ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 6
แบบอักษร

6 

เขามีตัวตนอยู่จริงๆ

น้ำเพชรมองใบหน้าของเขานิ่ง  เธอจดจ้องดวงตาคู่นั้นราวกับว่าเวลาหยุดเดินไป  ยิ่งได้มองเขาใกล้เท่าไหร่ก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาคือคนที่อยู่ในความฝันของเธอทุกค่ำคืนและเป็นคนเดียวที่อยู่ในความทรงจำอันเลือนลางของเธอ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ!?”  เจ้าของรถยนต์คันนั้นวิ่งลงมาจากรถพร้อมตะโกนถามทั้งคู่ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นถนนและเรียกสติของตัวเองกลับมา  “ขอโทษนะครับ  ผมขับรถไม่ระวังเอง  เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรค่ะ  ฉันก็เดินไม่ระวังเหมือนกัน”  น้ำเพชรตอบเจ้าของรถคันนั้นไป  ก่อนจะหันมามองผู้ชายคนนั้นที่ยังยืนอยู่พร้อมกับปัดฝุ่นออกจากเสื้อ  “คุณ...เป็นอะไรไหมคะ”

เขาหันมามองเธอพร้อมกับส่ายหน้าก่อนจะมองลงไปยังข้อศอกของเธอที่ถลอกจากการกระแทกกับพื้น  น้ำเพชรไม่ได้สนใจรอยแผลหรือความเจ็บแสบอะไรสักนิด  เธอยืนมองเขานิ่งไม่วางตาและไม่กล้าพูดอะไรต่อไป  พร้อมกับพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ขอบคุณนะคะ”  น้ำเพชรพูดกับเขาที่เอาแต่ยืนเงียบ  เจ้าของรถคันนั้นเห็นว่าทั้งคู่ไม่เอาความอะไรจึงรีบขับรถออกไปพร้อมกับกลุ่มคนไทยมุงหน้าห้างที่สลายตัวกันไปคนละทาง

“...”

“ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้  ถ้าไม่ได้คุณคงแย่แน่”

“ดูคุณจะชอบวิ่งนะ  วิ่งจนรองเท้าขาด”  ร่างสูงพูดกับเธอพลางก้มมองรองเท้าของน้ำเพชรที่สายรัดส้นขาด  น้ำเพชรจึงหันไปมองตามเขาก่อนจะถอดรองเท้าออกทั้งสองข้าง

“อะ เอ่อ ฉันไม่ทันสังเกตเลย  ขอบคุณนะคะ”  น้ำเพชรทำได้เพียงเอ่ยขอโทษเขาไปอย่างนั้นทั้งที่มีคำถามท่วมท้นอยู่ภายในใจ  เธอลอบมองใบหน้าของเขาแล้วพยายามรวบรวมความกล้าที่จะถามออกไปแต่มันก็ยากเหลือเกิน  “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ  ฉัน...”

“ผมรู้แล้ว”

“?”

ผมรู้จักคุณ”  คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวใจเต้นขึ้นมา  ทั้งความหวังและความกลัวทำให้เธอเริ่มทำตัวไม่ถูก

“รู้จักฉัน?”

“ผมจอมทัพครับ”  ชายหนุ่มพูดตัดบทพลางยื่นมือมาทางเธอก่อนที่เธอจะยื่นมือไปจับเพื่อเป็นการทำความรู้จักกัน  น้ำเพชรกระตุกคิ้วพร้อมมองเข้าด้วยสีหน้าไม่เข้าใจนักกับรอยยิ้มที่มุมปากของเขาซึ่งผุดขึ้นเหมือนคิดบางอย่างอยู่ในใจ

“...”

“ผมว่าคุณคงต้องไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่แล้วก็ทำแผลสักหน่อยนะ”

“อ่า... ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นค่ะ  ว่าแต่คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?”

“ผมไม่เป็นไร”

“อ่อ...”

“คุณมาคนเดียวหรือ?”  เขาเริ่มถามเธอก่อนเมื่อเห็นว่าไม่มีใครมาหาเธอ

“ฉันมากับเพื่อนน่ะค่ะ  เอ่อ...”

“มีอะไรหรือเปล่า?”  จอมทัพมองเธอที่กำลังทำสีหน้าสับสนและอึดอัด  ต่างจากตอนที่เธอกับเขาเกือบถูกรถชนเมื่อไม่กี่นาทีก่อน  เธอดูพูดอึกอักเหมือนมีคำถามในใจแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเขาไปมากกว่าการถามไถ่ทั่วไป

ดูเหมือนว่าเธอจะจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

“ความจริงฉันรู้สึกเหมือนเคยเจอคุณมาก่อนน่ะค่ะ”  น้ำเพชรตัดสินใจพูดออกไปตามตรงหลังจากอัดอั้นมานาน  “น่าแปลกนะคะที่ฉันรู้สึกแบบนี้กับคุณเป็นคนที่สองแล้ว”

“...”

“เรา...เคยรู้จักกันใช่ไหมคะ?”

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”  เขาเอ่ยถามเสียงเรียบพร้อมมองดวงตาของเธอที่แสดงถึงความไม่แน่ใจ

“ฉันเคยเห็นคุณ...”

“...”

“ในความฝัน  ความทรงจำ”  เธอพูดเสียงเบาและรู้ดีว่าคำพูดของเธอมันช่างฟุ้งฝันราวกับนิยายน้ำเน่าเสียเหลือเกิน  เขาคงไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้สาระของเธอเป็นแน่  แต่นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอเขาก็ได้  เพราะฉะนั้นเธอควรใช้โอกาสนี้ในการพูดความจริงทั้งหมด  “คุณไม่ต้องเชื่อฉันก็ได้นะคะ  ฉันเข้าใจว่ามันเหลวไหลแต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ”

“เพชร”

“?”  น้ำเพชรรีบเงยหน้าขึ้นไปมองเขาอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเขาเรียกเธอแบบนั้น  ภาพความฝันแวบเข้ามาในหัวของเธอทันใด  และนั่นทำให้เธอนิ่งค้างไปกลางอากาศจนไม่สามารถควบคุมได้

เขารู้จักชื่อของเธองั้นหรือ...

ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงเมื่อได้ยินคนตรงหน้าเรียกเธอแบบนั้นโดยที่เธอยังไม่ทันได้บอกชื่อของตัวเองออกไปสักคำ  แต่ทำไมเขาถึงทำท่าเหมือนจะไม่รู้จักเธอ  แต่ก็รู้ชื่อและบอกเองว่าเขารู้จักเธอ  มันยังไงกันแน่

“เรายังมีเวลารื้อฟื้นทุกอย่างกันอีกเยอะ”

“...”

“เชื่อผมสิ”

เวลาต่อมา

น้ำเพชรนั่งใจลอยไปนอกหน้าต่างรถยนต์โดยที่โรสไม่ได้กลับมาด้วยเพราะตัดสินใจแยกกันกลับ เธอเลือกจะกลับกับคนของที่บ้านสุริยันโดยให้เหตุผลกับโรสไปว่าเธออยากพักผ่อนเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบาย

แต่แน่นอนว่าเรื่องที่เธอเจออุบัติเหตุนั้นคงจะถูกรายงานไปที่คุณธีร์เรียบร้อยแล้ว  ลูกน้องของเขาที่มาเป็นการ์ดให้เธอห่างๆ นั้นกล่าวขอโทษเธอใหญ่และพร้อมรับผิดชอบกับความสะเพร่าที่เขาดูแลเธอได้ไม่ดีและไม่ได้ช่วยชีวิตเธอในเวลานั้น  แต่เธอไม่ติดใจอะไรเพราะเธอเองก็ผิดที่วิ่งไปโดยไม่สนใจใครแบบนั้น

“เฮ้อ...”  เธอถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยของวัน  ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความสับสนพร้อมความกังวลนั้นไม่ได้จดจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษเพราะสมาธิของเธอจดจ่ออยู่กับภาพในความฝันและการพบกับจอมทัพในวันนี้

เขารู้จักกับเธอแน่นอน  และที่เขาบอกว่า ยังมีเวลารื้อฟื้นทุกอย่างกันอีกเยอะ มันหมายความว่าอะไรกันแน่  เขารู้จักเธอมาก่อนและรู้ด้วยหรือว่าเธอความจำเสื่อม  จำเขาไม่ได้  ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น

หากเขาเป็นคนในความฝันที่รู้จักกับเธอจริง แล้วภาพในความฝันนั้นมันใช่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อนหรือเปล่า  เขารู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เธออยู่กับตระกูลสุริยัน  ถ้าเป็นแบบนี้แล้วนายใหญ่จะรู้จักเขาหรือเปล่า  เธอควรจะบอกนายใหญ่ไหมว่าวันนี้เธอได้เจอกับเขา  หรือควรเจอกับเขาอีกครั้งค่อยบอก

เธอคิดวนเวียนไปมาในหัวตลอดทางกลับบ้าน น้ำเพชรเหม่อมองท้องฟ้าที่สว่างมากกว่าในวันที่ฝนตกแต่ภายในจิตใจของเธอกลับไม่ได้สดใสไปกับมันเท่าไหร่นัก  สุดท้ายแล้วเธอก็เดินทางมาถึงยังคฤหาสน์สุริยันโดยที่ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ

สองขาบนรองเท้ารัดส้นคู่ใหม่ย่างกรายลงมาจากรถยนต์ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาในบ้านเพื่อขึ้นไปพักผ่อนยังชั้นบน  วันนี้เธอต้องเธอกับเรื่องแปลกๆ และคนแปลกๆ พร้อมกันโดยไม่ทันตั้งตัว  จะว่าดีใจก็ไม่สุด  จะว่าหวาดกลัวก็ไม่น้อย

“!”  น้ำเพชรหยุดเดินทันทีหลังจากได้ยินเสียงไวโอลินออกมาจากห้องรับรองของธีร์  ทั้งที่เวลานี้เพิ่งจะบ่ายกว่าๆ เธอได้ยินเช่นนั้นก็มั่นใจได้เลยว่านายใหญ่คงกำลังสีไวโอลินอยู่ภายในห้องอย่างเคย

แม้จะยังไม่แน่ใจในสิ่งที่จะถามแต่เพราะความอึดอัดในใจ  เธอจึงเลือกที่จะเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้นเพื่อลองฝึกซ้อมเชลโล่หรือไม่ก็ปรึกษาบางอย่างกับนายใหญ่บ้าง  เมื่อคิดได้ดังนั้นน้ำเพชรก็เงยหน้าขึ้นไปมองชายร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทที่กำลังสีไวโอลินเพียงลำพัง

แต่เขาไม่ใช่ธีร์...

“คนที่เคยรู้จักกัน  ก็ต้องวนกลับมาเจอกันจริงๆ สินะครับ”  ชายคนนั้นเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอแล้วหยุดบรรเลงเพลงนั้นไปก่อน  น้ำเพชรเพ่งมองใบหน้าของเขาแล้วก็จำได้ทันทีว่าเขาคือ พระเพลิง ผู้ชายที่เธอทักทายหน้าห้องสมุด

โรสบอกกับเธอว่าพระเพลิงรู้จักกับโรสในวันที่แกลลอรี่ของโรสจัดแสดงจิตรกรรม  เขารู้จักกับคุณรสรินด้วยแต่คุณรสรินก็ไม่ได้เล่าอะให้โรสฟัง  น้ำเพชรรู้สึกคุ้นเคยกับเขาก็จริงและไม่ขัดคำพูดบอกว่าเราอาจได้พบกันอีก  แต่ที่แปลกใจมันเป็นเพราะพระเพลิงมาโผล่ที่นี่ต่างหาก

คฤหาสน์สุริยัน...

“คุณ...”

“เมื่อตอนบ่ายผมลืมแนะนำตัวไปเลย  ผมพระเพลิงครับ”  ร่างสูงพูดพลางยิ้มให้น้ำเพชรแล้วจึงยกไวโอลินออกจากไหล่แต่น้ำเพชรพูดขึ้นเสียก่อน

“เล่นต่อเถอะค่ะ  ฉันเข้ามารบกวนเอง”  น้ำเพชรพูดด้วยความเกรงใจทำให้เขาถือไวโอลินไว้ดังเดิมพร้อมกับยิ้มให้เธอ  หญิงสาวจึงถือโอกาสแนะนำตัวเองบ้าง  “ฉันน้ำเพชรค่ะ”

“นั่งก่อนสิครับ”

“ขอบคุณค่ะ”  หญิงสาวตอบรับพร้อมกับเดินไปนั่งตรงเก้าอี้หน้าเปียโนตัวเดิม

“คุณผู้หญิงอยากฟังเพลงอะไรครับ?”  เขาพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า พลางผายมือมาทางเธอดูเป็นงานทางการจนน้ำเพชรหลุดขำออกมา  เขามองเธอก่อนจะชวนคุยต่อ  “คุณอยู่ที่นี่หรือครับ?”

“ใช่ค่ะ  เพิ่งอยู่ได้ไม่นาน”

“งั้นคุณคงต้องปรับตัวกับที่นี่อีกเยอะเลยสิ”

“ประมาณนั้นค่ะ”  น้ำเพชรตอบรับพร้อมพยักหน้าก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยถามเขาบ้าง  เพราะการพบกันของพวกเขามันดูจะบังเอิญเกินไป  “คุณรู้จักกับนายใหญ่หรือคะ?”

“ความจริงก็ไม่ได้รู้จักกันโดยตรงหรอกครับ  ผมรู้จักกับคุณนายเพชรรัตน์น่ะ”

“คุณสนิทกับเธอหรือคะ?”

“อืม...”  พระเพลิงที่สีไวโอลินไปด้วยกรอกตาแล้วทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกถึงบางเรื่องอยู่หลังจากฟังคำถามของน้ำเพชร  “ก็ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะนะครับ  น่าจะสนิทอยู่ล่ะมั้ง”

“ถ้าอย่างนั้นคุณอาจรู้จักคุณกิ่งแก้ว”  น้ำเพชรเริ่มเข้าเรื่องเพื่อไม่ให้เสียเวลา

“รู้จักครับ  แต่ก็ไม่ได้เจอกันมานานแล้ว  คุณรู้จักเธอด้วยหรือ?”

“คือ...เธอเป็นน้าของฉันน่ะค่ะ  แต่ฉันไม่ได้รับการติดต่อมาจากเธอเลย”

“คุณเป็นหลานของกิ่งแก้ว?”

“ค่ะ”  น้ำเพชรพยักหน้ารับ  ก่อนที่เธอจะสังเกตได้ว่าพระเพลิงนั้นเหลือบมองเธอเพียงเล็กน้อยและลอบยิ้มพร้อมแค่นหัวเราะเพียงลำพัง  นั่นทำให้เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าเขาดูแปลกไปหลังจากรู้ว่าเธอเป็นใคร

“เข้าใจคิดนะ”  เขาพูดกับตัวเองเสียงเบาแต่น้ำเพชรก็ได้ยินมันทั้งหมด  รอยยิ้มของเขามันดูเหมือนว่ามีเรื่องอะไรมากกว่านั้น  อีกทั้งยังรู้สึกได้ทันทีว่าเขาดูไม่เชื่อคำพูดของเธอเลย  เพียงแต่เขาเองก็ไม่พูดออกมา

น้ำเพชรลอบมองเสี้ยวหน้าของเขายามที่จดจ่อกับไวโอลินในอ้อมแขน  เสียงเพลงบรรเลงขึ้นด้วยอารมณ์เพลงเร็วที่ฟังดูแปลกประหลาดและน่าหวาดระแวง แต่แฝงความสนุกสนานไว้ในนั้น  แตกต่างกับเพลงที่ธีร์เคยเล่นเพราะธีร์มักจะเล่นเพลงช้าที่ฟังดูรู้สึกเปลี่ยวเหงาและความเศร้า

“คุณน้ำเพชร”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้หญิงสาวหลุดออกมาจากภวังค์แล้วเงยหน้าไปฟังเขา  “พอคุณบอกว่าคุณเป็นหลานของกิ่งแก้ว  ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอเคยพูดเรื่องหนึ่งกับผม”

“...”

“เธอเป็นคนที่ทำงานดีและมีหลายคนอยากได้ตัวไปทำงานด้วย  แต่เธอก็ไม่เคยไปเลย  จนผมสงสัยในความภักดีต่อเจ้านายของเธอ  เธอบอกว่าคนส่วนใหญ่อยากได้ฝีมือและความภักดีของเธอ  แต่คุณนายเพชรรัตน์เป็นคนมอบฝีมือโดยไม่หวังความภักดีจากเธอ  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจจะอยู่กับเจ้านายคนแรกและคนเดียวของเธอ”

“...”

“ผมก็เลยถามต่อว่าการทำงานแบบนี้ไปทั้งชีวิตมันดีแล้วหรือ  ความภักดีมันผูกมัดชีวิตไปหรือเปล่า  ซึ่งตอนนั้นเธอก็บอกว่าเธอเลิกคิดเรื่องการใช้ชีวิตตามใจตัวเองไปตั้งนานแล้ว  เพราะสังคมของการเป็นช้างเผือก ฝีมือของเธอ เจ้านายของเธอ ในที่สุดทุกอย่างมันทำให้เธอลืมตัวตนของตัวเองไป”

“...”

“ตอนนั้นผมจึงได้รู้ว่าบางคนก็ทำเพื่อคนอื่นไม่ใช่เพียงเพราะรักและผูกพันกับคนนั้น  แต่พวกเขาอาจจะตามหาตัวตนของตัวเองไม่เจอจนมันสายไปแล้ว  แต่ถึงจุดหนึ่งที่ความสัมพันธ์นั้นพังลง  เราก็ต้องกลับมาอยู่ในโลกของตัวเองและเป็นตัวเองอย่างแท้จริง”

“...”

“ถ้าอยากจะหาตัวเองให้เจอ  อาจจะต้องตามหาให้เจอว่าเรากำลังเผลอผูกพันกับอะไรจนไม่กล้าทอดทิ้งแล้วกลับไปอยู่ในโลกของตัวเอง  แต่ถึงเวลานั้น คุณอาจจะต้องเลือกนะครับ” 

“?”

“ว่าจะทำลายมันหรือทิ้งโลกของตัวเองตลอดกาล”

ขายาวก้าวลงจากรถยนต์สีดำสนิท  ธีร์ย่างกรายเข้าไปภายในโรงกลั่นไวน์แห่งหนึ่งนอกตัวเมืองหลังจากได้รับข่าวด่วนมาจากฝ่ายการตลอดของเครือข่ายสุริยันเกี่ยวกับการขายหุ้นกะทันหันของนักลงทุนต่างประเทศที่ทำธุรกิจกับไวน์แบรนด์ของตระกูลสุริยันและขายพร้อมกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ

เขารู้ได้ทันทีว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ชอบมาพากลอย่างมาก  เพราะเขารู้จักกับนักลงทุนทุกคน  ไม่ได้เป็นเพียงคู่ค้าทางธุรกิจห่างๆ  การที่ติดต่อพวกเขาไม่ได้และรับรู้ว่าหุ้นถูกขายไปให้คนอื่นนั้นมันผิดปกติเกินไป  เขาจึงต้องมายังโรงงานเพื่อตรวจเช็คเอกสารทั้งหมดและหาข้อผิดพลาด

ธีร์สับขาเดินเข้าไปโดยที่มีเพียงผู้จัดการและเลขาอยู่ที่นี่  เพราะเวลานี้เป็นช่วงเลิกงานพอดี  ขุนเดินตามหลังของเขามาตามหน้าที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคนที่นี่เกรงใจขุนพอๆ กับที่เกรงใจเขาจนไม่กล้าเสียมารยาทด้วย

“ผมรวบรวมเอกสารที่ท่านแจ้งมาแล้วนะครับนายใหญ่  แต่ไม่นึกว่าท่านจะมาด้วยตัวเอง”  ผู้จัดการตอบ

“เช็คคุณภาพสินค้ากับข่าวลือหรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วครับ  ไม่มีอะไรผิดปกติ”

“แล้วติดต่อนักลงทุนที่ถอนหุ้นไปได้หรือยัง”

“ยังครับ  หากยังเงียบไปแบบนี้เราอาจจะต้องติดตามกับบริษัทของเขาอีกครั้งอาทิตย์หน้า”  ผู้จัดการพูดพร้อมกับเดินมาพร้อมกับธีร์เพื่อเข้าไปคุยกันด้านใน  “เท่าที่เช็คมาสิ่งผิดปกติคงจะเป็นชื่อของคนที่เข้ามาซื้อหุ้นนั้นต่อครับ”

“ทำไม?”

“หุ้นถูกขายต่อไปที่คนเดียวกันทั้งหมด  แล้วก็ยังติดตามหาประวัติของเขาไม่เจอเลยด้วย”

“เป็นนักลงทุนของไทยหรือต่างชาติ”

“จากชื่อแล้วเป็นคนไทยนะครับ  ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมอาจจะต้องสอบถามเขาเอง”

“ถ้างั้นก็หาทางติดต่อซะ”

“ไม่จำเป็นแล้วล่ะครับ”  ผู้จัดการพูดด้วยสีหน้าเจื่อน  ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าประตูห้องรับแขกใหญ่ของโรงกลั่นซึ่งเอาไว้ต้อนรับแขกและนักลงทุนที่จะมา  “เขาอยู่ที่นี่ครับ  มาก่อนคุณไม่กี่นาทีเอง”

“?”  นายใหญ่แห่งตระกูลสุริยันขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนที่ผู้จัดการจะเปิดประตูให้เขาได้เข้าไป  ร่างสูงเดินตรงเข้าไปพร้อมกับจดจ้องไปที่ร่างสูงของชายหนุ่มซึ่งยืนดื่มไวน์สีเข้ม

ชายคนนั้นยกแก้วขึ้นจิบพลางแกว่งแก้วเบาๆ อย่างใจเย็น  สันจมูกโด่งดมกลิ่นพร้อมกับหันหน้ามาพบกับนายใหญ่เจ้าของที่นี่  ร่างสูงยิ้มรับพร้อมมองมาทางธีร์ซึ่งยืนค้างทันทีที่ได้เห็นชายตรงหน้า  ดวงตาคมจดจ้องชายคนนั้นแล้วแทบหยุดหายใจ  คิ้วขมวดแน่นพลางนิ่งอยู่อย่างนั้น

เป็นไปไม่ได้

“สวัสดีครับ  ผมจอมทัพ

ณ คฤหาสน์สุริยัน

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นภายในสนามซ้อมยิงปืนของคฤหาสน์สุริยัน  มือเรียวลั่นไกไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำแต่สมาธิของเธอกลับไม่ได้จดจ่อกับเป้าตรงหน้าเสียทีเดียว  เพราะมันมีหลายความคิดเข้ามาในหัวจนเธอนอนไม่หลับ

น้ำเพชรลดมือลงก่อนจะถอดปลอกกระสุนแล้วบรรจุกระสุนเข้าไปใหม่  เธอทำแบบนี้ซ้ำๆ มาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้สมองเลิกคิดฟุ้งซ่านได้  เธอคอยนึกถึงแต่จอมทัพและคำพูดของพระเพลิงที่เหมือนกับว่าพวกเขารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเธอและนายใหญ่แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมาตรงๆ

มันไม่ใช่เรื่องบ่อยนักที่เธอเลือกจะระบายอารมณ์และความเครียดด้วยการจับปืน  ปกติแล้วเธอคงเลือกที่จะเดินตามเสียงไวโอลินและไปนั่งคุยกับนายใหญ่ในห้องรับรอง  ราวกับว่านายใหญ่กลายเป็นที่พึ่งพิงและที่ปรึกษาสำหรับเธอไปเสียแล้ว

“ถ้าอยากจะหาตัวเองให้เจอ  อาจจะต้องตามหาให้เจอว่าเรากำลังเผลอผูกพันกับอะไรจนไม่กล้าทอดทิ้งแล้วกลับไปอยู่ในโลกของตัวเอง  แต่ถึงเวลานั้น คุณอาจจะต้องเลือกนะครับ” 

 

พระเพลิงพูดเหมือนรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร  การตามหาตัวเองในแบบที่เขาว่าคงไม่ใช่เพียงแค่การตามหาความเป็นตัวเองอย่างการวิ่งตามความฝัน  แต่อาจหมายถึงเรื่องความทรงจำของเธอต่างหาก  อดีตที่หายไปเป็นตัวตนของเธอแต่เธอยังไม่อาจตามหาตัวเองได้เพราะความผูกพันกับบางสิ่ง 

หญิงสาวถอนหายใจออกมา  เธอพอเดาได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเธอควรทำยังไงกับสิ่งที่เป็นอยู่กันแน่  ควรจะเลือกทางใดระหว่างการลืมตัวตนเก่าไปซะและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  หรือเธอควรจะออกมาจากพื้นที่เก่าแล้วไล่ล่าตามหาความจริงซะ 

เธอจำได้ว่าในครั้งนั้นเธอออกวิ่งไปท่ามกลางสายฝนโดยไม่รีรอฟังเหตุผลใด  หลังจากเห็นการตายและเสียงปืน  สัญชาตญาณสั่งให้เธอหนีออกจากคฤหาสน์หรูซึ่งเพียบพร้อมไปทั้งความสะดวกสบายและคนดูแล 

หรือการวิ่งหนีจากที่นี่เป็นคำเตือนจากความทรงจำของเธอ 

น้ำเพชรไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอไว้วางใจกับสถานที่แห่งนี้และคนที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่  ตอนไหนกันที่เธอรู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเธอ  ทำไมเธอถึงไว้ใจเขามากขึ้นทุกวัน   

มันเป็นเพราะเงินกับบ้านที่สวยงามราวกับราชวัง   

เพราะกลิ่นสีและเสียงเพลงจากห้องรับรองที่คอยทำให้ใจของเธอสงบทุกค่ำคืน 

เพราะอ้อมกอดกับความปลอดภัยที่เขามอบให้ 

หรือเป็นเพราะทุกอย่างที่นี่ทำให้เธอมีความสุขจนไม่กล้ากลับไปอยู่ในโลกใบเดิมที่ไม่รู้ว่าเคยเป็นเช่นไร 

“ยังไม่นอนอีกหรือ?”  เสียงเข้มเอ่ยถามน้ำเพชรมาจากทางประตูของสนามยิงปืน  หญิงสาวสะดุ้งสุดแรงจนเผลอหันปลายกระบอกปืนไปทางธีร์ที่ยืนพิงประตูอยู่ “ฉันคงทำให้หนูตกใจมากสินะ” 

“อะ เอ่อ  ขอโทษค่ะ”  หญิงสาวรีบลดปืนในมือลงทันทีพลางหอบหายใจลึกเพื่อทำให้ตัวเองสงบลง  “คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ  หนูคิดว่าคุณอยู่ที่ห้องรับรองซะอีก” 

นายใหญ่มองมาที่เธอแล้วเห็นแววตาสับสนนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร  ขายาวก้าวเข้ามาหาน้ำเพชรก่อนจะดึงกระบอกปืนจากข้างลำเอวขึ้นมาแล้วลั่นไกไปที่เป้าเดียวกันกับที่หญิงสาวเคยยิงไปก่อนหน้า 

“คงไม่ได้มีแค่เชลโล่แล้วล่ะมั้งที่ทำให้นอนหลับ”  เขาพูดเสียงเรียบ 

“ไม่รู้สิคะ  วันนี้หนูคงคิดอะไรเยอะกว่าทุกวัน” 

“ที่มหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้าง?” 

“ก็ดีค่ะ”  น้ำเพชรพูดพลางยิ้มบางแม้จะมีคำถามมากมายในใจของเธอ  ร่างบางถอนหายใจก่อนจะหยิบผ้ามาเช็ดกระบอกปืนของตัวเอง  “คุณเริ่มใช้ปืนตั้งแต่เมื่อไหร่หรือคะ?” 

“น่าจะตอนอายุ 12 มั้ง  ตอนนั้นพ่อฉันสอนให้น่ะ” 

“คุณชอบมันหรือคะ?” 

“เป็นบางครั้ง  บางทีฉันก็ชอบมันเวลาที่อยากอยู่ในโลกของตัวเอง” 

ธีร์พูดพลางมองน้ำเพชรที่เหม่อมองปืนลูกซองในมือ  เธอเช็ดมันโดยที่ไม่ได้มีสมาธิกับมันเลยด้วยซ้ำเหมือนว่าเธอกำลังมีเรื่องให้คิดมากกว่าทุกวันอย่างที่เธอบอกจริงๆ 

“ถ้าคุณไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่  งั้นการที่คุณเริ่มจับปืนตั้งแต่ตอนนั้นคงเป็นเพราะคุณต้องเป็นผู้นำคนต่อไปมากกว่าชอบปืนใช่ไหมคะ”  เธอเอ่ยถามเสียงนิ่ง 

“คงจะเป็นแบบนั้น” 

“หนูกำลังคิดว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่  มันไม่ได้ช่วยให้หนูจำอะไรได้เลยสักอย่าง” 

“...” 

“ในครั้งแรกหนูคิดว่ายังไงก็ต้องตามหาความทรงจำของตัวเองให้ได้  เพราะคุณกับทุกคนที่นี่ก็แทบไม่มีใครรู้จักหนูจริงๆ  หนูอยากรู้จักตัวเอง  อยากเป็นตัวเอง  ถึงแม้หนูเองก็กลัวว่าตัวหนูในอดีตเป็นยังไง  แต่หนูก็อยากรู้อยู่ดี” 

“...” 

“พอวันเวลาผ่านไป  การที่หนูรู้จักคุณกับทุกคนที่นี่...”  หญิงสาวนิ่งคิดไปพร้อมกับสูดลมหายใจและตัดสินใจพูดมันออกมาจากความรู้สึกที่มี  “คุณทำให้หนูรู้สึกมีความสุข  แต่มันกลับเป็นความสุขที่เต็มไปด้วยความสงสัย  ทุกอย่างที่คุณทำ ทุกครั้งที่เราเจอกัน ทุกสิ่งที่คุณมอบให้หนู” 

“...” 

“คุณทำเพราะคุณกำลังทำให้คนแปลกหน้าอย่างหนูกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองในอดีต...” 

“...” 

“เป็นคนที่คุณอยากให้เป็นหรือไม่ก็เป็นตัวแทนของใครในอดีตของคุณ” 

“...” 

“หรือความจริงแล้วในอดีต  เราไม่เคยเป็นคนแปลกหน้ากันเลยตั้งแต่แรกคะ” 

ร่างสูงฟังคำพูดของเธอแบบนั้นทำให้เขามองเธอนิ่ง  ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวัง ความสงสัยและความลับที่เธอเองก็ไม่คิดจะบอกเขาและเธอคงจะรู้ว่าเขาเองก็จะไม่ถาม  คำถามของเธอที่พูดออกมาทั้งหมดนั้นมันอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความอึดอั้นภายในจิตใจของเธอเท่านั้น 

นายใหญ่เดินเข้าไปใกล้น้ำเพชรจนแทบประชิด  ดวงตาทั้งคู่สบตากันนิ่งโดยไม่มีใครปริปากพูดคำใดออกมา  หญิงสาวกำลังหวาดกลัวต่ออดีต แต่สิ่งที่กลัวมากกว่าคือความกลัวว่าตัวเองจะถลำลึกลงไปกับเขาจนไม่อาจทอดทิ้งได้  และนั่นอาจทำให้เธอสูญเสียโลกใบเดิมของตัวเองไปตลอดกาลอย่างที่พระเพลิงพูดจริงๆ 

ส่วนธีร์  เขาสบตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยปริศนาค้างคาใจ  เขารู้ดีว่าเธอกำลังสับสน  เธอกำลังกลัวที่จะเป็นตัวเองแต่ก็กลัวที่จะเป็นคนอื่น  อีกทั้งยังกลัวว่าตัวเองจะเป็นตัวแทนของคนอื่น  ความทรงจำของเธอที่หายไปคงทำให้เธอสับสนในอีกหลายสิ่ง  แต่ตัวตนที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเธอกำลังเผยตัวตนของเธอออกมาโดยที่เธอเองไม่รู้ตัว 

“หนูไม่ใช่คนตัวแทนของใคร  แล้วเราก็ไม่เคยเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเสียทีเดียว” 

“...” 

“แต่ฉันกำลังเผลอทำให้หนูเป็นในแบบที่ฉันอยากให้เป็น  โดยที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”  คนอายุมากกว่าพูดออกมาอย่างจำนน  เขาก็เพิ่งจะนึกได้จากคำถามของเธอว่าการที่เขามอบทุกอย่างให้เธอแต่พยายามให้เธออยู่ในเขตการปกครองของเขานั้นมันไม่ต่างจากการกักขังและสร้างตัวตนใหม่  “เพราะที่จริงแล้วฉันไม่อยากให้หนูไปไหนเลย  ไม่เคยเลยสักครั้ง”   

“คุณเคยเกลียดหนูในอดีตหรือเปล่าคะ  ถ้าสักวันหนูต้องกลับไปเป็นแบบนั้น” 

“ฉันไม่มีวันเกลียดหนูได้เลย”  ร่างสูงพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบแก้มเนียนของคนตรงหน้าเบาๆ  เขามองดวงตาคู่นั้นที่ทำให้เขาจดจำความทรงจำระหว่างทั้งสองได้เสมอ  “ถ้าความทรงจำและตัวตนในอดีตคือสิ่งที่หนูต้องการ  นั่นก็แปลว่าฉันกับที่นี่ยังไม่ใช่ความสุขของหนู  เพราะฉะนั้นบอกมาเถอะว่าหนูอยากให้ฉันทำอะไร” 

“...” 

“คิดเสียว่าลองขอพรกับฉันสิ  ฉันจะพยายามทำและตามหาทุกอย่างมาให้” 

“แล้วถ้ามันเป็นแค่คำถามล่ะคะ  ถ้าคุณรู้  คุณตอบมันมาตามตรงได้ไหม” 

“...” 

“จอมทัพเป็นใคร?” 

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น