email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 204

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2563 12:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บนถนนลาดยางสายกว้างที่ทอดตัวไต่ระดับความสูงท่ามกลางความร่มรื่นของเนินเขาสูงต่ำอันมีทิวสนขึ้นประปราย เวลานี้มีเพียงรถประจำทางสีเขียวคันหนึ่งแล่นผ่าน ภายในรถคันนั้นอัดแน่นด้วยผู้โดยสารหลายเชื้อชาติและภาษาที่ออกเดินทางจากกรุงโรมเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า นอกจากคนขับกับชาวเมืองจำนวนหยิบมือที่มีท่าทีนิ่งเฉยต่อทิวภาพข้างทางด้วยความที่เห็นจนเจนตาแล้ว ทั้งหมดที่เหลือก็ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ตื่นตาไปตามๆกัน เมื่อภาพตึกรามบ้านช่องบนยอดเขาสีเขียวชอุ่มผ่านเข้ามายังทัศนวิสัยของผู้คนบนรถบัสชัดขึ้นทีละนิดละน้อย

นักท่องเที่ยวสองคนผู้มีใบหน้ากระเดียดไปทางสแกนดิเนเวียไม่ก็รัสเซียชี้ชวนกันชมจุดหยุดรถแห่งแรกอย่างเพลินอุรา พร่ำพรรณนาถึงความงามของนครบนภูเขาแห่งนี้ไม่ขาดปาก จวบจนเสียงบ่นงึมงำของคนนั่งเบาะหน้าแว่วมากระทบโสตประสาท สองสาวก็พร้อมใจเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ ก่อนหันมาให้ความสนใจกับเด็กสาวผิวคล้ำที่กำลังถือสมาร์ทโฟนแนบใบหูแทน

“หนูพกมือถือมาสองเครื่องค่ะครู เครื่องหนึ่งยังใส่ซิมไทยอยู่ อีกเครื่องซื้อซิมอิตาลีใส่แล้ว เครื่องที่ใส่ซิมไทยหนูลืมไว้ที่โรมค่ะ...”

เธอบอกคนในสายเป็นภาษาที่ทั้งสองคนฟังไม่ออก หากการแสดงอากัปกิริยาอันเป็นสากลเช่นน้ำเสียงขุ่นเครือและดวงตาช้ำแดงอย่างคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาดๆนั้น แม้จะจับใจความภาษาประหลาดนั้นไม่ได้แม้แต่คำเดียว ทว่าทั้งคู่ก็พอจะเดาได้ว่าสาวน้อยคนนี้เพิ่งประสบเหตุร้ายมาเป็นแน่

“...น่าจะลืมไว้ค่ะครูวัฒน์ เพราะเมื่อเช้าหนูรีบออกมา ป้ายรถบัสก็อยู่ตั้งไกล ก่อนจะออกจากที่พักเลยไม่ได้ดูให้ดีก่อน”

“ใจเย็นๆไว้ก่อนนะจ๊ะอลิสา ตอนนี้ยังพอมีทางแก้ โทรไปหาโรงแรมให้เขาช่วยหาให้ก็ได้นะ เราพูดภาษาเขาได้ ไม่ต้องห่วงพะวงไปหรอกจ้ะ” ครูวัฒน์ผู้แนะนำให้เธอมาเรียนที่นี่พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“ครูคิดว่าหนูคิดถูกหรือเปล่าคะที่มาเรียนที่นี่คนเดียว ทั้งๆที่ไม่เคยออกนอกบ้านเกิดเมืองนอนมาก่อนเลย” อลิสาชักวิตก สูดจมูกดังพรืด

“แน่ะ ครูเพิ่งบอกหนูอยู่หยกๆว่าให้ใจเย็นๆก่อน พูดจบไปไม่กี่คำเอง งอแงจะกลับบ้านอีกแล้ว” อาจารย์สอนภาษาอิตาเลียนคนไทยตำหนิ กระนั้นสุ้มเสียงยังเจือความสงสารอยู่ในที “หนูอย่าคิดมากเลยลูก คนเราไม่ได้เกิดมาเก่งเลยทุกคน ต้องมีลองผิดลองถูกกันทั้งนั้นแหละ ครั้งนี้ก็คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตต่างแดน เราไม่ได้อยู่บ้านเรา แถมอยู่ตัวคนเดียวด้วย ก็ต้องรู้จักระมัดระวังตัวให้ดี”

เด็กสาวรับฟังโดยไม่โต้ตอบ และโดยไม่รู้ตัว รถประจำทางที่เธอนั่งมาก็จอดสนิทที่หน้าสถานีรถไฟ พานให้ผู้โดยสารคนอื่นผุดลุกพรึบพรับ

“ครูวัฒน์คะ แค่นี้ก่อนนะคะ หนูถึงเซียน่าแล้ว” อลิสาพูดแข่งกับเสียงคนลุกหยิบสัมภาระเหนือศีรษะ เสียงก้าวเดิน และเสียงพูดคุยจอแจ

“อ้อ ถึงแล้วเหรอ รถบัสยังจอดที่สถานีรถไฟเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า” เสียงจากเมืองไทยขานต่อทันทีที่ได้คำตอบ “ครูเองก็ไม่ได้ไปเซียน่านานแล้ว ถ้าครูจำไม่ผิดที่เรียนใหม่ของหนูจะอยู่แถวสถานีรถไฟนะ ลองไปเซอร์เวย์ดูหน่อยแล้วกัน เพราะยังไงก่อนเริ่มคอร์ส หนูต้องไปสอบวัดระดับที่นู่นน่ะจ้ะ”

“ได้เลยค่ะครู แค่นี้นะคะ”

“จ้ะ โชคดีนะจ๊ะ อลิสา มีอะไรโทรหาครูได้ทุกเมื่อเลยนะ”

“ขอบคุณค่ะครูวัฒน์ สวัสดีค่ะ”

 

เสียงภาษาไทยคำสุดท้ายเลือนหายไปกับหมอกปลายฤดูใบไม้ผลิ และถูกแทนที่ด้วยเสียงเอ็ดอึงภาษาอิตาเลียนของฝูงชนที่อยู่รายรอบ บางคำเธอฟังออกทะลุปรุโปร่ง หากเมื่อรวมเข้าด้วยกันเป็นประโยคแล้ว สาวไทยก็เกิดอาการหูอื้อขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไม่สามารถที่จะรับรู้หรือเข้าใจสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดได้เลย

แต่ไม่ว่าจะเข้าใจมากน้อยเพียงไร เธอก็ยังต้องอยู่กับเจ้าภาษานี้ต่อไปเป็นเวลาทั้งสิ้นสองเดือนเต็ม เพื่อฝึกทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียนให้ดีขึ้น

อลิสา บุญประยูร เตือนสติตนเองขณะรับกระเป๋าเดินทางสี่ล้อที่คนรถมาให้ ดึงคันชักขึ้นเตรียมพร้อมสำหรับเดินหาที่พักแห่งใหม่ แล้วจึงลากกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ยักษ์นั้นข้ามไปอีกฝั่งเพื่อแวะสำรวจที่เรียนตามที่ครูวัฒน์แนะ

น้ำตาเริ่มเหือดจากเบ้าแล้ว หากนิสิตอักษรศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน ผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาคมคู่นั้นยังไม่คลายคืนจากอารมณ์ขุ่นมัวที่ติดค้างมาจากท่ารถที่โรม เธอจงใจไม่บอกความจริงกับอาจารย์ว่าเมื่อคืนนี้เธอเหนื่อยล้ากับการเที่ยวชมเมืองหลวงของอิตาลีที่ไม่ว่าจะแพนกล้องไปทางไหนก็เจอแต่มุมสวยๆเต็มไปหมด จนเป็นเหตุให้เธอตื่นสายจนเกือบตกรถบัสมาเซียน่า และด้วยความเร่งร้อนเมื่อตอนเธอตะลีตะลานออกจากโรงแรมมานี่เอง ทำให้โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของเธอตกหล่นอยู่ในห้องพักที่นั่น กว่าจะมารู้ตัวว่าลืมมันก็ตอนที่ไปถึงท่ารถเสียแล้ว

ถ้ายอมเรียนซัมเมอร์เก็บหน่วยกิตที่มหาลัยตัวเองเหมือนเพื่อนคนอื่นเสียก็คงไม่ต้องมาหนักกบาลกับเรื่องบ้าบอพรรค์นี้...อลิสาห้ามใจไม่ให้โทษตัวเองไว้ไม่ไหว พลันในหัวก็สว่างวาบด้วยใบหน้าดุๆปานจะกินเลือดกินเนื้อของแม่ผู้พร้อมจะกลายร่างเป็นนางยักษิณีได้ทุกเมื่อ ยามรู้ว่าเธอได้ทำของมีค่าหายไป

อารมณ์ซึมกะทือที่อลิสาพกจากกรุงโรมมาเต็มอกค่อยมลายไป ในวินาทีที่เธอย่างเข้าใกล้อาคารสมัยใหม่ ก่ออิฐมอญยาวเป็นพืด ขนานกับแนวเขาอันเป็นที่ตั้งของตัวเมืองเซียน่า ฝั่งหนึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งประดับธงชาติอิตาลีสามสีเคียงคู่กับธงวงดาวของสหภาพยุโรปที่หน้าประตูบานเลื่อนไฟฟ้า บนกระจกของประตูแปะป้ายชื่อ ‘มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเซียน่า’ ทั้งตราสัญลักษณ์ ชื่อเต็ม รวมถึงชื่อย่อ บ่งบอกว่าเธอไม่ได้มาผิดที่

วันมะรืนนี้แล้วใช่ไหม ที่ชีวิตใหม่ของเธอในฐานะนิสิตคอร์สเรียนภาษาระยะสั้นของเธอจะเริ่มขึ้นที่นี่...เด็กสาวซักถามตัวเองอีกครั้ง คล้ายว่ายังไม่เชื่อความจริงว่าเด็กต่างจังหวัดฐานะปานกลาง ผลการเรียนธรรมดา หนำซ้ำสติปัญญาก็ไม่ได้ดีเด่นเช่นเธอ จะมีโอกาสได้มาเรียนเมืองนอกเมืองนากับเขาด้วย

ความจำของอลิสายังแม่นยำเหมือนปัจจุบันขณะถึงทุกๆเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม จวบจนถึงวินาทีที่เธอตัดสินใจกลับลำเปลี่ยนความคิด

“นี่นะ รุ่นพี่เราทุกคนก็เคยไปเรียนซัมเมอร์ที่อิตาลีกันทั้งนั้น บางคนก็เรียนที่เปรูจาบ้าง เรคานาติบ้าง ก็เราเลือกมาเรียนภาษาของเขาแล้ว เราก็ต้องไปให้สุด มีเวลาว่างปิดเทอมทั้งที ก็น่าจะไปฝึกภาษาที่นู่นดู จะได้รู้ว่าเราเรียนอิตาเลียนมาสองปีเต็มแล้ว ทักษะภาษาเราใช้การได้ดีขนาดไหนกัน”

คำพูดของครูวัฒน์ที่พูดไว้ในห้องเรียนดังขึ้นในหัว

“น่าสนใจดีนะคะ แต่ว่าหนูไม่พร้อมไปหรอกค่ะ”

ตัวเธอในวันนั้นซึ่งอิ่มเอิบด้วยความรู้สึกดีๆบ่ายเบี่ยงเพราะมีสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่อยากจากเมืองไทย ตราบจนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งความรู้สึกนั้นแห้งเหือดหาย เธอจึงบ่ายหน้าไปพบครูวัฒน์อีกหน เพื่อบอกความจำนงใหม่

“หนูเปลี่ยนใจแล้วค่ะ หนูอยากไปซัมเมอร์ที่อิตาลี”

“อ้าว ไหนตอนนั้นยังบอกครูว่าไม่พร้อมอยู่เลย”

“ตอนนี้หนูพร้อมแล้ว” นิสิตหญิงซ่อนงำความขมขื่นไว้ใต้รอยยิ้มเก้อๆ “มีที่ไหนน่าไปเรียนบ้างคะ มหาวิทยาลัยเมืองเปรูจาก็ดีใช่ไหม”

“ถ้าจะไปเปรูจา ครูว่าหนูไปเซียน่าแทนดีกว่า เมืองน่าอยู่กว่าเยอะ”

“ตะกี้นี้ครูพูดชื่อเมืองอะไรนะคะ”

“เซียน่าจ้ะ อยู่ในแคว้นตอสกานาเหมือนกับฟลอเรนซ์ ครูเคยเรียนที่นั่นสมัยเพิ่งจบ ป.ตรี ใหม่ๆ รับรองได้เลยว่าหนูไปเรียนแล้วจะไม่ผิดหวัง”  

อุปาทานวาดภาพเก่าๆของเธอกับครูวัฒน์ในวันนั้นขึ้นบนบานหน้าต่างฝ้ามัวของที่เรียนแห่งใหม่ อลิสาถอนสายตาจากหน้าต่างบานนั้น ผุดยิ้มขันกับตัวเองพลางสั่นศีรษะอย่างจะไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นไปจากสมอง

เอาละ เสร็จจากมองหาที่เรียนแล้ว ต่อไปก็ตามหาหอพัก…

 

สาวชาวเอเชียควักโทรศัพท์มือถือที่ซุกไว้ในก้นกระเป๋าสะพายด้วยความระแวดระวัง ตั้งแต่แรกย่างเท้าก้าวสู่สนามบินฟิอูมิชิโนที่กรุงโรมเมื่อวานซืน อลิสาเพิ่มมาตรการระวังทรัพย์สินมีค่าในที่สาธารณะถึงขีดสุด จากการที่ได้ยินกิตติศัพท์ขโมยขโจรในแดนมะกะโรนีมานานครัน ชนิดที่พูดถึงประเทศอิตาลีแล้ว ย่อมต้องนึกถึงข่าวคนถูกล้วงกระเป๋าตามมาเป็นของคู่กัน แต่ด้วยความที่ครูวัฒน์เคยรับแรงแข็งขอบว่าเซียน่าขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยมากเป็นอันดับต้นๆของดินแดนนี้ นั่นเองที่ช่วยให้เธอกล้าที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ด้วยความมั่นใจกว่าเก่า

“เวีย...เดลเล...สเปรันดีเย...”

อลิสาสะกดชื่อถนนที่ตั้งของหอพักซึ่งทางมหาวิทยาลัยที่นี่ส่งอีเมลมาบอกลงในแอปพลิเคชันแผนที่ ชาวต่างชาตินึกขอบคุณโลกใบนี้ที่เทคโนโลยีก้าวไกลไปถึงขั้นให้เครื่องมือสื่อสารนำทางให้ได้แล้ว มิฉะนั้นคนขี้อายและขี้กลัวคนแปลกหน้าอย่างเธอคงต้องรวบรวมความกล้าครั้งแล้วครั้งเล่ากับการเที่ยวถามทางจากคนท้องถิ่น ด้วยภาษาซึ่งเธอยังไม่เคยใช้สื่อสารกับใครนอกจากอาจารย์ที่คณะ

เด็กสาวก้าวยาวๆไปตามเส้นทางที่โหมดนำทางในแอปพลิเคชันแผนที่แนะนำ ความประหลาดใจแรกนับแต่ก้าวลงจากรถบัสก่อตัวขึ้นในอก เมื่อเธอพบว่าซูเปอร์มาร์เก็ตข้างมหาวิทยาลัยนั้นมีบันไดเลื่อนยาวเฟื้อยอยู่ข้างใน ซึ่งชาวเมืองนิยมใช้บันไดเลื่อนนี้เป็นทางเชื่อมจากสถานีรถไฟไปยังตัวเมืองที่อยู่บนเขา

แปลกแท้ จะเข้าเมืองต้องผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต...อลิสาพึมพำด้วยระดับเสียงที่มีเพียงเธอได้ยิน ก่อนมุ่งหน้าขึ้นทางเลื่อนที่ทอดตัวไกลสุดสายตา

ภาพถ่ายหลากหลายมุมของเมืองเซียน่าปรากฏบนป้ายโฆษณาติดฝาผนังบันไดเลื่อน เคียงข้างข้อความ ‘ยินดีต้อนรับ’ สารพัดภาษา ช่วยให้คนเพิ่งมาถึงรู้สึกแช่มชื่นขึ้นบ้าง จากข้อความอวดสรรพคุณเมืองที่เลื่อนผ่านตาไป อลิสาจึงได้รับความรู้ใหม่ว่าเขตเมืองเก่าของเซียน่าผ่านการพิจารณาโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 ซึ่งตอนนั้นเธอยังไม่ลงมาจุติเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองโด่งดังไม่ใช่เล่น แต่ก็ช่างน่าแปลกที่คนไทยน้อยคนจะรู้จัก ผิดกับฟลอเรนซ์อันเป็นเมืองใกล้เคียงที่ใครๆก็ต้องไปเยือนเมื่อมาเที่ยวอิตาลี

ไม่ต้องดูที่ใครหรอก ตัวเธอเองก็ไม่เคยรู้จักเซียน่ามาก่อน จนกระทั่งนาทีที่ผู้เป็นครูเสนอความคิดเห็นให้มาเรียนเมืองนี้ แทนที่จะไปเรียนที่เปรูจา เมืองเอกของแคว้นอุมเบรียซึ่งมีชื่อด้านมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติมานานโข

“ถ้าจะไปเปรูจา ครูว่าหนูไปเซียน่าแทนดีกว่า เมืองน่าอยู่กว่าเยอะ” เป็นอีกคราที่เสียงและภาพของครูวัฒน์สะพรั่งขึ้นในมโนคติ “...ครูเคยเรียนที่นั่นสมัยเพิ่งจบ ป.ตรี ใหม่ๆ รับรองได้เลยว่าหนูไปเรียนแล้วจะไม่ผิดหวัง”

คำพูดประโยคหลังนั้นเธอยังไม่คลายฉงน ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว คงป่วยการเปล่าที่จะตั้งคำถามเดิมๆซ้ำๆ ในเมื่อทุกองคาพยพของเธอมาอยู่ที่นี่แล้ว พร้อมด้วยสถานะความเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยสอนภาษาและวัฒนธรรม...เธอขอเชื่อใจในคำพูดของอาจารย์ภาษาอิตาเลียนคนแรกในชีวิตดูสักตั้งก็แล้วกัน

ป้ายโฆษณาอันสุดท้ายคล้อยหลังไปในวินาทีเดียวกับที่ทางเลื่อนเคลื่อนมาถึงจุดสิ้นสุด อลิสาจับคันชักกระเป๋าเดินทางแน่น พลันตรงออกจากร่มเงาอาคารสู่บาทวิถีที่คึกคักด้วยกิจกรรมทางการค้า โดยมีแผนที่ในโทรศัพท์มือถือและจิตใจที่วูบวาบด้วยประกายความหวังเป็นตัวนำทาง

 

เวลานับเนื่องเป็นชั่วโมงสูญไปกับการเอี้ยวคอมองบ้านเมืองจนคอแทบเคล็ด และการลากกระเป๋าเดินทางไซส์บิ๊กฝ่าพื้นปูหินด้วยความทุลักทุเล

อลิสาเพิ่งจะตรัสรู้ความจริงอีกข้อหนึ่งว่าระยะทางใกล้ไกลในแผนที่มิได้แปรผันตรงกับความยากง่ายในการออกเดินจริง เนื่องจากเซียน่าเป็นเมืองที่สร้างอยู่บนภูเขา พื้นผิวจึงไม่เรียบราบ ต้องสร้างถนนหนทางลดเลี้ยวขรุขระตามภูมิประเทศ ตลอดทางที่เดินผ่าน นิสิตหน้าใหม่ต้องฝ่าฟันกับทางโค้งและเนินอันลาดชันหลายจุด จนต้องหยุดพักข้างทางและกดน้ำประปาสาธารณะดื่มดับกระหาย

หากที่สุดแล้วเธอก็มาถึงที่หมายจนได้ เมื่อป้ายชื่อถนนที่ทำขึ้นด้วยการจำหลักแผ่นหิน แสดงชื่อ ‘เวีย เดลเล สเปรันดีเย’ เด่นหรา ณ หัวมุมถนน

ถนนชื่อยาวสายนี้มีความพิเศษตรงที่มันลาดชันมากจนเกือบทำมุม 45 องศากับแนวราบ ความกว้างของมันอยู่ในระยะที่รถยนต์สองคันสวนกันได้โดยไม่เบียดเสียด ทั้งสองฟากขนาบไว้ด้วยตึกเก่าอายุเป็นร้อยๆปี แต่ที่เห็นโดดเด่นที่สุดคงเป็นตึกสีน้ำตาลกลางถนนที่เจาะอุโมงค์ตรงชั้นล่างเพื่อให้รถและคนสามารถสัญจรได้

อลิสาผ่อนความเร็วของฝีก้าวตลอดทางลาดลงที่เธอเดินหาหอพักตามเลขที่บ้านซึ่งแปะไว้ข้างประตูทีละคูหา บัดนี้เลขที่บ้านของหอพักตามที่แจ้งในอีเมลอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว และความรู้สึกกล้าๆกลัวๆว่าจะมาผิดที่ก็ได้ถูกสยบไปในพริบตาที่เธอเหลือบไปเห็นป้ายอะลูมิเนียมเขียนว่า ‘หอพักนิสิต’ ติดอยู่ด้วย

นิสิตสาวชาวสยามประเทศสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าชั่วอึดใจหนึ่ง ท่องศัพท์ที่กะว่าต้องใช้เจรจากับคนดูแลหออยู่อีกหลายอึดใจ จากนั้นจึงผลักประตูบานสวิงเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นหนักหน่วงเหมือนคนกลัวตาย

 

บานประตูที่ถูกผลักเผยให้เห็นห้องส่วนกลางที่ตบแต่งดูดีเหมือนหอพักในซีรีส์ฝรั่งที่เธอเคยรับชมในเน็ตฟลิกซ์ และดูทันสมัยผิดกันไกลกับรูปลักษณ์อันโบราณของตึกภายนอก อลิสาเคยเรียนมาว่าอิตาลีมีกฎหมายคุ้มครองสภาพสถาปัตยกรรมอันเข้มงวด ภายในจะดัดแปลงอย่างไรก็ตามแต่ใจเจ้าของจะดลบันดาล ส่วนภายนอกต้องอนุรักษ์ความเก่าแก่ไว้ในสภาพเดิม ส่งผลให้ตึกรามบ้านช่องที่นี่ดูเก่าคลาสสิกเหมือนๆกันหมด กระนั้นเธอก็ยังทำใจให้ชินกับสภาพที่ดูขัดแย้งกันประหนึ่งคนผิวหนังเหี่ยวย่นไปทุกอณู แต่มีอวัยวะภายในดีเยี่ยมเหมือนหนุ่มสาวไม่ได้    

“เชา” เสียงทักทายอย่างเสียไม่ได้ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง ทำเอาเด็กสาวผู้กำลังเหม่อมองไปรอบๆสะดุ้งโหยง อลิสาหันมองที่มาของเสียง ก็พบหญิงวัยทอง ย้อมผมสีแดงเลือดกำลังนั่งเอ้เตอยู่ในคอกข้างประตูที่เธอเพิ่งเข้ามา

“เชา” คนมาใหม่อึกอักแนะนำตัว “ดิฉันเป็นนักศึกษา...มหาวิทยาลัยอีเมลมาว่า...มีชื่ออยู่ที่หอพักนี้...”

“หือ” ผู้สูงอายุทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด พลอยให้ความมั่นใจในการส่งภาษาของสาวไทยลดฮวบฮาบ เธอชักไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้วว่าตนพูดภาษาของพวกเขาได้จริงอย่างที่ครูวัฒน์พูดให้เบาใจหรือเปล่า

“ดิฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติค่ะ” เธอแข็งใจพูดเสียงดังฟังชัดขึ้น “มหาวิทยาลัยบอกดิฉันว่าให้ดิฉันมาพักที่นี่”

“ส่งพาสปอร์ตเธอมาให้ฉัน” ป้าผมแดงออกคำสั่งด้วยสีหน้าบูดบึ้ง มือยื่นลอดใต้ช่องกระจกไปรับของที่ฝ่ายนั้นส่งมาตามคำสั่งแก

“อาลิซ่า” ผู้ดูแลหอพักขานชื่อเธอระหว่างเทียบชื่อในหนังสือเดินทางกับรายชื่อในบัญชีของตัว “ชื่อเหมือนคนอิตาเลียนเลย”

“จริงๆเป็นภาษาไทยค่ะ” อลิสายิ้มแต้ ในใจนึกขันกับสำเนียงตอสกานาที่มักแผลงเสียง ก หรือ ค ให้กลายเป็น ฮ อยู่ร่ำไป ส่วนเรื่องชื่อจริงเธอนั้น เธอถูกทักมาแบบนี้จนชินชาแล้ว แม้แต่อาจารย์ชาวอิตาเลียนที่เมืองไทยก็ยังเรียกเธอเช่นนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้บิดาที่อุตส่าห์ตั้งชื่อให้ฟังละม้ายอิตาเลียน ราวกับกะเกณฑ์อนาคตล่วงหน้าได้ว่าลูกสาวคนเดียวจะต้องใช้ชีวิตวนเวียนกับชนชาตินี้ตอนโต

“ลงชื่อตรงนี้ อีเมลด้วย” แกสั่งหน้าบอกบุญไม่รับอีกตามเคย คอยจนผู้อ่อนวัยทำตามคำสั่งเสร็จสรรพ จึงยันกายขึ้น เดินไปคว้าสำรับเครื่องนอนในห้องเก็บของเล็กๆข้างตัวและกุญแจห้องมาส่งให้ “...ห้อง 33 เลี้ยวไปทางขวามือ อยู่ชั้นสอง อย่าลืมคืนกุญแจทุกครั้งที่ออกจากหอพัก”  

“กรัซซีเย” นิสิตใหม่เอ่ยขอบคุณพร้อมรับของทั้งหมดมาถือ

ป้าผมแดงเหลือบตามองถาดกุญแจซึ่งบัดนี้ปราศจากกุญแจเลข 33 “ในห้องเธอมีรูมเมทอยู่มาก่อนแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ที่ห้องด้วย ระวังอย่าไปรบกวนเขาล่ะ”

แกเตือนเหมือนไม่ไว้ใจในพฤติกรรมของเด็กสาวผู้มาจากโลกตะวันออก โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดนั้นสร้างความหวั่นใจแก่เธออย่างเหลือคณนา

ความคิดเห็น