ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตัดสัมพันธ์...สานสงคราม (1/2)

ชื่อตอน : ตัดสัมพันธ์...สานสงคราม (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 353

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.พ. 2564 22:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดสัมพันธ์...สานสงคราม (1/2)
แบบอักษร

 

13

ตัดสัมพันธ์...สานสงคราม

                เสียงออดในห้องกว้างดังติดต่อกันโดยไม่เว้นว่างจังหวะราวกับพวกโรคจิตที่ตั้งใจกวนประสาท คีติกากระวีกระวาดออกจากห้องน้ำพลางผูกสายชุดคลุมอาบน้ำอย่างลนลาน ในใจก็บ่นปนสงสัยว่าใครกันที่บ้ามากดกริ่งห้องเธอรัวขนาดนี้ หญิงสาวปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงทั้งที่อยู่ร่วมงานเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เธอเบื่อหน่ายและแสนเซ็งจึงกลับห้องมานอนแช่น้ำที่กรุ่นด้วยกลิ่นอะโรม่าคละคลุ้ง เธอปล่อยความคิดล่องลอยเรื่อยเปื่อยจนผล็อยหลับไปแล้วด้วยซ้ำ กระทั่งสะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงออดกดเรียก

                คีติกาส่องลอดช่องตาแมวและเมื่อเห็นว่าคนบ้านั้นเป็นใคร เธอจึงกระชากประตูออกพร้อมกับสายตาที่มองอย่างไม่พอใจ “เป็นบ้าอะไรคะพี่กุล”

                “ขอเข้าไปหน่อย” เวทิศดึงดันในขณะที่เธอขืนแรงไว้สุดกำลัง กลิ่นสุราที่ลอยคลุ้งจากร่างสูงทำคีติกานิ่วหน้าและยิ่งเพิ่มแรงดันประตูไม่ให้เขาเข้ามา ทว่าพละกำลังคนตัวเล็กที่สูงเพียงไหล่ของเขามีหรือจะสู้คนตัวโตได้ เวทิศฝ่าเข้าไปในห้องพร้อมกับเหวี่ยงเสื้อนอกสีดำไปทางโซฟา คีติกาสาวเท้าตามมาอย่างไม่พอใจ อะไรบางอย่างจากสายตาคมดุของเขากำลังทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำใจดีสู้เสือ

                “พี่เป็นบ้าอะไร เมาแล้วทำไมไม่กลับห้องตัวเอง แบบนี้หนาวไม่โอเคนะ” คีติกายืนห่างจากเขาให้มากที่สุดพลางกระชับเสื้อคลุมแน่น

                “เธอล่ะเป็นบ้าอะไร เป็นผู้หญิงแบบไหนกันถึงได้กล้ากอดกับผู้ชายทั้งที่คนเยอะแยะขนาดนั้น” ร่างสูงที่คลุ้งกลิ่นเหล้าเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว แล้วใช้นิ้วปาดแก้มเธอเบาๆ “หน้ายังมียางอายอยู่หรือเปล่า”

                “พี่กุล! มันจะมากไปแล้วนะ ออกไปเดี๋ยวนี้” เธอตะเพิดไล่เสียงกร้าว นัยน์ตาดุดันแฝงความฉุนเฉียวแต่ไม่มากเท่ากับความเสียใจที่จุกอก เขากล้าว่าเธอถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

                เทพหนุ่มแค่นเสียงเยาะในลำคอ นัยน์ตาหยาดเยิ้มด้วยฤทธิ์สุรามองเธออย่างต้องการเอาชนะ มือแกร่งจับต้นแขนเล็กแล้วดันติดกำแพง ร่างบางตกใจร้องลั่นพร้อมกับออกแรงต่อต้านโดยพลัน “ปล่อยนะพี่กุล! อย่าแตะต้องตัวหนาว”

                “ทำไมเหรอ ทำเป็นหวงตัว ทีกับผู้กองจิรภัทรกลับยินยอมกอดซบท่ามกลางคนยั้วเยี้ย” เวทิศยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คีติกาหลบวูบและใช้ฝ่ามือดันเขาออกห่าง ท่าทีต่อต้านเชิงรังเกียจยิ่งเร่งเร้าให้เขาอยากลองดี แต่ถ้อยคำย้ำเตือนของยมทูตเรื่องห้ามมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสตรีก็ดังแว่วเข้ามา เวทิศจำต้องปัดความรู้สึกในเชิงราคะนั้นทิ้งแต่ไม่คิดปล่อยร่างบางง่ายๆ เขาถูกห้ามเรื่องบนเตียง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะจูบไม่ได้

                เมื่อคิดได้ดังนั้นเทพหนุ่มจึงเลื่อนมือจากที่จับไหล่บางมากุมแก้มเธอทั้งสองข้างแล้วก้มประทับริมฝีปากแนบแน่น ร่างบางตกใจตัวสั่นเทิ้ม ร้องขออิสรภาพเสียงอู้อี้ เธอยังฝืนต่อต้านแม้เรี่ยวแรงถูกสูบหายกลายเป็นความหนึบชาทั่วสรรพางค์กาย น้ำตาหนึ่งหยดไหลเยือนข้างแก้ม เวทิศตกใจกับปฏิกิริยาจากร่างบาง

                “ร้องไห้ทำไม” เขามองคนตัวเล็กที่กายสั่นเทิ้มอย่างไม่เข้าใจ เธอยังคงผลักไสและกรีดร้องดังขึ้นจนเขาตกใจ นัยน์ตาที่เคล้าด้วยหยดน้ำมีความหวาดผวาปะปน ร่างเล็กทรุดนั่งกับพื้นเย็นเยียบ กุมศีรษะด้วยความปวดแปลบและพรั่นพรึง เวทิศทรุดนั่งพลางเอื้อมมือแตะหัวไหล่ทว่าเธอรีบถดกายหนีจ้าละหวั่น

                “ออกไปๆ ๆ” เธอเอ่ยปากไล่พร้อมเสียงสะอื้นขาดห้วง พอเขาไม่ยอมถอยเธอจึงกรีดร้องลั่น เวทิศเห็นดังนั้นจึงได้แต่เอ่ยคำขอโทษแผ่วเบาซึ่งคงไม่แทรกเข้าไปในโสตสัมผัสของเธอ ร่างสูงร่นถอยออกมาจนถึงหน้าประตู ก่อนจะลาลับก็หันกลับมามองร่างบางที่กอดกายคุดคู้ข้างผนัง ความรู้สึกผิดพร้อมความงงงันแห่งปริศนากำลังถาโถมในใจเขา

                เหตุใดเธอถึงหวาดกลัวขนาดนั้น

 

                ทันทีที่แสงตะวันแยงตาในวันใหม่ร่างสูงที่นอนกระสับกระส่ายเอามือก่ายหน้าผากมาทั้งคืนก็พรวดพราดไปยืนหน้าห้องคีติกา เมื่อช่อดอกไม้ที่สั่งให้ปองพลไปซื้อส่งมาถึงมือเขาแล้ว เวทิศยืนเก้ๆ กังๆ อย่างชั่งใจร่วมหลายนาทีก่อนกดออดห้องคีติกา ทว่าก็ต้องยืนเก้ออยู่เช่นนั้นเมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ กลับมา เขารู้ว่าเธอยังไม่ออกไปไหนเพราะปองพลเลขาฯ จอมรู้งานกระซิบบอกว่ารถของเธอยังจอดอยู่ที่เดิม

                “น้ำหนาวออกมาคุยกันหน่อยเถอะ พี่อยากขอโทษเรื่องเมื่อคืน”

                เงียบ...

                เวทิศถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ก่อนลงมือกดกริ่งรัวๆ เพื่อก่อกวนให้หล่อนทนไม่ไหว ทว่าหญิงสาวก็ใจแข็งเยี่ยงเพชร กระทั่งรอคอยอยู่นานจนความรู้สึกผิดเริ่มขยับเข้าสู่ความหงุดหงิด เวทิศจึงตะโกนลั่นเข้าไปใหม่

                “ถ้าไม่เปิดให้เข้าไป พี่จะไปหาน้ำหนึ่งหรือไม่ก็เกวลีนะ”

                คราวนี้ได้ผล ร่างบางที่อยู่ไม่ห่างจากประตูตัดสินใจเปิดให้คนบ้าเข้ามา ต่อให้โกรธและกลัวแค่ไหนหากเขาคิดจะไปหาสองคนนั้น เธอย่อมไม่มีทางยอมแน่ๆ “หยุดอยู่ตรงนั้นค่ะ อย่าเข้ามาใกล้” คีติกาชี้นิ้วสั่งทันทีที่ร่างสูงก้าวพ้นธรณีประตู

                เวทิศถอนหายใจด้วยความหนักอึ้ง ใบหน้าคมสันที่หลังๆ ชอบยียวนกวนประสาทเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาป ช่อดอกไม้สีฟ้าสวยสดถูกยื่นมาตรงหน้าหญิงสาว “พี่ขอโทษเรื่องเมื่อคืน ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ นอกจากขอโทษจากใจจริง”

                คีติกามองดอกไม้ช่อนั้นนิ่ง ความเย็นชายังคงแผ่กระจายออกมาจากตัวเธอ เมื่อเงยสบดวงตาเว้าวอนและรอยยิ้มเจื่อนสนิทอันแสดงถึงความรู้สึกผิด เธอจึงฉวยช่อดอกไม้มาอย่างจำยอมพร้อมชี้นิ้วกำชับเสียงแข็ง “ต่อจากนี้ไปอย่าได้ทำอุกอาจแบบเมื่อคืนอีก ถึงหนาวจะรักพี่มากแค่ไหน แต่หากไม่เต็มใจพี่ก็ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรทั้งนั้น”

                เวทิศตกปากรับคำหนักแน่นและเดินตามเธอเข้าไปด้านใน คีติกาทรุดนั่งบนโซฟาไล้นิ้วสัมผัสดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม เวทิศพิจารณาความเรียบนิ่งในสีหน้าก่อนตัดสินใจถามเธอออกไปตรงๆ “เรื่องเมื่อคืนทำไมน้ำหนาวต้องโกรธขนาดนั้นด้วย มันก็แค่จูบและเราก็รักพี่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงดูหวาดกลัวราวกับพี่เป็นคนอื่น”

                มือเนียนสวยที่ไล้สัมผัสกลีบดอกไม้ชะงักไป เธอนิ่งเงียบแทนคำตอบทั้งปวง ผินหน้ารับสายลมเอื่อยจากประตูระเบียงที่เปิดทิ้งไว้ มองแสงสีทองของดวงตะวันที่จับขอบฟ้า มองยอดใบไม้ที่พลิ้วไสวตามแรงลม มองทุกๆ อย่างรอบกาย ยกเว้นก็แต่ชายตรงหน้า เวทิศรับรู้ได้ถึงความอึดอัดใจของเธอแต่เขาไม่อาจทนอยู่กับความไม่รู้เช่นนี้ได้อีกต่อไป เขาทำร้ายเธอทั้งที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแห่งความหวาดกลัว เขาไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นอีก

                “บอกพี่มาเถอะ น้ำหนาวต้องเปิดใจให้พี่บ้างนะ” เขาเอ่ยเสียงจริงจัง “พี่ความจำเสื่อม ทุกเรื่องราวตลอดจนความเจ็บปวดของน้ำหนาวที่พี่เคยรู้ก็ไม่รู้อีกต่อไป พี่ควรจะรู้ไว้เพราะไม่อยากทำร้ายเราอีก”

                เมื่อนั้นคีติกาจึงยอมเงยสบตาเขาตรงๆ ก้อนความระทมขมขื่นถูกกลืนลงคอ เธอตัดสินใจเล่าปมอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แผลใจที่คีติกาคิดว่าเย็บปิดสนิทด้วยการรักษากับจิตแพทย์เป็นเวลาหลายเดือน ทว่าความหวาดหวั่นและภาพจำทั้งหมดยังสลักลึกฝังอยู่ข้างในไม่เคยเลือนหาย

                ย้อนกลับไปในตอนที่คีติกาอายุสิบสองปี เธอกำลังเข้าสู่วัยรุ่นด้วยความสวยสะพรั่ง เหตุการณ์ร้ายฝังใจเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวกุลฤทธาไปพักผ่อนที่เกาะแห่งหนึ่งในภาคใต้ ในคืนที่คลื่นสูงลมแรงและฟ้าร้องครางครืน คีติกามีปากเสียงกับพี่สาวด้วยเรื่องแย่งห้องนอน ความกระทบกระทั่งไร้สาระเริ่มบานปลายเมื่อคีติกาใช้ถ้อยคำหยาบคายตามประสาวัยรุ่นด่าทอพี่สาว จนบิดาเข้ามาจับแยกและตัดสินให้ห้องนอนนั้นเป็นของคติยา คีติกากระทืบเท้ากรี๊ดลั่นบ้านพักตากอากาศด้วยความไม่พอใจ หล่อนตะโกนกร้าวว่าจะไม่อยู่ที่นี่ พร้อมกับวิ่งหนีออกไปจากบ้านพักทั้งที่เม็ดฝนเริ่มโปรยลงมา

                อารมณ์เลือดร้อนของวัยรุ่นนำพาเธอสาวเท้าอย่างเปะปะไปทั่วชายหาดสลัวราง คีติกาในวัยสิบสองปีเดินกอดอกเตะทรายระบายอารมณ์ แม้ฝนเริ่มโปรยหนักเม็ดแล้วก็ตาม ทว่าเธอก็ไม่สน แต่ก็แอบเหลียวไปมองด้านหลังบ่อยครั้งเพราะอยากรู้ว่ามีใครตามมาหรือไม่ สุดท้ายก็พบเพียงความว่างเปล่า ใช่สิ! พ่อรักพี่หนึ่งมากกว่าใคร พ่อรักเด็กดีที่อยู่ในโอวาทเสมอ

                ‘หนูมาเดินเล่นอะไรแถวนี้จ๊ะ’

                คีติกาชะงักฝีเท้าและหันไปมองด้านหลัง แววตากระลิ้มกระเหลี่ยที่ไล่มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าทำคีติกากลืนน้ำลายด้วยความหวั่นกลัว กลุ่มชายฉกรรจ์อายุราวๆ สามสิบถึงสี่สิบปีจำนวนสี่คนกำลังห้อมล้อมเธอราวกับสัตว์หิวโซที่เจออาหารอันโอชะ สัญชาตญาณในตัวเธอร้องบอกว่าควรหนี คีติกาก้าวเท้าถอยกรูดและเปลี่ยนเป็นวิ่งพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ ส่วนชายทั้งสี่ก็เร่งฝีเท้าตามมาอย่างไม่ลดละ ก่อนตะครุบตัวเด็กสาวไว้แล้วพาลากเข้าป่าข้างทางท่ามกลางฝนที่เริ่มตกหนักขึ้น ซึ่งสถานที่ที่ครอบครัวหญิงสาวมาพักเป็นเกาะที่มีความเป็นส่วนตัว ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวอันมากไปด้วยผู้คน จะมีก็แต่พวกชาวบ้านที่อาศัยอยู่ประปราย ซ้ำแถบนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการก่ออาชญากรรมอีกด้วย

                ‘ช่วยด้วย!’ เสียงแหลมของคีติกาตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกทำลายให้เงียบลงด้วยฝ่ามือกร้านที่ฟาดใส่ใบหน้าเรียวเล็กถึงสองครั้ง เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น วิงวอนขอความเห็นใจพร้อมเสนอเงินให้เป็นการแลกเปลี่ยน แต่เดรัจฉานพวกนั้นก็หาฟังไม่ ต่างพากันจับแขนจับขาให้เธอเลิกดีดดิ้น พวกนั้นถอดเสื้อผ้าของตัวเอง และเมื่อเห็นเธอยังมีเรี่ยวแรงขัดขืนก็ชกเข้าที่หน้าท้องอีกครั้ง เสื้อผ้าเธอถูกฉีกทึ้งอย่างน่าสังเวช ฝ่ามือหยาบกร้านลูบสัมผัสผิวเนื้อเนียนละเอียดอย่างจาบจ้วง

                โชคดีเหลือเกินที่ดวงของเธอยังไม่กุดเสียทีเดียว บิดาพร้อมด้วยคนงานดูแลบ้านพักจำนวนสามคน และคณณัฐ์ในวัยยี่สิบสองปีต่างพากันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา บิดาตรงไปกระทืบพวกนั้นที่กำลังตั้งท่าจะหนี ส่วนคณณัฐ์ถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้น้องสาวและกอดปลอบร่างสั่นสะท้านไว้แนบอก

                ค่ำคืนนั้นจบลงที่คีติกาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล คนร้ายทั้งสี่ได้รับการลงทัณฑ์ตามกฎหมาย ครอบครัวกุลฤทธาปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ คีติกาผู้ผ่านความชอกช้ำเจ็บปวดเธอไม่พูดคุยกับใคร ไม่ยอมมองหน้าใครเกือบเดือน มีก็แต่คณณัฐ์ที่เธอยอมให้เข้าใกล้ ยินยอมรับสัมผัสที่กอดปลอบอย่างห่วงใย คีติกาเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างมีวินัยกระทั่งผ่านไปเกือบปีเธอจึงขอที่บ้านไปศึกษาต่อต่างประเทศ ด้วยเหตุผลว่าอยากหลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นอายเดิมๆ ที่ลอยคลุ้งรอบตัวเผื่อว่าอะไรๆ จะดีขึ้น

                “โชคดีที่เดรัจฉานพวกนั้นไม่ทันได้ทำอะไรหนาว และถึงแม้ความเจ็บปวดจะได้รับการเยียวยาแล้ว แต่บางส่วนมันเหมือนกาวเหนียวๆ ที่ต่อให้แงะยังไงก็ยังติดหนึบ กลายเป็นกำแพงที่หนาวไม่เคยข้ามได้ สิ่งที่หนาวให้พี่ได้คือแค่กอด จับมือ และหอมแก้มบ้างเท่านั้น ไม่เคยข้ามไปที่จูบปากเลย”

                “งั้นเมื่อคืนนี้ก็จูบแรกสินะ” รอยยิ้มทะเล้นของเวทิศเจื่อนลงทันใดเมื่อโดนสายตาขุ่นขลักฟาดเข้าให้

                “ใช่เรื่องที่ต้องแซวไหมคะ”

                “ขอโทษครับ...น้ำหนาวไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้พี่จะปกป้องเราเอง” ถ้อยคำมั่นคงหนักแน่นดั่งขุนเขาที่ตั้งตระหง่านเฉียดเมฆาสร้างความรู้สึกเย็นวาบในอกคีติกา รอยยิ้มเล็กๆ คลี่ประดับใบหน้างาม สายลมแห่งความอุ่นใจกำลังห่มพัดโอบเธอกับเขาไว้ด้วยกัน แม้คีติกาไม่เอ่ยอะไรต่อจากนั้นแต่เวทิศรับรู้ได้ทางสายตาว่าเธอกำลังพูดว่าขอบคุณ

....................................  ......................  .................................

 

                ร่างสูงเดินเตะเท้าวนไปเวียนมาในห้องสี่เหลี่ยมที่เคลือบด้วยไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศตัวเก่า พลางมือไม้ที่อยู่ไม่นิ่งก็เอื้อมหยิบจับเอกสารทางราชการเพื่อเปิดดูแต่โดนเสียงกระแอมสั่งห้ามเลยปิดแฟ้มลงตามเดิม เขาจึงวางมือแล้วเดินเตร่ไปมาไม่ยอมนั่งดีๆ เสียที กระทั่งผู้กองหนุ่มทนความเวียนหัวของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามหากุลไม่ไหวจึงเอ่ยออกไปด้วยความรำคาญ

                “ตกลงแกมาทำอะไรที่นี่วะไอ้กุล” จิรภัทรถาม วางมือจากเมาส์ที่กำลังตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์แล้วให้ความสนใจกับเพื่อนสนิทที่แล่นมาหาเขาตั้งแต่ยี่สิบนาทีที่แล้ว และก็ทำไม่พูดไม่จาพอไล่ด้วยความเกะกะลูกตาก็ไม่ยอมไปอีก

                เทพหนุ่มระบายลมหายใจห้วนสั้น ตวัดตามองคนในเครื่องแบบด้วยความขุ่นเขียว “แกคิดยังไงกับน้ำหนาว”

                คำถามนั้นทำผู้กองหน้าเข้มยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างจากตัวเพื่อน “แกก็รู้อยู่แล้วว่าฉันคิดยังไงกับน้ำหนาว แล้วจะถามทำไม”

                “ที่ถามเพราะจำไม่ได้ไงโว้ย” เวทิศตบโต๊ะเสียงดังฉาด เกลียดความยียวนทางสายตาคู่นั้น จิรภัทรหาได้สะทกสะท้านกลับไหวไหล่แล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะมาเปิดดู “ตอบมาดีๆ อย่ากวน”

                “ฉันชอบน้ำหนาว ซึ่งก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไร ทำไมแกต้องทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น” จิรภัทรเห็นความหึงหวงในสีหน้าของเพื่อนสนิท แต่ยังไม่ฟันธงเสียทีเดียว เขารู้ดีว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมามหากุลให้ความใส่ใจคีติกาเหนือใคร แต่จิรภัทรก็ไม่ลืมว่ามหากุลซ่อนใครไว้ในใจอีก

                “ที่ผ่านมาฉันเคยเปิดโอกาสให้แกจีบน้ำหนาวอย่างเต็มใจเหรอ”

                คำถามนี้ของเวทิศทำผู้กองหนุ่มชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยอมตอบออกไปตามความจริง “เปิดแต่ไม่เต็มร้อย”

                “แล้วเรื่องนี้เคยทำให้เราทะเลาะกันหรือเปล่า”

                ผู้กองหนุ่มหลบตาทำเป็นจิบกาแฟและเบือนสายตาไปทางจอคอมพิวเตอร์ จิรภัทรเงียบไปครู่หนึ่งจนเวทิศเกือบจะแหกปากตะคอกอีกรอบ ดีที่เขาเอ่ยขึ้นก่อน “เคย แต่ฉันแสดงความจริงใจให้แกเห็นไง ส่วนแกนั้นก็แค่หมาหวงก้าง มีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่ก็ไล่กั๊กไปทั่ว ทั้งน้ำหนาวทั้งเกล แกไม่เคยเลือกใครคนใดคนหนึ่ง”

                “ตอนนี้ฉันเลือกน้ำหนาวแล้ว เพราะฉะนั้นแกอย่ายุ่ง” เวทิศเน้นชัดถ้อยชัดคำ จิรภัทรสบตาอีกฝ่ายไม่มีหลบ ประกายแน่วแน่ผสานความยียวนส่งกลับให้เพื่อนรักโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด เวทิศจึงรับรู้ได้ทันทีว่าจิรภัทรจะไม่ยอมถอยง่ายๆ “อย่าคิดสู้เลย เพราะถึงยังไงแกก็แพ้”

                “อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิ แม้น้ำหนาวจะคิดกับฉันแค่พี่ชาย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสถานะนั้นจะขยับเลื่อนไม่ได้ ที่ผ่านมาตอนแกหมั้นกับน้ำหนึ่งก็มีฉันนี่แหละที่คอยกันไม่ให้แกยุ่งกับน้ำหนาวจนเกินงาม จริงๆ พักหลังๆ มานี้เธอก็ดูเปิดใจให้ฉันเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนะ แต่น้ำหนาวคงไม่รู้ตัว เผลอๆ เธออาจรักฉันไปแล้วก็ได้” จิรภัทรพล่ามหวังกวนอารมณ์คนตรงหน้า

                “ไม่มีทาง อย่าเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย น้ำหนาวรักฉัน”

                “รักมหากุล แต่ก็ไม่ได้รัก...คุณ” รอยยิ้มหยันมุมปาก แววตาที่เปล่งประกายเยาะเย้ยทำเวทิศงุนงงจนเสียงพูดเลือนหาย เขาใบ้เบื้อและจ้องจิรภัทรไม่วางตาจนผู้กองหนุ่มหัวเราะร่วน “ดูทำหน้าเข้า จะตกใจอะไรขนาดนั้นวะ ก็แกเคยพูดเองไม่ใช่เหรอว่าแกคือคนอื่น มหากุลตายไปแล้ว น้ำหนาวเขารักมหากุลคนเดิมส่วนคนใหม่ที่นิสัยต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหวอาจทำเธอไขว้เขวและเลิกรักในที่สุด อันที่จริงฉันคิดว่าความรู้สึกที่น้ำหนาวมีต่อแกอาจแค่ความหลงใหลไม่ใช่ความรัก”

                เวทิศพูดไม่ออกมีเพียงดวงตาที่ฉายความเคืองขุ่นสุดขั้ว เขาทิ้งเสียงดังฉาดจากฝ่ามือแกร่งไว้บนโต๊ะทำงานของจิรภัทรแล้วเดินปึงปังชนไหล่นายตำรวจชั้นผู้น้อยออกไป ผู้กองหนุ่มมองตามแผ่นหลังเพื่อนสนิทที่ลับสายตาไปก่อนส่ายหน้าระอา ถึงเวลาที่มหากุลต้องเรียนรู้ที่จะเลือกใครคนใดคนหนึ่งเสียที ไม่ใช่ทำตัวเหมือนอยากเก็บเธอไว้ทั้งสามคน จิรภัทรรู้นิสัยเจ้าชู้เงียบของมหากุลดี รายนั้นเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม ใบหน้าสุขุมลุ่มลึก ดวงตามากด้วยเสน่ห์เหลือล้น เพียงแค่คลี่ยิ้มเล็กน้อย สาวๆ ก็ใจบางพร้อมหมอบคลานถวายตัว ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ตอนช่วงมัธยมปลายไอ้เสือร้ายนามมหากุลได้ฟาดสาวๆ ตัวท็อปของโรงเรียนมาเกือบครบรุ่น

....................................  ......................  .................................

 

                เทพหนุ่มในร่างมหากุลผินหน้ามองตึกสูงและผู้คนที่เดินขวักไขว่บนถนนยามค่ำคืนด้วยสายตาเลื่อนลอย ปล่อยความคิดฟุ้งซ่านติดปีกไปกับความเร็วของยานสี่ล้อที่ขับเคลื่อนไป พลางคิดถึงคำพูดของจิรภัทรที่ยังคงดังก้องในหัว

                ‘รักมหากุล แต่ก็ไม่ได้รัก...คุณ’

                แม้นจิรภัทรไม่ทราบความลับที่แท้จริงของเขา หากแต่สิ่งที่หมอนั่นพูดมาก็ไม่ผิดแต่อย่างใด คีติกาฝากหัวใจไว้กับมหากุลคนที่ตายจากไปแล้ว ไม่ใช่เขาที่เป็นเทพผู้มายืมร่างนี้อยู่ชั่วคราว...เธอควรรักที่เขาเป็นเขาไม่ใช่หน้ากากของคนเก่า ซึ่งมันคงไม่ยากนักหรอกกับการให้ผู้หญิงคนหนึ่งมาตกหลุมรัก เขาเป็นถึงเทพสวรรค์ ขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์เหลือร้ายที่เทพธิดาต่างพากันขวยเขินยามเดินผ่าน เธอซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนหากโดนเขาหยอดเสน่ห์ใส่มากๆ เข้ามีหรือจะไม่หลงรัก

                “คิดอะไรอยู่ล่ะคะกุล เห็นนั่งเงียบไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาตั้งแต่ทานข้าวแล้วนะคะ” เกวลีที่นั่งเคียงข้างเอ่ยถาม วันนี้เวทิศยอมใจอ่อนให้เธอเพราะทนแรงตื๊อไม่ไหว เกวลีขอให้เขาไปรับที่กองถ่ายจากนั้นก็ไปทานดินเนอร์ด้วยกัน และแล้วก็มาถึงตอนที่เวทิศรอคอยนั่นคือส่งเธอกลับบ้านกลับช่องเสียที

                “เกลทำอะไรให้กุลไม่พอใจหรือเปล่าคะ ถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้” เสียงหวานที่เอ่ยอย่างตัดพ้อชักทำเวทิศอึดอัด ยิ่งหล่อนทำตาคลอเหมือนลูกสุนัขหลงทางเขายิ่งรู้สึกอยากหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้น ก็เห็นทีไรใจไม่รักดีมันพลอยโอนอ่อนตามหล่อนเสียทุกครั้ง

                “เปล่าหรอกครับ ผมแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เขาตอบปัดอย่างต้องการจบสายตาน้อยอกน้อยใจนั้น แต่แล้วก็หันกลับมาจ้องเกวลีอีกครั้งเมื่อระลึกได้ว่าเธอกับมหากุลและจิรภัทรเป็นเพื่อนกันมานานกว่าทศวรรษ “ถามอะไรหน่อยสิครับ”

                “อะไรเหรอคะ”

                “มหา...เอ้ย ผมกับจิณณ์แต่ก่อนเคยทะเลาะกันเรื่องน้ำหนาวไหม” เวทิศรีบงับปากตัวเองเมื่อจะเอ่ยเรียกชื่อเต็มของกายหยาบที่ตนมาอาศัยอยู่อีกแล้ว

                เกวลีเอียงคอครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก่อนตอบ “ไม่บ่อยนะคะ แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถึงขั้นชกต่อยกันจนเลือดตกยางออก น่าจะเป็นช่วงแรกๆ ที่จิณณ์บอกว่าจะจีบน้ำหนาวมั้งคะ”

                คำตอบของเกวลีทำเขาเงียบไปอย่างใช้ความคิด หากการตายของมหากุลมีเบื้องหลังที่ผิดปกติวิสัยจริง ดังนั้นเขาขอเพิ่มจิรภัทรเป็นหนึ่งในตัวละครที่อาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ด้วย ความรัก ความหึงหวงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของมหากุลและจิรภัทรอาจเป็นหนึ่งในแรงจูงใจของเหตุการณ์ทั้งหมด ในเมื่อความทรงจำเก่าๆ ของมหากุลแทบไม่หลงเหลือให้เวทิศตักตวง แล้วมันจะผิดอะไรหากเขาขอเดาว่าเพื่อนสนิทอาจหักเหลี่ยมกันด้วยเรื่องความรัก

                รถยนต์สีดำปรอทที่มีคนพลขับเป็นปองพลจอดนิ่งสนิทหน้าตึกคอนโดมิเนียมของมหากุลที่อยู่ในย่านสีลม ซึ่งเป็นรังรักของเขากับเกวลี เวทิศยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในขณะที่ดาราสาวก้าวเท้าลงไปแล้ว เกวลีหันกลับมามองเขาที่กำลังโบกมือลาเธอหย็อยๆ

                “อะไรกันคะกุล จะทิ้งเกลไว้ที่นี่คนเดียวงั้นเหรอ ไปกับเกลสิคะ ตั้งแต่กุลออกจากโรงพยาบาลก็ไม่เคยมาที่นี่เลย...เถอะนะขึ้นห้องกันเถอะ เผื่อว่าสถานที่เดิมๆ จะช่วยกระตุ้นความทรงจำที่หายไปได้บ้าง” เกวลีเว้าวอนพลางโน้มตัวฉุดแขนเวทิศให้ออกมาจากรถ เทพหนุ่มแอบถอนหายใจแต่สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนตามแรงปรารถนาของหล่อน

                “ผมมาที่นี่บ่อยเหรอครับ”

                “เรียกว่าอยู่ที่นี่แทบทุกคืนน่าจะถูกกว่านะคะ กุลไม่ค่อยกลับไปบ้านสักเท่าไหร่เพราะที่นี่ใกล้บริษัทมากกว่า ใช่ไหมจ๊ะปองพล” ดาราสาวหันไปขอแรงสนับสนุนจากเลขาฯ ของมหากุลที่ตอนนี้โดนลดขั้นเป็นคนขับรถชั่วคราว

                “ใช่ครับ คุณกุลมักอาศัยอยู่ที่คอนโดฯ นี้ นานๆ ทีถึงจะกลับไปนอนที่บ้าน”

                เกวลียิ้มให้เลขาฯ ของมหากุลก่อนสั่งเสียงเรียบ “ปองพลกลับได้เลยนะจ๊ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้”

                “อย่าเพิ่งไป อยู่รอก่อน” เวทิศรีบค้านเสียงดังจนเกวลีผงะ เธอหน้าเสียเล็กน้อยที่ถูกชายหนุ่มขัดเช่นนั้น ก่อนจะเชิดหน้าขจัดอาการเสียศูนย์ออกไปแล้วคล้องแขนพาร่างสูงเข้าไปในอาคารสูงห้าสิบชั้น เวทิศกวาดตามองรอบกายหวังให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปกระตุ้นสมองส่วนที่เก็บความทรงจำเดิมๆ ไว้ หากว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักพิงที่มหากุลใช้ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันจริง ดังนั้นอาจมีจิ๊กซอว์สักหนึ่งตัวที่สามารถเข้ามาปะติดปะต่อในสมองได้บ้าง

                เกวลีเปิดประตูเข้าไปในห้องและยังคล้องท่อนแขนแข็งแรงนั้นจนกระทั่งถึงโซนห้องรับแขกจึงยอมปล่อย เวทิศสูดหายใจลึกพลางหลับตาลงด้วยกำลังปั้นสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูแข็งขันมั่นคงเพื่อบอกเลิกเธออย่างขาดเยื่อใย เขาอยากให้ความสนใจแค่คีติกาคนเดียว ไหนๆ ก็เลือกแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนใจได้อีก ดังนั้นจึงต้องพุ่งเป้าไปที่เธออย่าได้ไหวหวั่นกับใครอื่น ทว่าพอเขาเปิดเปลือกตาเท่านั้นแหละ กลับต้องอ้าปากตกใจและเบือนหน้าหนีอย่างเร็วไว เมื่อเกวลีกำลังโชว์เรือนร่างเปลือยเปล่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หล่อนยิ้มยั่วยวนให้เขาก่อนพุ่งตัวมากอดร่างสูงแนบแน่น เวทิศรีบดันเธอออกห่างโดยพลัน แต่ดูเหมือนยิ่งผลักไสยิ่งก่อเกิดเป็นความต้องการ เลือดอุ่นในกายสาวที่แนบชิดกายหนุ่ม ริมฝีปากงดงามที่พรมจูบทั่วใบหน้าของเขา รวมถึงรูปร่างสะโอดสะองของเธอกำลังทำเทพหนุ่มแทบคลั่ง

                เห็นทีนี่คงเป็นครั้งแรกที่เวทิศจะปฏิเสธนารี เพราะคำสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดของยมทูตดังแว่วซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหู เขาไม่รู้หรอกว่าหากขัดขืนข้อห้ามนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่แค่รู้สึกว่าไม่อยากผิดคำพูด เขาต้องการพิสูจน์ให้ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างเห็นว่าเทพตัวร้ายอย่างเขาก็อดทนไม่ไหวหวั่นต่อกามราคะได้เช่นกัน ดังนั้นจึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผละออกจากร่างบางพร้อมกระชากเสียงห้วนห้าวใส่

                “หยุดทำแบบนี้นะเกวลี!” เวทิศหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วรีบหันหลังให้กับเรือนร่างเปล่าเปลือย “หัดมีศักดิ์ศรีบ้างสิ คุณเป็นผู้หญิงนะ ไม่ละอายใจบ้างเหรอ”

                เกวลีอ้าปากเหวอด้วยความช็อก ใบหน้าชาวูบวาบเพราะคำพูดไร้การถนอมน้ำใจของชายคนรัก ภาพแผ่นหลังที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นเธออยากตรงเข้าไปสวมกอดแทบขาดใจ แต่หากทำตามความปรารถนา ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมามันจะเต็มไปด้วยความรังเกียจแค่ไหนกัน? เพียงเท่านี้เธอก็เจ็บปวดเจียนตาย มืออันสั่นระริกของหล่อนเอื้อมหยิบเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้บนพื้นและใส่กลับคืนด้วยขอบตาร้อนผ่าว

                “ทำไมกุลเป็นแบบนี้ เกลเข้าใจที่กุลลืมเลือนความรู้สึกระหว่างเรา แต่ก็ไม่น่าจะปฏิเสธเกลด้วยความรังเกียจเช่นนี้เลย” เสียงตัดพ้อนั้นเจือด้วยแรงสะอื้นโดยไร้การเสแสร้ง “หันกลับมาเถอะค่ะ เกลแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว”

                ใบหน้าคมคร้ามที่เกวลีหลงใหลหันกลับมามองเธออีกครั้ง แต่สายตาเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกทำเธอสั่นสะท้านไปทั้งใจ เวทิศปั้นหน้าให้ดูโกรธและผสมความแข็งขันลงไปในน้ำเสียง “พอแค่นี้เถอะนะ เราสองคนกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมเถอะ ผมไม่สามารถอยู่ในความสัมพันธ์กับคุณเช่นนี้ได้อีกต่อไป ตอนนี้ผมสนใจแค่น้ำหนาวคนเดียวและไม่อยากเผื่อแผ่ความสนใจนั้นให้ใครอีก หวังว่าคุณคงเข้าใจ”

                เกวลีแค่นเสียงหยันจนกลายเป็นหัวเราะร่วนทั้งที่น้ำตายังไหลออกมาไม่หยุด “เข้าใจเหรอ? เหอะ! ใครมาเป็นเกลก็คงเข้าใจไม่ได้หรอกค่ะ ทั้งรักทั้งรอมานานขนาดนี้อยู่ๆ จะมาตัดสัมพันธ์กัน มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอคะ”

                “มันควรจะเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว ความรักควรมีแค่คนสองคน” หากมหากุลไม่ก่อเรื่องไว้ภารกิจของเขาคงง่ายขึ้นอีกเท่าตัว และหากเลือกคติยาแทนที่คีติกาทุกอย่างก็น่าจะจบไวขึ้น พับผ่าสิ! เขาคิดถึงผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว

                “เกลอาจทำใจได้ง่ายกว่านี้นะคะถ้าคนที่กุลเลือกไม่ใช่ยายเด็กเวรนั่น” เกวลีแผดเสียงก้องกังวาน นัยน์ตาแดงช้ำเปล่งประกายวาบ “หากกุลคิดว่าตัดสัมพันธ์กับเกลแล้วมันจะจบแค่นี้ กุลคิดผิดแล้วล่ะค่ะ ตรงกันข้ามกุลเพิ่งเป่าแตรให้สงครามเริ่มต้น อย่าคิดว่าจะมีความสุขกับน้ำหนาว...อย่าคิดว่ายายเด็กนั่นจะได้กุลไปครอง”

                จากความเสียใจชอกช้ำในแววตาคู่งามแปรเปลี่ยนเป็นเคียดแค้นชิงชัง ปฏิกิริยาที่เกวลีมีต่อคีติกามันทำให้เขาอดถามออกไปไม่ได้จริงๆ “ระหว่างคุณกับน้ำหนาวมีอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจกันขนาดนั้น คุณถึงดูโกรธเกลียดเธอนัก”

                “แค่เรื่องกุลเรื่องเดียวก็เพียงพอให้เกลียดกันทั้งชาติแล้วค่ะ! เกลรักกุลมาก มากเกินกว่าที่เด็กนั่นจะรักกุลได้” ร่างบางสาวเท้าเข้ามาใกล้เอื้อมมือหมายสัมผัสแก้มสากของร่างสูง ทว่าชายหนุ่มปัดป้องออกแล้วถอยหนี เกวลีแค่นยิ้มที่ทั้งเศร้าและเจ็บปวดก่อนเอ่ย “อย่าเพิ่งหมดหวังในตัวเกลนะคะ ยังไงน้ำหนาวก็ไม่มีวันได้กุลไปครองหรอกค่ะ”

                เวทิศจดจำสายตาหมายมั่นของหญิงสาวไว้จนแน่แก่ใจว่าจะไม่มีวันลืมเลือน จากนั้นจึงออกไปจากห้องโดยไร้คำร่ำลาใดๆ ประตูบานหนาปิดลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องปนกระทืบเท้า เกวลีคว้าข้าวของข้างตัวเหวี่ยงทิ้งระบายอารมณ์ก่อนทรุดกายร่ำไห้เจียนขาดใจ นี่หรือผลตอบแทนความรักตลอดหลายปีที่ผ่านมา นี่หรือคือการที่บอกให้รอและสัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ สิ่งที่เขาทำมันไม่ต่างอะไรกับการควักหัวใจเธอออกมาขยี้เล่นเลย

                ความเจ็บนี้ต้องไม่ใช่เธอคนเดียวที่อยู่กับมัน

ความคิดเห็น