facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 39 ไม่ให้ความร่วมมือ / ตอนที่ 40 ลำเอียงเกินไป

ชื่อตอน : ตอนที่ 39 ไม่ให้ความร่วมมือ / ตอนที่ 40 ลำเอียงเกินไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 39 ไม่ให้ความร่วมมือ / ตอนที่ 40 ลำเอียงเกินไป
แบบอักษร

ตอนที่ 39 ไม่ให้ความร่วมมือ  

อู่เหมยได้ยินชัดเจน หัวเราะเสียงเย็น ยายอู่เยวี่ยจุดประกายไฟได้ง่ายๆ แล้วถอยออกไปสบายๆ เปลี่ยนทิศทางของไฟให้หันมาทางตัวเอง เป็นแผนที่แยบยลจริงๆ 

เธอแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินพลางแกะปูทานไปนิ่งๆ ไม่ลุกลี้ลุกลนและสง่าผ่าเผย พวกอู่เจี๋ยที่นั่งข้างๆ มองจนตาค้าง รู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่เหลือร่องรอยเมื่อก่อนสักนิดเดียว 

ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบที่ลูกสาวตนชอบตื่นตูมไปก่อนถลึงตาใส่อู่เจิ้งหงแวบหนึ่งพลางกล่าวช้าๆ “โวยวายทำไม? ก็แค่เจี้ยนโปเดินเที่ยวกับคนอื่นไม่ใช่เหรอ? มีอะไรน่าตกใจ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้จักควบคุมอารมณ์เอาซะเลย” 

อู่เจิ้งหงแย้ง “คุณแม่ คุณแม่ไม่รู้ว่าเขา...” 

“ฉันไม่รู้อะไร? ฉันรู้หมดนั่นแหละ เจี้ยนโปจะเป็นคนแบบนั้นได้ยังไง? ใช่มั้ยล่ะเจี้ยนโป?” 

แม้ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตาคมเฉี่ยวนั่นทำให้จี้เจี้ยนโปรู้สึกขนลุกไปทั้งหัว เขาฝืนยิ้มตอบ“คุณแม่เข้าใจผมจังเลย ผมจะทำเรื่องที่ผิดต่อเจิ้งหงได้ยังไงกัน มาเมืองจินตั้งนานผมก็ไม่ค่อยได้ไปเดินถนนหนันสุ่ยสักเท่าไหร่ เยวี่ยเยวี่ยต้องดูผิดแน่ๆ” 

อู่เยวี่ยไม่ชอบใจแล้ว เธอไม่ชอบที่คนอื่นมาสงสัยในตัวเธอ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา ยิ้มตาหยีว่า “น่าจะไม่ผิดหรอกนะคะ? ตอนนั้นหนูชี้ให้เหมยเหมยดูด้วยล่ะ!” 

เธอจงใจเพิ่มเสียงสูงขึ้นเพราะความไม่พอใจต่อการกระทำของอู่เหมย เจ้าโง่นี่ทำไมยังไม่พูดออกมา วันนั้นจี้เจี้ยนโปกับผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่งจูงมือกันเดินเที่ยว ท่าทางสนิทสนมมากเลยล่ะ 

เมื่อนั้นอู่เหมยบอกว่าจะฟ้องคุณอาแต่ถูกเธอห้ามเอาไว้เพราะอยากรอมาเปิดโปงในวันนี้ แน่นอนว่าต้องผ่านปากอู่เหมยเท่านั้น เช่นนี้แล้วทั้งจะทำให้อู่เหมยโดนผู้ใหญ่ตำหนิติเตียนและยังทำให้อู่เจิ้งหงระเบิดอารมณ์ออกมาได้ 

เป็นคนที่เธอไม่ชอบทั้งคู่ ทะเลาะกันยิ่งหนักเธอถึงยิ่งพอใจ! 

แต่อู่เหมยเป็นอะไรไป? 

เหตุใดไม่ให้ความร่วมมือกับเธอเหมือนแต่ก่อน? 

เหอปี้อวิ๋นเห็นอู่เหมยมัวแต่ก้มหน้าทานข้าวเหมือนคนหูหนวก อดรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่ได้ ตวาดใส่อู่เหมย“เหมยเหมย พี่สาวเรียกไม่ได้ยินหรือไง?” 

ระดับความดังนี้ยิ่งกว่าอู่เยวี่ยมากโข อู่เหมยไม่อาจแกล้งเป็นใบ้ต่อไปได้ จำต้องวางปูในมือลงเงยหน้าหันมองเหอปี้อวิ๋น ถามอย่างนอบน้อม “คุณแม่เรียกหนูมีอะไรเหรอคะ?” 

เหอปี้อวิ๋นชี้ไปทางอู่เยวี่ย “ไม่ได้ยินที่พี่สาวแกพูดก่อนหน้านี้เหรอไง?” 

“ไม่ได้ยินค่ะ!” อู่เหมยตอบกลับเด็ดขาด 

เหอปี้อวิ๋นโกรธจนแทบหงายหลัง เริ่มคันไม้คันมืออีกแล้ว ยายบ้านี่วันนี้ฤทธิ์เยอะนัก กลับบ้านไปค่อยจัดการเธอ 

อู่เจิ้งหงร้อนใจเพราะอยากรู้ความจริง รีบกระชากแขนอู่เหมยมาที่โต๊ะพวกเขาแล้วถาม “พี่สาวเธอบอกว่าหลายวันก่อนเห็นคุณอาเขยที่ถนนหนันสุ่ย มีเรื่องอย่างนี้จริงๆ ใช่มั้ย?” 

อู่เหมยถูแขนที่แดงเป็นปื้นเพราะถูกอู่เจิ้งหงกระชากเบาๆ เอียงหัวแสร้งขบคิดชั่วครู่ อู่เยวี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มกระวนกระวาย พูดเตือนความจำเธอ “ที่หลายวันก่อนเราไปซื้อกระดาษเซวียนจื่อไง[1] เหมยเหมยยังจำได้มั้ย?” 

“จำได้ พี่จำผิดแล้ว วันนั้นพี่ไม่ได้ซื้อกระดาษเซวียนจื่อ แต่ซื้อดอกไม้ประดับหัวมาหลายอัน” อู่เหมยพูดแก้ 

อู่เยวี่ยคิดแค้นในใจ ให้ตายสิเจ้าโง่นี่ อะไรที่ควรจำกลับไม่จำ สิ่งที่ไม่ควรจำกลับจำได้แม่นยำ 

“วันนั้นกระดาษเซวียนจื่อในร้านค่อนข้างชื้นฉันเลยไม่ได้ซื้อ ดอกไม้ประดับหัวที่ซื้อมาก็เพื่อจะให้เธอไง ดูสิวันนี้เธอติดมันแล้วสวยแค่ไหน” 

อู่เยวี่ยเห็นท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเผยสีหน้าปลื้มใจหน่อยๆ ก็โล่งอกไปที แต่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าวันนี้ทุกอย่างจะไม่ราบรื่นดั่งใจเธอหวัง! 

อู่เจิ้งหงไม่มีอารมณ์ที่จะฟังดอกไม้ประดับหรือกระดาษเซวียนจื่ออะไรนี่ เธอถามย้ำ “เหมยเหมย วันนั้นเธอเห็นอาเขยของเธอมั้ย? ข้างๆ เขามีใครอยู่หรือเปล่า?” 

จี้เจี้ยนโปใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก คีบถั่วลิสงใส่ปากเหมือนหุ่นยนต์ อู่เหมยเหลือบมองด้วยสายตามีนัยยะใส่จี้เจี้ยนโปวูบหนึ่ง แววตาล้ำลึกนั่นทำให้จี้เจี้ยนโปใจหล่นตุบ 

 

ตอนที่ 40 ลำเอียงเกินไป  

อู่เหมยเลื่อนสายตาจากจี้เจี้ยนโปไปยังอู่เยวี่ยก่อนหันไปมองอู่เจิ้งหง กล่าวเรียบนิ่ง “ไม่เห็นคุณอาเขยค่ะ คนนั้นอ้วนกว่าคุณอาเขย ไม่หล่อเท่าคุณอาเขย” 

จี้เจี้ยนโปลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้สึกขอบคุณอู่เหมยสุดหัวใจเพราะเขารู้ว่าวันนั้นอู่เหมยต้องจำเขาได้แน่ๆ ไม่รู้ว่าเหตุใดหลานสาวคนนี้ถึงเลือกปกปิด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาก็รู้สึกขอบคุณอู่เหมยอยู่ดี 

“ไม่ใช่คุณอาเขยจริงๆ เหรอ? จำไม่ผิดนะ?” อู่เจิ้งหงทำท่าไม่เชื่อ 

ผู้หญิงมักมีความย้อนแย้งเช่นนี้เสมอ หวังว่าคนรักจะซื่อสัตย์ต่อตัวเองไม่เปลี่ยนแต่ก็ไม่อยากให้คนรักหลุดพ้นข้อสงสัยได้เร็วขนาดนั้น หากเกิดเรื่องเธอจะกังวลใจ ไม่มีเรื่องอะไรเธอก็สงสัยไปทั่ว 

อู่เหมยพยักหน้าอีกครั้ง “ไม่ใช่ค่ะ ผู้ชายคนนั้นตัวโตหุ่นหมี คุณอาเขยเอวคอด!” 

“อุ๊บ!” 

อู่เจิ้งหงชิงหัวเราะก่อน ความสงสัยในใจหายไปทั้งหมด จี้เจี้ยนโปรักษาหุ่นอย่างดีเสมอมา อายุสามสิบสี่สิบแล้วกลับไม่ขยายออกข้างเลยสักนิด ยังคงหล่อเหลาหุ่นดีเช่นเดิม คนๆ นั้นต้องไม่ใช่คนรักของเธอแน่ๆ เจ้าอู่เยวี่ยช่างแส่หาเรื่องจริงๆ น่ารำคาญเหมือนแม่เธอไม่มีผิด 

“เอวคอด? คำๆ นี้จะใช้อธิบายคุณอาเขยได้ยังไง? มิน่าถึงสอบได้คะแนนภาษาแค่สี่สิบคะแนน พี่สอง พี่สะใภ้ อย่ามัวแต่สนใจเยวี่ยเยวี่ย หันมาใส่ใจเหมยเหมยบ้างสิ!” อู่เจิ้งหงพูดกลั้วหัวเราะหยอกเย้า 

เหอปี้อวิ๋นโต้กลับอย่างหน่ายใจ “พยุงยังไงก็ไม่ขึ้น ต่อให้ฉันล้วงหัวใจออกมาประเคนก็เปล่าประโยชน์” 

แม้อู่เจิ้งหงไม่ค่อยชอบอู่เหมยแต่เธอไม่ชอบสองแม่ลูกเหอปี้อวิ๋นกับอู่เยวี่ยมากกว่าเลยพูดด้วยน้ำเสียงประชด“พี่สะใภ้จะพูดแบบนี้ไม่ได้นะ เหมยเหมยเป็นหลานสาวของตระกูลอู่เรา ดีเอ็นเอเด่นหราอยู่อย่างนี้ ฉันว่าพี่สะใภ้ไม่ใส่ใจมากกว่ามั้ง? ดูเยวี่ยเยวี่ยสิทั้งสูงทั้งแข็งแรง เหมยเหมยกลับตัวเล็กเหมือนต้นถั่วงอก ดูแล้วน่าสงสารออก พี่สะใภ้น่ะนะ ลำเอียงยิ่งกว่าใครนะเนี่ย!” 

ขอแค่ได้มีโอกาสพูดค่อนขอดเหอปี้อวิ๋น อู่เจิ้งหงไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ และพูดค่อนขอดไปอย่างไม่เกรงใจ จนเหอปี้อวิ๋นกับอู่เยวี่ยฝืนยิ้มจนน่าเกลียด 

จี้เจี้ยนโปกลืนถั่วลิสงในปากลงท้อง มองอู่เหมยตัวผอมซูบข้างๆ แวบหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาพูดเสริมภรรยา “เจิ้งหงพูดถูก ผมว่าเหมยเหมยฉลาดออกนะ น่าจะเรียนไม่ถูกวิธีมากกว่า ขอแค่หาวิธีเรียนได้ถูกต้อง มีดีเอ็นเอของตระกูลอู่อยู่ จะสอบได้คะแนนแย่ได้ยังไง!” 

ตี๋ชิวเยวี่ยกล่าวเสริม “เจี้ยนโปพูดถูก ไม่ว่ายังไงเหมยเหมยก็เป็นหลานสาวของตระกูลอู่เรา หน้าตาน่ารักด้วย จะเรียนแย่ได้ยังไง? คุณเฉินเฮ่อฉินเองก็เคยบอกไว้ว่าไม่มีนักเรียนคนไหนที่สอนไมได้ มีแค่คุณครูที่สอนไม่เป็น ถึงประโยคนี้จะไม่ถูกหมดแต่สำหรับคนเป็นครูอย่างเรา ถือเป็นคำสอนได้ดี” 

เหอปี้อวิ๋นนึกเกลียดชังคนยุ่งไม่เข้าเรื่องพวกนี้ พูดอะไรได้น่าขำเหลือเกิน ไม่มีนักเรียนคนไหนที่สอนไม่ได้? 

นั่นเพราะยังไม่เคยเจอกองมูลอย่างอู่เหมยน่ะสิ! 

ท่านผู้เฒ่าได้ยินดังกล่าวพลางเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย พูดกับอู่เจิ้งซือว่า “เจี้ยนโปกับชิวเยวี่ยพูดมีเหตุผล แกกับปี้อวิ๋นต้องกลับไปคิดดีๆ ลองหาสาเหตุที่เหมยเหมยเรียนไม่ได้ วันๆ สอบได้แต่คะแนนอย่างนั้นมา ฉันกับแม่แกแทบไม่มีหน้าไปเจอเพื่อนเก่าแล้ว!” 

“ผมผิดเองที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องขายหน้า” 

อู่เจิ้งซือทำหน้ารู้สึกผิด มีลูกสาวที่ผลการเรียนแย่ สร้างความอับอายให้กับตระกูล! 

“พอแล้วพอแล้ว วันเทศกาลมัวแต่พูดเรื่องแย่ๆ ทำไม? ทานข้าวๆ กับข้าวเย็นหมดแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากในที่สุด 

ทุกคนถึงเริ่มชนแก้วพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างออกรส บรรยากาศในห้องนั่งเล่นรักใคร่กลมเกลียวราวกับภาพที่ชักดาบใส่กันเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่มีใครสนใจอู่เหมยอีก เธอกระตุกยิ้มเยาะเย้ยตัวเองก่อนกลับไปนั่งตำแหน่งเดิม 

อู่เยวี่ยมองอู่เหมยอย่างไม่พอใจ เจ้าโง่นี่ทำตัวผิดปกติอีกแล้ว ใครกันแน่เป็นผู้ยุยงเธออยู่เบื้องหลัง? 

อู่เหมยแกะก้ามปูช้าๆ ใช้ฟันหน้าแทะกระดองปูให้แตกแล้วแกะมันทีละนิดๆ เผยให้เห็นเนื้อปูขาวนุ่มข้างใน จิ้มซอสที่เตรียมไว้เล็กน้อยส่งเข้าปากกระจับเหมือนลูกเชอร์รี ท่วงท่าสง่าดั่งภาพวาด 

มือและหน้ายังสะอาดหมดจดเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่กินมูมมามให้เลอะมือเลอะปาก อู่เชากับอู่เหมยเป็นเพื่อนร่วมห้องเลยค่อนข้างสนิทกันมากกว่าคนอื่น อดถามไม่ได้ “อู่เหมย ไม่ใช่ว่ามีปีศาจสิงร่างเธอหรอกนะ?” 

 

[1] กระดาษเซวียนจื่อ คือ หนึ่งในสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ของห้องหนังสือ หรือ เหวินฝางซื่อเป่า  

ความคิดเห็น