'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

6. อุบายพบหน้า

ชื่อตอน : 6. อุบายพบหน้า

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 978

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 13:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
6. อุบายพบหน้า
แบบอักษร

6. 

อุบายพบหน้า 

 

ใครจักรู้กันเล่า ว่าผู้ที่มิแลสตรีใดกว่าเจ็ดร้อยปี จักมาลุ่มหลงเจ้าของถุงหอมลายบัวสุวรรณพรรณรายนี้… 

อนิลเอนกายอยู่ในห้องบรรทมขนาดใหญ่ ในวิมานเบื้องหลังวิมานกลางซึ่งเป็นที่ประทับขององค์วิหรุตกับพิลาสมยุรา โดยวิมานดังกล่าวคือวิมานเดิมขององค์วิสุระกับพระชายา ยามเมื่อทั้งสองต่างสิ้นพระชนต์ วิมานแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ‘สุคันธกำจาย’ เหตุด้วยวิมานนี้เดิมทีพระชายาขององค์วิสุระทรงเชี่ยวชาญการปรุงน้ำอบ หรือบุปผชาติเป็นที่สุด ยามเมื่อสิ้นพระชนต์จึงทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมที่แทรกเข้าเนื้อสุวรรณแห่งวิมาน ที่ส่งกลิ่นหอมออกมาทั่วทั้งวิมานโดยมิได้เสื่อมคลายลงแต่อย่างใด 

ถุงหอมแพรเงิน ปักลายดอกบัวสุวรรณพรรณรายใบนี้ถูกบรรจุด้วยบุปผชาติกลิ่นหอม ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่เขามอบให้นาง ด้วยเพราะผู้เป็นมารดาขยันอบร่ำบุปผชาติเหล่านั้น และเก็บไว้ในผอบกระเบื้องหลายใบ เพราะหวังว่าสักวันจักได้ให้ทายาทของนางได้ใช้ประโยชน์ และก็สมดังที่นางคาดการณ์ไว้ 

เขาเอาแต่วางมันไว้แนบอก เพ้อพกถึงใบหน้างามมิต่างจากถูกมนตร์เสน่หาจากนาคีที่พบเจอเพียงไม่กี่ครา เมื่อคิดถึงวันที่นางมอบมันให้กับเขา เขาก็มิต่างจากหนุ่มน้อยเอียงอายที่ลอบกดหน้าตัวเองลงบนหมอนสี่เหลี่ยม ทั้งยังมิขยับกายไปไหน เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่กับมันมาหลายวันหลังจากที่ได้รับมา 

“องค์อนิลพะยะค่ะ” 

“ว่าอย่างไรเล่า” ทหารนายหนึ่งเอ่ยเรียกนอกห้องบรรทม อนิลตอบกลับแทบจะทันทีพร้อมกายสะดุ้งโหยง 

“อีกมิกี่วันจะเป็นวันดิวาลี...” เจ้าตัวถึงกับต้องใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจึงรำลึกได้ว่าเป็นงานเทศกาลที่เหล่าสาวกจัดขึ้น เพื่อถวายความนอบน้อมแด่องค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีในทุกปี “องค์วิหรุตให้พระองค์เตรียมเครื่องสักการะให้พร้อม แล้วเสด็จไปที่เกษียรสมุทรโดยพร้อมเพรียงกันพะยะค่ะ” 

“ข้ารู้แล้ว” 

อนิลหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ในทุกปีการไปสักการะองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีเทวี เหล่าบรรดาครุฑต่างนำทั้งทองคำและเครื่องสักการะต่างๆ ไปถวายเพื่ออวยพรแด่ทั้งสองพระองค์ หากแต่ในปีนี้เขากลับมีความคิดอื่นที่หมายจะนำไปสักการะแด่ทั้งสอง 

บัวสุวรรณพรรณราย... 

อนิลเหน็บถุงหอมไว้ที่เข็มขัดก่อนเดินออกไปที่หน้าต่างบานใหญ่เทียบเท่าร่างของตน ทะยานไปกลางเวหาแล้วกลายร่างเป็นครุฑ โบยบินออกจากฉิมพลีมุ่งตรงสู่เบื้องลึกแห่งหิมพานต์ 

คราก่อนเขาจำได้ดี เมื่อครั้นตามหาสระลึกลับเพื่อหมายพาลลินพรตไปดูนาคีที่แสนงดงามเขามิอาจหาสระนั้นพบ แต่บัดนี้กลับผิดแผกไปจากคราก่อนมาก เพียงเขาทะยานสู่กลางเวหาเหนือหิมพานต์ สอดส่ายสายตาไปครู่หนึ่ง กลับพบสระบัวสุวรรณพรรณรายที่ตามหาอย่างมิยากเย็น 

นั่นอย่างไรเล่า... 

สายลมหอบหนึ่งพัดพานจนแมกไม้ในหิมพานต์แถบนั้นไหวเอน อนิลถลาลงสู่พื้นพสุธาเบื้องล่าง จนทำให้นาคีรับใช้ที่กำลังเลือกเฟ้นดอกบัวอยู่ต้องรีบยกมือขึ้นป้องลม เพื่อมิให้ไรฝุ่นที่คละคลุ้งต้องเขาตานาง 

“โธ่!! นี่เจ้า...” เพราะกระแสลมแรง และฝุ่นจากการที่ถูกแขกมิได้รับเชิญบันดาลให้เกิดความโกลาหล นางหมายดุด่าผู้มาเยือนเสียหน่อย แต่เมื่อร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นอนิล นางกลับมิอาจกล้าเอ่ยวาจาใดออกมา “องค์อนิล” 

“ข้ามาพบเกล็ดมณี” 

“เอ่อ!!...” นางอ้ำอึ้งที่จะตอบ นั่นเพราะตอนนี้องค์หญิงของนางกำลังอยู่ในห้วงสมาธิที่ใต้สระลึกลับ “องค์หญิงทรงสมาธิอยู่เพคะ มิบังควรที่จะรบกวนนาง” 

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอที่นี่” สิ้นเสียงเอ่ย ร่างบุรุษเลอลักษณ์พลันหายวับไปกับตา แล้วปรากฏกายอีกสถานที่หนึ่ง คือที่ประทับใต้ต้นกัลปพฤกษ์ 

องค์อนิลมาที่นี่ได้อย่างไรกัน... 

ธารทิพย์แหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน ยามนี้ตะวันก็คล้อยไปมากแล้ว ถึงแม้จะสงสัยในการปรากฏกายขององค์อนิล ที่ย่างเข้ามายังเขตสระลึกลับแห่งนี้ได้โดยง่าย ตลอดเจ็ดร้อยปีมานี้ผู้ที่ผ่านเข้าออกโดยง่ายเห็นจะมีเพียงนางเท่านั้น ธารทิพย์ยังคงข้องใจจากคราวก่อนที่มิได้เอ่ยถามสิ่งใดออกไป นางเนรมิตพานทองคำพร้อมกับถ้วยกระเบื้องลายครามขึ้นมา แล้วเดินเก็บน้ำหวานจากเกสรดอกบัวสุวรรณพรรณราย แล้วนำไปมอบให้กับอนิลตามธรรมเนียมเจ้าของสถานที่ 

“สิ่งนี้คืออะไร” เขาเอ่ยถามเมื่อได้กลิ่นหอมเย้ายวนโชยออกมาจากของเหลวสีระเรื่อสุวรรณภายในถ้วย 

“น้ำหวานจากเกสรบัวสุวรรณเพคะ” 

“น้ำหวานเหรอ” 

เขาใช้ช้อนบรรจงตักมันขึ้นมาดอมดม พบว่ากลิ่นหอมนั้นเย้ายวนให้นำของเหลวนั้นเข้าปาก หากแต่เมื่อมองไปยังใบหน้าของนาคีรับใช้ ที่บัดนี้มิต่างจากรอเวลาให้เขาดื่มกินน้ำหวานในถ้วยเข้าไปโดยเร็ว ด้วยความระแวดระวังของผู้ที่ได้อ่านตำราออกรบมาบ้าง จึงพอจักคำนึงบางอย่างได้ 

“พระองค์จับจ้องหม่อมฉันด้วยเหตุอันใดเล่าเพคะ” นาคีรับใช้รีบเอ่ยถามเสียงหลง 

“ข้ามิได้เป็นโอปปาติกะ...” เขาเอ่ยตามสัตย์จริง ซึ่งมิบังควรแก่การต้องมาสาธยายเรื่องราวเหล่านี้ให้กับนาคีรับใช้อย่างนางได้รับรู้ แต่เขาถือความจริงใจเป็นหลักจึงบอกไปตามตรง “หากสิ่งที่อยู่ในถ้วยกระเบื้องนี้มีพิษของเจ้าปะปนอยู่ การรับมันเข้าไปตรงๆ แบบนี้ เห็นทีข้าคงมิได้พบหน้าองค์หญิงของเจ้าเป็นแน่” 

เขาเทน้ำหวานในช้อนกลับเข้าถ้วย แล้ววางมันลงในที่สุด ธารทิพย์หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย แต่เมื่อพบสายตาที่จับจ้องมาของอนิล นางกลับรีบสงวนท่าทีการเป็นเจ้าของสถานที่ที่ดี วางตัวเรียบร้อยมิต่างจากแม่บ้านแห่งวิมานสระบัว ที่ต้อนรับแขกท่านนี้ด้วยความจริงใจ 

“พระองค์วางพระทัยได้เพคะ การคายพิษแต่ละครั้งจำเป็นต้องสูญเสียพลังไปมาก หากมิจำเป็นจริงๆ พวกเราเหล่านาคีมิอาจคายพิษซี้ซั้วหรอกเพคะ” 

“ข้าจักเชื่อใจเจ้าได้อย่างไรเล่า...” เขาเลิกคิ้วพลางกอดอก ธารทิพย์เองก็มิรู้ว่าควรอธิบายอย่างไรให้ครุฑตรงหน้าเข้าใจนาง นางจึงพนมมือขึ้นพร้อมถวายสัตย์สาบาน “เจ้าเองก็ดูจะหวงแหนองค์หญิงของเจ้าเสียเหลือเกิน เจ้าอาจจะมิชอบขี้หน้าของข้าก็เป็นได้” 

“หม่อมฉันขอถวายสัตย์สาบานต่อองค์พระแม่ลักษมีเทวีเลยเพคะ ว่าหม่อมฉันมิได้เจือพิษลงไปในน้ำหวานจากเกสรดอกบัวแม้เพียงน้อย” 

อนิลลังเลอยู่นาน ก่อนเผยยิ้มซุกซน เขาเอาช้อนตักเกสรขึ้นมากึ่งช้อน แล้วลองชิมรสชาติดู ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่ก่อนแล้วล้วนเปรมปรีย์กับรสชาติหอมหวานแปลกใหม่ ที่พึ่งเคยได้ลิ้มลอง 

น้ำหวานจากเกสรดอกบัวสุวรรณพรรณรายนี้ นอกจากให้รสชาติหวานละมุลมิต่างจากน้ำผึ้งหายากแล้ว ยังคงให้กลิ่นหอมติดลิ้นไปกว่าสามวันเจ็ดวัน ผู้ที่ได้ดื่มกินล้วนคงความเยาว์วัย แถมกลิ่นกายยังหอมหวนด้วยกลิ่นดอกบัวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะอีกด้วย 

“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ” 

“รสเลิศกว่าที่ข้าคิดไว้” 

“หากต้องการเพิ่มทรงบอกหม่อมฉันได้นะเพคะ ที่นี่องค์หญิงทรงบำเพ็ญเพียร มิได้เสวยเนื้อสัตว์ใดๆ จะมีก็เพียงน้ำค้างจากยอดพฤกษา หรือน้ำหวานจากเกสรบัวนี่แหละเพคะ” 

“มิน่าล่ะ กลิ่นกายนางจึงหอมอบอวลด้วยกลิ่นของดอกบัวแห่งนี้” 

“ตอนนี้กลิ่นกายของนางเปลี่ยนไปแล้วเพคะ...” คำพูดของนาคีรับใช้ ทำให้อนิลรู้สึกสงสัย เพียงแต่เขายักไหล่พร้อมวางช้อนกระเบื้องลงยังข้างถ้วย พอจักเดาได้ว่าธารทิพย์จักพูดสิ่งใด “กลิ่นของบุปผชาติที่หม่อมฉันมิอาจจำแนกได้ว่าเป็นกลิ่นบุปผาใด เหมือนกับกลิ่นของ...” 

“กลิ่นของข้า...” อนิลตัดบทนาง นางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ นั่นทำให้อนิลหัวเราะชอบใจ “เจ้าเองก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวใช้ได้ จักหลอกถามข้าน่ะสิ ว่าข้าคิดอย่างไรกับนาง” 

“หากพระองค์ทรงทราบ ข้าก็มิอาจหลอกถามพระองค์หรอกเพคะ แต่หมายให้พระองค์ตอบตามความเป็นจริง” 

“ข้ามิตอบ...” เขายิ้มเยาะ ถึงแม้ใบหน้านั้นจักเต็มไปด้วยความสุข ใครที่ได้เห็นต่างต้องตกหลุ่มรักองค์อนิลผู้นี้เข้าอย่างเลี่ยงมิได้ แต่ผิดแผกไปจากธารทิพย์ที่นางกลับหน้านิ่วคิ้วขมวด เพียงเพราะมิได้ไขข้อข้องใจของตนเอง “เจ้ามิต้องหลอกถามข้าหรอกน่า หากเจ้าอยากรู้เรื่องราวอันใด ก็ไปถามเกล็ดมณีเองเสียเถิด” 

“ก็พระนางมิบอกหม่อมฉันนี่เพคะ” 

“เอาแบบนี้ดีหรือไม่...” นาคีรับใช้หูผึ่ง เมื่ออนิลขยับเข้ามาใกล้ๆ กับนางเพื่อหมายบอกบางอย่าง “ข้ามอบทองคำให้เจ้าหนึ่งถุง แลกกับการที่เจ้าเล่าเรื่องราวของนางให้ข้าฟัง” 

“หม่อมฉันมิใช่บ่าวที่ขายเจ้านายกินหรอกนะเพคะ” นางตวาดลั่น 

นั่นยิ่งทำให้อนิลชอบใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเพียงแค่ต้องการแหย่นางให้อารมณ์เสียก็เท่านั้น ยิ่งโวยวายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะนั่นจะเป็นการปลุกเกล็ดมณีขึ้นจากสมาธิโดยเร็ว เพราะนางเองก็ดูจะเป็นห่วงเป็นใยนาคีรับใช้ของนางเองมิใช่น้อย 

“เจ้าอย่าคิดมากน่า งั้นข้าเพิ่มอัญมณีให้เจ้าด้วยอีกสองหีบว่าอย่างไร” 

“องค์อนิลเพคะ หากพระองค์ทรงใช้ทรัพย์สมบัติในทางมิชอบเช่นนี้ ในภายภาคหน้าจักเป็นผู้นำของเหล่าครุฑได้อย่างไร...” 

ดีมากธารทิพย์ เจ้าเสียงดังขึ้นอีก... 

เมื่อถูกคิดว่าจะซื้อตนได้ด้วยทรัพย์ ธารทิพย์พลันสติแตก กล่าวคำต่อว่าอนิลเสียงดัง จนทำให้เสียงนั้นก้องสะท้อนไปจนถึงวิมานเบื้องล่างสระลึกลับ สถานที่ที่เกล็ดมณีกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ 

เกิดเหตุใดขึ้นที่ด้านบน... 

เกล็ดมณีลืมตาตื่นอย่างช้าๆ แม้ออกจากสมาธิ นางยังคงได้ยินเสียงของธารทิพย์กำลังต่อว่าใครบางคน การพูดจานั้นคล้ายสนิทสนมก็มิใช่ คล้ายจะเคารพก็มิเชิง เมื่อนางพิเคราะห์ดูแล้วหากจะเป็นสัตว์น้อยใหญ่คงมิอาจทำให้ธารทิพย์ถึงกับใช้คำพูดแบบนี้ แต่หากเป็นผู้อื่นที่ผ่านเข้ามากันเล่า 

“อนิล...” 

ทันทีที่คิดได้ ร่างที่นั่งขัดสมาธิพลันหายวับไปปรากฏเหนือดอกบัวดอกใหญ่ในท่วงท่ายืนหยัดสง่างาม อนิลมองภาพเบื้องหน้าก่อนอมยิ้มกริ่ม นั่นเพราะธารทิพย์ยังมิหยุดการกล่าววาจาสั่งสอนต่อเขา ซึ่งผู้ที่มีใบหน้างุนงงกลับเป็นองค์หญิงของนาง 

“หลายร้อยปีมานี้หม่อมฉันมิได้อยากใช้คำพูดเหล่านี้กับผู้ใด เห็นทีจะมีก็แต่เพียง...” 

“ธารทิพย์” เสียงของเกล็ดมณีทำให้นางหยุดวาจาเหล่านั้น แถมตกใจจนตาเบิกโพลง ค่อยๆ หันไปมององค์หญิงที่ยืนอยู่เบื้องหลัง 

“แฮ่ๆ องค์หญิง” นางส่งยิ้มเจื่อนให้ผู้เป็นนายเบื้องหลัง 

ส่วนอนิลไม่ต้องพูดถึง เขาหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข มิได้เกรงใจนัยน์ตาดุดันที่ถูกส่งมาโดยนาคีที่เขาหมายมาพบ เขาเอาแต่จ้องมองนางพลางอมยิ้มกริ่ม ส่ายหน้าไปมาเพื่อพยายามกลั้นหัวเราะ 

“เสียงของเจ้าดังไปจนถึงวิมานเบื้องล่างเชียวนะ” 

“ขออภัยด้วยเพคะ” 

“ไยเจ้ามิมีสติ...” เกล็ดมณีเริ่มตักเตือนพร้อมก้าวเดินมาหานาคีรับใช้ นางเหลียวไปมองอนิลก็พบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งมาให้ นั่นทำให้นางรู้โดยทันทีว่านี่เป็นกลอุบายของเขาที่จะปลุกนางจากสมาธิ “เขาเพียงแต่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือเพื่อปลุกข้าให้ออกจากห้วงสมาธิ ไยเจ้าตามเขามิทันเล่า” 

“ขออภัยจริงๆ เพคะ ก็องค์อนิลหมายจะซื้อข้าด้วยอัญมณีและทองคำ แลกกับเรื่องราวขององค์หญิงนี่เพคะ” 

“เจ้าพูดอย่างนั้นจริงเหรอ” คราวนี้เป็นเกล็ดมณีหันไปตวาดเขาเสียงเข้ม 

“ใจเย็นๆ ก่อนน่า อย่างที่เจ้ารู้แต่แรก...” เขาลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วตรงมาหานางในทันที “มันเป็นแค่กลอุบาย” 

เกล็ดมณีหันไปพยักหน้าให้ธารทิพย์เป็นเชิงบอกให้นางถอยห่างจากตรงนั้น นาคีรับใช้โค้งคำนับให้ทั้งคู่ก่อนเดินจากไป เกล็ดมณีจึงเดินนำอนิลไปยังที่ประทับที่เดิม ที่ประทับตรงนั้นมีเพียงที่เดียวนางจึงผายมือให้เขาซึ่งเป็นแขกที่เดินทางมาไกลเป็นผู้ประทับ ส่วนนางจึงพับเพียบลงบนใบบัวที่อยู่มิห่างจากที่ประทับตรงนั้นเพื่อสนทนากับเขา 

“เจ้ามาที่นี่มีเหตุอันใด” 

“อีกมิกี่วันข้างหน้า จะเป็นวันดิวาลี” 

“ดิวาลีหรือ” 

“ถูกต้อง...” อนิลหยัดกายตรงแล้วส่งยิ้มไปให้นางที่อยู่ห่างจากเขาไปกว่าหนึ่งวา “องค์วิหรุตทรงให้ข้าเตรียมของสักการะแด่องค์เทพและเทพี ข้ามิรู้ว่าจักมอบสิ่งใด จึงอยากได้ดอกบัวสุวรรณพรรณรายของเจ้าไปมอบให้พระองค์” 

เกล็ดมณีส่งยิ้มกลับไปในทันที ปกติหากมีผู้ใดพูดถึงนาม ‘วิหรุต’ นางก็มักจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกมิถูก แต่ตอนนี้นางกลับมิรู้สึกเช่นนั้น รอยยิ้มที่ปรากฏเป็นเพียงความเปรมปรีย์ในใจของนาง ที่สามารถปล่อยวางความทรงจำแสนโหดร้ายนั้นลงได้ 

“หากเจ้าประสงค์จะนำดอกบัวสุวรรณพรรณรายนี้ไปสักการะแด่ทั้งสอง ข้าก็ยินดีมอบให้เจ้า” 

“ขอบคุณเจ้ามาก” 

“ให้ข้าช่วยเจ้าเลือกเถิด” 

เกล็ดมณีลุกขึ้นจากใบบัวที่นางนั่ง อนิลหมายจะเดินตามแต่เขาก็มิค่อยไว้ใจใบบัวเหล่านั้นเท่าไหร่ นั่นเพราะร่างบางของเกล็ดมณีสามารถเดินบนใบบัวได้อย่างสบาย ส่วนเขานั้นเป็นวิหค มิเคยเดินบนใบบัวหรือยืนบนผิวน้ำมาก่อน นั่นจึงทำให้เขาเกรงว่าจะทำเรื่องขายหน้า อย่างเช่นการพลัดตกลงไปในน้ำจนทำให้นางขำขัน 

“เอ่อ!! คือว่า...” หากจะบอกนางไปตามตรง เขาก็เกรงจะเสียเชิงชาย 

“ทำไมกันเล่า...” เกล็ดมณีส่งยิ้มหวานไปให้พร้อมผายมือเชื้อเชิญ เหล่าดอกบัวโดยรอบพลันขยับตามมือที่โบกไปมาเหมือนตอบรับในกระแสทิพย์แห่งวารีในกายนาง “ท่านกลัวน้ำหรอกหรือ” 

“มิใช่เช่นนั้น ข้าเพียงแต่มิเคยเดินบนใบบัวมาก่อน กระแสทิพย์แห่งข้าก็เป็นวายุมิใช่วารี” 

“ท่านจึงเกรงว่าจักทำใบบัวเหล่านี้ขาดวิ่น แล้วตกลงไปในน้ำใช่หรือไม่” 

เกล็ดมณีหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจเมื่อรู้ทันในความคิดเขา เพียงแต่ตอนนี้อนิลมิต่างจากบุรุษไร้หัวใจ รอยยิ้มขำขันที่เกล็ดมณีกำลังกระทำอยู่ตอนนี้ มิต่างจากนางได้เปิดอ้ากรงทองคำ แล้วนำหัวใจของเขาออกจากร่าง ทั้งความร่าเริงสดใส อีกทั้งท่วงท่าสง่างามสมเป็นนาคีชั้นสูง ทำให้ความงามนี้เขามิหมายให้ผู้ใดได้ยลยกเว้นตน 

หากทำให้เจ้าแสดงรอยยิ้มเช่นนี้ให้ข้าได้ยลทุกเมื่อเชื่อวัน จะให้ข้าต้องตกน้ำสักกี่ร้อยกี่พันครั้งข้าก็จักยอม... 

เมื่อสิ้นห้วงความคิด ถึงแม้จักเปียกปอนด้วยหยาดวารีแห่งสระลึกลับ เขาก็จำยอมแต่โดยดี เมื่อมิมีสิ่งใดให้ต้องคิดถี่ถ้วน เขาจึงสาวเท้าเหยียบบนใบบัวใบแรกอย่างใจเย็น 

มิได้ยากอย่างที่คิด... 

แล้วจึงเดินไปเรื่อยๆ สู่ใบต่อๆ ไป แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้เกล็ดมณีมากเท่าใด ใบบัวที่อยู่โดยรอบกายของนางเหมือนมีความบางกว่าใบอื่นอยู่มาก เมื่อเขาก้าวเท้าเหยียบใบบัวที่อยู่ห่างจากนางไม่กี่วา ใบบัวนั้นกลับขาดวิ่นสมใจเขา ร่างของเขาค่อยๆ ตกลงสู่วารีเย็นเยียบในทันใด 

สมใจเจ้าแล้วอนิล เจ้าจักได้เห็นใบหน้าขำขันของนางอีกคราแล้ว... 

อนิลแทบจักทิ้งตัวเองให้นอนลงทาบไปกับสายวารีในสระลึกลับแห่งนี้ เขารีบจับจ้องไปยังใบหน้าของเกล็ดมณีหมายให้นางหัวเราะเยาะ แต่ชั่วพริบตาที่เขามิคาดคิด ร่างบางพลันปรากฏกายใกล้ๆ กับตน มือเรียวฉวยข้อมือของเขาไว้เพื่อฉุดรั้งมิให้เขาตกลงไป ใต้เท้าของเขารับรู้ได้ถึงความเย็นเยียบและสดชื่น มันมิได้เป็นสายวารีจากสระลึกลับ แต่เป็นกระแสทิพย์แห่งวารีจากนางต่างหาก 

“เจ้าคงมิคิดว่าข้าจักปล่อยให้เจ้าตกลงไปจริงๆ ใช่หรือไม่” 

“ข้าคิด...” แต่ทันทีที่เกล็ดมณีจักปล่อยมือของนางจากข้อมือหนา เพื่อทำตามในสิ่งที่เขาคิด เขากลับเป็นฝ่ายที่ถือวิสาสะฉวยคว้าข้อมือของนางไว้เสียเอง “ข้าขอโทษ ข้าจักมิยั่วโมโหเจ้าแล้ว” 

เมื่อได้สัมผัสกายเช่นนี้แล้ว ห้วงกาลโดยรอบมิพลันดับสิ้น สรรพเสียงโดยรอบคล้ายเงียบลงจนมิมีสิ่งใดดังไปกว่าเสียงหัวใจของทั้งสอง 

เกล็ดมณีจ้องมองอนิลในระยะที่ใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย หัวใจของนางที่เหมือนตายไปพร้อมคำตัดสินให้มาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้วอย่างชัดเจน 

ข้ามีความรู้สึกต่อเจ้ารุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ... 

นางคิดพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นั่นเพราะเมื่อได้อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ความเสน่หาจากใบหน้าแสนเย้ายวนนั่นกลับทำให้นางรู้สึกอยากครอบครอง อาจเป็นความปรารถนาที่เคยมีเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เริ่มถวิลหาใครสักคนมาเคียงคู่ หมายอยากอุ้มนาคาตัวน้อยเพื่อคลายเหงา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้นางจักแสดงออกถึงความรู้สึกของตนให้ชัดเจนก็มิได้ 

ข้าจักทนต่อไปได้หรือไม่... 

มิใช่แต่นางหรอก ที่พยายามหักห้ามใจตัวเอง บุรุษบริสุทธิ์ที่มิข้องแวะสตรีใดมากว่าเจ็ดร้อยปี เกิดถูกใจในรูปโฉมของสตรีเบื้องหน้าจนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองมิอยู่ เพียงแต่ตอนนี้เขามิอาจเปิดเผยสิ่งใดแบบรีบร้อนได้ นั่นเพราะเขารักนางด้วยใจจริง มิอาจทำให้เกียรติของนางมัวหมองได้ 

“อนิล” 

นี่เป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้พบหน้ากัน ที่นางเอ่ยเรียกนามของเขาออกมาโดยตรง อนิลรู้สึกร่างกายเบาหวิวมิต่างจากปุยนุ่นเมื่อเสียงหวานขานชื่อเขาออกมา 

นางเพรียกหาข้า... 

เขาหวนคิดพร้อมทั้งความฟุ้งซ่านที่ประดังเข้ามาในหัว ตอนนี้มิต่างจากหนุ่มน้อยที่มิกล้าแม้เพียงประชิดตัวสตรี ความไร้เดียงสาคล้ายครอบงำเขาจนหมดสิ้น 

ปลุกข้าที ปลุกข้าจากห้วงกาลอันเป็นนิรันดร์แห่งนี้ที หากข้ามิตื่นขึ้นมา ข้าอาจหักห้ามใจตัวเองมิได้... 

“อนิล...” ครั้งนี้เสียงเพรียกจากนางปลุกเขาให้มีสติจากภวังค์ได้ เพราะตอนนี้หากสังเกตดีๆ ใบหน้างามซับสีระเรื่อ บ่งบอกถึงความเขินอายที่ต่างก็ก่อเกิดขึ้นในใจของนาง “เจ้ามิเป็นไรใช่หรือไม่” 

“ข้ามิเป็นไร” 

ทั้งสองกลับสู่ภาวะปกติ สรรพสิ่งโดยรอบทำงานามกาลเวลาของมัน พวกเขามิอาจรู้ได้ว่าช่วงเวลาแห่งการจ้องตากันเมื่อครู่กินเวลาไปนานเนิ่นเพียงไร เห็นทีจะมีก็เพียงธารทิพย์กระมังที่รับรู้ เพราะนางต่างลอบจับตาดูทั้งสองอยู่ห่างๆ ทั้งอมยิ้ม ทั้งเขินอายแทนผู้เป็นนายเหนือหัว 

“ไปเลือกดอกบัวต่อเถิด” 

กระแสทิพย์แห่งวารียังคงโอบอ้อมกายของอนิลไว้ เกล็ดมณีก้าวเท้าออกเดินหาดอกบัวที่เหมาะสมจักมอบแด่เทพและเทพีทั้งสอง นางยกมือขึ้นมาเบื้องหน้าก่อนเนรมิตกระถางทองคำประดับรัตนะสวยสด นางยื่นมันให้เขาถือไว้ เจ้าครุฑที่ตัวสูงกว่าก็รับไปอย่างว่าง่ายมิบิดพลิ้ว 

“เจ้าพินิจสิ่งใด” 

“ก็พินิจหาดอกบัวน่ะสิ” 

“ข้าว่ามันก็มิต่างกันเท่าใดนัก” เขาเอ่ยด้วยความไร้เดียงสาตามประสาบุรุษที่มิรู้จักเลือกเฟ้นความงามของดอกบัว 

“มันต่างกันตรงนี้...” เกล็ดมณีก้มลงชี้ดอกบัวดอกหนึ่งให้อนิลดู นางเด็ดเอาดอกบัวขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วไล่สีจากปลายกลีบด้านบนจากสี้เข้ม แล้วค่อยจางลงเรื่อยๆ ไปจนถึงโคนกลีบ “ดอกบัวแบบนี้มีขนาดพอเหมาะกับการพนมมือในการไหว้คล้ายบัวตูม ดอกบัวที่เหมาะสมจึงควรมีขนาดใกล้เคียงกับฝ่ามือ และต้องไล่สีเข้มจากปลายกลีบแล้วค่อยจางลงเรื่อยๆ จนถึงโคนกลีบแบบนี้” 

“อ้อ!! ข้ามิรู้มาก่อน” 

“เพียงเท่านั้นยังมิพอหรอกหนา” 

เกล็ดมณีพาเขาเดินไปจนทั่วสระบัวเพื่อเลือกเฟ้นหาดอกบัวที่สวยงามที่สุด จนได้ดอกบัวทั้งหมดสิบเจ็ดดอกปักวางในกระถามทองคำประดับรัตนะมณี อนิลเดินนำนางมายังที่ประทับแล้ววางกระถางบัวลงกับตั่งไม้สักทอง เกล็ดมณีเดินไปสัมผัสกลีบบัวเล็กน้อย ดอกบัวที่อยู่ในกระถางกลับงอกรากและผลิใบ มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ 

“นี่ช่างเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก” 

“มันจะผลิบานในวันดิวาลี...” นางหันไปบอกเขา รอยยิ้มภาคภูมิถูกส่งกลับมาจากอนิล เขาสะบัดมือเล็กน้อย สายลมที่พัดผ่านกระถางทองคำพลันทำให้มันมลายหายไป “นี่คงเป็นของขวัญที่ดีที่สุดก็ว่าได้” 

“เจ้าจักไปหรือไม่...” เขาเอ่ยถามเพราะหมายมารับนางไปเคียงข้าง “ที่เกษียรสมุทร” 

“เดิมทีข้ามิออกจากสระบัวแห่งนี้ไปยังสถานที่อื่นเท่าใดนักหรอกหนา” 

“ขนาดพระจุฬามณีเจย์ดีย์บนสรวงสวรรค์เจ้ายังไปสักการะมาแล้ว ไยผู้ที่เจ้าเคารพนับถือเช่นองค์วิษณุเทพและพระแม่ลักษมีเทวี เจ้าไยมิไปสักการะเล่า” 

“ข้ามีความทรงจำมิดีเท่าไหร่ในสถานที่แห่งนั้น” เสียงของนางหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด 

“ข้า...” เพราะการยุเย้าของเขา ทำให้นางที่สดใสร่าเริงเมื่อครู่มีทีท่าเปลี่ยนไปเป็นอีกคน นั่นทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจนมิอาจเอ่ยสิ่งใดออกไปได้อีก นอกจากคำพูดที่จะทำให้นางรู้สึกดีขึ้น “ข้าขอโทษ” 

“มิเป็นไรหรอก...” นางหันมาส่งยิ้มให้เขา มิต่างจากผู้ที่มิเคยถือผิดใดๆ จากเขาแม้เพียงวาจา “เรื่องมันผ่านมาเนิ่นนานกว่าเจ็ดร้อยปีแล้ว ข้าเชื่อว่าข้าสามารถก้าวข้ามมันไปได้” 

“หากเจ้ามิหมายจักไปที่แห่งนั้น ข้าก็มิเซ้าซี้” 

“ขอบคุณเจ้ามาก” 

“แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” 

“เจ้ามีเรื่องอันใดอีกหรือ” เกล็ดมณีงุนงง ดูเหมือนว่าการมาเยือนของเขาในครานี้ จักมากด้วยปัญหายิ่งนัก 

“เจ้ารู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่าดิวาลี ถูกเรียกอีกอย่างว่าเทศกาลแห่งแสงสว่าง” 

“อืม ข้ารับรู้ว่าเป็นเช่นนั้น” 

“ทั่วทั้งเกษียรสมุทรจักลอยดอกบัวที่ประดับด้วยเปลวเทียน เพื่อสร้างแสงสว่างโดยถ้วนทั่ว...” เกล็ดมณีแย้มสรวลด้วยรู้ถึงจุดประสงค์ที่เขากำลังจะเอ่ยต่อจากนี้ “ข้าขอนำดอกบัวประดับเปลวเทียนของเจ้า ไปลอยที่เกษียรสมุทรพร้อมข้าได้หรือไม่” 

“ไว้ข้าจักคิดดู...” เกล็ดมณีเดินหนีเขาไป แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของนาง ก็ทำให้เขารู้แจ้งได้ว่านางเองก็คงมีความรู้สึกดีๆ มิใช่น้อยมอบให้ตน “วันก่อนดิวาลี ข้าหมายจักออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย” 

“เจ้าประสงค์ไปที่ใด” อนิลเอ่ยถาม ตามความประสงค์ของนาง หากหมายไปที่ใด เขาจักพานางไปเพียงแค่ให้นางบอกออกมา 

“สีทันดร...” นางตอบเสียงแผ่ว “หากเจ้ามิรังเกียจ จักไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่” 

“ข้าสามารถไปเป็นเพื่อนเจ้าได้อยู่แล้ว” อนิลเผยยิ้มจนแก้มปริ บ่งบอกถึงความดีใจที่ยากเก็บซ่อนไว้ 

“ถ้าเช่นนั้นพบกันก่อนรุ่งสางที่สีทันดร” 

สิ้นเสียงหวาน ร่างบางพลันมลายหายกลับไปยังวิมานใต้สระบัว อนิลมิได้สนใจสิ่งใดโดยรอบ เขากลับสู่ร่างครุฑแล้วโบยบินสู่เวหา ร่อนถลาไปมาอย่างสุขสม 

นี่นางชวนข้าไปสีทันดรเช่นนั้นหรือ... 

ยามนี้เหล่าวิหคโดยรอบต่างจับจ้องดูการกระทำแสนแปลกประหลาดของครุฑหนุ่มผู้นี้ พวกมันสนิทชิดเชื้อกับเขา แต่ไยอยู่ๆ เขาจึงแสดงทีท่ามิต่างจากครุฑผู้บ้าคลั่ง เขากระพือปีกสร้างแรงลมบัดโบกโดยรอบ ซ้ำยังทะยานทะลุเมฆาไปมา บินโฉบเฉี่ยวนางฟ้าที่สัญจรไปมาจนพวกนางแตกตื่น 

“นางชวนข้าไปสีทันดร” 

เสียงตะโกนนั้นดังสะท้อนไปในห้วงแห่งสายลม แม้หัสดีลิงค์ที่พักพิงในรวงรังยังสยายปีกโบนบินมาหาเขา เขาต่างบินไปลูบหัวของมันด้วยดวงหทัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข สุขใดแบบนี้ เขามิได้สัมผัสมันเลยนับตั้งแต่พระบิดาทรงสิ้นพระชนต์ จากนั้นเขาทั้งโดดเดี่ยวและเดียวดาย จะมีก็แต่เหล่าวิหคในหิมพานต์นี่แหละที่เป็นเป็นเพื่อนเล่นของเขา 

“ข้ามีความรักหัสดีลิงค์ เจ้าได้ยินหรือไม่...” มันได้ยินในสิ่งที่เขาเอ่ย หากเพียงแต่มิเข้าใจว่าทำไมเขาจึงแสดงท่าทียินดีมากถึงเพียงนี้ “ข้ารู้จักความรักก็ตอนนี้นี่แหละ” 

เมื่อเขามิหยุดตะโกน มันจึงแผดเสียงร้องแกรกกรากประสานกับเขา ยามเขาโบยบินไปด้วยใจเสรี มันก็โบยบินตามเขาไปมิต่างจากสหายผู้เคียงคู่ 

ภายในวิมานเบื้องลึกใต้สระบัวลึกลับ ยามนี้เกล็ดมณีมิต่างจากสตรีที่ใช้แป้งผัดหน้าผิดสี ใบหน้าที่เคยขาวสะอาดตา ซับสีแดงระเรื่อจนผิดแผกไปจากเดิมมาก แม้คันฉ่องทองคำจักแสดงภาพของสตรีแสนโสภา แต่ตอนนี้นางกลับพบว่าตนหน้ามิอาย 

“ข้านี่ช่างปากกล้าเสียจริง...” บ่นรำพัน พร้อมทั้งกำสไบแน่น “หากเจ้ามิรังเกียจ จักไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่ โอ้ย!! นี่ข้าเอ่ยสิ่งใดออกไปกันเนี่ย” 

ถึงแม้นางจะครองบริสุทธิ์พรหมจรรย์มากว่าเจ็ดร้อยปี แต่ประสบการณ์เรื่องบุรุษสำหรับนางแล้วยังนับว่าอ่อนด้อยยิ่งนัก หากมินับวิหรุตที่เคยเป็นพระสวามี แต่ถึงจะเสกสมรสเข้าสู่วิมานฉิมพลี แต่นางก็ถูกให้อยู่แบบทิ้งๆ ขว้างๆ มิได้แสดงออกถึงความรักประการใด นั่นเท่ากับว่า การที่นางได้สนิทชิดเชื้อครานี้กับเจ้าครุฑเรือนขนสีดำปลายขนสีทองคำ คือการที่นางได้เริ่มสนิทในนามของบุรุษผู้แรก ที่นางเริ่มศึกษาด้วยตัวเอง 

“ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ข้าบ้าไปแล้ว” 

“องค์หญิงเพคะ” 

“ฮะ!! อะไรหรือ” นางตกใจจนเสียอาการ แต่นาคีรับใช้ที่เคาะประตูห้องอยู่ด้านนอกกลับหลุดเสียงหัวเราะออกมาเพราะรู้ทันในสิ่งที่ผู้เป็นนายเหนือหัวกำลังตระหนก 

“หม่อมฉันเข้าไปได้หรือไม่เพคะ” 

“เข้ามาสิ...” เกล็ดมณีวางกายสุขุมเยือกเย็นดังเดิม นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนหยิบหวีเงินมาสางเกศาไปเรื่อยหมายแก้อาการเขินอายที่ยังส่งผลให้แก้มเนียนแดงก่ำอยู่บ้าง “เจ้ามีสิ่งใดหรือเปล่า” 

“พรุ่งนี้จะเสด็จออกนอกสระบัวหรือเพคะ” 

เกล็ดมณีถึงกับทำหวีเงินหล่นออกจากมือ นางค่อยๆ เหลียวไปมองหน้าของธารทิพย์ที่จ้องมองมาด้วยสายตาจับผิด ส่วนนางก็ส่งยิ้มเจื่อนไปให้กับนาคีรับใช้ มิต่างจากคุณหนูที่ลอบกระทำความผิดมา แล้วถูกบุพการีจับได้ในตอนท้าย จึงต้องแกล้งทำใสซื่อเพื่อกลบเกลื่อน 

“เจ้าได้ยินด้วยหรือ” 

“เต็มสองรูหูของหม่อมฉันเลยเพคะ” 

“โธ่!! น่าอายที่สุด” นางซบหน้าลงกับหมอนสามเหลี่ยมที่อิงอยู่ 

“มิเป็นไรหรอกเพคะ...” ธารทิพย์ขยับเข้าไปประคองใบหน้างามขึ้นมาส่องคันฉ่อง เอื้อมมือหยิบหวีเงินที่ผู้เป็นนายทำหล่นขึ้นมาช่วยสางเกศาให้ด้วยความห่วงใย “หม่อมฉันเห็นรอยยิ้มขององค์หญิงวันนี้ ก็รู้แจ้งแล้วว่าความทรงจำแสนเลวร้ายเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยความสุขแล้ว การที่องค์หญิงจะเคลื่อนกายออกนอกสระบัว หม่อมฉันย่อมเห็นด้วยอยู่แล้วเพคะ” 

“เจ้ามิเอ็ดข้าหรอกหรือ” 

“หม่อมฉันจะเอ็ดองค์หญิงด้วยเหตุอันใดเล่าเพคะ...” ธารทิพย์ส่งยิ้มให้เงาใบหน้าของผู้เป็นนายที่สะท้อนในคันฉ่อง “แต่คำว่าเมื่อมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์ ล้วนยังใช้ได้อยู่นะเพคะ หม่อมฉันอยากให้องค์หญิงทรงถนอมพระวรกายด้วย” 

“ข้ารู้แล้ว...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว แต่มิอาจหุบยิ้มได้ยามเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ “ขอบใจเจ้ามาก” 

 

...เมื่อมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์ 

ฤๅมีสุขแสนโสภาน่าหลงใหล 

ความรักคือโรคาบั่นทอนใจ 

ฤๅรักคือหฤทัยเคียงกมล... 

 

เป็นนางเองที่เพียรสงสัยในห้วงคำนึง... 

 

____________________________ 

"พงพี" 

ต้องขอบคุณเหล่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านเลยนะครับ ทั้งที่ตั้งใจเข้ามา หรือ หลงทางเข้ามาก็ตาม ฮาๆ 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวของ #เกล็ดมณีนาคี และ #อนิลครุฑา 

ทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวของพวกเขาได้ จะเพื่อให้กำลังใจ หรือร่วมลุ้นไปกับตัวละคร ก็ได้หมดเลยครับ 

หลายท่านอาจมิแสดงตัวตน หรือผู้ที่แสดงตัวตนใน "เกล็ดมณี" ให้ผมได้รับรู้ 

แต่ผมแค่อยากบอกว่า... ทุกท่านคือกำลังใจของผมนะครับ 

ขอบคุณจริงๆ จากใจ นัก (อยาก) เขียน ครับ ;] 

ความคิดเห็น