Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 13

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2563 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 13
แบบอักษร

13

             “พิ้งค์กี้พิ้งค์แสปลชบีม ชู่ๆๆ” 

             “ชู่ๆๆ มันคือเสียงอะไรน่ะ” โอโตนามิถามหน้านิ่ง เอามือยีเส้นผมละเอียดของเด็กหญิงแก้มแดงตรงหน้าที่หอมกลิ่นแชมพู อีกมือถือไดร์เป่าผมเป่า

             “ท่าไม้ตายของพิ้งค์กี้พิ้งค์ไง”

             “เบากว่าเสียงตดอีก”

             มิสุเอะหัวเราะลั่น วางหนังสือภาพคาแรคเตอร์สุดโปรดลงไปกลิ้งตัวหัวเราะกับพื้น โอโตนามินั่งขำที่เด็กน้อยมีปฏิกิริยาตามคาดทุกอย่าง เขาก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีเด็กอนุบาลคนไหนไม่ขำกับมุกพวกนี้ ต่อให้พูดออกมาเฉยๆ ไม่มีที่มาที่ไปอะไร เด็กๆ ก็ลงไปขำกลิ้งกันแทบหยุดตัวเองไม่ได้

             “มานี่มานี่ อย่ากลิ้งไปไกล สายมันไปไม่ถึง” ต้องเอามือไปดึงกลับมานั่งข้างหน้าแล้วเอาไดร์เป่าผมให้ต่อ เด็กหญิงก็ยังหัวเราะอยู่ ยุกยิกเปิดหนังสือดึงสติ๊กเกอร์หน้าหลังสุดมาแปะให้ที่หัวเข่า

             “ปะป๊าไม่ได้บอกเหรอว่าอย่าเที่ยวเอาสติ๊กเกอร์แปะมั่วฮึ” โอโตนามิเตือนไปอย่างนั้น เพราะขนาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของมุคาเอดะที่วางอยู่บนโต๊ะยังเต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์พิ้งค์กี้พิ้งค์ขนาดนั้น เขารึจะรอด

             “ใครที่โดนแปะสติ๊กเกอร์นี้ก็จะสลบ” มิสุเอะไม่ได้ฟังที่เขาพูด แกะสติ๊กเกอร์มาแปะที่ขาอีกอัน โอโตนามิก็เลยต้องแกล้งทำเป็นลมล้มทับ เด็กหญิง หัวเราะชอบใจ ก่อนจะโดนชายหนุ่มยื่นมือไปแกะสติ๊กเกอร์มาแปะที่หน้าผากเธอบ้าง แล้วก็พูดใส่

             “ใครที่โดนแปะสติ๊กเกอร์นี่จะต้องง่วงๆๆ”

             “ไม่เห็นจะง่วงเลย”

             “ง่วงสิ ใกล้จะสามทุ่มแล้ว เด็กดีต้องไปนอน”

             “ไม่นอน”

             “นอนสินอน มิสุเอะจังต้องรีบหลับ” เอาลมอุ่นจากไดร์เป่าห่างๆ เหมือนคิดว่าทำอย่างนั้นแล้วเด็กหญิงจะง่วงขึ้นมาบ้าง แต่กลายเป็นหัวเราะคิกคักตาใสแจ๋ว เพราะคิดว่ามีคนเล่นด้วย

             “ปะป๊ายังอาบน้ำไม่เสร็จเลย”

             “มิสุเอะจังก็ไปนอนก่อนไง ปะป๊าออกมาก็จะได้ทำนู่นทำนี่ได้”

             “มิสุเอะจังจะนอนกับปะป๊า”

             “ปะป๊ายังมีอะไรต้องทำอีกเยอะแยะ มิสุเอะไปนอนเร็วๆ ปะป๊าจะได้มีเวลาส่วนตัวไงฮึ”

             “คุณชิน”

             คนเดินออกมาจากห้องอาบน้ำเรียก ไม่รู้จะรู้สึกยังไงดีที่เห็นอีกคนพยายามยัดเยียดให้เด็กไปนอนขนาดนั้น

             “อ๊ะ อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ?”

             มุคาเอดะพยักหน้า เอาผ้าขนหนูขยี้ผมเปียกก่อนจะลงไปนั่งที่โซฟา ยกรีโมทกดปรับอุณหภูมิแอร์ไม่ให้เย็นมากเกินไป มิสุเอะถือหนังสือภาพวิ่งเข้ามาหา คนเป็นพ่อก็เลยอุ้มขึ้นหอมแก้ม ก่อนจะสะดุ้งเบาๆ กับลมอุ่นที่เป่าศีรษะอยู่ข้างหลัง

             “ของผมไม่เป็นไรหรอกครับคุณชิน เดี๋ยวก็แห้ง” ตอบแบบนั้นแต่มือใหญ่ที่วางบนศีรษะแล้วขยี้ไปมาท่ามกลางลมอุ่นก็ไม่ยอมเลิก มิสุเอะหอมแก้มบิดาซ้ายขวาดังฟอดใหญ่ ทำหน้าทะเล้นก่อนจะวิ่งไปทิ้งตัวลงบนฟูกห้องข้างๆ นอนคว่ำอ่านหนังสือพลางกระดิกเท้าด้วยท่าทางสบายจนคนมองหัวเราะ

             “เป็นมิสุเอะจังก็ดีนะ นึกจะหอมแก้มเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันก็น่าจะทำมั่ง”

             “นั่นมันเด็ก” มุคาเอดะตอบ เหล่มองทั้งแก้มแดงที่คนข้างหลังก็รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งแช่น้ำร้อนมา แต่มันก็เนียนใสเสียจนเกือบอดใจไม่เอามือไปลูบไม่ไหว เด็กน้อยตัวยุ่งยิ่งไปนอนเล่นในอีกห้องแล้วด้วย

             “ก็วันที่กลับจากงานบาร์บิคิวนายก็สลบไปเลยนี่” โอโตนามิว่า

             “ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยขนาดนั้น อาการก็ไม่ค่อยดีด้วยครับ” มุคาเอดะถอนหายใจ “วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันจันทร์ ไหนจะต้องไปทำงาน ไหนจะต้องเตรียมของมิสุเอะอีก”

             “แล้วเมื่อวานก็ไปบ้านอาจารย์โอโนะกัน กลับมาก็มืด นายไม่มีเวลาให้ฉันเลยนี่เฮอะ”

             “ก็คุณชินเป็นคนแนะนำบอกว่าอาจารย์โอโนะเป็นครูสอนเปียโนน้องสาวคุณชินตอนเด็กๆ นี่ มิสุเอะน่าจะไปเรียนเปียโนที่นั่น เราก็ไปคุยด้วยกันแท้ๆ ยังจะมาบ่นอะไร”

             “กลับมาถึงนายก็บอกเหนื่อย ต้องรีบพามิสุเอะจังเข้านอนนี่นา”

             “ใครเป็นคนชวนให้กินข้าวนอกบ้านแล้วกลับมาถึงนี่ก็เกือบสามทุ่มล่ะครับ”

             “สามทุ่มเอง” โอโตนามิทำเสียงตัดพ้อ “ตกลงเรื่องที่คุยกันตอนวันงานบาร์บิคิวฉันฝันไปหรือนายล้อเล่นน่ะเฮอะ? ตอนถามนายก็พยักหน้าแล้วใช่ไหม? นายบอกว่าแล้วแต่ฉันใช่ไหม? ก็แปลว่านายตกลงยอม...”

             “ไปครับ” มุคาเอดะตอบ แหงนหน้ามองคนอยู่ข้างหลัง ส่งยิ้ม “วันนี้เดี๋ยวไปครับ”

             โอโตนามิอึ้งไปชั่วขณะ มือที่ขยี้ผมอยู่หยุดกึก อีกข้างที่ถือไดร์เป่าผมก็ค้างไว้อย่างนั้น ...ก้มลงจูบหน้าผากดังจุ๊บ

             เด็กหญิงได้ยินเสียงดังโครมครามก็รีบลุกขึ้นมา คลานไปตรงประตูเลื่อนที่เปิดทิ้งเอาไว้แล้วก็มองตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาถึงตกจากโซฟามานั่งกับพื้น ส่วนโอโตนามิก็นั่งกุมริมฝีปากเหมือนโดนอะไรกระแทก ไดร์เป่าผมตกอยู่บนพื้น

             อูย...ปากฉันยังไม่แตกใช่มั้ย... // โอโตนามิ 

          ใครใช้ให้จู่ๆ ก็ก้มลงมาทำแบบนั้น! เป็นใครก็ตกใจมั้ย! // มุคาเอดะ 

          นายต่างหากที่จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดแบบนั้น คิดถึงจิตใจของคนที่อดทนมาตั้งหลายวันบ้างหรือเปล่า?! // โอโตนามิ 

             “ปะป๊า ตกเก้าอี้เหรอ? เจ็บไหมคะ?”

             “ไม่เป็นไรมากหรอก ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ” มุคาเอดะยิ้มตอบลูกสาวที่เดินมามอง ยื่นมือไปจับมือเล็ก ลุกขึ้นจูงให้เดินกลับไปทางห้องนอนที่ปูฟูกไว้

             “ไปนอนกันดีกว่า วันนี้จะอ่านนิทานเรื่องอะไรดี?” มิสุเอะทำหน้าดีใจ วิ่งไปหยิบหนังสือออกจากชั้นมายื่นให้ มุคาเอดะก็เลยทิ้งตัวลงไปบนหมอนข้างๆ เด็กหญิงจัดการสอดตัวเองเข้าฟูกเรียบร้อย เตรียมฟังอย่างว่าง่าย

             โอโตนามิมองภาพน่าเอ็นดูยิ้มๆ ลุกขึ้นดึงปลั๊กไดร์เป่าผมเอาไปเก็บที่ ตะโกนบอก

             “งั้นฉันกลับห้องก่อนนะ มุคาเอดะ”

             “ครับผม”

             “รอนะ โทโอรุ”

             มุคาเอดะหันมอง เลิกคิ้วนิดๆ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเรียกชื่อ แต่ชะโงกหน้าจากห้องไปดูก็เห็นโอโตนามิเปิดประตูออกไปแล้ว

 

             กว่าจะกล่อมเด็กหญิงหลับได้ก็ใช้เวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมง มุคาเอดะวางมือบนศีรษะเล็ก คลานเอาหนังสือไปเก็บก่อนจะลุกขึ้นมายืนบิดขี้เกียจที่ห้องรับแขก ดูนาฬิกาที่บอกเวลาสามทุ่มกว่าแล้วเดินไปหยิบกล่องพัสดุไปรษณีย์ ที่ยังไม่ได้แกะมาถือ ใส่รองเท้าแตะผลักประตูออกไปนอกห้อง ถึงจะยังไม่ปิดเทอมฤดูร้อนแต่ก็เรียกได้ว่าเข้าหน้าร้อนไปแล้ว แม้แต่อากาศช่วงสามสี่ทุ่มก็ยังอบอ้าวขนาดทนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่เปิดแอร์ในห้อง

             เผลอแผลบเดียวเขาก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณสามเดือนแล้ว... ตอนแรกก็คิดว่าจะลำบากติดขัดอะไรมากกว่านี้ เขาเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง พ่อแม่เป็นพวกส่งให้เรียนนู่นนี่ตั้งแต่เด็กจนไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับใครเขา ก็ยังดีที่ว่าตอนสมัยมหาวิทยาลัยย้ายออกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เลยพอจะทำอะไรง่ายๆ เป็นบ้าง แต่การดูแลเด็กคนหนึ่งในขณะที่ต้องทำงานไปด้วยมันไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ทุกอย่างค่อนข้างจะเป็นไปอย่างราบรื่นได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าของบ้านเช่าที่อยู่ห้องข้างล่างนี่ล้วนๆ

             อย่าว่าแต่โอโตนามิคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานบาร์บิคิวเป็นแค่ความฝัน เขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง ...เพียงแต่ช่วง เวลาหดหู่เหมือนโลกจะถล่มนั่นมันก็ดันเป็นความจริง แล้วถ้าให้เลือก เขาก็ไม่อยากกลับไปอยู่ในความรู้สึกแบบนั้นอีก... ถึงจะต้องยอมรับอย่างอื่นเข้ามาก็เถอะ ในเมื่อมันเป็นความจริง จะปฏิเสธก็คงไม่ได้ใช่ไหม  

             จริงๆ ถ้าเขาไม่เอาแต่เรียนแล้วก็คบหาเป็นแฟนกับใครสักคนที่มาสารภาพรักเสียบ้าง ก็อาจจะไม่เป็นคนทื่อๆ มืดบอดกับเรื่องพวกนี้ขนาดนี้ และน่าจะรู้ตัวว่าตัวเองชอบโอโตนามิตั้งนานแล้ว แต่ก็อย่างว่า... พ่อแม่เขาห้ามมีแฟนเด็ดขาดตั้งแต่สมัยม.ต้น ตอนม.ปลายก็เข้มงวดจัด หรือถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังคอยโทรมาย้ำว่าอย่าเลือกแฟนแบบนั้นแบบนี้ แค่ได้ยินแม่บ่นเรื่องดาราสาวในทีวีหรือแฟนลูกเพื่อนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว เขาเองก็ขยาดกับการมีความสัมพันธ์กับใครไปโดยปริยาย ในใจก็รู้ตัวดีว่าถ้าไม่ใช่คนที่พ่อแม่เขายอมรับได้ ผู้หญิงคนนั้นก็คงจะเป็นคนน่าสงสารมากๆ แต่สุดท้ายขนาดเขายอมแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกเพื่อตัดปัญหา ก็ยังกลายเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่สุด อะไรที่ไม่รอดก็ไม่รอดนั่นแหละ

             จะว่าดีก็ดีใช่ไหม เพราะตอนนี้พ่อแม่ก็ตัดขาดจากเขาไปแล้ว ดังนั้นต่อให้เขาจะเป็นยังไงต่อกับโอโตนามิ ก็คงไม่จำเป็นต้องรายงานหรือบอกกับใครอีกแล้ว

             คนชั้นสองน่าจะได้ยินเสียงตั้งแต่ตอนเขาลงบันไดมา เพราะยังไม่ทันจะเคาะประตูห้อง โอโตนามิก็ผลักประตูออกมาก่อน แล้วก็ทำหน้าประหลาดใจทันทีกับกล่องที่เขาถือมา

             “...ถือกล่องอะไรมาน่ะ?”

             ตอนแรกนึกว่ามุคาเอดะจะฮือฮาเรื่องเตียงคิงไซส์ที่เขาซื้อมาวางในห้องนอน แต่กลายเป็นว่าเข้ามาแล้วก็สนใจแต่ของที่ตัวเองถือมา วางกล่องลงได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาแกะของอยู่ที่โต๊ะครัว

             “อะไรกัน นายไม่ตื่นเต้นกับเตียงฉันเลยเหรอ?” โอโตนามิถามพลางเข้าไปกอดจากข้างหลัง ตามองชายหนุ่มแกะกล่องไปด้วย

             มุคาเอดะเหลือบมองเตียงที่ว่า อุทานออกมาเบาๆ

             “มันไม่ใหญ่ไปเหรอครับ...?”

             “ใหญ่ๆ ไว้ก่อนแหละดี” มุคาเอดะใส่แค่เสื้อยืดแขนสั้นธรรมดา แค่เอามือดึงนิดเดียวก็เปิดให้เห็นหัวไหล่ให้เอามือลูบไปมาแล้วก้มลงจูบเบาๆ ได้แล้ว

             “เมื่อกี้นึกยังไงถึงเรียกชื่อหือ?”

             “ฉันตัดสินใจแล้วว่าต่อไปนี้จะเรียกนายด้วยชื่อ”

             “...ถ้าตอนอยู่กันสองคนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ”

             “ไม่รับปาก” ตอบด้วยเสียงเด็ดขาดข้างใบหู เพราะกำลังเอาจมูกไล้ต้นคอเบาๆ “อย่างต่อหน้าเพื่อนนาย ฉันก็จะเรียกนายว่าโทโอรุ”

             “นาคากุจิน่ะเหรอ?” มุคาเอดะเลิกคิ้ว หันมอง “...หมอนั่นก็ทักน่ะสิ ยิ่งชอบสงสัยว่าสนิทกันอยู่”

             “ควรจะเป็นอย่างนั้น จะได้ไม่มากอดนายแบบวันนั้นอีก เข้าใจไหม?”

             มุคาเอดะทำหน้านึก แล้วก็สะดุ้งเมื่อมือใหญ่ลูบวนไปมาที่หน้าท้อง แบนราบใต้เสื้อ ตะครุบริมฝีปากจูบเบาๆ ที่ต้นคอ มือก็เริ่มซุกซนล้วงสูงขึ้น มุคาเอดะหน้าแดงก่ำที่เห็นใต้เสื้อยืดสีขาวของตัวเองมีเงาของมือขยุกขยิกอยู่ข้างใต้ บิดเม็ดสองข้างกลางอกที่ทำให้เขาเผลอหอบหายใจออกมาเบาๆ ก็เลยต้องรีบยกมือขึ้นจับให้หยุด

             “...เดี๋ยว”

             โอโตนามิไม่ได้คิดจะหยุดตามว่า แต่เพราะหางตาเหลือบไปเห็นของในกล่อง ก็เลยต้องยอมลดจมูกลงจากต้นคอ แล้วก็ยื่นมือไปหยิบกระป๋องขวดเจลหล่อลื่นขึ้นมาดู ต่อด้วยหลุบตามองดิลโด้สีชมพูกับอุปกรณ์อะไรอีกสองสามอย่าง มีตั้งแต่กล่องถุงยางแบบบางสุด ไปจนถึงพวกเครื่องดื่มบำรุงกำลังราวกับเป็นพวกชุดสุดคุ้มอะไรสักอย่าง

             “...ไม่รู้ว่าอะไรแบบนี้เขาต้องใช้อะไรกันบ้าง ก็เลยเสิร์ชจากเน็ทดู” มุคาเอดะบอก “เห็นเซ็ทนี้มันเขียนว่าสำหรับพวกผู้เริ่มต้น ก็เลยสั่งมาน่ะครับ”

             เริ่มต้นทำอะไรฮึ... // โอโตนามิ 

             โอโตนามินิ่งอึ้ง สายตามองดิลโด้สีชมพูแจงแวงที่แถมมาพร้อมกับถ่านเรียบร้อย แล้วยังมีกุญแจมือที่อุตส่าห์มีปลอกขนสัตว์นุ่มนิ่มห่อไม่ให้บาดเจ็บ

             “ไอ้นี่มันเลือกสีไม่ได้ครับ ส่วนกุญแจมือนี่ เอ้อ... ซื้อครบหมื่นเยนแล้วเขาแถมให้”

             ถึงมีให้เลือกฉันก็ไม่รู้จะเลือกสีอะไร... ว่าแต่นายใช้เงินไปขนาดนั้นเชียว? // โอโตนามิ 

             “อ่านรีวิวในเน็ทแล้วเขาบอกว่า เจลมันต้องใช้เยอะ ก็เลยซื้อมาทีเดียวแบบเซ็ทสามขวดเลย รวมๆ แล้วอีกนิดมันจะถึงหมื่น แล้วจะได้ของแถมพอดี... เลยกดสั่งเครื่องดื่มบำรุงกำลังอะไรนี่มาด้วย”

             นายอยากได้ไอ้กุญแจมือนี่แถมขนาดนั้นเลยเหรอ... // โอโตนามิ 

             “โทโอรุคุง...”

             คนถูกเรียกเงยหน้า แก้มแดงขึ้นมาเพราะถูกโอโตนามิเรียกด้วยชื่อแบบเด็กๆ ...ซื้อไอ้พวกนี้มาไม่อาย ดันมาอายเพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ

             “มานี่เลยดีกว่า”

             โอโตนามิรวบทั้งกล่องทั้งมือคนซื้อเอาไปหย่อนไว้บนเตียงใหม่เอี่ยม มุคาเอดะยังไม่ทันจะว่าอะไร เจ้าของเตียงก็คลานขึ้นมาคร่อมเหนือร่างจนต้องถอยกรูดเอาแผ่นผลังไปติดหมอน หลบสายตาจากรอยยิ้มที่เห็นแวบนึงแล้วก้มลงมาจูบเบาๆ ที่ข้างแก้ม แถมยังเอาจมูกดันให้หันหน้าไป จะได้ไซ้ต้นคอได้ง่ายๆ

             “ลงทุนไปขนาดนี้ ก็คงทำให้ผิดหวังไม่ได้สินะ?”

             “เดี๋ย... ไม่ใช่อย่างนั้น...” ใบหน้าคนตอบแดงวูบวาบ แต่แก้ตัวอะไรก็ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เพราะของกลางวางอยู่ข้างตัวทั้งกล่อง “แค่ไม่รู้ว่าเขาต้องทำกันยังไง เลยแค่เสิร์ชดูเท่านั้น...”

             “ก็สมกับเป็นนายดีนะ แล้วรู้หรือยังว่าเขาทำกันยังไง?”

             มุคาเอดะนอนนิ่ง หลบสายตาแต่พยักหน้าหงึกๆ หน้าแดงจัดขนาดนี้ นายเสิร์ชอะไรไปบ้างเนี่ย ฉันละกลัวจริงๆ // โอโตนามิ 

             โอโตนามิก้มลงประกบริมฝีปาก จงใจตะครุบให้มีเสียงเบาๆ แลกลิ้นเข้าไปขโมยความอบอุ่นจากในตัวอีกฝ่าย แทรกขาข้างหนึ่งเข้าไปคร่อมไว้ตรงกลาง สอดมือเข้าไปใต้เสื้อ

             “เป็นอะไร? ปกตินายไม่นอนตัวแข็งเป็นปลามากุโร่อย่างนี้นี่?” แซวเล่นเพราะเห็นคนนอนบนเตียงดูเกร็งกว่าปกติ มุคาเอดะตวัดตาค้อน จิกมือลงกับหัวไหล่คนที่ไซ้จมูกไปมาหลังใบหู แถมยังกระซิบด้วยเสียงต่ำ “หรือเกร็งเพราะรู้ตัวว่าวันนี้จะโดนอะไรน่ะฮึ?”

             “...ยังไม่ได้บอกว่าจะยอมให้ถึงขั้นนั้นนะ”

             “คนที่ซื้อไอ้ของพวกนี้มาเนี่ยนะ?”

             มุคาเอดะเงียบ เออ ไม่เถียงก็ได้... 

             “...เตียงเหมือนยังไม่เคยนอนเลย” เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน แต่ก็สำลักลมหายใจ เพราะจู่ๆ โอโตนามิก็ใช้ปลายนิ้วบิดเม็ดที่ยอดอกทีเดียวทั้งสองข้าง แถมยังหลุบตามองปฏิกิริยาตอนเขาสะดุ้งบิดขาไปมาทั้งที่มีท่อนขาเขาคร่อมอยู่ตรงกลาง เลยยิ่งเหมือนกำลังจงใจเอาหน้าขามาดันกลางเป้า ที่ถึงไม่ไปแตะต้อง มันก็คับแน่นจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

             “ก็รอนายมาประเดิมนี่ไง”

             “แต่เดี๋ยว... มันจะเลอะ”

             “ไม่เลอะได้ไง นายซื้อเจลมาตั้งขนาดนั้น” ยอมปล่อยมือข้างหนึ่งไปหยิบขวดเจลมาอ่าน ปรายตาส่งยิ้มให้ “ใช้ในห้องอาบน้ำได้ด้วย ไม่ทำให้ท่อตัน นายจะให้จัดอะไรให้บ้างเนี่ย?”

             “ไม่ได้บอกให้ใช้หมดในวันเดียวนะ” มุคาเอดะตอบอู้อี้ คำหลังๆ จับใจความไม่ค่อยได้ เพราะบิดตัวไปมาจากการที่อีกคนเอาขามาเบียดตรงกลางเป้าอย่างจงใจ โอโตนามิก้มลงขบริมฝีปากที่ลำคอเนียน ใช้ปลายลิ้นเลียไล่ลงมาจนถึงหัวนม เหลือบมองสีหน้าว้าวุ่นของมุคาเอดะที่กักลมหายใจเอาไว้ พลางงับลงที่ปลายยอดไม่ให้ตั้งตัว ยิ้มได้ใจเมื่อคนที่กักลมหายใจเอาไว้สำลักไม่เป็นคำ ครางเสียงแผ่วดิ้นเร่ากับอีแค่เขาเอาปลายลิ้นเขี่ยเล่นนิดหน่อย อีกมือเลื่อนลงไปปลดกางเกงนอนของมุคาเอดะให้ลงไปกอง แล้วโยนไปไกลๆ เหมือนจะบอกว่ายังไม่ต้องใช้อีกนาน จากนั้นใช้มือลูบเป้ากางเกงในบ็อกเซอร์ที่ถึงไม่มองก็รู้ว่าแน่นขนัดจนแทบล้นขนาดไหน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหมอนี่ไวออกจะตาย น่าจะตื่นตัวเต็มที่ตั้งแต่ตอนเขาไซ้ที่ซอกคอด้วยซ้ำ

             มุคาเอดะสะบัดตัว รวบรวมสติแม้จะส่งเสียงหอบ เอามือไปจับศีรษะโอโตนามิไว้ให้หยุด ชายหนุ่มก็เลยเหลือบมอง แต่ยังค้างริมฝีปากเอาไว้อย่างนั้น

             “พอก่อน...ครับ” มุคาเอดะเอามือผลักไหล่ให้ออกห่าง หอบหายใจหนัก “ถ้าทำมากกว่านี้เดี๋ยวมันจะ...”

             “โดนแค่นี้นายก็จะถึงแล้วเหรอ? ยังไม่ได้อะไรกับตรงนั้นเลยนะ”

             “มัน... อ่อนไหวนะ” มุคาเอดะตอบหน้าแดง “ไม่ได้ทำตั้งหลายวัน แล้วคุณชินก็บอกว่าไม่ให้ทำเองอีกไง”

             “นายทำตามด้วยเหรอ?” โอโตนามิยิ้มให้ ยืดตัวมาจูบที่ริมฝีปาก เนี่ย นายมันน่ารักตรงนี้ เรื่องแบบนี้ก็ยังฟังที่เขาพูด แถมไม่ว่าจะพูดอะไรอยู่ พอเขาตะครุบจูบให้ ก็อ้าปากตอบรับเป็นอย่างดีอีก

             “คราวนี้ คุณชินคงไม่บอกว่า`ไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ` แล้วใช่มั้ย?” มุคาเอดะถามเสียงแผ่ว “ให้ทำได้แล้วใช่มั้ย?”

             “ก็ใช่... แต่ก็หมายความว่าถ้านายไม่อยากทำ...”

             “อยากทำ”

             โอโตนามิมองแววตาหวานฉ่ำ พูดธรรมดาเขาก็จะแทบสำลักความหื่นตายอยู่แล้ว ดันมาพูดตอนเลือดสูบฉีดให้ทั้งแก้มทั้งริมฝีปากแดงน่าจูบขนาดนี้ ใครจะไปตอบปฏิเสธแววตากับน้ำเสียงเว้าวอนอย่างนี้ได้

             แถมยังพลิกตัวขึ้นมาผลักเขาให้เป็นฝ่ายเอาหลังไปพิงหมอน คลานเอาตัวมาคร่อม จูบริมฝีปากเขาเบาๆ แบบที่ทำให้ขนลุกไปทั้งตัวได้ หลอกล่อให้เขาป้อนจูบให้ไม่พอ ยังเอาปลายนิ้วเกี่ยวทั้งขอบกางเกงและกางเกงในเขาลงไปได้รวดเดียวอีก ทำไมถึงได้เป็นคนที่แค่ขยับหน้าอ้าปากก็เรียกความกำหนัดของคนอื่นขึ้นมาได้ขนาดนี้...

             โอโตนามิหลุบตามองมุคาเอดะที่ถอยตัวลงไปจัดตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะๆ มุมที่ใบหน้าแดงก่ำกำลังอยู่ในอารมณ์กระเจิดกระเจิงอยู่ข้างของสำคัญของเขาขนาดนี้ ก็ทำให้ตื่นเต้นจนแทบจะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาหยุดมองอย่างลังเล ก่อนจะค่อยๆ ใช้ปลายลิ้นเลียเบาๆ เหมือนจะลิ้มรสชาติดูก่อนอีก เขาเป็นฝ่ายกักลมหายใจเอาไว้ไม่อยู่ คงจะเผลอส่งเสียงครางต่ำแล้วขยับสะโพกขึ้นลงเองให้รู้ว่ารู้สึกดี หมอนั่นก็เลยเหลือบตาขึ้นมองแล้วยิ้มให้ สายตานั้นหลอกให้เขาหลงมองชั่ววูบ จากนั้นค่อยเอาปากครอบลงมาทีเดียวจนเขาสะดุ้ง โอโตนามิหอบหายใจเบาๆ มองมือสองข้างที่จับต้นขาเขาเอาไว้แล้วรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แทบจะทำผิวเขาเป็นรอยได้ แต่ยังไม่ร้อนแรงเท่าภายในริมฝีปากที่รูดขึ้นรูดลงทำเครื่องในเขาปั่นป่วนไปหมดแล้ว ภาพริมฝีปากที่เล็กขนาดนั้นกำลังพยายามตั้งอกตั้งใจทำงานในพื้นที่ใหญ่คับ จนตัวเองก็ต้องเผลอไอออกมาหน้าแดงก่ำทั้งที่ยังมีของเขาคาในปากแบบนี้ ...จะไม่ให้เขาคลั่งยังไงไหว

             “โทโอรุ... โทโอรุ”

             เรียกสองสามครั้งก็ยังไม่หยุด จนเขาต้องเอามือสองข้างไปจับศีรษะเอาไว้ให้นิ่ง พอหมอนั่นยอมหยุดริมฝีปากเหลือบมอง ภาพนั้นก็แทบจะทำให้เขาเปลี่ยนใจมาจับศีรษะตรึงเอาไว้แล้วซอยสะโพกกระแทกเข้าไปซะ แต่ต้องหักห้ามใจไม่ทำอย่างนั้น เพราะไม่ใช่จุดประสงค์ของการใช้เตียงวันนี้

             “...พอแล้ว ถ้าทำมากกว่านี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ใช้ของที่นายซื้อมานะ”

             “เอ๊ะ...?” มุคาเอดะอุทานงงๆ รู้ตัวไหมว่ากำลังทำหน้าหอบหื่นเสียดายของพลางเอาแขนปาดริมฝีปากตัวเองอยู่ อีกมือยังจับของเขาไม่ปล่อยง่ายๆ จนต้องขยับตัวมาดึงแขนให้ลงไปนอนซะ ทำโทษด้วยการตะครุบจูบหนักแบบที่รู้ดีว่าหมอนี่เลี่ยงไม่ได้

             “อือ...”

             โอโตนามิยิ้มมองสีหน้าที่กำลังเคลิ้ม ผละตัวออกมาพลางคว้าขวดเจลมาเปิด คนนอนหอบมองตามมือ ถึงจะพอเดาออกว่าโอโตนามิกำลังจะทำอะไร แววตาไหวระริกก็ยังอดแสดงท่าทีหวาดหวั่นออกมาไม่ได้

             “เย็น...”

             มุคาเอดะสะดุ้งเบาๆ ทำเสียงตำหนิเมื่อเนื้อเจลหนืดสัมผัสกับช่องทางด้านหลัง

             “เดี๋ยวก็ร้อน” โอโตนามิส่งยิ้ม เทเจลลงไปให้อีก “ครั้งแรก ต้องแถมให้เยอะๆ”

             “มันเปลืองนะ” มุคาเอดะต่อว่าทั้งหน้าแดง แต่ริมฝีปากเลื่อนมาปิดปากไม่ให้พูดอะไรต่อ หรือไม่ก็ทำเพื่อจะทำลายสมาธิเขา ไม่ให้ไปจดจ่อกับความรู้สึกที่ว่า ...มีอะไรบางอย่างค่อยๆ แทรกเข้ามาในช่องทางที่คับแน่น

             มุคาเอดะสำลักลมหายใจทันทีที่โอโตนามิถอนริมฝีปากออก หลุบตามองมือที่ขยับทำอะไรอยู่ข้างล่าง ส่ายหน้าหลบสายตา โอโตนามิก็เลยต้องตะครุบจูบเบาๆ ต่อ

             “อย่าเกร็ง”

             ...ถึงจะว่าอย่างนั้น ก็ไม่ใช่จะห้ามกันได้นี่นา มุคาเอดะผ่อนลมหายใจ พยายามทำตามว่า รู้ดีว่าที่อีกคนกำลังซุกไซ้ซอกคอพลางโจมตีหลังใบหูเขาอยู่ตอนนี้ก็เพราะอยากให้ผ่อนแรงออกแล้วลืมเรื่องความรู้สึกแปลกๆ ที่เพิ่มมากขึ้น

             “นี่มัน... กี่นิ้ว...” ถามไปก็หอบไป

             “แค่สอง”

             โอโตนามิหลุบมองใบหน้าน้ำตาคลอที่ส่ายไปมาเหมือนจะบอกว่าไม่ไหวแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไม่ไหวในแง่ไหน

             “เอาเข้ามาเลยไม่ได้เหรอ...”

             อ้อ... แง่นี้... // โอโตนามิ 

             “ไม่ได้” เสียงต่ำว่าที่ข้างหู “อย่างต่ำควรจะเข้าได้สี่นิ้ว ไม่งั้นนายเจ็บตัวแน่นอน”

             ฟังบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มุคาเอดะหอบหายใจรัว ส่ายหน้าไปมาเหมือนเด็กๆ

             “ไม่เป็นไร เข้ามาได้เลย”

             ห้ามพูดแบบนี้ ด้วยหน้าแบบนี้! ถ้าเขาตามใจขึ้นมาจะว่ายังไง นี่รู้ไหมว่าต้องใช้ศีลธรรมแค่ไหนระงับตัวเองไว้น่ะ // โอโตนามิ 

             แต่สีหน้าเคลิบเคลิ้มที่มองเขาเหมือนกำลังขอให้ช่วย... มือโอบรอบคออ้อนวอนขอจูบ กับสะโพกที่เริ่มขยับไปมาเองนี่... มุคาเอดะ ทำไมนายถึงเป็นคนแบบนี้! ต่อไปนี้จะเรียกนายว่าไอ้โจรทำลายศีลธรรมแล้วนะ! 

             “...อย่างน้อยก็ต้องสามนิ้วนะ”

             โอโตนามิต่อรอง จูบตอบสายตาเว้าวอนตามที่เรียกร้อง จะทนไม่ไหวอยู่แล้วกับเสียงครางแผ่วและลักษณะการขยับสะโพกที่อ้อนขอให้รีบรับผิดชอบสุดๆ เออ เขาทิ้งตรรกะไว้แถวนี้ก็ได้! เอาปากฉีกถุงคอนดอมออก ครอบใส่กับของตัวเองพลางมองใบหน้าแดงก่ำเหมือนจะวัดใจไปด้วย มุคาเอดะไม่ได้พูดอะไร แต่แค่เสียงครางกับแววตาเร่งรัดเอาแต่ใจนั่นก็แทบจะทำลายจิตใจส่วนดีเขาไปหมดแล้ว โอโตนามิพับขาคนบนที่นอนขึ้น จับของตัวเองจ่อหน้าช่องทางพลางเอาเจลเหลวหนืดบีบลงไปอีกรอบ ค่อยๆ สอดเข้าไปช้าๆ พลางมองสีหน้าเจ้าของร่างที่กลั้นหายใจพลางทำหน้าเหยเกไปด้วย เขาเองก็ใช่ว่าอยากจะทน... แต่เข้าไปได้ครึ่งลำก็ก้มลงไปจูบที่ริมฝีปากใหม่

             “เจ็บก็บอกว่าเจ็บสิ” เขาว่าอย่างนั้น แต่เจ้าตัวยังมีหน้ามาส่ายหน้า ทั้งที่หางตามีน้ำตาเกาะ

             “เข้าไปหรือยัง...?”

             “แค่ครึ่งเดียว”

             เกือบหลุดขำที่เห็นอีกคนทำหน้าเลิ่กลั่กตกใจ เหมือนจะบอกว่าแค่ครึ่งเดียวมันขนาดนี้เลยเหรอ??

             “ยังไม่ขยับหรอก รอให้นายชินก่อน” เขาก็พูดดีไปงั้น จริงๆ มันคับแน่นมาก... แล้วก็รู้สึกดีมาก บีบรัดจนไม่รู้ว่าจะต้องท่องกลอนสมัยเรียนกี่บทให้ใจเย็นลงได้

             “อือ...” มุคาเอดะเอาแขนรัดคอ ดึงใบหน้าลงมา เรียกร้องให้จูบอีก โอโตนามิรู้ดีว่ามุคาเอดะเป็นคนที่ชอบอ้อนให้จูบมากขนาดไหนในเวลาแบบนี้ แต่ตอนปกติพูดไปหมอนี่ก็ไม่รู้ตัวหรอก เขาก็เลยแถมให้ด้วยการใช้มือบิดขยี้ที่หัวนมไปมา มุคาเอดะบิดตัวส่งเสียงคราง ทั้งร้องทั้งบิดตัวเร่าๆ โดยที่ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าเขาค่อยๆ ดันส่วนข้างล่างให้เข้าไปได้ทีละนิดอย่างเนียนๆ หรืออาจจะสังเกตได้เองก็ได้ เพราะเขาเองก็เผลอครางด้วยเสียงต่ำออกมาด้วยเหมือนกัน

             “เข้าหมดแล้วนะ” บอกทำไมไม่รู้ อีกฝ่ายก็คงไม่ได้ปลื้มอะไรหรอก หน้าแดงบ่งบอกว่ามันอึดอัดคับแน่นขนาดนั้น แต่เขาก็ยังหน้าด้านถาม

             “ขยับได้มั้ย?”

             เพราะอยู่อย่างนี้นานกว่านี้เขาก็คงไม่ไหว ขนาดห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำขนาดนี้... เหงื่อก็ยังออกเต็มไปหมด

             มุคาเอดะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต หรือถึงจะไม่อนุญาต แค่สีหน้าหมอนี่ตอนนี้ก็แทบจะส่งเขาไปถึงสวรรค์ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว แล้วยิ่งหลุบตามองก็เห็นภาพท่อนลำแข็งแกร่งของตัวเองซอยเข้าออกในตัวหมอนี่ช้าๆ อย่างชัดเจนขนาดนี้... ใครทนได้นานกว่านี้ก็บ้าแล้ว

             มุคาเอดะบีบมือตอบมือของโอโตนามิที่คร่อมลงมาจับพลางซอยสะโพกถี่อย่างไม่เกรงอกเกรงใจเสียงครางปานจะตายของเขา ตอนแรกเขาก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงตอนที่มีสิ่งแปลกปลอมใหญ่ขนาดนี้สอดเข้ามาในจุดที่ยังใหม่กับเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่ตอนนี้ที่บีบมือโอโตนามิแน่นไม่ใช่เพราะมีความเจ็บหลงเหลืออยู่ เขากำลังครางอย่างไม่อายที่จะส่งเสียงบอกว่ารู้สึกดีขนาดไหน อีกคนก็น่าจะรู้ได้ ถึงได้จัดหนักให้ไม่ถอย

             “เดี๋ยว...ตรงนั้น...” มุคาเอดะกระตุกหน้า ม่านตาขยายมองใบหน้าที่คร่อมอยู่เหนือศีรษะด้วยสีหน้าตระหนก ส่ายศีรษะไปมา ร้องครางเบาๆ เหมือนจะขอความเห็นใจ “ตรงนั้นไม่ได้... ไม่ได้นะ...ครับ”

             “ตรงนี้เหรอ?”

             ไม่รู้ว่าไปโดนตรงไหน แต่ไม่น่าจะธรรมดาเพราะเปลี่ยนปฏิกิริยาหมอนี่ทันทีขนาดนี้ ถึงจะบิดตัวหนีแต่ก็ไม่รอดจากเขาหรอก สีหน้าตกใจกึ่งทรมานนี่มันก็น่ารักจนเกินไป ใครจะไปหยุดได้

             “คุณชิน... เดี๋ยวก่อน...”

             อีกฝ่ายไม่ฟังคำขอ ยิ่งเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ ตามเสียงคราง มุคาเอดะพยายามจะชะลออะไรสักอย่าง แต่ร่างกายเองก็ไม่อนุญาตให้ทำอย่างนั้น กลายเป็นยิ่งเด้งรับสัมผัส ตอบสนองทุกอย่างจนอีกฝ่ายดูยังไงก็ไม่เหมือนคนจะห้าม มีแต่จะบอกให้เพิ่ม จนเขาต้องเร่งสุดตัวให้ร้องออกมาไม่เป็นคำ สุดท้าย ก็เรียกชื่อเขาหลายครั้งจนตัวเกร็งขึ้นมา ร่างกายแสดงออกให้เข้าใจง่ายด้วยการปล่อยน้ำเชื้อสีขาวขุ่นใส่หน้าท้องแบนราบของตัวเอง จังหวะเดียวกับที่คนอยู่ข้างในก็ทนไม่ได้ เมื่อถูกบีบรัดขนาดนั้นจากการไปถึงที่หมายของอีกคน

             “โทโอรุ...”

             ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อ มุคาเอดะก็จิกขาลงกับผ้าปูเตียง บีบมือที่จับกับโอโตนามิแน่น รับรู้ได้ถึงแรงกระตุกหลายรอบในร่างกายตัวเอง บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกยังไง เพราะกำลังปล่อยแรงหอบออกมาทั้งหมด ลืมตาอีกที โอโตนามิก็โถมตัวลงมาทับ กอดแน่นจนเขาต้องเอียงคอออกมาตะครุบอากาศหายใจต่อ

             นอกจากเสียงแอร์แล้ว ก็มีแค่เสียงหอบประสาน กับรับรู้ได้ถึงจังหวะที่อกเปลือยเปล่ากระเพื่อมขึ้นลงด้วยอาการเหนื่อยพอกัน...

             “คุณ...ชิน...”

             มุคาเอดะเรียกด้วยเสียงเหนื่อย เอามือโอบกอดรอบคอพลางปล่อยลมหายใจหอบที่ข้างหู อะไรอีกล่ะ นายนี่มันตัวป่วนชัดๆ... 

             “ขออยู่อย่างนี้อีกหน่อย...” โอโตนามิบอก หรือพูดง่ายๆ เขายังไม่มีแรงจะขยับไปไหน

             “เอ่อ...แต่...” มุคาเอดะหน้าแดง แต่อีกคนมุดหน้าอยู่ข้างลำคอ ก็คงมองไม่เห็น “ตะ...ตัวผมมัน เปรอะ...นะ”

             โอโตนามิพ่นลมออกจมูกขำเบาๆ ลืมตัวว่าใบหน้าแนบกับข้างหูอีกคนเช่นกัน มุคาเอดะเลยสะดุ้ง พยายามจะเบี่ยงตัวออก

             “ยังไงก็ต้องอาบน้ำใหม่อยู่แล้ว” โอโตนามิว่า ค่อยๆ ยันตัวขึ้น มุคาเอดะมองแผ่นอกเปลือยเปล่าที่เลอะเมือกขุ่นจากบนตัวเขาแล้วหน้าแดง รีบลุกขึ้นถอดเสื้อยืดออกมาเช็ด

             ทิชชู่ก็มี แต่เลือกถอดเสื้อจนเห็นแผ่นอกทั้งตัวแบบนี้ นายจะเอายังไงกับฉัน... // โอโตนามิ  

             “อ๊ะ...”

             มุคาเอดะทำหน้าตกใจ เมื่อเห็นว่าไอ้ส่วนที่คิดว่าสงบไปแล้วของโอโตนามิเหมือนจะตื่นขึ้นมานิดๆ

             “ไม่ได้แล้วนะครับ ต้องรีบกลับห้องแล้ว” รีบปรามด้วยเสียงตำหนิ

             นายกำลังปลุกมันอีกรอบต่างหาก! // โอโตนามิ 

             โอโตนามิดึงถุงยางออก โยนลงถังขยะ

             “จะไปล้างตัวก่อนไหม หรือจะไปพร้อมกัน เจลนี่มันใช้ในห้องอาบน้ำได้นี่?”

             เขาก็แค่แซวเล่นๆ คงไม่อะไรถ้าหมอนี่ไม่หน้าแดงขนาดนั้น แล้วยังทำหน้าครุ่นคิด นายต้องครุ่นคิดอะไรเหรอ? 

             “วันนี้ไม่ดีกว่า อ๊ะ...” ตอบแล้วยังมาทำหน้าตกใจที่เห็นของเขาตื่นขึ้นมาอีกระดับ ความผิดของนายนั่นแหละ ไอ้บ้า! // โอโตนามิ 

             “งั้นผมขอใช้ห้องอาบน้ำหน่อยนะครับ”

             “ตามสบาย”

             พูดอย่างนั้น แต่พอถัดตัวลงจากเตียงเท่านั้น สีหน้ามุคาเอดะก็เปลี่ยน เป็นเจ็บแปลบ เกือบล้มโครมลงไปถ้าโอโตนามิไม่ตกใจดึงแขนไว้ แล้วก็รวบเอวเอาไว้ก่อน

             “ระวังหน่อยสิ”

             เตือนพลางลากกลับมาวางบนเตียง แต่เจ้าตัวนั่งนิ่ง สีหน้าเงียบขรึมจนเขาเองยังเผลอตกใจจ้องไปด้วย

             “เดิน...ไม่ไหว”

             “ห้ะ?”

             “เดินไม่ไหวครับ... เหมือนมันจะเจ็บกว่าที่คิดนะ”

             ไอ้บ้าเอ๊ย... นายจะปล่อยพลังทำลายล้างใส่ฉันหมดหลอดเลยเรอะ!! // โอโตนามิ 

             “ละ... แล้วนายจะไปทำงานได้มั้ยพรุ่งนี้?”

             “ก็ต้องไปสิ” ตอบทั้งหน้าแดงก่ำ “จะมาหยุดเพราะเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

             ใครให้นายส่งใบลาว่าลาเพราะเรื่องนี้ล่ะ! ก็บอกเหตุผลอื่นไปเซ่! // โอโตนามิ 

             “วันลายังเหลือตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ... ก็ลาหยุดสักวัน”

             “แต่ถ้าต้องหยุดทุกครั้งที่มีเรื่องแบบนี้ วันลามันจะไม่พอ...”

             นายจะให้ฉันจัดหนักขนาดไหนทุกครั้งน่ะเฮอะ... // โอโตนามิ 

             “มันจะค่อยๆ ชิน... เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว นี่เพราะว่าเป็นครั้งแรกมันเลยเจ็บแบบนี้ หยุดงานไปสักวันดีกว่า”

             มุคาเอดะถอนหายใจ ทำหน้าคิดหนัก ไม่รู้ว่าตัดสินใจยังไง แต่ยื่นมือมาจับแขนเขาหมับพลางเงยหน้ามอง

             “ช่วยไม่ได้... เอาเป็นว่าคุณชินช่วยพาไปล้างตัวที่ห้องอาบน้ำหน่อยแล้วกันครั... อ๊ะ...”

             ยังมีหน้ามามองของคนอื่นที่ตื่นขึ้นมาเต็มเลเวลอีกรอบอย่างตกใจเหมือนเห็นเขาเป็นพวกโหดหื่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา นายแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย? จงใจใช่มั้ย? // โอโตนามิ  

             “ไม่ไหวแล้วนะครับ ไม่มีรอบสองแล้ว ก็บอกอยู่ว่าเจ็บ คุณชินคิดอะไรน่ะ?”

             “ใครจะไปมีรอบสอง ฉันก็ห่วงนายเหมือนกั...”

             “ถ้าแค่ใช้ปากให้ก็... ได้อยู่...”

             โทโอรุคุง คนอย่างนายนี่มัน... // โอโตนามิ 

             โอโตนามิสูดลมหายใจลึก ช้อนใต้ขามุคาเอดะที่ยังนั่งอยู่บนเตียง อุ้มขึ้นตัวลอยในขณะที่อีกคนทำทั้งสีหน้าและน้ำเสียงตกใจ

             “โอเค ไปอาบน้ำกัน”

             

             “โทโอรุ ของมิสุเอะมีแค่นี้ใช่ไหม?” 

             โอโตนามิไม่ได้อยากปลุกคนที่ยังนอนอยู่บนฟูก แต่มุคาเอดะเองก็ไม่สามารถจะนอนต่อเฉยๆ ตามที่อีกคนบอกได้ ถึงจะเห็นโอโตนามิในผ้ากันเปื้อนเตรียมอาหารเช้า แล้วก็จับลูกสาวที่แต่งเครื่องแบบนักเรียนมานั่งกินข้าวนิ่งๆ บนโต๊ะครัวได้เรียบร้อย ก็ยังอดนอนมองอย่างคนอยู่ไม่สุขไม่ได้

             “วันนี้มีว่ายน้ำด้วยครับ กระเป๋าเตรียมไว้แล้ว” โอโตนามิมองตามมือมุคาเอดะชี้ เดินไปหยิบกระเป๋ามาวางกองรวมกับกระเป๋านักเรียน, กระติกน้ำ และหมวกฟาง เด็กหญิงมองตาม เคี้ยวไข่ม้วนแก้มป่อง หันมองบิดาที่ยังอยู่ในชุดนอนพลางถาม

             “ปะป๊า ป่วยเป็นอะไรคะ?”

             “แค่เหนื่อยๆ ก็เลยหยุดงานน่ะ เดี๋ยววันนี้คุณชินจะเป็นคนไปส่งมิสุเอะจังเอง” โอโตนามิเรียกตัวเองแบบนั้น มองมุคาเอดะที่หลบสายตาลงกับหมอน ยังไม่ค่อยอยากจะยอมรับว่าต้องหยุดงานวันนี้ แต่ก็ต้านคำห้ามงั้นงี้ของโอโตนามิไม่ไหว

             “ทำไมคุณชินเรียกปะป๊าด้วยชื่อแล้วล่ะ?”

             มุคาเอดะกระตุกหน้ามอง ตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อยเหมือนกำลังดูว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไร

             “ก็เพราะมิสุเอะจังก็นามสกุลมุคาเอดะไง”

             “จริงด้วย” เด็กหญิงทำหน้าเหมือนเพิ่งจะนึกได้

             “แล้วปะป๊ามิสุเอะจังก็เรียกฉันว่าคุณชิน ปะป๊าก็ต้องเป็น `โทโอรุ` สิ เอ หรือว่าจะเรียก `ปะป๊า` เหมือนมิสุเอะจังดี?”

             “ไม่เอานะ ไม่ให้เรียก `ปะป๊า` มิสุเอะจังเรียกได้คนเดียว”

             โอโตนามิขำกับหน้างอจริงจังของเด็กที่งับข้าวปั้นคำสุดท้ายด้วยท่าทางน่าอร่อย หันไปมองนาฬิกาแล้วปลดผ้ากันเปื้อนแขวนตรงเก้าอี้

             “เอาจานชามไปเก็บที่อ่างให้เรียบร้อย แล้วไปเตรียมตัวได้แล้ว”

             มุคาเอดะนอนตะแคงมองเด็กหญิงที่ทำตามอย่างว่าง่าย จริงๆ โอโตนามิก็ไม่ได้ดุหรือน่ากลัวอะไร แต่มักจะมีวิธีหลอกล่อหรือบอกอะไรให้มิสุเอะทำตามเสมอ เขาไม่เก่งเท่าโอโตนามิในเรื่องนี้ แถมยังรู้สึกเหมือนโดนลูกลองดีอยู่ตลอด จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะใจดีเกินไป หรือดูว่าดุยังไงก็ไม่น่ากลัวแน่ๆ จนลูกสาวไม่มีความเกรงกลัวอะไรเขาเลย

             “อย่าลืมโทรไปลางานนะ”

             “ครับผม”

             “ไปแล้วนะคะปะป๊า บ้ายบาย”

             แต่ไม่ว่าจะดื้อรั้นหรือซนไปบ้าง เสียงใสก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้เสมอ มุคาเอดะโบกมือให้ พอประตูปิดลง ภายในห้องก็เงียบสนิทจนต้องถอนหายใจออกมา ทิ้งศีรษะลงกับหมอนแล้วนึกในใจว่าไม่ได้หยุดงานมานานเท่าไหร่ ยิ่งในช่วงที่แต่งงานมาห้าปีนี่แทบจะยิ่งนับครั้งได้ เพราะขนาดเป็นหวัดอยากจะนอนอยู่บ้าน ฟุซาโกะก็ออกจะมีท่าทีหงุดหงิดรำคาญเหมือนเขาเป็นตัวปัญหาที่มาทำให้ชีวิตเธอวันนั้นยุ่งยากเพิ่ม บางครั้งฟุซาโกะจะนัดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของตัวเองไปกินข้าวข้างนอกและพามิสุเอะไปด้วย เรื่องพวกนี้เขาไม่เคยว่าอะไรและไม่เคยสนใจรายจ่ายตรงส่วนนี้มาก ก็แค่ทำโอเพิ่มบ้างเพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายของเธอหน่อยก็เท่านั้น จริงๆ ก็ไม่บ้างหรอก... เขาทำโอเยอะมาก เพราะรู้สึกตัวว่าฟุซาโกะไม่ค่อยอยากให้เขากลับบ้านเร็วหรืออยู่บ้านเยอะ แต่เวลาทะเลาะกันก็จะต่อว่าเรื่องที่เขาไม่รีบกลับบ้านมาช่วยงานบ้านหรือช่วยเลี้ยงลูกแทนเธอบ้างเสมอ เงินก็ต้องการ เวลาก็อยากได้ สุดท้ายเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงให้พอใจได้นั่นแหละ

             อ้อๆ ที่พูดเรื่องไม่อยากหยุดงานทั้งที่ไม่สบาย ก็เพราะฟุซาโกะเห็นว่าเขาป่วยอยู่บ้านอยู่แล้ว ก็เลยเป็นโอกาสอันดีที่จะฝากลูกไว้แล้วนัดเพื่อนออกไปข้างนอกเสมอ เขาจะเถียงอะไรก็ไม่ได้ เพราะเธอคิดว่ามันก็ยุติธรรมแล้วที่เขาหยุดอยู่บ้านก็ควรจะดูลูกแทนให้ แต่สุดท้ายนอกจากเขาจะไม่ได้พักแล้ว มิสุเอะก็ยังติดหวัดจากเขาต่อ แล้วมันก็วนมาที่การที่เขาต้องมาทะเลาะกับฟุซาโกะซ้ำๆ เรื่องนี้ เขาเบื่อเหตุการณ์ซ้ำซาก ก็เลยยอมไปล้มพับเอาที่ห้องพยาบาลบริษัทยังจะดีกว่า

             ตอนที่โทรบอกหัวหน้าเรื่องที่จะขอลาหยุดวันนี้ น้ำเสียงหัวหน้าก็ยังดูแปลกใจ ถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเขาเป็นอะไรมากไหม? ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเลยหรือเปล่า? ก็นั่นแหละ... เขาไม่ยอมหยุดงานมานานขนาดนั้นแหละ

             ยังไม่ทันคิดนู่นนี่มาก โอโตนามิก็เปิดประตูกลับเข้ามาพลางส่งยิ้มให้

             อย่างว่า... แค่เดินขึ้นเนินไปห้านาทีเองนี่นะ 

             “พวกครูถามอะไรกันหรือเปล่าครับ?”

             “มีแต่คนห่วงคุณพ่อ” โอโตนามิยิ้ม “คุณพ่อมิสุเอะจังเป็นยังไงบ้างคะ? คุณพ่อมิสุเอะจังป่วยเป็นอะไรคะ?”

             “เดี๋ยวบ่ายผมไปรับเอง” มุคาเอดะพลิกตัวไปอีกข้าง ทำท่าว่าจะนอนต่อ แต่ต้องสะดุ้งเพราะอีกคนโถมตัวลงมาบนฟูก กอดจากข้างหลังไม่พอ ยังเอาริมฝีปากแตะหัวไหล่

             “จะเดินไปรับไหวเหรอ?”

             “...มันก็ไม่ถึงกับทำอะไรไม่ได้ขนาดนั้น” มุคาเอดะเหล่ “เมื่อเช้า มิสุเอะถามด้วยว่าเสื้อตัวที่ใส่มันคนละตัวกับเมื่อตอนอาบน้ำเสร็จ”

             โอโตนามิหัวเราะพรืด

             “เหมือนนายเลย ช่างสังเกต”

             “มีบอกด้วยว่ากลิ่นแชมพูก็ไม่ใช่”

             คนฟังหัวเราะคิกคัก เงยหน้าไปดมเส้นผมมุคาเอดะเหมือนจะพิสูจน์

             “คราวหน้าฉันจะเปลี่ยนไปใช้แชมพูยี่ห้อเดียวกับนายแล้วกัน”

             มุคาเอดะไม่ตอบ ผ่อนลมหายใจทำท่าจะนอนต่อ

             “คุณชินเปิดร้านกี่โมง?”

             “ปิดครึ่งเช้าดีมั้ย?”

             “เดี๋ยวก็เจ๊งหรอก”

             “ล้อเล่น” เอาจมูกถูไถต้นคอด้านหลังไปมา “วันนี้คิโกะก็เข้างาน เดี๋ยวฝากให้ดูร้านได้ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวค่อยให้ขึ้นมาเรียก”

             “ที่ห้องนี้เนี่ยนะ? คิโกะจังจะไม่เอะใจแปลกๆ เหรอครับ ว่าทำไมถึงเป็นห้องผม?”

             แน่ะ ยังไม่ทันบอกเลยว่าจะรออยู่ที่ห้องนี้ พูดอย่างนี้แล้วจะไปอยู่ห้องไหนได้ฮึ // โอโตนามิ 

             “ให้โทรตามสิ ถ้ามาตามแล้วเกิดได้ยินเสียงนายร้องแปลกๆ ขึ้นมาจะว่ายังไง”

             มุคาเอดะพลิกตัวไปมองตาขวาง แต่หน้าแดงก่ำขนาดนั้นมันเหมือนกำลังเชิญชวนมากกว่า...

             “เอาไงกับข้าวเช้า?” โอโตนามิถาม

             “แค่ขนมปังปิ้งก็พอครับ”

             “ให้อุ้มไปแบบเจ้าหญิงอีกไหม?”

             “คลานไปยังจะดีกว่า”

             โอโตนามิหัวเราะอีกรอบ ลุกขึ้นก่อน แล้วค่อยฉุดอีกคนให้ยืน

 

             “อ้าว คุณมุคาเอดะ อาการเป็นยังไงบ้างคะ? ดีขึ้นแล้วเหรอ?”  

             ครูสาวที่เห็นเขาตอนมายืนรอรับมิสุเอะรีบวิ่งแจ้นมาหา พวกแม่ๆ ที่ยืนรอก็เลยเข้ามาทักเรื่องที่เห็นเขามารับลูกเวลานี้ แถมยังใส่ชุดอยู่บ้านธรรมดา ไม่ใช่ชุดสูทด้วย ยกเว้นอิชิซากะคนเดียวที่ดูจงใจไม่มองหน้าแล้วรีบเดินหนีไปทางอื่น น่าจะเข็ดจากที่โอโตนามิไปบอกความลับของเธอกับสามีเมื่อวันก่อน

             “ไม่ได้เป็นอะไรมากครับ พักครึ่งวันก็หายแล้ว” มุคาเอดะยิ้มตอบ ทำเอาสีหน้าแม่บ้านทั้งหลายดูกระชุ่มกระชวยขึ้นมา อดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีแบบนี้มาให้เห็นทุกวันตอนรับลูกก็ดี

             จริงๆ ก็ยังเจ็บอยู่นะ แต่ถ้าโอโตนามิรู้ เดี๋ยวก็จับให้ไปนอนแต่ในฟูกอีก // มุคาเอดะ 

             “มารับเวลานี้ก็ดีเลยค่ะ ในตึกมีต้นไผ่กับคำอธิษฐานของเด็กๆ ที่แขวนประดับเอาไว้ตอนวันทานาบาตะ คุณครูเป็นตัวแทนเขียนคำอธิษฐานแทนเด็กๆ ให้ คุณมุคาเอดะก็เข้าไปอ่านของมิสุเอะจังด้วยสิคะ”

             “อ๋อ ได้ครับ” ยิ้มตอบพลางเดินไปถอดรองเท้าจะเข้าตึก พวกแม่ๆ ในกลุ่มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รีบเรียกครูสาวไว้ แต่มุคาเอดะก็เดินเข้าตึกไปแล้ว

             “ครูคะ จะดีเหรอคะ... คือที่มิสุเอะจังขอในคำอธิษฐานน่ะ...”

             มุคาเอดะเดินตรงไปยังต้นไผ่แขวนคำอธิษฐานที่ประดับไว้หน้าห้องเรียนแต่ละห้อง มองหาชื่อเด็กหญิงผู้เป็นบุตรสาวจนเจอ ด้านหน้ามีรูปวาดดวงดาวกับสายรุ้งที่น่าจะเป็นฝีมือมิสุเอะวาดเองประดับ เขายิ้มให้กับรูปนิดๆ ก่อนจะพลิกไปอีกฝั่ง

             `ขอให้คุณแม่มางานวันเกิดมิสุเอะด้วยค่ะ`

             สีหน้าเปลี่ยนทันทีที่อ่านจบ...

 

To be continue

ความคิดเห็น