facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 31 คำนึงหา / ตอนที่ 32 ฝันที่แตกสลาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 คำนึงหา / ตอนที่ 32 ฝันที่แตกสลาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 คำนึงหา / ตอนที่ 32 ฝันที่แตกสลาย
แบบอักษร

ตอนที่ 31 คำนึงหา  

คุณย่าหยางกลับไม่คิดเช่นนั้น อย่างไรก็ตามเธอชอบเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ น่ารักๆ อย่างอู่เหมยอยู่ดี เด็กผู้หญิงอายุแค่สิบสองปีจะเจ้าแผนการได้สักแค่ไหนกัน อีกอย่างแผลนั่นต่อให้เป็นผู้ใหญ่เกรงว่ายังทนรับแทบไม่ไหว เป็นเรื่องธรรมดามากที่เจ้าหนูจะตะโกนร้องเจ็บ อย่างนี้จะเรียกว่ามีแผนการได้อย่างไร! 

“คุณชอบสงสัยนู่นสงสัยนี่อยู่เรื่อย เหมยเหมยน่าสงสารจะตาย ต้องให้เธอทนกับการโดนตีต่อไปหรือไง? ฉันบอกเลยว่ามีแค่ที่นี่เท่านั้นแหละ ลองไปอยู่ต่างประเทศดูสิ ถ้าไม่ถูกฟ้องว่าทารุณกรรมเด็กล่ะก็ ฉันยอมเปลี่ยนนามสกุลเหมือนคุณเลย!” 

กิจกรรมยามว่างของคุณย่าหยางคือการดูข่าวต่างประเทศ จึงทำให้ได้รับแนวความคิดมาจากตะวันตกไม่มากก็น้อย เลยค่อนข้างเข้าใจสภาพแวดล้อมในต่างประเทศ ช่างเป็นคนแก่ที่หัวสมัยใหม่เหลือเกิน 

ท่านผู้เฒ่าเหยียนกลับตรงกันข้ามที่เป็นคนเคร่งในวัฒนธรรมเก่าแก่และหัวโบราณพอๆ กับท่านผู้เฒ่าตระกูลอู่ คิดว่าผู้หญิงควรเป็นแม่บ้านแม่ศรีเรือนและมีความอดทนสูง เด็กผู้หญิงที่ขี้งอแงไม่เห็นแก่ภาพรวมอย่างอู่เหมยไม่มีทางเข้าตาคนแก่อย่างเขาได้แน่นอน 

ต่อให้เป็นลูกสะใภ้คนปัจจุบันหรือถานซูฟาง คุณแม่ของเหยียนหมิงต๋า ท่านผู้เฒ่าเหยียนก็ไม่ชอบเธอเช่นกัน ลูกสะใภ้ที่เขาชื่นชอบมากที่สุดเป็นคุณแม่ของเหยียนหมิงซุ่น ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งอ่อนโยนและใจดีคนนั้น 

เสียดายเหยียนโฮ่วเต๋อไม่ชอบจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ แม้ท่านผู้เฒ่าเหยียนจะชอบมากแค่ไหนก็ตาม ท่านผู้เฒ่าที่รู้สึกผิดอย่างสุดหัวใจต้องรับเหยียนหมิงซุ่นมาอบรมดูแลด้วยตัวเองถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย 

คุณย่าหยางเริ่มสงครามน้ำลายกับท่านผู้เฒ่าอีกครั้ง ทั้งคู่ทะเลาะกันมาทั้งชีวิต เหยียนหมิงซุ่นชินชาไปเสียแล้ว ไม่นานนักเขาก็ทานข้าวเสร็จก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือในห้องตัวเอง แต่คืนนี้ไม่ว่าอย่างไรหัวใจของเขาก็ไม่สงบลงสักที ชอบนึกถึงสาวน้อยน้ำตาคลอเบ้าคนนั้น 

มิน่าวันนี้สาวน้อยถึงกล้าขัดขืน เธอน่าจะทนไม่ไหวเลยเลือกที่จะทุ่มสุดตัวจริงๆ สินะ? 

แต่สาวน้อยคนนี้ยังโง่เขลานัก ขัดขืนด้วยวิธีนี้จะมีประโยชน์อะไร? 

กลัวแต่ว่าหลังจากกลับบ้านไปจะถูกตีแรงกว่าเดิมน่ะสิ! 

ต่อให้คนนอกจะเห็นใจขนาดไหนก็ไม่มีทางไปยุ่งเรื่องภายในของครอบครัวตระกูลอู่อยู่แล้ว อย่างคืนนี้คุณย่าเขาพร่ำบอกไปมากมายแต่นั่นแค่พูดเฉยๆ เธอไม่มีทางวิ่งไปร้องหาความยุติธรรมให้กับอู่เหมยที่บ้านตระกูลอู่ 

เหมือนครั้งที่คุณแม่ของเขาถูกคุณพ่อเพิกเฉยไม่สนใจใยดี คุณปู่คุณย่าเล่าจะทำอะไรได้? 

สุดท้ายคุณแม่ของเขาก็ตรอมใจตายอยู่ดี! 

เหยียนหมิงซุ่นแค่นหัวเราะพลางปิดหนังสือลง ล้มตัวพักสายตาบนเตียง ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สอง อีกแค่สองปี แค่สองปีเขาจะเป็นอิสระแล้ว 

เขายังไม่รีบ ความอดทนยังมีมากพอ! 

------ 

อู่เหมยตื่นทันทีที่ออกจากบ้านตระกูลอู่ ความจริงเธอสะดุ้งตื่นตั้งแต่วินาทีแรกที่ถูกอู่เจิ้งซืออุ้มแล้ว รอถึงหน้าประตูถึงลืมตาขึ้นให้อู่เจิ้งซือปล่อยเธอลง 

อู่เจิ้งซือหน้าเรียบนิ่งจนน่ากลัว เหอปี้อวิ๋นด้วยเช่นกัน ไฟโทสะสุมอยู่ในอก พอเห็นเวลานี้บนถนนไร้ผู้คนแถมยังมืด เธอก็อดยื่นมือไปที่อู่เหมยไม่ได้ 

“เจ้าเด็กเลี้ยงเสียข้าวสุก!” 

อู่เหมยเจ็บจนร้องตะโกนออกเสียงทั้งวิ่งมาตรงหน้าอู่เจิ้งซือแล้วกอดแขนเขาไว้แน่น ถ้าเหอปี้อวิ๋นหยิกอีก เธอจะตะโกนเสียงดังให้คนทั้งโรงเรียนได้ยินกันถ้วนหน้า 

“พอแล้ว!” 

อู่เจิ้งซือคำรามเสียงต่ำ ตวัดสายตาดุดันไปทางเหอปี้อวิ๋น เธอสะดุ้งเฮือกพร้อมรู้ทันทีว่าสามีโกรธเข้าอย่างจังแล้ว ได้แต่หุบมือกลับถลึงตาใส่อู่เหมยอย่างไม่พอใจ 

“เหอปี้อวิ๋น คุณยังขายหน้าไม่พออีกเหรอ? ไม่ได้ยินที่อาจารย์แม่หยางพูดเมื่อกี้เหรอ? คุณไม่ใส่ใจกับคำพูดที่ผมเคยบอกคุณเลยใช่มั้ย?” 

อู่เจิ้งซือเสียงสูงขึ้นอีกหน่อย ระเบิดอารมณ์ที่เก็บสั่งสมมาตั้งแต่บ่ายให้กับเหอปี้อวิ๋นทั้งหมด 

เหอปี้อวิ๋นไม่กล้าโต้กลับแม้แต่ประโยคเดียวจึงได้แต่ก้มหน้าต่ำ ความเกลียดชังต่ออู่เหมยยิ่งทวีคูณ หากไม่ใช่เพราะยายเด็กนี่ เหล่าอู่จะด่าเธอหรือ? 

แต่งงานกันมาสิบห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าอู่ด่าเธอเช่นนี้! 

 

ตอนที่ 32 ฝันที่แตกสลาย  

อู่เจิ้งซือตำหนิเหอปี้อวิ๋นเสร็จเริ่มสั่งสอนอู่เหมยต่อ “เหมยเหมย พ่อพูดมาตลอดว่ายังไง มีอะไรให้คุยกันที่บ้าน เรื่องที่บ้านจะบอกให้คนนอกรู้ไม่ได้ ลูกลืมสิ่งที่พ่อเคยพูดไว้หมดแล้วใช่มั้ย?” 

“ไม่ได้ลืม แต่หนูเจ็บ” อู่เหมยตอบเสียงเบา 

อู่เจิ้งซือพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าต้องพูดอย่างไรเพราะก่อนออกจากบ้านลูกสาวคนเล็กเคยบอกเขาว่าเจ็บมากแต่เขาไม่สนใจ ที่สำคัญเนื่องจากลูกสาวคนเล็กเคยถูกตีมาก่อนหน้าและไม่เคยร้องไห้มาก่อน เขาจึงไม่เก็บมาใส่ใจ 

ใช่แล้ว ความจริงอู่เจิ้งซือรับรู้มาตลอดว่าเหอปี้อวิ๋นตีอู่เหมย ขอแค่ไม่มีใครรู้เขาก็ได้แต่หลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่เห็น คร้านจะสนใจ ใครใช้ให้อู่เหมยการเรียนแย่ขนาดนี้ล่ะ! 

“ครั้งนี้เป็นความผิดของคุณแม่แต่การที่ลูกเอาเรื่องที่บ้านบอกให้คนนอกรู้ก็ไม่ถูกเหมือนกัน คราวหลังถ้ามีอะไรให้บอกคุณพ่อ รู้หรือยัง?” 

อู่เหมยรอประโยคนี้อยู่พอดี เธอเบิกตากว้างถามอย่างหวาดหวั่น “บอกทุกเรื่องกับคุณพ่อได้จริงๆ เหรอคะ? คุณแม่จะฟังที่คุณพ่อพูดเหรอ?” 

เหอปี้อวิ๋นตวัดตามองมาอย่างดุดัน ยายตัวแสบ รู้จักยุยงกันแล้ว! 

อู่เจิ้งซือตอบกลับพร้อมมองเธอด้วยสายตาตักเตือน “ต้องฟังอยู่แล้ว พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว พูดอะไรต้องเป็นไปตามนั้น!” 

อู่เจิ้งซือเน้นเสียงหนักตรงคำว่า ‘หัวหน้าครอบครัว’ เรียกให้เหอปี้อวิ๋นสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าถลึงตามองอีก 

“ค่ะ จากนี้หนูจะบอกคุณพ่อทุกอย่าง” อู่เหมยฉีกยิ้มกว้าง 

อู่เจิ้งซือเผลอสติหลุดไปเพราะรอยยิ้มลูกสาวคนเล็ก จนมีความรู้สึกบางอย่างในใจที่พูดไม่ถูกจึงกล่าว “รีบไปกันเถอะ คุณปู่คุณย่ารอแย่แล้ว” 

เขาเดินนำอยู่ข้างหน้า แสงจันทร์ส่องให้เงาของเขาทอดเป็นแนวยาว ร่างสูงโปร่งงอพับเป็นเก้าสิบองศาคล้ายตัวปีศาจ อู่เหมยเดินตามเงียบๆ พลางย้อนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติก่อน ความทรงจำเริ่มเลือนลางลง เธอต้องกลับไปนึกดีๆ จะได้เตรียมรับมือถูก 

----- 

เหมยซูหานกลับมาถึงบ้านที่อาศัยอยู่แถบชานเมือง ตัวบ้านทรุดโทรม หน้าต่างหลายบานมีกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ มาติดแปะ ประตูเอียงกระเท่เร่พร้อมจะหลุดอยู่ตลอดเวลา 

“ซูหานกลับมาแล้วเหรอ?” 

เสียงแผ่วดังออกจากตัวบ้าน เป็นเสียงคุณแม่ของเหมยซูหาน อาการป่วยทำให้ต้องนอนอยู่บนเตียงมาหลายปีแต่เธอยืนยันจะทำกล่องกระดาษ ไม่ยอมเสียเวลาเปล่าแม้แต่นาทีเดียว 

เพราะนี่เป็นรายได้หลักของครอบครัวเขา คนทั้งครอบครัวต้องอาศัยเงินจากการขายกล่องกระดาษในการใช้ชีวิต 

“แม่พักผ่อนก่อน เดี๋ยวผมทำอาหารเสร็จจะมาช่วยติด” 

เหมยซูหานวางกระเป๋ารีบพุ่งตัวเข้าห้องครัว อาหารเย็นของครอบครัวเขาเป็นเมนูง่ายๆ มาโดยตลอด บะหมี่น้ำใสเพิ่มผักกาดดองสักหน่อยก็พอให้ประทังหิวไปมื้อหนึ่งได้ บางครั้งในช่วงพระอาทิตย์ตกดินเขาจะไปซื้อผักที่แห้งเหี่ยว แม้หน้าตาดูไม่ได้แต่ความจริงแล้วรสชาติไม่ต่างจากผักสด ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง หากเถ้าจอเจ้าของแผงผักอารมณ์ดีอาจจะเอาผักที่เหลือทั้งหมดให้เขาฟรีๆ ประทังชีวิตได้ตั้งหลายวัน! 

“ไม่ต้องหรอก ลูกแค่สนใจการเรียนก็พอ แม่ยังแข็งแรงดี แค่กๆๆ!” คุณแม่เหมยหลุดไอทันทีที่พูดได้ไม่กี่ประโยค ไอรุนแรงคล้ายปอดจะฉีก 

“แม่ อาทิตย์นี้ผมพาแม่ไปหาหมอนะ!” 

เหมยซูหานปวดใจเหลือเกิน คุณแม่ของเขาป่วยเพราะความเหนื่อยที่สั่งสมมานานต่างหากล่ะ! 

“หาหมออะไรล่ะ? ไม่ต้องหรอก เมื่อกี้แม่แค่สำลักนิดหน่อย ดื่มน้ำให้ลื่นคอหน่อยก็พอ” 

เหมยซูหานยื่นแก้วน้ำชาให้คุณแม่ แต่คุณแม่เหมยแค่เม้มปากจิบเพียงอึกเดียวด้วยไม่กล้าดื่มไปมากกว่านี้ ดื่มน้ำเยอะจะทำให้อยากเข้าห้องน้ำ ร่างกายของเธออ่อนแอเกินไป การเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องที่เสียพลังงานมากสำหรับเธอและเสียเวลาที่เธอจะทำกล่องกระดาษด้วยซ้ำ ดื่มน้อยหน่อยจะดีกว่า! 

เหมยซูหานเดินกลับไปต้มบะหมี่ในห้องครัวเงียบๆ สิ่งที่เขาจำเป็นมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเงิน หากมีเงินเขาสามารถพาคุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้ เขาสามารถต้มเนื้อบำรุงร่างกายคุณแม่ได้ทุกวัน เขาสามารถซื้อเสื้อผ้าดูดีมาสวมใส่ ไม่ต้องได้รับสายตาสงสารจากเพื่อนสาวเหล่านั้นอีกต่อไป 

ข้อความเหล่านี้ผุดขึ้นในหัวเขาให้วุ่น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาฝันถึงในหลายคืนนี้ ในฝันของเขานอกจากผู้หญิงหน้าตาสวยงามคนนั้นก็เหลือเพียงเรื่องพวกนี้แล้ว 

เก็บของเก่าขายสร้างรายได้ได้เยอะหรือ? 

เหมยซูหานไม่อยากเชื่อ แต่ในฝันของเขากลับมีเศรษฐีร้อยล้านคนหนึ่งเริ่มต้นชีวิตด้วยการเก็บของเก่า ทำไมไม่ลองดูก่อนล่ะ? 

ทุกเทอมในโรงเรียนจะมีขยะกระดาษมากมาย เขาสามารถลองขอซื้อขยะกระดาษเหล่านี้ในราคาถูกๆ จากผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนจะขายต่อให้ร้านรับซื้อของเก่าเหล่านั้น กำไรที่ได้มาน่าจะมากกว่าเงินที่ได้จากการทำกล่องกระดาษขายมากทีเดียว 

ความคิดเห็น