ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักต้องยอมหรือต้องแย่ง

ชื่อตอน : รักต้องยอมหรือต้องแย่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 230

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักต้องยอมหรือต้องแย่ง
แบบอักษร

7        

รักต้องยอมหรือต้องแย่ง 

                ร่างอรชรทิ้งตัวนั่งบนโซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นมุมที่คีติกาจัดสรรให้พนักงานไว้พักผ่อนยามว่างเว้นจากงาน ดาราสาวพิศมองใบหน้าหล่อคมดวงตามากล้นด้วยเสน่หาอย่างรักใคร่ มหากุลคือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เป็นผู้ชายในอุดมคติที่สาวๆ ส่วนใหญ่ปรารถนาอยากได้มาครอง เกวลีดีใจที่ชีวิตนี้หล่อนได้พานพบกับบุรุษที่เพียบพร้อมด้วยรูปทรัพย์และสมบัติพัสถานอันจับต้องได้ แม้หล่อนยังไม่ได้ครอบครองเขาอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่นานเกินรอหรอก อย่างไรเสียเกวลีก็ไม่มีทางปล่อยผู้ชายคนนี้ไปง่ายๆ แน่ นั่นคือแรงปรารถนาที่เกวลีตั้งมั่นมาตลอด ทว่าภายหลังจากชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป หนำซ้ำยังมีแต่ผู้หญิงคนอื่นในสายตา แถมเป็นผู้หญิงที่เกวลีชังน้ำหน้า  

                “เอ่อ มีอะไรจะพูดหรือเปล่าครับ” เมื่อถูกหญิงสาวจ้องหน้านิ่งนานเวทิศก็อดกระอักกระอ่วนไม่ได้ สายตาที่หล่อนทอดมองเขาไม่ใช่ในแบบยั่วยวนกามราคะ หากแต่เป็นแววแห่งความตัดพ้อน้อยใจ  

                “ทำไมกุลถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ คุณดูห่างเหินจัง” 

                “ผมความจำเสื่อมไง คุณลืมไปแล้วเหรอ” 

                “แต่กุลจำยายน้ำหนาวได้ กุลจำมันได้คนเดียว ทำไมคะ? คนที่อยู่ในความทรงจำและในหัวใจของกุลควรจะเป็นเกลไม่ใช่ยายเด็กปากดีนั่น” 

                “มันเป็นเรื่องของสมอง ใช่ว่าผมอยากเลือกให้ตัวเองความเสื่อมเสียเมื่อไหร่” เธอพูดราวกับไม่เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์งั้นแหละ ขนาดเขาเป็นเทพยังเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วเลย คะแนนความสวยที่เคยให้ไว้เต็มสิบขอหักออกหนึ่งแต้มล่ะกัน  

                “แต่เรารักกันนะคะกุล ตอนนี้เราก็ยังรักกันอยู่” เกวลีเขยิบกายเข้าใกล้ เลื่อนฝ่ามือนุ่มนิ่มมากุมมือเขาไว้ ใบหน้าสวยเฉี่ยวเริ่มบิดเบ้คล้ายจะร้องไห้  

                “คุณคงหมายถึงรักแบบเพื่อน?” เวทิศหรี่ตาถาม 

                “กุล...” เสียงใสแผ่วเบาเช่นเดียวกับหัวใจที่วูบโหวงเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม “...เรารักกับแบบที่ผู้ชายกับผู้หญิงคนหนึ่งจะรักกันได้ เส้นกั้นระหว่างเพื่อนของเรามันขาดไปนานแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนกุลยังบอกรักเกลอยู่เลย กุลบอกว่าอีกไม่นานแล้วเรื่องนี้จะจบลง กุลรับปากเองว่าเกลจะไม่ใช่คนที่เสียใจ” 

                เวทิศตกใจกับหยดน้ำตาที่ไหลรินข้างแก้มใส เกวลีก้มหน้าสะอึกสะอื้น เขาบอกให้รอเธอก็รอ เขาบอกว่าจะกลับมาหาเธอก็เชื่อ ถ้อยคำหวานให้ความหวังที่พ่นจากปากของมหากุลเธอเชื่อสนิทใจอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เกวลีเคยโง่ปล่อยเขาหลุดมือไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเธอกำลังจะบินลัดฟ้าไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ด้วยความคิดแบบเด็กๆ เกวลีจึงขอเลิกกับมหากุลเพราะไม่อยากทรมานกับรักระยะไกล เธอคิดว่ามันคงบั่นทอนหัวใจใช่เล่นหากต้องทนอยู่กับความระแวงว่าฝ่ายนั้นจะหวั่นไหวกับคนอื่นหรือเปล่า ที่สำคัญอาจไม่เป็นผลดีต่อสมาธิในการเรียน ดังนั้นทั้งสองจึงตกลงเว้นระยะห่างแก่กัน เลิกเป็นแฟนแต่ไม่เลิกเป็นเพื่อน เรียกได้ว่าลดสถานะเพื่อความสบายใจภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจ  

                กระทั่งเกวลีทำตามความปรารถนาสำเร็จพร้อมหอบปริญญาใบที่สองกลับเมืองไทยได้สำเร็จ ทว่าระหว่างนั้นเธอก็อยู่ในความสัมพันธ์กับชายอื่นเช่นกัน คบคนนั้นเปลี่ยนคนนี้ ด้วยความที่อยู่ในแวดวงดาราและไฮโซจึงทำให้ตัวเลือกคู่ครองของเธอมีมากมาย แต่ใช่ว่าเกวลีจะทิ้งมหากุลไปเสียทีเดียว ดาราสาวยังคงทำตัวให้ความหวังเขา อยู่ในความสัมพันธ์ลึกซึ้งของกันและกันมานานหลายปี ซึ่งมหากุลก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เขามีเธอและในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ต่างฝ่ายต่างเห็นกันเป็นของตาย กระทั่งวันที่หัวใจของมหากุลมีคนอื่นมาแทนที่แถมยังเปิดตัวคบหากับคีติกาอย่างเป็นทางการ เมื่อนั้นเกวลีจึงคิดได้และกระเถิบขอกลับเข้าไปมีตัวตนในชีวิตของเขา แต่โชคไม่ดีที่มหากุลถูกขอร้องให้หมั้นหมายกับคติยาเสียก่อน ซึ่งตอนนั้นเกวลีเข้าไปตัดพ้อออดอ้อนขอความรักจนชายหนุ่มใจอ่อน  

                ‘กุลคะเกลยังรักคุณอยู่นะ ที่ผ่านมาเกลอยู่ในความสัมพันธ์กับคนอื่นเพราะต้องการเรียนรู้โลกก็เท่านั้น กุลคือคนเดียวที่อยู่ในใจเกลเสมอมานะคะ’ เธอยังจำได้ในวันที่นัดเจอเขาเพื่อบอกเล่าความในใจ เกวลีไม่ได้เสแสร้ง เธอรักเขาจริงๆ แต่ด้วยความโง่เขลาที่มองเขาเป็นของตายจึงพลาดอย่างถนัดใจ 

                ‘มันนานหลายปีแล้วนะเกลที่เราต่างอยู่กันอย่างลับๆ แบบไร้สถานะ เกลมีคนอื่น ผมเองก็นอนกับคนอื่นเหมือนกัน ตัวเลือกคู่ชีวิตของเกลมีมากมายแล้วจะมาแคร์กันอีกทำไม ผมเคยขอคืนดีตอนเกลกลับจากจีนและก็เคยง้อขอความรักอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่เกลก็เอาแต่พร่ำบอกว่าไม่อยากเป็นข่าวรักๆ ใคร่ๆ’ เหตุผลของหญิงสาวมันช่างย้อนแย้งสิ้นดี ตั้งแต่เกวลีโด่งดังมีชื่อเสียงเธอก็เริ่มต้นสานสัมพันธ์กับดาราชายระดับแถวหน้าเพื่อสร้างฐานแฟนคลับให้เหนียวแน่น จากนั้นพอโตขึ้นหน่อยก็เปลี่ยนไปคบไฮโซตระกูลดังทั้งที่เขาเองก็ร่ำรวยและมีหน้ามีตาไม่แพ้ผู้ชายคนอื่นๆ ของเกวลี มหากุลได้แต่เฝ้ามองอย่างเจ็บปวด เขาไม่ได้รอคอยเสียทีเดียวแต่ก็แอบคาดหวังบ้างว่าเธออาจกลับมา เกวลีรู้ดีแก่ใจเสมอว่ามหากุลยังคงเหลือเยื่อใยให้เธออยู่ 

                ‘เกลขอโทษ ขอโทษจริงๆ กับความโง่เง่าที่ทำอะไรไปโดยไม่นึกถึงใจกุล ให้โอกาสเกลอีกครั้งนะ’ 

                ‘แต่ผมหมั้นแล้ว’ 

                ‘กุลรักผู้หญิงคนนั้นเหรอ’ 

                ชายหนุ่มไม่ตอบเพราะงานหมั้นเพิ่งผ่านไปได้สามวัน เขารู้จักคติยามาตั้งแต่เด็กก็จริงแต่ในสถานะใหม่นั้นทั้งคู่ถือเป็นคนแปลกหน้าที่ต้องเริ่มศึกษาเรียนรู้กันอีกครั้ง 

                ‘นะคะให้โอกาสเกลเถอะนะ เกลไม่สนว่ากุลหมั้นแล้ว เราดูใจกันอย่างเงียบๆ ก็ได้นี่เนอะ นะคะกุล’ เมื่อถูกอ้อนวอนหนักเข้ามีหรือที่ใจเขาจะไม่เปิดรับเธอ ส่วนลึกในใจมหากุลยังรอคอยเกวลีเสมอมา เขาจึงรับเธอไว้ในฐานะคนรักลับๆ เก็บเธอไว้ข้างกายโดยปิดบังความจริงไม่ให้ใครรู้ ส่วนเกวลีเองก็ยินยอมให้เป็นเช่นนั้นเสมอมา  

รั                 กไปหมดหัวใจแล้วให้ทำอะไรเธอก็ยอม สถานะหลบๆ ซ่อนๆ เธอก็ไม่สน มีคำมั่นของมหากุลว่าจะแต่งงานกับเธอเป็นธารน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงความหวังในใจเสมอมา 

                “ผมจะบอกรักคุณได้ยังไงในเมื่อผมมีคู่หมั้นอยู่แล้ว” เวทิศพูดออกไปตามที่เข้าใจ ในเมื่อมหากุลหมั้นหมายกับคติยาแล้วจะไปบอกรักผู้หญิงอื่นได้ยังไง 

                “กุลรักเกล เรารักกันเสมอมา” มือเล็กบีบฝ่ามือเขาแน่นเป็นการยืนยัน  

                “แบบนี้ก็แปลว่ามหากุลแอบนอกใจน้ำหนึ่งน่ะสิ” เวทิศย่นจมูก รู้สึกปวดขมับตุ้บๆ คล้ายเส้นเลือดกำลังเต้นระบำในจังหวะที่เร็วขึ้น 

                อะไรกันล่ะเนี่ย? เขาโดนลงทัณฑ์เหตุเพราะไปยุ่งกับเมียชาวบ้าน (แม้จะโดนปลุกปั่นก็ตาม) แต่ดันถูกส่งมาอยู่ในร่างที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนยุ่งเหยิงเนี่ยนะ คิดดีแล้วเหรอท่านฉันทัช! เวทิศได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ 

                “อย่าพูดเหมือนมหากุลไม่ใช่ตัวคุณสิ กุลเป็นแบบนั้น กุลให้ความหวังเกลเสมอมา” 

                “แต่มันผิด มันเป็นแบบนั้นไม่ได้ อย่างน้อยก็คงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว”  

                “กุลหมายความว่าไง” 

                “เรื่องที่แล้วมาก็ให้มันแล้วไปเถอะนะ ผมไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก” เวทิศพยายามใช้ถ้อยคำอย่างสุภาพที่สุด  

                ร่างบางหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาแดงก่ำยังคงปล่อยหยดน้ำให้ไหลรินออกมา เธออ้าปากเหวออย่างไม่เชื่อในสิ่งที่หูได้ยิน “กุลพูดแบบนี้ไม่ได้ ทำแบบนี้กับเกลไม่ได้ เกลรอคุณมาทั้งชีวิตนะอยู่ๆ จะมาตัดความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้” 

                “ผมรู้ว่าคุณคงเจ็บ” 

                “คงเจ็บเหรอ? เจ็บเจียนตายเลยต่างหากล่ะ เกลหวังกับกุลไว้สูงมาก ยอมตามใจ ยอมลดค่าตัวเอง ยอมทุกอย่าง!” ระดับเสียงแหลมเล็กเริ่มเปล่งดังขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่เดือดทะลัก 

                “เกวลี” เวทิศเอ่ยเสียงจริงจัง ลุกขึ้นยืนแล้วกุมไหล่บางไว้มั่น “ผมขอโทษที่มันเป็นแบบนี้ ขอโทษที่เคยทำตัวให้ความหวังกับคุณ” 

                “แค่คำขอโทษมันไม่พอหรอก” หญิงสาวปัดมือเขาออกพร้อมกับปาดน้ำตาที่เลอะเปรอะหน้า ก่อนถามเขาอย่างจริงจัง “ทำไมถึงตัดความสัมพันธ์กันไวจังคะทั้งที่คุณความจำเสื่อมแท้ๆ ทำไมเหรอจะแต่งงานกับน้ำหนึ่งงั้นเหรอ” 

                “เปล่า ผมเลือกน้ำหนาว” 

                “ห๊ะ!?” คำตอบของเขาทำเธอเผลอร้องเสียงดัง “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ กุลฟื้นขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็บอกว่าเลือกยายน้ำหนาวทั้งที่หมั้นกับน้ำหนึ่งไปแล้วเนี่ยนะ เกลว่ากุลลองไปเช็กสมองอีกทีดีไหมคะ มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ” 

                เชื่อเถอะ เวทิศเองก็สับสนไม่ต่างกัน รู้สึกราวกับโดนก้อนหินยักษ์ทับอกทับใจและทับศีรษะจนรู้สึกหนักอึ้งทั้งสรรพางค์กาย หากยมทูตตัวแสบนั่นจะยอมบอกใบ้ให้รู้สักนิดว่าคติยาเป็นคู่หมั้นของมหากุล เวทิศคงเลือกเธอแทนที่จะเป็นคีติกาเพราะอย่างน้อยคงทำให้ความสัมพันธ์เหล่านี้ยุ่งยากน้อยลง และดำเนินอยู่ในทำนองคลองธรรมที่ถูกที่ควรด้วย  

                “เอาเป็นว่าเรื่องที่กุลบอกเลิก เกลจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกันนะ” หญิงสาวทึกทักและกลับมายิ้มหวานจนเขาต้องขมวดคิ้วให้กับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เพราะกุลยังอยู่ในภาวะสับสนมึนงง การที่กุลตื่นขึ้นมาแล้วจำน้ำหนาวได้คนเดียว ไม่ได้ว่าหมายความว่ากุลรักผู้หญิงคนนั้นนะคะ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์หัวใจเถอะค่ะ ไม่ต้องเร่งรีบ” 

                เกวลีทาบฝ่ามือเรียวบนแผ่นอกข้างซ้ายของชายหนุ่ม ก่อนเขย่งปลายเท้าทิ้งจุมพิตที่เคราเขียวครึ้ม “เกลไปก่อนนะคะ ไว้จะหาเวลามาเจอกุลบ่อยๆ จะได้ระลึกความหลังอันแสนหวานของเราสองคน รักคุณนะคะ” 

                เธอทิ้งทวนด้วยรอยยิ้มหวานหยดก่อนจรดฝีเท้าก้าวลงบันไดไป ทิ้งเวทิศไว้กับความเครียดเขม็งที่ตีตื้นเต็มทรวง ไม่คิดเลยว่าภารกิจรักมันจะยุ่งยากวุ่นวายถึงเพียงนี้ มหากุลนะมหากุลไอ้พวกเจ้าชู้ประตูดิน ไม่สิ! เขาควรด่ายมทูตฉันทัชมากกว่าที่หลอกล่อให้มาติดกับในร่างนี้ หรือจริงๆ แล้วควรต้องด่าปนแช่งทัตเทพตัวดีที่วางแผนลวงเทพรูปงามอย่างเขาให้ตกลงสู่วังวนรักสามเส้าเคล้ารอยฆาตกรรมเช่นนี้  

 

                แสงไฟจากโคมระย้าสีนวลตาส่องลามไล้ให้ห้องอาหารภายในคฤหาสน์พิพัศเกียรติดูหรูหราและอบอุ่น จวบจนวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่มหากุลฟาดจากเคราะห์ใหญ่และกลับคืนสู่ตระกูล นางภีมพิมลจึงถือโอกาสจัดเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นการปลอบขวัญบุตรชายคนรอง และถือเป็นการต้อนรับสามีที่เพิ่งกลับจากการเจราจาธุรกิจที่ต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้นสามีของนางขลุกอยู่ที่สหรัฐอเมริกานานนับสัปดาห์ เพราะกิจการกำลังมีปัญหาเนื่องจากโดนลูกค้าโกงเงินมัดจำสินค้า เขาจึงทำได้แค่ส่งกำลังใจให้บุตรชายคนรองที่ความจำเสื่อมผ่านเครื่องมือสื่อสารทางไกล  

                และแน่นอนว่าดินเนอร์มื้อนี้ภีมพิมลต้องเชิญแขกจากบ้านกุลฤทธามาด้วย เพราะสองครอบครัวนี้ผูกพันลึกซึ้งกันมานมนานจนแทบจะกลายเป็นตระกูลเดียวกันอยู่แล้ว 

                “รู้สึกดีจังเลยนะที่ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง จะขาดก็แต่น้ำเหนือนี่แหละ” แม่งานอย่างภีมพิมลเอ่ยขึ้นในขณะที่การรับประทานอาหารผ่านมาครู่ใหญ่แล้ว 

                “ตาเหนือมีงานรัดตัวเลยจ้ะ นึกไปก็สงสารเหมือนกันนะ ตอนนั้นฉันน่าจะท้องลูกชายอีกสักคนจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของน้ำเหนือบ้าง” กนกลักษณ์ว่า  

                ได้ยินดังนั้นใบหน้าเหี่ยวแต่ยังไม่ทิ้งเค้าความสวยสง่าของภีมพิมลจึงแลไปทางคติยาที่นั่งนิ่งรับประทานอาหารอย่างสงบเสงี่ยม “ไม่ให้หนูน้ำหนึ่งไปช่วยล่ะ บางทีทำแต่งานการกุศลอาจทำให้หนูเบื่อก็ได้” 

                คนได้ยินชื่อตัวเองยิ้มรับเล็กน้อย กลืนอาหารให้หมดปากตามมารยาทที่ดีก่อนเอ่ย “หนึ่งเรียนจบอักษรฯ มาค่ะคุณป้า เรื่องงานบริหารหนึ่งไม่ถนัดเลย” 

                “ให้น้ำเหนือสอนสิจ๊ะ ค่อยๆ เรียนรู้ไป หนูหนึ่งเก่งอยู่แล้วป้าเชื่อว่ายังไงก็ทำได้แน่นอน” ภีมพิมลทอดมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปทางบุตรชายคนรองที่เอาแต่สนใจอาหารตรงหน้าไม่นึกอยากมีส่วนร่วมในวงสนทนามาตั้งแต่ต้น “นี่ถ้าตากุลไม่ความจำเสื่อมป้าคงขอให้พี่เขาช่วยไกด์เรื่องงานบริหารให้หนูหนึ่งแล้วล่ะจ้ะ” 

                คนได้ยินชื่อตัวเองถึงกับชะงักมีดที่กำลังหั่นเนื้อในจาน ก่อนเหลือบไปทางคติยา หญิงสาวยิ้มให้เขาแกนๆ ราวกับเกรงกลัวชายหนุ่มเต็มที คติยาไม่ได้สะท้านกับรังสีดุๆ จากสายตาของเขา หากแต่กลัวจะได้รับความเย็นชาเฉยเมยกลับมาอย่างเช่นวันนั้นที่โรงพยาบาล เธอจึงไม่กล้ายิ้มให้เต็มใบหน้า ไม่กล้าคาดหวังใดๆ อีกแล้ว  

                ทว่าวันนี้เขากลับยิ้มคืนให้เธออย่างละมุน.... 

                “ลุงว่าหนูน้ำหนึ่งลองไปทำงานกับน้ำเหนือสักครั้งก็ไม่เสียหายอะไรนะ งานการกุศลค่อยทำเมื่อไหร่ก็ได้” มหัทธนผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งบ้านพิพัศเกียรติเอ่ยขึ้นบ้าง นัยน์ตารีเล็กยิ้มหยีอย่างหวังดี “บางทีพอได้ลองทำงานจริงๆ จังๆ หนูหนึ่งอาจติดใจขึ้นมาก็ได้นะ ดูอย่างน้ำหนาวสิอายุแค่นี้แต่สามารถสร้างกิจการได้รุ่งโรจน์มาก เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อนเลย ลุงก็ปั้น Groly Gems ขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเองล้วนๆ” 

                “ขอบคุณค่ะที่ชม ฟังแล้วฮึกเหิมชักไฟติดกรุ่นๆ อยากสร้างแบรนด์คีติกาให้โด่งดังทะลุฟ้าอีกเท่าตัวเลยค่ะ” ดีไซน์เนอร์คนสวยยิ้มรับตาหยี คีติกาให้ความเคารพมหัทธนในฐานะคุณลุงที่แสนใจดีและเปรียบให้เป็นดั่งพ่ออีกคนหนึ่ง  

                มหัทธนคือบุคคลสำคัญในชีวิตที่คีติกาเทิดทูนเหนือหัว เธอผูกพันและรักเขาอย่างหมดใจ คีติกากลับเมืองไทยทุกครั้งที่ปิดเทอมและมักมาเยี่ยมมหัทธนบ่อยๆ มาเป็นเพื่อนเล่นหมากรุก ชวนคุยเกี่ยวกับธุรกิจตลอดจนเรื่องยากๆ อย่างแนวโน้มเศรษฐกิจของโลกในอนาคต คีติกาสนใจเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กเหมือนเธอมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เธอมีความเป็นผู้ใหญ่และใฝ่ดีในการพัฒนาตนเสมอมา แม้ภาพลักษณ์จะดูเป็นผู้หญิงมั่นใจจนอาจค่อนไปทางกร้าวกระด้างสักหน่อย กระนั้นคีติกาก็ไม่เคยเหลวไหลทำตัวเสเพล ตั้งแต่ร่ำเรียนมาเธอก็คว้าเกรดเอมาครองตลอด และมักเอามาอวดมหัทธนให้ภูมิใจทุกเทอม ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้นก็รักเธอเสมือนลูกสาวร่วมสายโลหิต 

                “เอาเลยยายหนาวลุงสนับสนุนเต็มที่ หนูทำได้ดีเสมอ”  

                ภาพของชายวัยกลางคนที่นั่งหัวเราะร่ากับคีติกา สร้างความรู้สึกยุบยับในใจคติยา จริงอยู่ที่มหัทธนแนะนำเธอด้วยความหวังดี แต่หญิงสาวก็อดแปลความไปอีกฝั่งไม่ได้ว่าเขาเหมือนแอบแซะเธออยู่นิดๆ ที่ไม่ทำงานทำการ เอาแต่อุทิศตนเพื่อคนยากไร้ ทั้งที่ครอบครัวก็มีธุรกิจพันล้านให้สืบทอด 

                คติยาไม่ใช่น้องสาว ไม่ใช่คนชอบการแข่งขัน ไม่ชอบบรรยากาศวุ่นวายในโลกการทำงาน ความสุขของเธอคือรอยยิ้มจากคนด้อยโอกาส คือความรู้สึกอิ่มเอมกับการเป็นผู้ให้ คติยาพึงพอใจเช่นนี้เสมอมา จะให้เธอไปสู้กับน้องสาวที่สมบูรณ์แบบงั้นเหรอ? เธอมีอะไรสู้คีติกาได้ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยเทียบน้องสาวได้อยู่แล้ว รายนั้นราวกับเด็กอัจฉริยะ เพียบพร้อมด้วยทักษะรอบด้านทั้งดนตรี ศิลปะ ตลอดจนคณิตศาสตร์ที่ว่ายากคีติกาก็ฟาดเกรดเอมาแล้วแทบทั้งสิ้น ตลอดชีวิตการเรียนคีติกาไม่เคยได้เกรดต่ำกว่าเอเลย แม้คติยาไม่ได้เก่งเลิศเลอเหมือนน้องสาวแต่เธอก็เรียนจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง เธอก็พยายามภาคภูมิใจกับนิยามคำว่าประสบความสำเร็จในแบบของเธอ ไม่อยากเปรียบเทียบตนกับน้องสาวให้รู้สึกแย่...แม้บางครั้งมันอาจห้ามความรู้สึกได้ยากสักหน่อยก็ตาม 

                ภีมพิมลที่สังเกตเห็นความอึดอัดในสีหน้าคติยาจึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง แต่ดันเป็นประเด็นที่ทำเอาคนทั้งโต๊ะอาหารเงียบกริบ “แม่ว่าเราเลื่อนงานแต่งงานของตากุลกับหนูน้ำหนึ่งให้เร็วขึ้นดีไหม แต่งปลายปีนี้เลย” 

                น้ำเสียงแช่มชื่น แววตาแจ่มใสของภีมพิมลทำเอาคีติกาหน้าตึง ช้อนในมือที่กำลังตักอาหารพลันชะงักค้างกลางอากาศ หล่อนพยายามพับเก็บความไม่พอใจไว้ข้างในแล้วนิ่งฟังว่าพี่สาวจะตอบเช่นไร 

                “เอ่อ ทำไมต้องเร่งให้เร็วขึ้นด้วยคะคุณป้า” คติยารวบช้อนเมื่อรู้สึกว่าหัวข้อสนทนากำลังดึงบรรยากาศให้จริงจังขึ้น 

                “ป้าอยากให้หนูน้ำหนึ่งมาอยู่ใกล้ชิดตากุล คอยดูแลกันและกันความทรงจำของพี่เขาจะได้กลับมาเป็นปกติไงจ๊ะ ตั้งแต่กุลออกจากโรงพยาบาลน้ำหนึ่งก็ห่างหายไปเลย เป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ความทรงจำพี่เขาจะดีขึ้นล่ะจ๊ะ” 

                “คุณป้าพูดอย่างกับว่าพี่หนึ่งคือคนสำคัญเพียงคนเดียวของพี่กุลงั้นแหละค่ะ ทั้งที่พวกเราทุกคนก็ต่างมีความสำคัญและมีอิทธิพลในความทรงจำของพี่กุลอย่างเท่าเทียมกัน” คีติกาอดแทรกบทสนทนาไม่ได้ เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบและคลี่ยิ้มเมื่อพูดจบ แต่สงสัยดวงตาสีสนิมไม่เป็นเช่นนั้นเธอจึงถูกกนกลักษณ์ที่นั่งข้างๆ ปรามเสียงเบา 

                “ไม่เอาน่าน้ำหนาว” 

                “หนาวก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่คะคุณแม่” คีติกาเถียง มหาธนที่รับรู้ถึงความคุกรุ่นในสีหน้าดีไซน์เนอร์สาวจึงเบะปากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนเอ่ย 

                “พี่เห็นด้วยกับคุณแม่นะ โตๆ กันแล้ว น้ำหนึ่งเองก็อายุยี่สิบห้าแล้ว ส่วนตากุลก็สามสิบกว่าแล้ว อยู่ในวัยที่ควรสร้างครอบครัวมีหลานตัวน้อยๆ ให้เราอุ้มได้แล้ว จริงไหมคะคุณแม่” มหาธนหันไปขอความเห็นจากมารดาที่ก็ยิ้มถูกใจกลับเช่นกัน  

                สีหน้าแช่มชื่นและเสียงหัวเราะคิกคักของสองแม่ลูกฝั่งตรงข้ามช่างขัดใจคีติกานัก แต่เธอก็พยายามรักษาอารมณ์ไม่โวยวาย เพราะเห็นแก่มารดาและมหัทธนที่เธอเคารพดุจบิดาคนที่สอง คีติการู้ดีว่าภีมพิมลและมหาธนไม่ค่อยปลื้มเธอเท่าไร แม้ภีมพิมลจะมีท่าทีเอ็นดูเธอก็ตาม แต่หากพูดถึงในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ คีติกาคือคนที่สอบตก ภีมพิพลไม่ชอบผู้หญิงแรงและดูมั่นอกมั่นใจแบบคีติกา องค์ประกอบรวมๆ ในตัวแฝดผู้น้องเมื่อเทียบกับคติยาแล้วจึงราวกับทั้งสองคนอยู่คนละฟากฝั่ง 

                คนที่เติบโตมาจากตระกูลที่ใกล้ชิดกับคนในรั้วในวังอย่างภีมพิมลจึงพึงพอใจอยากได้คติยาเป็นสะใภ้มากกว่า แม้นว่าคีติกาก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวของกนกลักษณ์เช่นกัน กระนั้นหากวัดที่นิสัยใจคออันถูกโฉลกแล้ว คติยาย่อมเหมาะสมแก่การเกี่ยวดองเข้ามาในบ้านพิพัศเกียรติมากกว่า เหตุการณ์เมื่อครั้งกระนั้นที่มหากุลเปิดเผยว่ากำลังคบหากับคีติกาอยู่ ภีมพิมลก็ไม่เข้าไปขัดขวางหากแต่ขัดใจ และลุ้นให้แตกหักกันอย่างเงียบๆ เธอจะทำอะไรได้ในเมื่อคีติกาเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิท และสุดท้ายเมื่อความรักสั้นๆ นั้นมีอันต้องเลิกรา ภีมพิมลก็รีบยุยงให้มหากุลเปิดใจรับคติยา และกล่อมให้หมั้นหมายกันไว้ก่อนแล้วค่อยใช้เวลาศึกษาดูใจ ซึ่งมหากุลก็ยินยอมทำตามใจมารดาทุกประการ 

                ต่อมาไม่นานงานหมั้นจึงถูกจัดขึ้นโดยตั้งอยู่บนการร้องขอของภีมพิมลว่ารอบอกคีติกาหลังจากเสร็จงานแล้ว เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ทว่าเธอลืมไปเสียสนิทว่าเพื่อนรักของมหากุลคือจิรภัทร และน้องสาวของจิรภัทรก็คือเพื่อนสนิทของคีติกาด้วย จิรัศยาเพิ่งรู้ความจริงเมื่อไม่กี่วันก่อนพิธีหมั้นจะถูกจัดขึ้น เธอถูกพี่ชายขอร้องปนบังคับว่าไม่ให้บอกคีติกา กระทั่งสุดท้ายคงทนทำร้ายเพื่อนไม่ไหวจิรัศยาจึงแพร่งพรายความลับออกไป ทันทีที่ทราบเรื่องทรยศอันแสนเจ็บปวดคีติกาก็รีบหาตั๋วบินกลับไทยทันที และวันที่เครื่องแลนด์ดิ้งก็ตรงกับวันฤกษ์งามยามดีในการจัดงานมงคล ฝ่ายภีมพิมลผู้ไม่เคยประมาทกับอะไรเธอก็จัดการให้การ์ดเฝ้าประตูไว้ และหากเจอผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนคติยาก็ให้กันตัวไว้จนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น คีติกาจึงโดนคุมตัว ไม่ทันได้ล่มงานหมั้นดั่งใจหวัง  

                “จริงจ้ะลูก แม่อยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว หนูหนึ่งว่าไงจ๊ะ” ภีมพิมลว่า 

                “เอ่อ หนึ่ง...” คนถูกถามอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร คู่หมั้นของเธอก็ไม่อยู่ในภาวะที่ช่วยให้คำตอบได้ พอเหลือบมองมารดาหวังขอความเห็นทว่าฝ่ายนั้นก็หลุบตามองจานข้าวประหนึ่งว่ายกการตัดสินใจทั้งหมดให้เป็นของเธอ พอแลไปทางน้องสาวก็พบกับสายตาที่กำลังร้อนเป็นไฟ คติยาเข้าใจได้ทันทีว่าคีติการู้สึกเช่นไร  

                “แต่งๆ ไปเถอะ คิดอะไรมาก หมั้นกันมาก็ตั้งสองปีแล้วไม่ใช่เหรอ” มหาธนยุยงทำเป็นไม่เห็นสายตาเย็นเยียบของ 

คีติกาที่พุ่งมาทางเขา  

                “หนึ่งคงแล้วแต่ทุกคนน่ะค่ะ” เธอตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ยังไม่ฟันธงไปทางได้ใดทางหนึ่ง แต่คีติกานั้นแค่นเสียงในลำคอเบาๆ พี่สาวเธอตอบเช่นนั้นก็เท่ากับยินยอมพร้อมอยากแต่งทุกเมื่อ  

                “แล้วกุลว่าไงลูก” ภีมพิมลหันมาถามลูกชายในที่สุด ซึ่งตั้งแต่เริ่มพูดถึงเรื่องงานแต่งเวทิศก็หูผึ่งและนิ่งฟังอย่างสนใจ กระทั่งโดนคำถามชวนกระอักกระอ่วนพุ่งตรงมาเขาเองก็เริ่มไปไม่เป็น ได้แต่เหลือบมองคีติกาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหวังขอความเห็น แต่ก็พบเพียงความเย็นชาแกมหงุดหงิด  

                “ผมว่ามันคงเร็วเกินไป รออีกสักหน่อยเถอะครับ” เวทิศในร่างมหากุลตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้เช่นกัน  

                “เร็วอะไรกัน ถ้าขยับงานแต่งมาปลายปีก็อีกประมาณสามเดือน แม่ว่ามันเป็นระยะเวลาที่พอดิบพอดีแล้วนะ อันที่จริงออกจะช้าไปเสียด้วยซ้ำ หมั้นกันมาก็ตั้งสองปีแล้ว” ภีมพิมลยังคงชงต่อ คีติกาแอบถอนหายใจหน่ายๆ กับการตื๊อของอีกฝั่ง อาการแบบนี้คงกลัวว่าลูกชายคนรองจะวิ่งกลับมาหาเธอสินะ เพราะภายหลังจากฟาดเคราะห์ใหญ่มหากุลก็เอาแต่เรียกร้องหาคีติกาเพียงคนเดียว แทบไม่เอ่ยถึงคู่หมั้นตัวจริงเลยด้วยซ้ำ 

                “ขอเวลาอีกสักหน่อยเถอะครับ” เวทิศว่า หากเขาเลือกคติยาแทนที่จะเป็นคีติกาตั้งแต่แรกก็คงไม่บ่ายเบี่ยงให้เมื่อยเช่นนี้ แต่เขามีภารกิจบ้าๆ บอๆ นั้นค้ำคออยู่ จะทำให้เรื่องมันยุ่งยากกว่าเดิมไม่ได้เด็ดขาด 

                “แต่แม่ว่า...” 

                “เอาเถอะๆ ทำตามที่เจ้ากุลประสงค์เถอะ” ผู้เป็นใหญ่แห่งบ้านพิพัศเกียรติเอ่ยขัดภรรยา “ไม่เข้าใจว่าจะไปเร่งเร้าลูกทำไม ความทรงจำของลูกก็หายไปหมด ขนาดพ่อกับแม่ที่เลี้ยงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเขายังรู้สึกกับเราเหมือนคนแปลกหน้าเลย ทุกอย่างสำหรับตากุลตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ แม่พิมลต้องเข้าใจ” 

                คีติกาแอบยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย หากไม่เกรงใจคุณนายใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงมื้อค่ำวันนี้ คีติกาคงลุกขึ้นยืนกลางวงแล้วปรบมือให้มหัทธนไปแล้ว  

                “ขอบคุณครับที่เข้าใจ” เวทิศหันไปค้อมศีรษะให้บิดาของมหากุล เมื่อนั้นภีมพิมลและมหาธนจึงยอมเงียบไปไม่เอ่ยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก 

                ภายหลังจากตักตวงความเอร็ดอร่อยเรียบร้อยแล้ว แขกจากกุลฤทธาก็ยังอยู่พูดคุยต่อตามมารยาทแต่เปลี่ยนสถานที่ไปที่ห้องรับรองแขกแทน  

                “เดี๋ยวก่อนสิพี่หนึ่ง” คีติกายืนกอดอกดักรอพี่สาวอยู่หน้าประตูห้องรับรอง หลังจากที่คติยาขอตัวไปเข้าห้องน้ำเมื่อครู่ 

                “น้ำหนาวมีอะไรเหรอ” 

                “มีเรื่องอยากคุยด้วย” 

                คติยาเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่เรื่องชวนหัวหรือหัวข้อสนทนาแบบเบาๆ แน่ เธอจึงบ่ายเบี่ยงไป “ไว้ค่อยคุยกันที่บ้านดีไหม คืนนี้น้ำหนาวก็กลับไปนอนที่บ้านใหญ่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” 

                “มีอารมณ์อยากคุยตอนนี้ก็ต้องคุยตอนนี้สิพี่หนึ่ง” 

                คติยาถอนหายใจเบาๆ กับความเอาแต่ใจของน้องสาว “แล้วน้ำหนาวมีอะไรจะพูดกับพี่ล่ะ” 

                “พี่ไปออดอ้อนขอคุณป้าพิมลเพื่อเร่งการแต่งงานให้เร็วขึ้นใช่ไหม” น้ำเสียงคีติกาทั้งฟังดูหาเรื่องและบ่งบอกว่าไม่พอใจเป็นที่สุด ความอึดอัดคับข้องใจหากเคลียร์ได้ก็ต้องเคลียร์ให้จบโดยเร็ว ตอนนี้คีติกามีเรื่องในสมองให้แบกเยอะพอแล้ว 

                “พี่เปล่านะ พี่ไม่ได้ไปพูดอะไรกับคุณป้าเลย ทำไมน้ำหนาวถึงคิดแบบนั้น” คีติกาเก่งเสมอในการปะติดปะต่อเรื่องราวสำหรับใช้หาเรื่องคนอื่น โดยเฉพาะพี่สาวอย่างเธอที่โดนมาตั้งแต่เด็กจนโต  

                “ไม่คิดได้เหรอ การที่คู่หมั้นเป็นแบบนั้นใครเลยจะทนอยู่เฉยๆ ได้” 

                “น้ำหนาวอย่าเอามาตรฐานของตัวเองมาตัดสินพี่ดีกว่านะ” คติยาเอ่ยเสียงเรียบแต่แววตาเริ่มไม่พอใจกับคำครหา 

                “นี่พี่ว่าฉันเหรอ!” 

                “พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนะ” ในขณะที่น้องสาวทำเสียงห้วนกระชากใส่ แต่คติยาก็ยังคงตอบกลับอย่างเรียบเรื่อยแฝงด้วยความเหนื่อยใจ  

                “หึ! อย่ามาโกหกหน่อยเลย สายตาพี่มันฟ้องซะขนาดนั้น” จากที่ตั้งใจจะมาถามพี่สาวให้กระจ่างกลับนำไปสู่บรรยากาศมาคุจนได้ ทว่าคีติกาก็หาสนไม่ เธอกอดอกเดินเข้าไปประชิดตัวพี่สาว ไล่สายตามองอย่างเย้ยหยัน “กับน้องกับนุ่งไม่ต้องแสร้งเป็นคนดีมากก็ได้ เอาแต่เก็บความรู้สึกระวังจะอกแตกตายสักวัน” 

                คติยาเบือนหน้าหนี เม้มริมฝีปากอย่างสะกดอารมณ์ “พี่ไม่ได้เสแสร้ง พี่ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ร้อยมารยา ไม่มีจริตจะก้านแบบน้ำหนาว” 

                “พี่หนึ่ง! นี่พี่ว่าฉันเหรอ” 

                “ก็หนาวแนะไม่ให้พี่เก็บความรู้สึกไม่ใช่เหรอ ก็นี่ไงล่ะ พอแสดงออกไปตรงๆ เธอก็ทนฟังไม่ได้ พี่พยายามรักษาน้ำใจเธอ คิดถึงใจเธอเสมอมา” 

                คีติกาเปล่งเสียงหัวเราะราวกับถ้อยคำของพี่สาวมันช่างน่าขันสิ้นดี “รักษาน้ำใจ คิดถึงใจฉัน? เหอะ! ถ้าพี่คิดถึงใจฉันจริงๆ ก็คงไม่เข้าพิธีหมั้นกับพี่กุลหรอก” 

                “โธ่ น้ำหนาวเรื่องนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว เราเคลียร์กันแล้วไม่ใช่เหรอ” พี่สาวว่าอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่โดนขุดอดีตมาต่อว่า 

                “เคลียร์เหรอ? พี่แน่ใจนะว่าเคลียร์ ตอนนั้นพี่บอกว่าจะไม่รักพี่กุลเด็ดขาด พี่หนึ่งเคยรับปากอะไรกับหนาวไว้จำได้บ้างไหมคะ” 

                เมื่อถูกทวงถามคำมั่นสัญญาเช่นนี้คนผิดคำพูดก็ถึงกับสะอึก แววตาคติยาอ่อนลงเมื่อไม่ใช่ฝ่ายถูกอีกต่อไป ในวันที่คีติกามาอาละวาดหลังพิธีหมั้นจบลง คติยาดึงตัวน้องสาวออกมาคุยเป็นการส่วนตัวพลางพยายามกล่อมให้ใจเย็น กระทั่งยอมใช้ไพ่ใบสุดท้ายนั่นคือการให้คำสัญญาว่าจะไม่รักผู้ชายคนเดียวกันกับน้องสาว จะหมั้นเพื่อความพอใจของผู้ใหญ่และรับปากว่าเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งคติยาจะถอนหมั้นให้ เพราะตอนนี้ข่าวแพร่กระจายไปทั่ววงสังคมแล้ว หากถอนหมั้นทันทีมันจะเสียถึงผู้ใหญ่หลายท่านในตระกูล คติยารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่มีงานแต่งงานระหว่างคติยาและมหากุลเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งนั่นเป็นข้อตกลงที่คีติกายอมเลิกราวี  

                แต่แล้วคติยาก็ทำตามที่รับปากไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ยกหัวใจให้มหากุลไปแล้วทั้งดวง ก็ฝ่ายชายทั้งบอกรัก ทั้งทำดีกับเธอ ใครเลยจะไม่หวั่นไหว  

                “พี่ขอโทษ” 

                “คำขอโทษของพี่มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก”  

                “แล้วน้ำหนาวจะให้พี่ทำยังไง ตอนนี้เราก็น่าจะพอใจแล้วไม่ใช่เหรอที่พี่กุลมีท่าทีทั้งรักทั้งคิดถึงน้องขนาดนั้น ทำไมถึงยังมาหาเรื่องพี่อีก” ท่าทางสะบัดสะบิ้งไม่ยอมฟังใครของน้องสาวเริ่มทำคติยาอดรนทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน  

                “ก็ดีใจอยู่หรอก ถ้าพี่หนึ่งไม่ใช้วิธีเข้าหาคุณป้าพิมล พี่คงอยากเป็นสะใภ้บ้านนี้มากสินะถึงได้ขอให้ผู้ใหญ่มาช่วยเร่งงานแต่ง ทั้งที่ว่าที่เจ้าบ่าวเขาจำพี่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” 

                “เธอล่วงเกินพี่มากเกินไปแล้วนะน้ำหนาว” 

                “ทำไมคะ? ฟังแล้วมันเสียดใจดำเหรอ” คีติกายังหาเรื่องไม่เลิก ยิ่งเห็นผู้เป็นพี่ที่มักอารมณ์เย็นไม่ค่อยแสดงอาการโกรธใส่ใครกำลังบีบมือเข้าหากันแน่น คีติกาก็ยิ่งชอบใจ จึงหาเรื่องแหย่เรื่อยๆ “ฟังไว้เลยนะว่าหนาวจะไม่มีวันให้พี่กุลจำพี่หนึ่งได้ เขาจะไม่มีวันกลับไปหาพี่อีก!” คีติกาย้ำเสียงดังฟังชัดจนลืมไปว่าเบื้องหลังบานประตูนั้นไม่ได้มีแค่เธอและพี่สาวตามลำพัง 

                คติยากล้ำกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ เจ็บปวดกับความใจหินของน้องสาวที่คลานตามกันมาไม่กี่วินาที ดวงตาคู่สวยแดงก่ำก่อนปล่อยน้ำตาไหลออกมา ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้ใหญ่ในห้องรับแขกต่างพากันเดินออกมาเพราะเสียงพูดคุยข้างนอกที่เพิ่มระดับดังขึ้นๆ จนฟังเหมือนคนทะเลาะกัน  

                “พี่แพ้แล้ว พี่กุลเป็นของน้ำหนาว พี่จะถอนหมั้นให้” 

                “เกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูน้ำหนึ่งพูดอย่างนี้ล่ะ” ภีมพิมลตกใจกับประโยคที่ได้ยินเข้าพอดี เธอเอื้อมโอบประคองไหล่คติยาที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น ในขณะที่กนกลักษณ์ได้แต่ส่งสายตาคร่ำเครียดมองสองฝาแฝดที่ก่อเหตุวิวาทไม่ดูกาลเทศะ  

                “หนึ่งขอถอนหมั้นกับพี่กุลค่ะคุณป้า” ดวงหน้าเปื้อนน้ำตาหันไปทางภีมพิมล  

                “พี่หนึ่งหนาวขอโทษที่ใจร้อนและปากเสีย” คีติกายอมลงให้เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี มหากุลมองเธอและคติยาสลับกันไปมาอย่างต้องการคำอธิบาย ส่วนมหาธนนั้นเบะปากร้ายๆ ให้คีติกาคล้ายกับสื่อว่าตนอ่านสถานการณ์ออกหมดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น สายตาห่วงใยอย่างแท้จริงหนึ่งเดียวเห็นจะมาจากมหัทธนนี่แหละที่ยังอ่อนโยนต่อคีติกา ส่วนกนกลักษณ์ผู้เป็นมารดานั้นเหรอมีแต่ความเยือกเย็นแกมไม่พอใจ  

                “ใจเย็นๆ ก่อนนะลูก” ภีมพิมลลูบแผ่นหลังบางอย่างปลอบโยน คติยายังคงสะอื้นไห้พลางถอดแหวนเพชรแปดกะรัตที่นิ้วนางข้างซ้ายแล้วยื่นให้น้องสาว 

                “น้ำหนาวเอาไปสิ” คติยาคะยั้นคะยอเมื่อเห็นว่าน้องสาวมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ พลางมองหน้าคนนู้นคนนี้อย่างลำบากใจ 

                “พี่หนึ่งอย่าทำแบบนี้เลย หนาวขอโทษ” คีติกาผลักเครื่องประดับแทนใจนั้นกลับคืน เธอรู้สึกพลาดไปถนัดที่ดันมาหาเรื่องที่สาวผิดที่ผิดทาง เลยพลอยทำตัวเองคะแนนติดลบในสายตาภีมพิมลและมหาธนไปอีก  

                “น้องจะปฏิเสธทำไมล่ะ มันเป็นสิ่งที่น้ำหนาวต้องการมาตลอดไม่ใช่เหรอ นี่ไงพี่รักษาสัญญาแล้ว” คติยาพรั่งพรูอย่างเจ็บปวด พลางยัดแหวนเพชรน้ำงามใส่มือน้องสาว “ตอนนี้ทุกอย่างเป็นของน้องแล้ว ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับพี่กุลมาพร้อมกับหัวใจของเขาที่กลับคืนสู่น้อง รับไปเถอะ” 

                ทันทีที่เครื่องประดับราคาแสนแพงตกไปอยู่ในอุ้งมือคีติกา อดีตคู่หมั้นของมหากุลก็ผละจากวงแขนของภีมพิมลและเดินก้มหน้าก้มตาออกไปจากคฤหาสน์พิพัศเกียรติ เธอไม่มีแก่ใจยกมือไหว้ลาใครทั้งนั้น คติยาเจ็บปวดเหลือเกินกับคลื่นพายุที่ถาโถมใส่ เธอทำผิดอะไรนักหนาฟ้าถึงพรากมหากุลจากไป ย่ำยีความรู้สึกของเธอราวกับเศษหินดินทรายที่ไร้ค่า ไหนจะน้องสาวฝาแฝดนั่นอีกที่ทำร้ายจิตใจเธออย่างเลือดเย็น ต่อว่าสาดสีใส่เธอราวกับศัตรูคู่แค้นแต่ชาติปางไหน ความรักความสัมพันธ์ในแบบพี่น้องคีติกาไม่เคยมอบให้คติยาเลย เธอไม่ได้สัมผัสความรักในแววตาของคีติกามาเนิ่นนาน จนบางครั้งเธออดสงสัยไม่ได้ว่าน้องสาวของเธอยังมีหัวใจอยู่หรือเปล่า 

                ทางด้านคีติกาที่ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กระดากอายต่อสายตาหลากหลายความรู้สึกที่พุ่งตรงมาอย่างตัดสิน หล่อนกำแหวนหมั้นวงนั้นไว้แน่นก่อนพนมมือไหว้ภีมพิมล มหัทธน ตลอดจนมารดาของตัวเอง  

                “หนาวขอโทษนะคะคุณป้า ขอโทษนะคะคุณลุงที่แสดงกริยาไม่ดี”  

                “ขอโทษทำไม หล่อนก็ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วไม่ใช่เหรอ” มหาธนเหยียดริมฝีปากอย่างสมเพชก่อนสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ภีมพิมลเองก็รู้สึกหน้าตึงอยากต่อว่านิสัยเห็นแก่ตัวของคีติกาแต่ในขณะเดียวกันก็ยังเกรงใจกนกลักษณ์ ยิ่งเจอเหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าคีติกาไม่คู่ควรกับตำแหน่งสะใภ้แห่งพิพัศเกียรติ คีติกาคือน้องสาวที่ใจร้าย นิสัยเอาแต่ใจทำกับพี่สาวแท้ๆ ได้ลงคอ ภีมพิมลเริ่มตั้งปณิธานแน่วแน่อีกครั้งว่าจะไม่ยอมให้คีติกาได้ตบแต่งกับมหากุลเด็ดขาด เธอต้องหาทางดึงคติยามาเป็นสะใภ้ให้ได้  

                “เรื่องนี้ป้ามองว่ามันไม่ค่อยถูกต้องนะจ๊ะน้ำหนาว ยังไงน้ำหนึ่งก็มาก่อนและมาอย่างถูกต้องด้วย ถึงจะเป็นพี่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละให้น้องทุกอย่าง” 

                “แม่พิมล” มหัทธนเรียกภรรยาเป็นเชิงปราม ภีมพิมลตวัดตาขุ่นเขียวเป็นนัยว่าอย่ายุ่ง ใช่สิ! คีติกาคือลูกรักของสามีหล่อนนี่ คอยให้ท้ายกันอยู่เรื่อย พอหล่อนจะปรามจะสอนอะไรนิดหน่อยก็โดนขัดตลอด  

                “แล้วฉันพูดอะไรผิดล่ะคะคุณธน แค่อยากเตือนสติน้ำหนาวให้นึกถึงใจพี่สาวบ้าง” นางภีมพิมลเอ่ยกับสามี  

                “หนาวผิดเองค่ะที่พูดไม่ดีกับพี่หนึ่ง” คีติกายอมอ่อนข้อ ยอมก้มหน้าเป็นฝ่ายผิดโดยไม่เถียงเพราะไม่อยากให้คะแนนว่าที่ลูกสะใภ้แห่งพิพัศเกียรติติดลบไปมากกว่านี้  

                “หนูรู้ตัวก็ดีแล้ว ป้าเข้าใจว่าน้ำหนาวรักเจ้ากุลมาก แต่หนูต้องทำความเข้าใจนะว่าเรื่องของหนูมันเป็นอดีตไปแล้ว กุลกับน้ำหนึ่งคบหากันมาตั้งสองปีแถมยังแพลนแต่งงานไว้ปีหน้านี้ด้วย” ภีมพิมลถอนหายใจเล็กน้อยอย่างปลงอารมณ์ “ป้าไม่อยากให้น้ำหนาวเข้ามาแทรกแบบนี้” 

                “ทำไมล่ะคะคุณป้า ในเมื่อพี่กุลจำน้ำหนาวได้คนเดียว” เธอว่าจะไม่เถียงอยู่แล้วเชียว สุดท้ายริมฝีปากก็ไม่เคยเย็บกันได้สนิทสักที 

                “กุลจำหนูได้แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาต้องรักหนูนี่จ๊ะ ทำความเข้าใจตรงนี้ด้วย”  

                “แต่คุณป้าคะ...” 

                “หยุดได้แล้วน้ำหนาว ไม่ควรที่จะมาเถียงผู้ใหญ่ฉอดๆ แบบนี้” กนกลักษณ์ที่นิ่งอยู่นานเอ่ยปรามบ้าง คีติกาที่ถึงแม้อาศัยอยู่เมืองนอกเมืองนามาตั้งแต่วัยรุ่น ทว่าสัมมาคารวะคือเรื่องที่ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เยาว์วัย เธอจึงยกมือไหว้ขอโทษภีมพิมลอีกครั้ง 

                “เอาเถอะ น้ำหนาวก็ลองกลับไปคิดทบทวนให้ดีแล้วกันว่าควรจัดการเรื่องนี้ยังไง แต่แหวนหมั้นนั้นน่ะเอาไปคืนน้ำหนึ่งด้วยนะ” คุณนายใหญ่แห่งบ้านพิพัศเกียรติบุ้ยปากไปที่มือเล็กของหญิงสาวซึ่งกำแหวนไว้แน่น ก่อนเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน  

                “คุณลุงคะน้ำหนาวขอโทษนะคะที่ทำลายบรรยากาศดีๆ วันนี้ หนาวใจร้อนวู่วามเองค่ะ” คีติกาหน้าเศร้าพนมมือขอโทษผู้ใหญ่อีกครั้ง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยคลี่ยิ้มรับคำขออภัยพลางลูบศีรษะทุยอย่างรักใคร่ 

                “ไม่เป็นไรหรอกลูก ผิดแล้วรู้จักยอมรับลุงก็ไม่ว่าอะไรหรอก น้ำหนาวกลับไปเคลียร์กับพี่สาวให้เข้าใจเถอะ เป็นพี่น้องกันไม่ควรทะเลาะกันยืดยาว” 

                “ค่ะคุณลุง” 

                “ดิฉันก็ต้องขออภัยแทนลูกสาวทั้งสองคนด้วยนะคะที่ไม่รู้จักยับยั้งอารมณ์” กนกลักษณ์กล่าวอย่างรู้สึกผิด  

                “ช่างมันเถอะแม่ลักษณ์” มหัทธนบอกปัดอย่างไม่ถือสา เค้าหน้าที่เวลาปกติมักดุดันบัดนี้เจือด้วยความเข้าใจและแววตาที่อ่อนโยน กับเรื่องการทำงานเขาเป็นคนเด็ดขาดจนลูกน้องต่างพากันขยาด แต่หากเป็นเวลาส่วนตัวมหัทธนมักกลายเป็นคนละคนราวกับพลิกฝ่ามือ เขารู้ดีว่าควรใช้มุมแข็งมุมอ่อนกับใคร 

                “งั้นลักษณ์กับยายหนาวต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ” กนกลักษณ์ร่ำลาเจ้าของบ้านพลางดึงแขนลูกสาวออกมา คีติกาจึงไม่ทันได้เอ่ยลาหรืออธิบายใดๆ ให้มหากุลเข้าใจ ทำได้เพียงส่งสายตาลุแก่โทษไปให้ 

ความคิดเห็น