email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2563 23:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

ฝ่ามือหยาบกร้านของชายสูงวัยผู้มีชีวิตครึ่งหนึ่งอยู่กับการทำฟาร์มในที่โล่งแจ้งลูบไล้ไปบนโครงหน้าเรียวยาวของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วยความรักใคร่ใส่ใจ ขณะที่เจ้าเดรัจฉานตัวนั้นก้มหัวลงแสดงความยินยอมให้ผู้เป็นนายสวมขลุมขี่ให้มันแต่โดยดี มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆลอดผ่านรูจมูกกว้าง ตลอดเวลาที่ชายคนนั้นลากสายบังเหียน พามันออกมายืนข้างคอกเล็กกะทัดรัด 

“คอยตรงนี้ก่อน คนสวย” หนุ่มใหญ่ป้อนคำสั่งราวกับม้าเพศเมียตัวนั้นจะฟังเขารู้เรื่อง ตาส่ายหาคนที่มีนัดกับตนไปมา “เดี๋ยวเขาก็มา” 

แสงตะวันตรงศีรษะแผดจ้าจนชายสวมเสื้อโปโลต้องยกท่อนแขนขึ้นป้องแดด สายตาเลือนพร่าที่จ้องจับไปยังถนนใหญ่ซึ่งลากไกลสุดลูกหูลูกตาเปล่งประกายด้วยความยินดี เมื่อร่างตะคุ่มของคนที่เขากำลังรอย่างเท้าเข้ามาหา 

เงาดำที่เห็นอยู่ลิบๆกลายสภาพเป็นร่างสมส่วนของชายวัยยี่สิบต้นเมื่อฝ่ายนั้นก้าวเข้ามาในระดับสายตา เรียกยิ้มพึงใจจากเจ้าของคอกได้ชะงัด 

“เชา โปรเฟสซอเร” คนมาสายรีบออกตัว “ขออภัยที่ทำให้ต้องรอ พอดีวันนี้งานผมยุ่งกว่าวันอื่นๆ หวังว่าผมคงไม่ได้มาช้าเกินไป” 

“ช้า” ผู้สูงวัยเก็บยิ้มพลัน “แต่ก็ยังไวกว่าเพื่อนรักเธออยู่ดี” 

“เชิญคุณลงโทษได้ตามอัธยาศัย” ชายหนุ่มตอบเหมือนลองดี ปีนขึ้นขี่ม้าตัวที่ผู้ฝึกสอนเตรียมไว้ให้ ทั้งที่ยังไม่ได้สวมอานบนหลังมัน 

“เหมือนเดิม ขี่วนสามรอบใหญ่” เจ้าของม้าหยิบแว่นดำขึ้สวมพลางเอ่ย “ฉันจะดูพัฒนาการท่านั่งของเธอว่าดีขึ้นกว่าเก่าแล้วหรือยัง” 

 

นิสิตหญิงหน้าใหม่หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังขึ้นบันไดวนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้านัก จริงอยู่ที่หอพักแห่งนี้จะมีลิฟต์ให้บริการอยู่ทั้งสองปีกของตึก แต่เพราะคำสั่งพิมพ์ใส่กระดาษแปะอยู่ข้างทางขึ้นว่าหากขึ้นลงแค่ชั้นเดียวจงใช้บันได แม้จะเหนื่อยกายเพียงใด เธอก็ยังไม่หาญกล้าพอจะละเมิดกฎหอข้อนี้ได้  

ใครจะไปกล้า...อลิสาถามใจตัวเอง...เข้ามายังไม่ทันไร จะให้ก่อคดีเลยก็ใช่เรื่อง เพราะอย่างไรเสียเธอก็ยังต้องซุกหัวนอนที่นี่ไปอีกสองเดือน 

บานประตูห้องเลขที่ต่างๆผ่านตาไปทีละบาน ช่วยให้เธอมั่นใจว่าห้องของเธอคงอยู่ไม่ไกลจากนี้แล้ว เด็กสาวให้กำลังใจตนเองว่าอีกเดี๋ยวเธอก็จะได้นั่งพักเหนื่อยสมใจในห้องพักส่วนตัวของเธอเอง ครั้นแล้วความหวังที่เรืองรองนั้นก็ฟีบลงเหลือเล็กเท่าเม็ดถั่ว ฉับพลันที่นึกได้ว่าห้องนี้มีคนอยู่มาก่อนแล้ว ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ห้องพักส่วนตัวซึ่งเธอสามารถจะทำนู่นนี่ได้ตามอำเภอใจดังนึกฝัน 

รูมเมทงั้นหรือ...แค่นึกถึงคำนี้ อลิสาก็ใจสั่น 

ถึงแม้เธอจะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แต่เธอก็ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเด็กหอ นอนหอพัก หรือแชร์ห้องพักกับคนนอกครอบครัวมาก่อน ค่าที่น้าสาวทึนทึกของเธอมีบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ เธอจึงขออาศัยที่บ้านของน้ามาตลอดตั้งแต่สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำเมื่อสองปีที่แล้ว เพิ่งจะได้มาเป็นเด็กหอครั้งแรกก็ตอนมาเรียนต่างประเทศหนแรกนี่เอง 

อลิสาจำได้ติดหูติดตาถึงตอนที่ครูวัฒน์อาสาช่วยจองหอพักนิสิตในเซียน่าให้ ครั้งนั้นเธอเอาแต่ภาวนาให้ห้องที่เธอได้มีแต่เธอคนเดียว ซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคำภาวนาของเธอไม่เป็นผล มิหนำซ้ำยังให้ผลตรงกันข้ามเสียอีก 

เอาเถิด ใครจะไปรู้ บางทีรูมเมทอาจจะเข้ากับเธอได้ดีก็ได้...เธอคิดขณะที่สอดกุญแจเข้าไปในลูกบิดประตูห้อง 33 แล้วออกแรงไขเต็มแรง 

เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นสภาพห้องนอนของหอพักนิสิตทวีปยุโรป ห้องนั้นมีขนาดเหมาะเจาะสำหรับให้อยู่ได้สองคน ผนังฉาบเรียบสีขาว ปูพื้นกระเบื้องผิวด้านสีเทาทึม ด้านหนึ่งมีหน้าต่างซึ่งบัดนี้ปิดไว้เพียงมุ้งลวด เฟอร์นิเจอร์ในห้องประกอบไปด้วยเตียงเดี่ยว ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางติดผนัง โต๊ะเขียนหนังสือ อย่างละสองชิ้น จัดวางในตำแหน่งแบ่งห้องครึ่งซีกให้รู้ขอบเขตพื้นที่ของแต่ละคน 

ซีกหนึ่งของห้องนั้นยังเรียบโล่งและเป็นระเบียบเหมือนเพิ่งทำความสะอาดเพื่อรอการมาใช้งาน ส่วนอีกซีกหนึ่งนั้นครบเครื่องด้วยข้าวของเครื่องใช้ของผู้หญิง บางชิ้นทำให้เธอสังหรณ์ใจว่ารูมเมทคนนี้จะเป็นคนเอเชียเหมือนกัน 

ไม่ทันที่อลิสาจะได้ร่างภาพเพื่อนร่วมห้องปริศนาในมโนสำนึก ประตูไม้สีเขียวมินท์ที่เธอเพิ่งผ่านเข้ามาก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้ผู้ที่เปิดมันเป็นเด็กสาวผิวเหลืองนวล ตาชั้นเดียว ถุงใต้ตาชัด โหนกแก้มนูน สะท้อนเลือดโสมอันเข้มข้นในตัวชนิดไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าเธอมาจากประเทศใดในโลก 

ผู้มาก่อนกาลชะงักมือที่แปรงฟันจนฟองฟูมปาก คิ้วมุ่นหากัน ส่วนนัยน์ตาเรียวคู่นั้นเขม้นมองมาทางเธออย่างไม่สบอารมณ์นัก 

“ไฮ” สาวไทยร้องทักขืนๆเป็นภาษาสากล เธอไม่รู้หรอกว่าไปทำอะไรให้อีกฝ่ายหมางใจ กระนั้นยิ้มสยามก็น่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น อลิสาจึงไม่ลืมฉีกยิ้มประกอบการเริ่มบทสนทนากับเพื่อนใหม่รายนี้ 

เธอคนนั้นบ้วนปากลงในแก้วที่ถืออยู่อีกมือ ก่อนจะโต้ตอบเป็นภาษาอิตาเลียนคล่องปรื๋อจนเด็กสาวผิวคล้ำหน้าม้าน   

“เชา” เธอว่าด้วยท่าทีที่ไว้ตัว “ฉัน อิม อินซุก มาจากเกาหลีใต้” 

“ยินดีที่ได้รู้จัก” อลิสาเป็นฝ่ายแนะนำตัวบ้าง “ฉันชื่อ อลิสา บุญประยูร มาจากไทยแลนด์ เอ้อ ตายลานเดียน่ะ” 

“ชื่อเหมือนลิซ่า แบล็กพิงก์เลย” สาวเกาหลีออกความเห็น  

“นั่นเขาชื่อ ‘ลลิษา’ ส่วนฉันชื่อ ‘อลิสา’ คนละชื่อกัน” แก้พลางเกาแก้มคลายเขิน ต้องพูดประโยคอิตาเลียนยาวๆโดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า ไวยากรณ์ในสมองก็เริ่มจะรวน เธอจึงเปลี่ยนมาพูดอังกฤษแทน “แต่หลายๆคนก็ชอบเรียกฉันว่า ลิซ่า หรือ อาลิซ่า อยู่เรื่อย เธอจะเรียกฉันด้วยชื่อนี้แทนก็ได้นะ” 

“อิน อิตาเลียโน” อินซุกทำตาดุใส่ “พูดอิตาเลียนสิ” 

“ก็ได้ๆ” คู่สนทนาหน้าเสีย ใจไพล่นึกถึงลูกจ้างคนจีนในร้านอาหารที่โรมซึ่งพูดอิตาเลียนปรื๋อ แต่ไม่ยอมพูดอังกฤษ “ที่อิตาลีคนไม่พูดภาษาอังกฤษกันหรือ ทำไมคนเอเชียอย่างเราๆยังพูดกันแต่ภาษาอิตาเลียน” 

“แปร์เคะ เซียโม อิน อิตาเลีย - ก็เพราะพวกเราอยู่ในอิตาลียังไงล่ะ” ตอนนี้เองที่ผู้ตอบค่อยจะยิ้มออก “คนที่นี่หลายคนก็พูดอังกฤษไม่ได้ พออยู่นานๆไป เธอก็จะเข้าใจเองว่าเพราะอะไรเราถึงได้พูดกันแต่อิตาเลียน” 

“อ๋อๆ” อลิสาเอออวยไปด้วย เธอรับคำไปอย่างนั้นเองแหละ อันที่จริงหูของเธอจับคำพูดเหล่านั้นได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ  

บางทีอินซุกอาจจะดูออก คนพูดจึงหัวเราะน้อยๆเสมือนหนึ่งเอ็นดูในทักษะการฟังที่อ่อนด้อยของเพื่อนใหม่ “เธอคงเพิ่งมาถึงเซียน่าสินะ” 

“ช...ใช่” คนไทยตอบตามจริง  

“ก่อนมานี่ยังไม่ได้ชมเมืองให้ทั่วเลยสิท่า” อินซุกทายแล้วพูดต่อไปเมื่อเด็กใหม่ตอบรับด้วยการพยักหน้า “ดี ฉันเริ่มหิวแล้ว กำลังคิดว่าจะไปหาอะไรกินในเมืองอยู่พอดี เธอไปด้วยกันสิ จะได้พาเดินดูทั่วๆ” 

“ได้เลย ขอบคุณนะ” อลิสาตกกระไดพลอยโจนตอบรับ และอดจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่การผูกมิตรครั้งแรกในต่างแดนเป็นไปด้วยดี ทั้งๆที่จุดเริ่มต้นเต็มไปด้วยความเก้อกระดากตามประสาคนไทยขี้อาย 

 

ความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมในตัวเมืองเซียน่าพาใจอลิสาซึ่งรักในงานศิลป์เหมือนผู้เป็นพ่อให้แช่มชื่นขึ้นจนลืมความกังวลเรื่องมือถือที่ทำหายเป็นปลิดทิ้ง นิสิตชาวไทยปรายตาชมบรรยากาศเก่าขรึมที่เดียรดาษอยู่ในทุกองศาสายตาได้ไม่รู้เบื่อ โดยมีรูมเมทชาวเกาหลีให้คำอธิบายถึงสรรพสิ่งที่ทั้งสองสัญจรผ่านด้วยความชำนาญประดุจมัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ก็ไม่ปาน 

เซียน่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีหลักฐานการตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยอีทรัสกันเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่เพิ่งจะมารุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งถึงขีดสุดในยุคกลาง เป็นเหตุให้นครโบราณแห่งนี้อุดมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ผู้คนในยุคกลางรังสรรค์ขึ้น มองไปทางใดก็แลเห็นแต่ตึกใหญ่น้อยซึ่งปลูกหนาแน่นเต็มพื้นที่ยอดเขา โดยมากสร้างด้วยอิฐ ทั่วทั้งเมืองจึงละลานไปด้วยสีส้มๆแดงๆถ้วนหน้า ซึ่งถึงจะดูจืดชืดไร้สีสัน หากขณะเดียวกันก็ชวนให้สัมผัสถึงความน่าเกรงขามและความเรืองอำนาจในอดีตกาล ผ่านทางรูปลักษณ์ของตึกรามที่ดูประหนึ่งหยุดนิ่งมานานหลายร้อยปี  

“ที่นี่คือจัตุรัสซาลิมเบนี”  

อินซุกเบนหน้าผ่องของตนไปยังสถานที่ที่กำลังกล่าวถึง ที่นั่นมีลักษณะเป็นลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก นอกจากด้านที่เปิดโล่งอันสองสาวยืนอยู่นี้ ทั้งสามด้านที่เหลือก็ถูกโอบล้อมไว้ด้วยอาคารสูงสไตล์โกธิคดูคล้ายปราสาท ตรงกลางเป็นที่ตั้งของรูปปั้นชายสวมผ้าคลุม ยืนถือหนังสือด้วยท่วงท่าที่สง่างาม  

“รูปปั้นที่เธอเห็นอยู่นั่นเป็นอนุสาวรีย์ของซัลลุสติโอ บันดีนี บาทหลวง นักการเมือง และนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของเซียน่า”  

พูดจบสาวเกาหลีก็เลื่อนนิ้วชี้ไปที่ตึกข้างๆกัน “ส่วนตึกโน้นคือธนาคารมอนเต เดย์ ปาสคี สาขาแรก ทุกวันนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังดำเนินกิจการอยู่ อายุก็ห้าร้อยกว่าปีแล้วแน่ะ...ทุกวันนี้จะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ รัฐบาลอิตาลีก็ยังพยุงไว้ เพราะเสียดายความเก่าแก่ของมัน”  

อลิสาทำตาโตด้วยคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าของสถิติธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เมืองนี้ เซียน่าดูจะเต็มไปด้วยสิ่งอัศจรรย์อีกมากมายที่เธอยังไม่รู้ และดูท่าว่าเธอคงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียวกว่าจะรู้จักเซียน่าให้ทะลุปรุโปร่ง 

“แล้วเซียน่าก็ขึ้นชื่อในฐานะที่เป็นเมืองการศึกษาเมืองหนึ่งของอิตาลี ถ้าไม่นับนักเรียนต่างชาติอย่างพวกเราแล้ว ที่เหลือก็เป็นนิสิตนักศึกษาคนอิตาเลียนที่ส่วนใหญ่มาเรียนด้านการธนาคารกัน คงเพราะมีธนาคารที่เก่าสุดในโลกอยู่กระมัง วิชาการธนาคารที่นี่เลยพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย”  

คนอยู่มานานกว่ายังอวดภูมิความรู้ของตนต่อไป หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายซึ่งฟังคำพูดเหล่านั้นได้ไม่หมดจะมัวจดจ้องหัวเสาสูงเด่ที่สลักเป็นรูปปั้นแม่หมาป่าให้นมเด็กแฝด เหมือนกับที่เธอเพิ่งเห็นกระจัดกระจายทั่วกรุงโรมมาเมื่อวานนี้ 

เร็วกว่าที่สมองของเด็กสาวหน้าคมเข้มจะสั่งการถาม รูมเมทของเธอก็ขัดขึ้นเสียก่อน “...เราไปกันเถอะ เซียน่ายังมีอะไรให้ดูอีกเยอะแยะ” 

“ได้จ้ะ” ผู้มาทีหลังตอบตกลงอย่างว่าง่ายพลางก้าวเท้าตามต้อยๆ  

ตาทั้งคู่ของอลิสายังจ้องจดอยู่ที่รูปปั้นสองทารกดูดนมจากเต้าแม่หมาป่าด้วยความสนเท่ห์ แม้เมื่อเท้าของเธอจะออกเดินตามหลังเพื่อนใหม่ไปแล้ว 

 

“ไงล่ะ รู้สึกทึ่งกับเมืองเซียน่ามั้ย อาลิซ่า” อินซุกถามพลางเคี้ยวครัวซองไส้ช็อกโกแลตที่เพิ่งซื้อมาจากร้านข้างทางด้วยสีหน้าสบายอารมณ์ 

“แน่นอน ที่นี่สวยจริงๆ ในรูปที่เห็นว่าสวยแล้ว ยังสวยสู้ของจริงไม่ได้เลย” คนถูกถามตอบยิ้มๆ และไม่วายยิงคำถามกลับเมื่อเธอสองคนเดินเคียงไหล่กันไปบนถนนที่แขวนธงสองสีปลิวไสว “แต่ฉันทึ่งใจกับเธอมากกว่านะอินซุก ทำไมเธอถึงรู้จักเมืองนี้ดีจัง รู้ดียังกะเจ้าถิ่นมาเองแน่ะ” 

มิตรใหม่ผู้มาจากแดนโสมขาวอดจะยิ้มกริ่ม พลางตอบหน้าระรื่น 

“ตอนมาอยู่นี่ใหม่ๆ ฉันก็ทึ่งไม่ต่างจากเธอหรอก” อินซุกยักไหล่ “แต่ความตื่นเต้นมันก็เริ่มลดน้อยลงเมื่อย่างเข้าช่วงครึ่งหลังของเดือนแรก เพราะเซียน่าเป็นเมืองเล็กชนิดเดินวันเดียวก็รอบเมืองแล้ว มิหนำซ้ำยังต้องเรียนเนื้อหาเกี่ยวกับที่นี่ทุกวัน จนตอนนี้ฉันหาความตื่นเต้นจากเมืองนี้แทบไม่ได้” 

อลิสาใจหายแวบ เป็นการยากที่จะคาดเดาอนาคตว่าถึงครึ่งหลังของเดือนนี้เธอจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเธอสมัครเรียนคอร์สภาษาที่นี่แบบสองเดือน 

“เธอเรียนที่นี่มานานแค่ไหนแล้วหรือ” สาวไทยข้องใจ 

“สามเดือน จากทั้งหมดหกเดือน” น้ำเสียงนั้นแฝงความหน่ายแหนงอยู่เร้นลึก “ฉันมาแลกเปลี่ยนด้วยทุนของมหาวิทยาลัยของฉันที่โซล ตอนนี้ฉันเพิ่งเรียนอยู่ชั้น B2 ก่อนกลับไม่รู้จะไต่ขึ้นไปถึงชั้น C2 ไหวรึเปล่า” 

“B2” คนยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการเรียนที่นี่นับนิ้ว เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าขั้นต่ำสุดของที่นี่คือ A1 ตามมาด้วย A2 และ B1 ไล่ไปเรื่อยๆจนตันที่ C2 

“ใช่ ทำไม” เด็กสาวชาวเกาหลีใต้เหลือกตามองด้วยสายตาดุๆ จนอีกฝ่ายต้องรีบแก้ต่างให้เจตนาตนเองเป็นพัลวัน 

“ไม่มีอะไรจ้ะ” อลิสาโบกมือระรัว “แค่รู้สึกว่าเธอเก่งจัง ได้เรียนในระดับขั้นความยากที่สี่แน่ะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะสอบได้ขั้นไหน” 

“ก็ต้องทำให้ดีที่สุดในวันสอบ...” เธอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็เก็บเงียบจนคู่สนทนารู้สึกผิดสังเกต 

อินซุกหยุดเท้ากึกเมื่อมาถึงช่องว่างระหว่างตึกที่มีความกว้างพอให้รถบรรทุกวิ่งผ่านไปได้ทั้งคัน แสงทองส่องมลังเมลืองผ่านช่องว่างที่นักท่องเที่ยวสวนทางกันขวักไขว่นั้น พานให้อลิสาหันมองด้วยความตะลึงพรึงเพริด  

ตรงนี้เองหรือ จัตุรัสกลางเมืองอันลือเลื่องของเซียน่าที่ไม่มีเมืองใดในประเทศนี้จะมีเหมือน ด้วยรูปทรงสัณฐานคล้ายเปลือกหอยหรือพัดอันมีพื้นที่ลาดลงประหนึ่งโคลนดูด หอคอยสภาบริหารเมืองยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า รายรอบล้วนคึกคักด้วยร้านขายสินค้าที่ระลึก และฝูงชนที่พากันมาเดินเล่น นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ไปจนถึงนอนเอนหลังราวกับเห็นที่ตรงนั้นเป็นหาดทรายริมทะเล 

“ตื่นเต้นล่ะสิ” ไกด์นำเที่ยวเฉพาะกาลเอ่ยดักด้วยน้ำเสียงยากจะประเมินอารมณ์ “อย่างที่นี่ฉันก็นั่งเล่นจนเบื่อแล้ว มาใหม่ๆก็ชอบอยู่หรอก” 

“จัตุรัสนี้ชื่ออะไรนะ” คำถามที่หลุดจากปากเรียวคู่นั้นทำคนพาชมถึงกับอึ้ง เป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะไม่รู้จักชื่อสถานที่อันเป็นเอกลักษณ์ของเมือง 

“ปิอัซซา อิล คัมโป ที่คนชอบเรียกย่อกันว่า คัมโป น่ะสิ”  

อินซุกตอบแกนๆ พลันเอ่ยปากรำพึงเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก ทว่าขณะเดียวกัน อลิสาก็กำลังข้องใจกับรูปแบบและสีของธงซึ่งเปลี่ยนไปในแต่ละย่านที่เธอกรายผ่าน ราวกับแบ่งเขตแดนแต่ละส่วนของเมืองกันด้วยธงพวกนี้  

“...พูดไปแล้วก็ยังมีอีกอย่างนึงที่ฉันยังเบื่อจัตุรัสกลางเมืองนี้ได้ไม่เต็มที่ คือฉันยังอยากดูเทศกาลปาลิโอ ดิ เซียน่ากับตาตัวเองสักครั้ง” 

“เธอพูดว่าเทศกาลอะไรนะอินซุก” อลิสายิงคำถามรวดเดียวสองข้อ “แล้วเธอพอจะตอบฉันได้ไหมว่าธงพวกนี้มันคือธงอะไรบ้าง ทำไมแต่ละที่ที่เราเดินผ่านมันมีสีสันไม่เหมือนกัน รูปสัตว์ที่อยู่ในธงก็ต่างกันด้วย” 

อินซุกเชิดคางขึ้นอย่างสะกดอารมณ์ และเลือกตอบข้อหลังก่อน 

“พวกมันเป็นธงประจำคอนตราดา เซียน่าแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นเป็นหมู่บ้านย่อยๆ 17 หมู่บ้าน เรียกว่าคอนตราดา ทุกคอนตราดาจะมีสีประจำของตัวเองเป็นธงสองสี และตราสัญลักษณ์ก็จะเป็นรูปสัตว์ทั้งหมด” 

เด็กสาวตอบต่อไป    

“ส่วนเทศกาลที่ว่าก็คือปาลิโอ ดิ เซียน่า ที่จริงเรียกแค่ ปาลิโอ ทุกคนก็รู้จัก เพราะถึงจะมีการแข่งขันที่เรียกว่าปาลิโอในหลายๆเมือง แต่ของที่เซียน่าดังที่สุด แต่ละคอนตราดาจะส่งตัวแทนของตัวเองมาแข่งม้าในเทศกาลนี้” 

อลิสานึกขำกับความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้มา สำหรับตัวเธอนั้น ชื่อ ‘ปาลิโอ’ ในความรับรู้ คงมีแต่ธีมพาร์คสไตล์อิตาเลียนอย่าง ‘ปาลิโอ เขาใหญ่’ ที่โรงเรียนเธอเคยพาไปสมัยยังตัดผมติ่งหูอยู่แค่ที่เดียว ไม่ยักรู้ว่าที่อิตาลีก็มีชื่อนี้ด้วย 

“ความรู้ใหม่ของฉันเลย ขอบคุณเธอมากนะที่ช่วยบอกฉัน” สาวไทยตอบตามมารยาท โดยมิได้รู้ร้อนรู้หนาวเลยว่าคำพูดด้วยความประสงค์ดีของเธอจะเป็นชนวนให้รูมเมทมองตนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป 

“ให้ตายซิ อาลิซ่า ถามจริงเถอะว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับเซียน่าบ้าง” อีกครั้งหนึ่งที่อินซุกพูดด้วยวาจาเชือดเฉือนอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่คนถูกตำหนิก็ตั้งคำถามนี้กับตัวเองด้วยสมองที่มึนงงกับนิยามศัพท์ใหม่ๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ว่าคัมโป คอนตราดา ปาลิโอ ดิ เซียน่า หรือใดๆที่พรั่งพรูจากปากเพื่อนใหม่เมื่อสักครู่นี้ 

อย่าว่าแต่อะไรเลย ลำพังแค่การที่เธอได้มาเรียนที่นี่ก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างเหลือล้นพ้นประมาณแล้ว 

“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ควรจะรู้ไว้ว่าปาลิโอมีความสำคัญกับชาวเมืองเซียน่าแค่ไหน” สีหน้าของสาวเกาหลีค่อยแจ่มใสขึ้นหลังจากได้ขับระบายอารมณ์ออกไปบ้าง “มันไม่ใช่แค่การแข่งม้าธรรมดา แต่มันคือทุกลมหายใจของชีวิตพวกเขา” 

ความคิดเห็น