิทคนนั้นเหมือนเดิม 

               ทันใดนั้น อู่เชาเริ่มสนใจในตัวอู่เหมยขึ้นมาเสียดื้อๆ ตั้งมั่นว่าจะค้นหาใบหน้าที่แท้จริงของปีศาจที่สิงร่างลูกพี่ลูกน้องคนนี้ให้ได้ ไม่รู้ว่าเป็นภูตดอกไม้หรือภูตหนังสือ? 

               หรือจะเป็นภูตปลาทอง? 

               อู่เจี๋ยส่งสายตากับจี้เหวินเฟิงเพราะสงสัยกับการเปลี่ยนแปลงของอู่เหมยเช่นกัน แต่อู่เหมยสวยขึ้นขนาดนี้พวกเขาย่อมดีใจมากกว่า เมื่อก่อนที่รังเกียจอู่เหมย ก็มีสาเหตุสำคัญมาจากฉายาอย่าง ‘ยายขี้เหร่ของอู่เหมย’ ‘มีน้องสาวหน้าตาขี้เหร่ที่เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว’ พวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้? 

               “เหมยเหมย ตุ่มหายแล้วเหรอ?” จี้เหวินเฟิงถามด้วยความเอะใจ 

               อู่เหมยไม่ได้เงยหน้า จี้เหวินเฟิงคล้ายจี้เจี้ยนโปทุกประการไม่ว่าจะหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ผลการเรียนดี ภายหลังยังได้แต่งงานกับลูกสาวของคนใหญ่คนโต เดินตามเส้นทางคุณพ่อของเขา 

               แต่ลูกสาวคนใหญ่คนโตนั่นไม่ได้หลอกปั่นหัวง่ายๆ เหมือนอู่เจิ้งหง กลับเอาจี้เหวินเฟิงอยู่หมัดเหมือนลูกไก่ในกำมือ ไม่มีสิทธิ์ออกปากออกเสียงที่บ้าน แม้แต่อู่เจิ้งหงอยากเจอหน้าหลานยังต้องขออนุญาตไว้ล่วงหน้าราวกับขอเข้าเฝ้าพระพันปีหลวง 

               ส่วนอู่เจี๋ยก็เป็นไปตามอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจิน มีคนหนุนหลังอย่างท่านผู้เฒ่ากับอู่เจิ้งต้าว อนาคตยาวไกลตามที่คาดไว้ 

               อู่เหมยพนักหน้าเล็กน้อย “หายแล้ว” 

               หน้าของเธอมีตุ่มขึ้นนั้นกลายเป็นเรื่องจริงโดยปริยาย หากเธอเถียงอีกคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครเข้าข้างเธออยู่แล้ว ก็ปล่อยไปตามนั้นเถอะ ถือโอกาสทำความเข้าใจธาตุแท้ของอู่เจิ้งซือก็ไม่แย่ 

               เช่นนี้เธอจะได้ไม่ต้องคาดหวังอะไรกับครอบครัวอีก! 

               ถึงบ้านตระกูลอู่จะเกิดเรื่องแทรกเข้ามาในระหว่างมื้อค่ำนี้ แต่ก็จบลงด้วยดี สามครอบครัวร่ำลากันเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านตัวเอง อู่เหมยมองสองสามีภรรยาของอู่เจิ้งซือที่ยิ้มหน้าบานด้วยแววตาเย็นชา ความเย็นยะเยือกกัดกินไปทั้งหัวใจ 

               กลับบ้านไปคงถูกตีอีกสินะ? 

 

ตอนที่ 42 ระเบิดอารมณ์ 

               ทันทีที่ก้าวออกจากประตูมหาวิทยาลัยจินใบหน้าของอู่เจิ้งซือก็ถมึงทึง เขาปรายตามองด้านหลังอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง อู่เหมยก้มหน้าเดินไม่กล้าเปล่งเสียงเพราะกลัวจะทำให้อู่เจิ้งซือโกรธ 

               ใบหน้าของเหอปี้อวิ๋นดูอึมครึมยิ่งกว่าเมฆฝน เมื่อกี้ที่อยู่บ้านพ่อแม่สามีให้ตี๋ชิวเยวี่ยกับอู่เจิ้งหงกระแนะกระแหนทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่หลายครั้ง ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้าบ้านี่ รวมถึงคดีที่ติดค้างไว้ตั้งแต่บ้านอาจารย์แม่หยาง กลับไปดูสิว่าเธอจะจัดการยายนี่ได้อย่างไร 

               อู่เยวี่ยไม่เอ่ยอะไรเช่นกัน วันนี้เธอได้รับความไม่พอใจมากกว่าสิบสี่ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก เป็นเพราะอู่เหมย เจ้าโง่นี่ทำให้คุณพ่อคุณแม่โกรธ เดี๋ยวต้องถูกจัดการอย่างหนักแน่นอน เชอะ! 

               ค่ำคืนของต้นฤดูหนาวค่อนข้างเย็น พอลมกลางคืนพัดผ่านมาเรียกให้อู่เหมยสะท้านเฮือกไปทั้งตัว เผลอยกแขนโอบตัวเองไว้อยากให้อุ่นขึ้นเล็กน้อย ทุกย่างก้าวเหมือนมีของหนักมาถ่วงแต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป 

               เธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำไปวันนี้เลยสักนิด ต่อให้ต้องโดนตีก็ไม่เป็นไร เธอไม่อยากใช้ชีวิตเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่นอีก ถึงจะรู้ว่าการขัดขืนมันเปล่าประโยชน์แต่เธอจะขอลองสักตั้ง 

               ทั้งครอบครัวที่ต่างมีเรื่องคิดในใจเดินกลับถึงบ้าน เหอปี้อวิ๋นเปิดประตูรอทุกคนเข้าบ้านเสร็จก็ปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว หยิบไม้ขนไก่ขึ้นฟาดไปที่อู่เหมย 

               “ตีให้ตายเลยเจ้าลูกทรพี หมาที่เลี้ยงไว้ยังรู้จักส่ายหาง แต่แกกล้าแต่งเรื่องใส่ร้ายฉันกับพี่สาวของแกให้คนนอกอย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่ให้แกกินข้าวหรือไม่ให้เสื้อผ้าแกใส่เหรอ หา?” 

               เหอปี้อวิ๋นเดือดดาลจึงใช้เรี่ยวแรงที่หนักกว่าปกติหลายเท่าตัว อู่เหมยไม่คิดหลบหนีได้แต่ใช้สองมือป้องหัวให้เหอปี้อวิ๋นฟาดตามอำเภอใจ เธอได้เตรียมใจกับการถูกทำโทษตั้งแต่ที่คิดจะกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกจากปากแล้ว 

               แต่เธอไม่คิดว่าเหอปี้อวิ๋นจะลงมือหนักขนาดนี้ รู้สึกเจ็บไปทั้งตัวทุกครั้งยามที่ไม้ฟาดลงบนตัว อู่เหมยอดยิ้มขมขื่นไม่ได้ ดูเหมือนว่าเธอต้องขอบคุณเหอปี้อวิ๋นด้วยซ้ำที่เมื่อก่อนยังมีการยั้งมือบ้าง! 

               “แม่ตีหนูให้ตายไปเลย แม่สาปแช่งให้หนูตายอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือไงคะ? แม่ไม่ต้องใช้หรอกไม้ขนไก่ เอามีดมาปาดคอหนูให้ตายไปเลย!” 

               เพราะทนเจ็บไม่ไหวอีกต่อไปอู่เหมยเลยยื่นคอเถียงกลับไป ท่ามกลางคืนที่เงียบสงัดนั้นยิ่งขับให้เสียงนี้ดังเสียดหูกว่าปกติ อู่เจิ้งซือที่เดิมทีมองทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชากลับเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย ยื่นมือแย่งไม้ขนไก่จากเหอปี้อวิ๋นมา 

               “พอแล้ว ปี้อวิ๋นกับเยวี่ยเยวี่ยไปล้างหน้านอนซะไป” 

               เหอปี้อวิ๋นถลึงตาใส่อู่เหมยแรงๆ แวบหนึ่ง จำต้องไปหยิบกาต้มน้ำเดินเข้าห้องน้ำ อู่เยวี่ยเองก็ผิดหวังอย่างมาก นี่เพิ่งตีไปได้ครู่เดียวเอง 

               อู่เหมยเจ็บจนยืนแทบไม่ไหว เธอใช้สองมือกอดอกทรุดนั่งกับพื้นปล่อยให้น้ำตาไหลทะลักออกมา ทุกคนต่างก็บอกสงสารเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อไร้แม่ แต่เธอที่มีพ่อมีแม่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเด็กกำพร้าตรงไหนเลย 

               ในเมื่อเกลียดเธอขนาดนี้ ทำไมต้องคลอดเธอออกมาด้วย? 

               “เหมยเหมย วันนี้ลูกเป็นอะไร? ใส่ร้ายแม่กับพี่สาว กล้าเอาความตายมาขู่คุณแม่ ไปร่ำเรียนวิธีอกตัญญูแบบนี้มาจากไหน? ปกติพ่อสอนลูกแบบนี้เหรอ?” 

               อู่เจิ้งซือกล่าวเสียงแข็งกร้าว มองอู่เหมยบนพื้นด้วยสายตาผิดหวังและเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของเธอ 

               อู่เหมยหยัดตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากพลางรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆ กลับมาเห็นทุกอย่างชัดเหมือนเดิม แค่นหัวเราะตอบกลับ “หนูแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง คุณพ่อสอนหนูตลอดไม่ใช่หรือคะว่าอย่าโกหก? หรือว่าคุณพ่ออยากให้หนูพูดหลอกลวงไปว่าคุณแม่ทำดีกับหนู? อู่เยวี่ยทำดีกับหนู?” 

               อู่เจิ้งซือโกรธจนตวัดฝ่ามือขึ้นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ฟาดลงไป เขาพูดเสียงเคียดแค้น “คุณแม่กับพี่สาวทำไม่ดีต่อลูกตรงไหน? มิน่าคุณแม่ถึงบอกว่าเป็นลูกทรพี พ่อว่าลูกก็คือลูกเนรคุณที่ไม่รู้ซึ้งในบุญคุณ!” 

 

[1] อู่ต้าหลาง บุคคลหนึ่งในตำนานของจีนที่มีอาชีพขายแพนเค้ก รูปร่างสูงใหญ่แต่หน้าตาอัปลักษณ์ 

[2] คุณชายน่าหลัน ตัวละครในนิยายจอมยุทธ์โด่งดังของจีน เป็นบุคคลที่มากความสามารถเรื่องแต่งบทกลอนกวี มีความสง่าอย่างคุณชายจากตระกูลผู้ดี 

ความคิดเห็น